บทความทั้งหมด

Date : 17 / 10 / 2018

  • Date : 17 / 10 / 2018
    6 เดือนช่วงน้ำมันขาขึ้น เงินกองทุนน้ำมันฯลดฮวบ 2 หมื่นล้าน


    เช็คฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วงราคาพลังงานขาขึ้น พบว่าในช่วง 6 เดือน นับแต่พ.ค. ถึง 11 ต.ค.2561 ยอดเงินลดฮวบกว่า 2 หมื่นล้านบาท จากการใช้มาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้มและดีเซล  แต่ถือว่าโชคยังเข้าข้างที่ช่วงเริ่มต้นของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  รัฐเดินหน้านโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้ง ดีเซล ก๊าซหุงต้ม และก๊าซเอ็นจีวี จนทำให้สามารถลดภาระการอุดหนุนราคาและมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯสะสมเอาไว้ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดต่างๆที่ผ่านมาในอดีต

    โดยในช่วงเดือนพ.ค.2561 นี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเคยมีเงินสะสมอยู่กว่า 40,000 ล้านบาท แต่มาถึง ณ วันที่ 11 ต.ค. 2561 มีฐานะเงินสุทธิลดเหลือ 24,592 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมัน 28,919 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบไปแล้ว 4,327 ล้านบาท

    ทั้งนี้กระทรวงพลังงานยังคงมาตรการอุดหนุนก๊าซหุงต้ม ไม่ให้เกิน 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ 28 พ.ค. 2561 และยังฯตรึงราคาดีเซลเอาไว้ไม่ให้เกิน30บาทต่อลิตร ต่อไปอีก  โดย ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา มีมติให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯพยุงราคา LPG ต่อไป  โดยคาดว่าจะดูแลราคาทั้งดีเซลและก๊าซหุงต้มไปได้จนถึงเดือน มี.ค. 2562 หรืออย่างน้อย ก็ผ่านช่วงฤดูหนาวที่ในต่างประเทศจะเป็นช่วงที่มีการใช้ก๊าซหุงต้มหรือ LPG มากและราคาปรับตัวขึ้นสูง และหากราคาน้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวในกรอบ 82.50-87.50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ที่จะใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปชดเชยน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 1.50 บาทต่อลิตร นั้น ก็คาดว่าจะสามารถดูแลราคาน้ำมันดีเซลได้จนถึงเดือน มิ.ย.2562  เพราะคาดว่าช่วงที่เข้าสู่หน้าร้อนความต้องการใช้น้ำมันจะลดลง และสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองของโลกก็น่าจะผ่อนคลายลงที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง

    โดยในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินมีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน จนทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นไปในระดับ 90 หรือเกิน 90 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  กระทรวงพลังงานก็จะใช้วิธีการผสมผสาน ระหว่างการเพิ่มเงินชดเชย การเพิ่มราคาขายปลีก หรือการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ซึ่งการดำเนินการตามมาตรการนี้จะต้องดูสถานการณ์ราคาน้ำมันในช่วงนั้นเป็นหลัก รวมถึงค่าครองชีพและ ฐานะการเงินการคลังของประเทศด้วยว่าจะเลือกใช้มาตรการใด จึงจะเหมาะสม

    ประเด็นที่กระทรวงพลังงานเป็นห่วงคือ สถานการณ์ช่วงระยะเวลา 1 สัปดาห์ก่อนและหลังสหรัฐฯจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านในวันที่ 4 พ.ย.2561 ซึ่งคาดว่ามีโอกาสที่ราคาน้ำมันโลกจะผันผวนสูงมาก โดยหากสถานะกองทุนน้ำมันฯไม่สามารถรับมือได้ ก็มีโอกาสที่รัฐบาลต้องปรับลดภาษีน้ำมัน หรือ อาจถึงขั้นขอขยับขึ้นราคาดีเซลให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ที่ต้องเสี่ยงกับการสูญเสียคะแนนนิยม หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น

