ค้นหาด้วย ' hybrid ' ทั้งหมด 4 รายการ
กฟผ. มุ่งพัฒนาไฟฟ้า ศึกษาระบบ Hybrid และ Smart City ยุโรป มาปรับใช้กับไทย

กฟผ. เดินหน้าพัฒนาไฟฟ้า 4.0 ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีตามนโยบาย Thailand Energy 4.0 ของรัฐบาล ศึกษาระบบโรงฟ้าระบบ Hybrid และโครงการ Smart City ของประเทศในยุโรป หวังนำแนวทางการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ มาปรับใช้

นายวิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า เพื่อให้สามารถบรรลุตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2558-2579 หรือ PDP 2015 และตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล และ Energy 4.0  ของกระทรวงพลังงาน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงระบบไฟฟ้า ในขณะที่ดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กฟผ. จึงได้ศึกษาแนวทางการดำเนินการของประเทศผู้นำด้านพลังงานในยุโรป ทั้งโรงไฟฟ้าระบบ hybrid และโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City เพื่อนำแนวคิดมาปรับใช้กับไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนของโรงฟ้าระบบ hybrid กฟผ. ได้ศึกษาการดำเนินการของโรงไฟฟ้า Prenzlau Wind Hydrogen Hybrid System ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าระบบ Hybrid แห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ในเมือง Dauerthal ใกล้เมือง Prenzlau ห่างจากกรุงเบอร์ลินราว 70 กิโลเมตร โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้สร้างโดย บ.Enertrag AG ร่วมกับ Total Germany, Vattenfall และ Deutsche Bahn เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก มูลค่าการลงทุนราว 868 ล้านบาท เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 และในโครงการประกอบด้วย โรงผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม ขนาด 6 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพขนาด 1 เมกะวัตต์ และเครื่องแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ (Electrolyzer)  ขนาด 500 กิโลวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตไฮโดรเจนได้ 120 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง  และก๊าซออกซิเจน ได้ 60 ลบ.ม. ต่อชั่วโมง และยังมีถังเก็บไฮโดรเจน 3 ถัง ขนาด 1,350 กิโลกรัม  และโรงไฟฟ้า Combined Heat and Power (CHP) จำนวน 2 โรง

“กฟผ. ได้มุ่งมั่นศึกษาพลังงานทดแทนและเรื่องการพัฒนาระบบ Hybrid ซึ่งเป็นการใช้พลังงานทดแทนจากแหล่งผลิตอย่างน้อยสองประเภทมาผสมผสานกัน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง การศึกษาการดำเนินการโรงฟ้าแห่งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ กฟผ. จะได้ศึกษาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์เพื่อนำมาปรับใช้กับไทยได้” นายวิวัฒน์กล่าว

จากการทำงานด้วยระบบผสมผสานแหล่งพลังงานทั้งพลังงานลม พลังงานจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและก๊าซชีวภาพ จากเปลือกข้าวโพดทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้ สามารถเดินเครื่องและจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2.77 ล้านหน่วยต่อปี และความร้อนได้ 2.25 ล้านหน่วยต่อปี อย่างไรก็ตาม ไฟฟ้าที่ผลิตได้นี้ ไม่สามารถขายตรงให้กับชุมชนในพื้นที่โดยรอบ แต่ส่งเข้าระบบไฟฟ้า โดยมีบริษัทตัวกลางรับซื้อหน่วยละประมาณ 26 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง หรือ 9.62 บาท  ซึ่งประชาชนจะสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าได้เองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเลือกได้เองว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากที่ใด ส่วนราคาก็ผันแปรตามเชื้อเพลิงที่ใช้ ซึ่งค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของเยอรมันตกอยู่ที่ 13 บาทต่อหน่วย สูงกว่าราคาของไทย ซึ่งอยู่ที่ 3.5 บาทต่อหน่วยเท่านั้น

สำหรับสาเหตุที่ค่าไฟฟ้าที่เยอรมนีมีราคาแพงนั้น นายวิวัฒน์อธิบายว่า เนื่องจากว่าเยอรมนีมีการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนมาก โดยมีกำลังผลิตสุทธิรวม 195,680 เมกะวัตต์ มาจากพลังงานหลักที่ผลิตได้24  ชั่วโมงจำนวน 92,540 เมกะวัตต์ (แบ่งเป็นจากพลังงานนิวเคลียร์ 10,800 เมกะวัตต์ ถ่านหิน 49,540 เมกะวัตต์ ก๊าซธรรมชาติ 28,270 เมกะวัตต์ และน้ำมัน 4,190 เมกะวัตต์) และและพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตไฟฟ้าได้บางช่วงเวลา จำนวน 103,140 เมกะวัตต์ (ได้แก่ พลังน้ำ 5,590 เมกะวัตต์ พลังงานลม 49,640 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 40,850  เมกะวัตต์ และไบโอแมส 7,060 เมกะวัตต์) ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศมีเพียง  87,740 เมกะวัตต์  นั่นหมายความว่ามีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองอีกเท่าตัว