    มาย้อนดูการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาลชุดก่อนๆหน้านี้  เปรียบเทียบก็ยังถือว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ยังได้เปรียบที่ยังคงรักษาสถานะของกองทุนน้ำมันเอาไว้ให้เป็นบวกกว่า 2 หมื่นล้านบาท อยู่ได้ในขณะนี้ เพราะในช่วงของรัฐบาลทักษิณ เมื่อเดือนก.พ.2544 นั้นกองทุนน้ำมันติดลบหนักสุดถึง -82,988 ล้านบาท  พอมาถึง  สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์  เดือน ธ.ค.2551 ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงต่ำ เก็บเงินใช้หนี้เดิมสะสมจนฐานะกลับมาเป็นบวก 28,768 ล้านบาท  ส่วน รัฐบาลยิ่งลักษณ์  เมื่อเดือนส.ค. 2554 นั้นค่อนข้างโชคร้ายที่ ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นอีก  มีการใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปอุดหนุนทั้งราคาดีเซลและก๊าซหุงต้ม ทำให้กองทุนน้ำมันกลับมา ติดลบ 22,820 ล้านบาท   พอมาถึง สมัยรัฐบาลคสช. เข้ามาบริหารช่วงเดือน พ.ค.2557 โชคดีที่ ราคาน้ำมันลดลง กองทุนน้ำมันจึงกลับมาเป็นบวก 7,032 ล้านบาท และสะสมเพิ่มขึ้นจนมียอดเป็นบวกกว่า4หมื่นล้านบาท  ก่อนที่จะมาเผชิญกับช่วงราคาน้ำมันขาขึ้น ที่เมื่อกลับมาใช้มาตรการตรึงราคาแบบเดิม ซึ่ง ก็ได้รู้แล้วว่าเพียงแค่6เดือนนั้น เงินหายจากกองทุนน้ำมันไปแล้ว กว่า2หมื่นล้านบาท

    แต่ดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างรัฐบาลอยู่บ้าง ที่ในสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลก ปรับตัวลดลง  จนมีผลทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกปรับตัวลดลงตามติดต่อกัน โดยเมื่อวันที่10ต.ค. ที่ผ่านมาราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินปรับลดลง 50สตางค์ต่อลิตร วันที่13 ต.ค. ปรับลดลงอีก 50สตางค์ต่อลิตร ในขณะที่เช้าวันที่ 18ต.ค. ราคาลดลงอีก 50 สตางค์ต่อลิตร รวม3ครั้งภายในไม่ถึง2สัปดาห์ ราคากลุ่มเบนซินลดลงแล้ว 1.50 บาทต่อลิตร  

    อย่างไรก็ตามไม่ว่าสถานการณ์ราคาพลังงานจะปรับตัวขึ้นอย่างไร  หลายฝ่ายก็วิเคราะห์ฟังธงไปแล้วว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ น่าจะใช้เงินจากกองทุนน้ำมันฯจนหมดหน้าตัก เพื่อตรึงราคาพลังงานทั้งดีเซลและก๊าซหุงต้มเอาไว้ ไปจนพ้นการเลือกตั้งช่วงปลายเดือนก.พ.2562  เพราะศึกเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันสูง และเรื่องของราคาน้ำมันจะเป็นจุดอ่อนสำคัญหนึ่งที่จะทำให้รัฐบาลถูกโจมตีเพื่อหวังให้เสียคะแนนนิยม   - ทีมข่าวENC รายงาน

Date : 02 / 10 / 2018

  • Date : 02 / 10 / 2018
    รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานอย่างทั่วถึง

    รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หวังกระตุ้นกำลังซื้อประชาชนผู้มีรายได้น้อยในชุมชน เข้าถึงมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานเพิ่มขึ้น รวมทั้งการพัฒนาทักษะอาชีพ และการใช้บริการระบบขนส่งมวลชน  เตรียมเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้าระบบBIG DATA เพื่อให้การแก้ไขปัญหาผู้มีรายได้น้อยทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

    ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง  ณ วันที่ 14 ก.ย. 2561 มีประชาชนผู้มีสิทธิที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 11.4ล้านรายคน และรับบัตรไปแล้ว 11 ล้านคน  คิดเป็น97% แต่ปัญหาของการใช้บัตรในช่วงที่ผ่านมา ที่กระทรวงการคลังรายงานให้คณะรัฐมนตรีได้รับทราบ เมื่อเร็วๆนี้ นั้น  ได้แก่การมีเครื่องชำระเงินอิเลคทรอนิกส์ หรือเครื่องECD ที่ใช้รูดซื้อสินค้าใน ร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าประชารัฐในชุมชน ไม่เพียงพอ  ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะที่อยู่ในต่างจังหวัด ต้องเดินทางเข้ามาใช้บัตร ในเมืองที่มีร้านค้าซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งอยู่  ในขณะทีอีกปัญหาหนึ่งที่พบ คือร้านค้าหลายแห่ง มีการหยุดรับบัตรสวัสดิการเพราะกังวลจะมีรายได้เกิน1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องเข้าสู่ระบบจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม

    อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องของเครื่อง ECD ที่มีไม่เพียงพอนั้น  คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางไปแล้วจำนวน 257 ล้านบาท  เพื่อติดตั้งเครื่อง ECD เพิ่มอีก20,000 เครื่อง  โดยหวังให้ร้านธงฟ้าประชารัฐ กระจายออกไปให้ทั่วถึงประชาชนผู้ถือบัตรมากขึ้น  ในขณะเดียวกัน  ธนาคารกรุงไทย ก็มีการพัฒนา Mobile Application ที่ชื่อว่า “ถุงเงิน” เพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ สามารถดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น และใช้ซื้อสินค้าได้ในร้านค้าธงฟ้า ที่ยังไม่ได้ติดตั้ง เครื่อง ECD  โดยข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ เดือนก.ย. นี้ มีร้านค้าที่รับใช้แอพลิเคชั่น ถุงเงิน แล้ว 7,837 แห่ง จากที่กรมบัญชีกลางอนุมัติร้านค้าแล้ว  11,548 แห่ง  

    ในส่วนของร้านค้าที่มีการติดตั้งเครื่อง ECD แล้วนั้น แบ่งเป็น ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ  29,178 แห่ง ส่วน ร้านค้าประชารัฐ ของกองทุนหมู่บ้านที่กระจายอยู่ในแต่ละชุมชน มีอยู่ 3,521 แห่ง  รวมเป็น  32,699 แห่ง  ร้านค้าก๊าซหุงต้ม 829 แห่ง จะมีการติดตั้ง เพิ่มอีก1,176 แห่ง รวมเป็น  2,005  แห่ง  ซึ่งจะทำให้ผู้ถือบัตรสามารถซื้อก๊าซหุงต้มในราคาที่รัฐอุดหนุน ได้เพิ่มมากขึ้นและสะดวกขึ้น  ส่วน รถบขส. มีติดตั้ง 121 แห่ง และรถไฟติดตั้งแล้ว  534 แห่ง  รวมทั้งหมด 35,359 แห่ง

    ในระยะต่อไป กรมบัญชีกลาง จะจัดทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  เฟสสอง ที่ให้ผู้ถือบัตรที่อยู่ในพื้นที่ กรุงเทพและปริมณฑล 6 จังหวัด สามารถใช้ขึ้นรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ  ได้ด้วย   นอกจากนี้ ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังจะสามารถใช้บัตรติดต่อเข้าอบรมพัฒนาทักษะอาชีพ ที่รัฐมีการจัดเตรียมเอาไว้ รวมทั้ง ใช้กดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารกรุงไทย    เพื่อเอาไปใช้จ่ายทางอื่นได้  คนละ 100-200 บาทต่อเดือน  ได้ด้วย   รวมทั้งการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลเข้ากับหน่วยงานต่างๆของรัฐ เพื่อให้รัฐสามารถใช้ระบบBig Data มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ถือบัตร  นำไปสู่มาตรการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้น

Date : 17 / 09 / 2018

  • Date : 17 / 09 / 2018
    คอลัมน์รอบรู้ปิโตรเลียม : คุณรู้จัก “ปิโตรเลียม” ดีพอหรือยัง?”

    คอลัมน์รอบรู้ปิโตรเลียม 

    โดย Mr. Fact 

    คุณรู้จัก “ปิโตรเลียม” ดีพอหรือยัง?”   