นายวิวัฒน์กล่าวว่า โรงไฟฟ้า hybrid ของเยอรมนีแห่งนี้ นอกจากจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนเพราะใช้พลังงานจากธรรมชาติแล้ว ยังส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่เพราะรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรวันละ 33 ตัน ราคาตันละ  40 ยูโร โดยทำสัญญาระยะยาว  ซึ่งเกษตรกรชาวเยอรมนีส่วนมากมีฐานะดี เพราะนอกจากจะเก็บฝักข้าวโพดขายได้แล้ว ส่วนของเปลือกก็ยังส่งมาขายที่โรงไฟฟ้าชีวมวลได้อีกด้วย

“กฟผ. ได้ศึกษาการดำเนินการของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโครงการกังหันลมลำตะคองระยะที่ 2 ที่ กฟผ. กำลังดำเนินการ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561” นายวิวัฒน์กล่าว

สำหรับโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 นั้น กฟผ. จะนำร่องระบบการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลม (Wind Hydrogen Hybrid System) เช่นเดียวกันนี้ มาใช้เป็นเจ้าแรกในเอเชีย เนื่องจากต้องการให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมีความเสถียรมากขึ้น โดยจะทำระบบ Wind Hydrogen Hybrid System ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ มาติดตั้ง มาเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเมื่อนำเข้าใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ก๊าซไฮโดรเจนจะผ่าน Fuel Cell และเกิดเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องผ่านการเผาไหม้ ซึ่งระบบดังกล่าวถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ในการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถนำพลังงานไฟฟ้าที่กักเก็บในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจนมาใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอตลอดวัน

แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของพลังงานหมุนเวียนให้สามารถจ่ายไฟได้ตลอดนั้น โรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงมีความจำเป็นอยู่เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง

ชุมชนต้นแบบ Smart City

นอกจากโรงไฟฟ้าระบบ Hybrid แล้ว กฟผ. ยังได้ศึกษาโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ในโครงการ Stockholm Royal Seaport ตั้งอยู่ที่ กรุงสต็อกโฮม ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบที่มีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบด้านบวกของคนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

โครงการ Royal Seaport มีการใช้ประโยชน์สูงสุดของสภาพอากาศในพื้นที่ในหลายมิติ โดยเนื่องจากกรุงสต็อกโฮมมีปริมาณฝน แหล่งน้ำจืด และหิมะ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เกือบตลอดปี จึงมีแหล่งกักเก็บน้ำและบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นการออกแบบพื้นที่ของโครงการที่มุ่งเน้นพื้นที่สีเขียว ช่วยส่งเสริมระบบนิเวศน์แบบสมดุล ลดมลภาวะในชุมชน เพื่อความสุขของคนที่อาศัยอยู่ในโครงการ อีกทั้งมีการจัดการภายใต้หลักการ compact community โดยมีที่อยู่อาศัย โรงเรียน ร้านค้า โรงพยาบาล ศูนย์ซ่อมบำรุง สำนักงาน ออฟฟิศ ศูนย์ประชุมขนาดกลาง พื้นที่จัดกิจกรรม ระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกับเส้นทางในโครงการและภายนอก สาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ที่ครบครัน และมีแหล่งเรียนรู้และวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการให้คนมีความรู้ความเข้าใจ

นอกจากนั้น Royal Seaport ยังดำเนินการภายใต้หลักการประหยัดพลังงานและทางเลือกด้านพลังงานสะอาด รวมถึงการ    รีไซเคิลในทุกมิติ โดยมีการอบรมคนในชุมชนถึงวิธีการที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและคนในพื้นที่ อาทิ มีการใช้รถพลังไฟฟ้าและ Charging Station มีโครงการ Green Energy กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในโครงการ และมีการแยกขยะในชุมชนเพื่อทำ Bio Energy เป็นต้น

                              คอนโดมีเนียมที่มีการจัดการด้านพลังงาน

ด้านการบริหารจัดการด้านระบบไฟฟ้า ใน Royal  Seaport  มีแนวคิดหลัก 6 ด้าน คือ 1) การอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน โดยจะดำเนินการด้านการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าลง และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้งระบบอัตโนมัติตามบ้านเรือน เป็นต้น 2) การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาและพลังงานลม 3) การลด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการคมนาคม โดยการใช้รถไฟฟ้าและสถานีชาร์ตไฟ 4) มีระบบกักเก็บพลังงาน  5) ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเรือที่มาเทียบท่า โดยเมื่อเรือเทียบท่า จะใช้ไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้า ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าจากการเดินเครื่องเรือ 6) เพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงสถานีจ่ายไฟฟ้า