    เคยมีบ้างไหมเวลาที่ใครๆพูดกันถึงเรื่อง “ปิโตรเลียม” แล้วพูดคุยกับเขาต่อไปไม่ได้ เพราะเราเองก็ยังไม่รู้ว่า “ปิโตรเลียม” คืออะไรกันแน่ และที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องปิโตรเลียมไปอย่างเป็นเรื่องเป็นราวนั้น เรามั่นใจได้แค่ไหนว่าพูดเรื่องเดียวกันกับสิ่งที่เขาหมายถึง ถ้าเคยเป็นอย่างที่ยกกรณีไว้ข้างต้น เมื่ออ่านบทความนี้จนจบ จะช่วยให้เราคุยกับคนอื่นๆ ในเรื่อง “ปิโตรเลียม” ได้อย่างผู้รู้ ในทุกแง่ทุกมุม

    คำว่า “ปิโตรเลียม” (Petroleum ) นั้นเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมีคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบหลัก และอาจมีธาตุอื่น เช่น กํามะถัน ออกซิเจน ไนโตรเจน ปนอยู่ด้วย สามารถเกิดได้เองตามธรรมชาติจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์บริเวณใต้เปลือกโลก แต่ต้องใช้เวลานานเป็นเวลาหลายล้านปี ที่ประเทศไทยเองก็มีการสำรวจพบปิโตรเลียมทั้งที่บนบกและในทะเลอ่าวไทย

    เราอาจจะจำแนกประเภทของปิโตรเลียม ซึ่งเป็นคำที่กินความหมายกว้างๆ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ  น้ำมันดิบ (crude oil) ก๊าซธรรมชาติ (natural gas) และ ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ คอนเดนเสท (condensate) และเวลาที่ได้ยินใครๆพูดถึงคำเหล่านี้  เช่น มีเทน  อีเทน  โพรเพน  บิวเทน   ก๊าซ LPG  (ชาวบ้านชอบเรียก ก๊าซหุงต้ม)  ก๊าซ NGV  ก๊าซ CNG   ก๊าซ LNG   ดีเซล เบนซิน ก็ให้รู้ไว้เลยว่า มันก็คือปิโตรเลียม ที่มาจากซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันหลายๆ ล้านปี นั่นแหละ

    เมื่อมีการสำรวจพบแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ผิวดิน 3-4 กิโลเมตร แล้วผลิตขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ มันก็จะมีทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซคอนเดนเสท และน้ำ ปนๆกันขึ้นมา  แหล่งไหนที่พบน้ำมันดิบมากกว่าก๊าซ ก็มักจะเรียกแหล่งปิโตรเลียมนั้นว่า แหล่งน้ำมัน  เช่น แหล่งน้ำมันดิบสิริกิติ์  ส่วนแหล่งไหนที่พบก๊าซมากกว่าน้ำมันดิบ ก็มักจะเรียกแหล่งปิโตรเลียมนั้นว่า แหล่งก๊าซ เช่น แหล่งก๊าซบงกช แหล่งก๊าซเอราวัณ ในอ่าวไทย  เป็นต้น

    ก๊าซธรรมชาติที่พบนั้น ก็แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. “ก๊าซแห้ง” หรือ “dry gas” ที่มีน้ำหนักเบาสุด มีองค์ประกอบของมีเทน เป็นส่วนใหญ่ และ 2. “ก๊าซเปียก” หรือ “wet gas” ส่วนใหญ่มีองค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติเหลว เช่น อีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน และเฮกเซน ที่เหมาะสำหรับการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

    ประเทศไทยเราโชคดีที่ก๊าซธรรมชาติที่ค้นพบในอ่าวไทยส่วนใหญ่เป็นก๊าซเปียก ดังนั้น จึงมีการส่งก๊าซจากแหล่งปิโตรเลียมของผู้รับสัมปทานทั้งหลายในอ่าวไทยผ่านมาทางท่อขึ้นฝั่งที่มาบตาพุด เข้าสู่โรงแยกก๊าซธรรมชาติเพื่อแยกเอาส่วนที่เป็นมีเทนไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า  โรงงานอุตสาหกรรม หรือถ้าเอาไปเพิ่มความดัน (Compressed  Natural Gas) หรือ CNG บรรจุใส่ถังใช้ในรถยนต์ ที่เราก็มักจะเรียกว่า ก๊าซ NGV

    ส่วนที่เป็นอีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน และเฮกเซน  ก็จะส่งเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  ผลิตเป็นเม็ดพลาสติก ในขณะที่โพรเพนที่ผสมกับบิวเทน ก็กลายเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas : LPG) ที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคครัวเรือน  หรือที่รู้จักกันว่า ก๊าซหุงต้ม  ถ้าไปเติมใช้ในรถยนต์ก็มักเรียกว่า แก๊สรถยนต์ หรือ แก๊ส  ส่วนนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม ก็จะเรียกว่า “ก๊าซแอลพีจี”

    ในสายของน้ำมันดิบและคอนเดนเสท นั้น ก็จะส่งเข้าโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปชนิดต่างๆ เช่น ดีเซล เบนซิน น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และน้ำมันก๊าด รวมถึงยางมะตอย เพื่อนำไปใช้ในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม  โดยในกระบวนการกลั่นนั้นยังได้ก๊าซ LPG ออกมาเป็นผลพลอยได้อีกทางหนึ่งด้วย

    แม้ว่าประเทศไทยจะมีแหล่งปิโตรเลียมในประเทศ โดยผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบได้เอง  แต่ในข้อเท็จจริงนั้น ปริมาณที่ผลิตได้ก็ยังถือว่าไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการใช้ในแต่ละวัน ทำให้ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อเสริมความมั่นคง

    ก๊าซธรรมชาติ ที่นำเข้าในรูปก๊าซนั้น มาจากประเทศเมียนมา ผ่านทางท่อส่งก๊าซไทย-เมียนมา ทางฝั่งภาคตะวันตกของประเทศ ส่วนก๊าซธรรมชาติ ที่นำเข้าจากประเทศที่อยู่ไกลออกไป จะนำเข้ามาในรูปของก๊าซธรรมชาติที่เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ที่เรียกว่า Liquefied natural gas หรือ LNG ซึ่งขนส่งมาทางเรือขน LNG โดยเฉพาะ และมีสถานีรับจ่าย LNG เป็นของปตท. อยู่ที่มาบตาพุด จ.ระยอง

    ส่วนน้ำมันดิบที่นำเข้านั้น ส่วนใหญ่จะมาจากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง ที่มีคุณสมบัติเหมาะกับสเปคของโรงกลั่นไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 85% ของความต้องการใช้  เช่นเดียวกับก๊าซ LPG ที่ต้องมีการนำเข้ามาด้วยเพราะที่ผลิตได้ทั้งจากโรงแยกก๊าซและโรงกลั่นนั้นไม่เพียงพอกับความต้องการใช้

    ...ใครที่อ่านตั้งแต่ต้น มาจนถึงย่อหน้าสุดท้าย ก็น่าจะรู้จัก “ปิโตรเลียม” ดีพอที่จะถ่ายทอด หรือบอกต่อๆ ให้คนที่ยังไม่รู้ ได้รู้และเข้าใจด้วย และไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เมื่อเวลาที่มีใครมาชวนคุย หรือไปชวนใครคุย เรื่อง  “ปิโตรเลียม”...

  • Date : 17 / 09 / 2018
    จับตาการทำงาน กกพ.ชุดใหม่ ต้องโปร่งใส เป็นธรรม

    บทความ

    จับตาการทำงาน กกพ.ชุดใหม่  ต้องโปร่งใส  เป็นธรรม

    การตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือ กกพ. เข้าทำนองสำนวนที่ว่า “เรียนผูก ต้องเรียนแก้” เพราะในที่สุด เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2561  รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ก็ใช้อำนาจในบทบาทของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 14/2561 แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานชุดใหม่ทั้ง 7 คน ซึ่งมีผลทำให้ กกพ.ชุดเดิม ที่เหลืออยู่ 4 คน คือ นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธาน กกพ. และกรรมการอีก 3 คน คือ นายวีระพล  จิรประดิษฐกุล นางสาววิไลพร ลิ่วเกษมศานต์ และ นางปัจฉิมา ธนสันติ ต้องพ้นจากตำแหน่งไปทั้งหมด จากที่เมื่อปี 2560 นายไกรสีห์ กรรณสูต พ้นตำแหน่งไปก่อนแล้วเพราะอายุครบ70 ปี  ส่วน อีก 2 คนคือ นายวัชระ คุณาวัฒนาวุฒิ และนางดวงมณี โกมารทัต พ้นตำแหน่งจากการยื่นใบลาออก เพราะรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม ส่งสัญญาณมาตั้งแต่เดือน ก.ค. 2561 ให้ กกพ. พิจารณาตัวเองในการอยู่ในตำแหน่ง แต่การลาออกเพิ่งจะมีผลเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา

    เหตุผลที่ต้องใช้คำสั่ง คสช. ตั้ง กกพ. ในครั้งนี้  ก็เหมือนเป็นการเรียนแก้ เพราะในคำสั่ง คสช. ที่ 95/2557  ซึ่งให้ กกพ.ชุดที่มาจากกระบวนการสรรหาตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 พ้นจากตำแหน่ง ไปเมื่อปี 2557 และตั้ง กกพ. 7คน มาแทนในคราวนั้น คสช. ไม่ได้เขียนระบุเอาไว้ถึงวาระการดำรงตำแหน่งและการออกจากตำแหน่งที่ชัดเจน ทำให้มีปัญหาในการปฏิบัติจนต้องส่งตีความข้อกฎหมาย ดังนั้น ในคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 14/2561 ที่ออกมาล่าสุด เกี่ยวกับการตั้ง กกพ. จึง เขียนกำหนดรายละเอียดของการอยู่ในตำแหน่งเอาไว้ 6 ปี และให้พ้นจากตำแหน่งโดยการจับสลาก 3 คน เมื่อครบ 3 ปี   เพื่อให้การทำงานของ กกพ. ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อกิจการพลังงานของประเทศ กลับมาสู่เงื่อนไขกระบวนการของ กฎหมายประกอบกิจการพลังงาน ตามที่เคยถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่เริ่มต้น

    เมื่อตรวจสอบรายชื่อของ กกพ. ที่ตั้งใหม่ ทั้ง 7 คน ในสายตาคนแวดวงพลังงานก็ถือว่ายอมรับได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานมาก่อน และมีองค์ประกอบของหน่วยงานที่คล้ายกันกับ กกพ. ชุดก่อนหน้านี้  อาทิ นายเสมอใจ  ศุขสุเมฆ ประธานกรรมการ ก็เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และอดีตรองปลัดกระทรวงพลังงาน เทียบเคียงได้กับ นายวีระพล  จิรประดิษฐกุล ที่เป็นอดีต ผอ.สนพ. และอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ส่วนนายสหัส  ประทักษ์นุกูล กรรมการ กกพ.ชุดใหม่ ก็เป็น อดีตรองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัด (เอ็กโก้ กรุ๊ป) เทียบเคียงได้กับนายไกรสีห์ กรรณสูต ที่เป็นอดีตผู้ว่าการ กฟผ. 

    นายพีระพงษ์  อัจฉริยชีวิน  ก็เป็นอดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)    เทียบเคียงได้กับ นายวัชระ คุณาวัฒนาวุฒิ  ที่เป็นอดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ วางแผนธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท.  รวมทั้ง  นายชาญวิทย์  อมตะมาทุชาติ ก็เป็นอดีตรองเลขาธิการ สภาพัฒน์ ฯ เทียบเคียงได้กับ นางสาววิไลพร ลิ่วเกษมศานต์ อดีตรองเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ 

    ส่วนกรรมการคนอื่นๆเช่น นางอรรชกา สีบุญเรือง เป็นอดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  นายสุธรรม อยู่ในธรรม อาจารย์ด้านกฎหมาย และนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ซึ่งคลุกคลีอยู่กับสายสิ่งแวดล้อม  ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ เช่นเดียวกัน

    ว่ากันว่ารายชื่อของ กกพ.ทั้ง 7 คน ที่ตั้งคราวนี้นั้น ถือว่าพลิกกระแสข่าวลือก่อนหน้านี้ ที่บอกว่า บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ส่งคนใกล้ชิดมานั่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ใน กกพ. แต่เอาเข้าจริง ก็เห็นมีเพียงบางรายชื่อเท่านั้น

    ถามว่างานสำคัญอะไรที่ กกพ.ทั้ง 7 คน จะเข้ามาดำเนินการในช่วง 6 ปีที่ดำรงตำแหน่ง เท่าที่ กกพ ชุดเดิมตั้งเป็นโจทย์ไว้ ก็ต้องบอกว่า ภาพรวมคือการปรับบทบาทการกำกับดูแลกิจการพลังงาน ให้สอดคล้องกับยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว หรือ Disruptive Technology  เพื่อให้การกำกับดูแลเกิดความเป็นธรรมทั้งกับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน เอกชนผู้ประกอบการด้านพลังงาน และประชาชนผู้ใช้พลังงาน

    โดยแนวโน้มในอนาคต เรื่องของการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ควบคู่ไปกับระบบแบตเตอร์รี่กักเก็บพลังงาน (Energy Storage System ) กำลังจะเข้ามาที่จะเปลี่ยนพฤติกรรรมให้ประชาชนที่เคยซื้อไฟฟ้าใช้ กลายเป็นประชาชนที่เป็นทั้งผู้ซื้อไฟฟ้าและผู้ขายไฟฟ้า ในคนเดียวกัน หรือ Prosumer มากขึ้น  อีกทั้งแนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ก็เชื่อว่าจะมาแรง หรือเรื่องเทคโนโลยี Block chain , Smart Grid และ Micro Grid เหล่านี้ ทาง กกพ. จะต้องเป็นผู้กำหนดอัตราค่าเช่าระบบสายส่ง (Wheeling Charge ) รวมทั้งการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้สอดคล้อง   

    นอกจากนี้ยังมีประเด็นร้อนที่อยู่ในกระแสความสนใจของสังคม ในขณะนี้ คือการ พิจารณากรณีการเข้าซื้อกิจการไฟฟ้ากลุ่ม GLOW  ของบริษัท GPSC ที่เป็นบริษัทลูกของ ปตท. ว่า เข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดผูกขาดกิจการไฟฟ้า หรือไม่  รวมทั้งการพิจารณาประเด็นการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก 25 ราย ที่ กกพ.ชุดเดิมเคยมีข้อเสนอเอาไว้ให้ต่ออายุกับทุกรายเป็นระยะเวลา 10 ปี ว่า กกพ.ชุดใหม่จะเห็นคล้อยตามชุดเดิม หรือจะขอเรื่องจากกระทรวงพลังงานกลับมาพิจารณาใหม่ รวมทั้งประเด็นเรื่องของการพิจารณาให้ใบอนุญาตค้าก๊าซ LNG  ที่จะสอดคล้องกับนโยบายการเปิดเสรีก๊าซในอนาคต

    ต้องบอกว่า กกพ. มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจพลังงานของประเทศ ซึ่งอยู่ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิที่มีมูลค่ามากกว่าล้านล้านบาทต่อปี ประชาชนจึงมีความคาดหวังว่า กกพ. ชุดใหม่จะทำหน้าที่อย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา โดยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ไม่มีใครรับใบสั่งมาจากใคร ให้มาทำภารกิจเฉพาะเรื่อง เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม จนส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้พลังงานต้องเป็นผู้แบกรับภาระต้นทุนอย่างไม่เป็นธรรม  

    ...ดังนั้นการทำหน้าที่ของ กกพ.ชุดนี้จึงถูกจับตาจากสังคม ว่าอย่างน้อยที่สุด ก็ต้องมีภาพของความโปร่งใสไม่น้อยไปกว่า กกพ. ชุดก่อนหน้านี้ ที่ทำได้ค่อนข้างดีแล้ว...

Date : 16 / 09 / 2018

  • Date : 16 / 09 / 2018
    เชิดชู"ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์"ปูชนียบุคคลแห่งวงการไฟฟ้าไทย

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิดชู”ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์” ปูชนียบุคคล แห่งวงการไฟฟ้าไทย

    เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา ทางมูลนิธินิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  จัดงาน “เชิดชูครูวิศวกร เมธีวิศวกรรม วันบุญรอด 13 กันยายน”  เพื่อรำลึกถึงคุณุปการ ที่ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์ ได้สร้างไว้ให้กับวงการพลังงานของไทย  โดยมีการจัดนิทรรศการเชิดชูเกียรติและเสวนาทางวิชาการเรื่อง “รำลึกถึงศาสตราจารย์ ดร.บุญรอด ครูวิศวกร เมธีวิศวกรรม “ หัวข้อเรื่อง ช้างงานชื่อบุญรอด /ชีวิตนี้อุทิศเพื่อจุฬาฯ /ผู้ริเริ่มพัฒนาคุณภาพไฟฟ้าของประเทศ /วิกฤตประปาทั่วประเทศและภูมิภาค/ผู้ให้แสงสว่างแก่อีสาน “ ซึ่งมีการเชิญบุคคลที่เคยรู้จักและร่วมงานกับ ศ.ดร.บุญรอด มาเล่าเรื่องคุณูปการที่ ศ.ดร.บุญรอดได้สร้างไว้ ในอดีตและเกิดเป็นประโยชน์ต่อวงการพลังงานไทยจนถึงปัจจุบัน นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เสก อักษรานุเคราะห์   นายสมควร  วัฒกีกุล อดีตรองผู้ว่าการ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  นางชวนพิศ ธรรมศิริ อดีตผู้ว่าการการประปานครหลวง  รวมถึง การบรรยายทางวิชาการเรื่อง “อนาคตพลังงานไทย” โดย ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน   งานจัดขึ้น ที่ห้องประชุม 201 อาคารวิศวฯ100ปี  คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

    สำหรับ ประวัติโดยย่อของ ”ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์” ผู้ได้ชื่อว่าเป็น ครูวิศวกร เมธีวิศวกรรม  นั้น ท่านเกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2458 ในครอบครัวยากจน  ที่ความเป็นอยู่ค่อนข้างอัตคัด  แต่ด้วยเป็นผู้ใฝ่เรียน  ขยันขันแข็ง  มีสติปัญญาเป็นเลิศ มาตั้งแต่วัยเยาว์  ทำให้ได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษา เรื่อยมา  จากโรงเรียนเทพศิรินทร์  และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เมื่ออายุเพียง18ปี  และ ได้ทุนรัฐบาล  ไปเรียนต่อ จนสำเร็จเป็นมหาบัณฑิต ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จาก Massachusett  Institute of technology ( MIT) สหรัฐอเมริกา  เมื่ออายุ23ปี

    ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เกิดวิกฤตในประเทศไทยด้วย ศ.ดร.บุญรอด ได้สมัครร่วมขบวนการเสรีไทย สายสหรัฐอเมริกา รุ่นที่1  ปฎิบัติงานสนามที่จีน  อินเดีย และศรีลังกา  ระหว่างปีพ.ศ. 2481-2488  ซึ่งผลจากการปฎิบัติงานครั้งนั้น มีส่วนช่วยให้ไทยรอดพ้นจากการแพ้สงคราม   จากนั้นก็กลับมาเรียนต่อใช้เวลาอีก 3ปี ก็สำเร็จเป็น Doctor of Science สาขาไฟฟ้าพลังน้ำจากมหาวิทยาลัย Harvard  เมื่อพ.ศ.2491  

    หลังเรียนจบก็กลับมาเป็นอาจารย์สอนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และได้ชื่อว่าเป็นด็อกเตอร์ที่หนุ่มที่สุดในยุคนั้น   นอกจากงานสอนแล้ว  ศ.ดร.บุญรอด ยังรับราชการด้านพลังงาน จนได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการการพลังงานแห่งชาติ ปลัดกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ  ผู้ว่าการการประปานครหลวง  ในงานด้านต่างประเทศนั้น  ศ.ดร.บุญรอด เป็นประธานองค์การพลังงานสากล  และรองประธานองค์การเขื่อนขนาดใหญ่ระหว่างชาติ

    ในด้านการเมือง ศ.ดร.บุญรอด เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย

    ตลอดช่วงเวลา 63ปีของงานราชการ จนเกษียณอายุ  ผลงานสำคัญของ ศ.ดร.บุญรอด ที่ถือเป็นคุณูปการต่อวงการพลังงานไทย คือการอำนวยการเปลี่ยนระบบแรงดันไฟฟ้า จาก 110 โวลต์ เป็น 220 โวลต์ เมื่อปีพ.ศ.2500 ที่ช่วยให้ระบบไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น และช่วยลดภาระการลงทุนลงได้อย่างมากในระยะยาว

    นอกจากนี้ ศ.ดร.บุญรอด ยังเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ ในการคิดค้นคว้าและหาทางผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนอีกหลายโครงการ รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ ในภาคอีสาน อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์  จ.ขอนแก่น  เขื่อนน้ำพุง จ.สกลนคร  เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี   เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ  ที่สร้างความเจริญและความสว่างไสว ให้กับพื้นที่ภาคอีสาน ในขณะที่  สปป.ลาว  ศ.ดร.บุญรอด ก็เป็นผู้ผลักดัน การพัฒนาเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง กับไทย เป็นครั้งแรก และเป็นจุดเริ่มต้น  ที่ทำให้เกิดความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยและ สปป.ลาว มาจนถึงปัจจุบัน