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว จะมีการเก็บรวบรวมประมวลผลข้อมูล อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการดังกล่าวใช้เวลาไม่น้อยและการลงทุนมหาศาล โดยโครงการเริ่มมาตั้งแต่ปี 2010 และคาดว่าในปี 2030 Royal Seaport จึงจะแล้วเสร็จเป็น Smart City โดยสมบูรณ์

“ประเทศไทยอาจจะนำเฉพาะบางส่วนมาประยุกต์ใช้ โดยอาจทำเป็นบางชุมชนก่อนเป็นการเริ่มต้น ซึ่งทาง กฟผ. มีโครงการ Smart Cities-Clean Energy ที่อาคารสำนักงานใหญ่ กฟผ. ที่จะเนรมิตพื้นที่ 300  ไร่ให้เป็นเมือง Eco Plus และโครงการ Smart Grid ที่แม่ฮ่องสอน เป็นโครงการนำร่อง ที่คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2561” นายวิวัฒน์กล่าว

                                                       ที่ชาร์จไฟฟ้ารถยนต์

 

กพช. ยกเลิกรับซื้อไฟฟ้าชีวมวล โยกเป็นแบบ Hybrid

กพช. ยกเลิกโครงการรับซื้อไฟฟ้าชีวมวล ปรับเป็นการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทน Hybrid แทน โดยเตรียมรับซื้อจากผู้ผลิตรายเล็ก (SPP) 300 เมกะวัตต์ และต่อไปจะรับซื้อจากผู้ผลิตรายเล็กมาก (VSPP) 269 เมกะวัตต์  พร้อมเปิดโครงการรับซื้อไฟฟ้าประชารัฐ 12 เมกะวัตต์ นำร่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ โดยจะเปิดรับซื้อจากโรงไฟฟ้าขนาด 1-3 เมกะวัตต์ ซึ่งผลิตจากชีวมวล ก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงานเท่านั้น โดยจะนำร่องรับซื้อเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 12 เมกะวัตต์ก่อน เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจภาคใต้ และหากพบว่าโครงการดังกล่าวมีศักยภาพการผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มเติม จะสามารถเปิดเฟส 2 อีก 30 เมกะวัตต์ ได้ ส่วนอัตรารับซื้อไฟฟ้าจะมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) พิจารณาเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดรับซื้อได้ประมาณปลายปี 2560 นี้

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า นอกจากนี้ กพช.ยังเห็นชอบการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน (Hybrid) แบบสัญญาผลิตไฟฟ้าเสถียร (Firm) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) หรือ SPP Hybrid Firm ขนาด 10-50 เมกะวัตต์​ โดยอนุมัติรับซื้อจำนวน 300 เมกะวัตต์ ซึ่งมีเงื่อนไขสามารถผสมผสานเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนชนิดใดก็ได้ และสามารถใช้ระบบแบตเตอรี่ (Energy Storage) มาประกอบการพัฒนาโครงการได้ แต่การประมูลราคาต้องเสนอเป็นราคาเดียว ซึ่งรายใดให้ราคาต่ำกว่า 3.66 บาทต่อหน่วยมากกว่ากัน รายนั้นจะชนะประมูลไป ทั้งนี้ ต้องเป็นสัญญาประเภท Firm คือ เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า 100% ในช่วง Peak และ ในช่วง Off-peak ไม่เกิน 65 % โดยอาจต่ำกว่า 65% ได้ และห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาช่วยในการผลิตไฟฟ้า ยกเว้นช่วงการเริ่มเดินเครื่องโรงไฟฟ้า (Start up) โดย กกพ.จะกำหนดหลักเกณฑ์และคาดว่าจะประกาศรับซื้อได้ประมาสไตรมาส 3 หรือ 4 ในปี 2560 นี้

พร้อมกันนี้ กพช.ได้อนุมัติรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก (วีเอสพีพี) ขนาดต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ ในรูปแบบสัญญาผลิตไฟฟ้าเสถียรชั่วคราว (Semi-Firm) ซึ่งจะรับซื้อเฉพาะโรงไฟฟ้าใหม่ ประเภทเชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) และก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) สามารถใช้ระบบ Energy Storage ร่วมได้ โดยการรับซื้อจาก VSPP แบบ Semi-Firm นี้ ต้องเป็นสัญญาประเภท Firm (เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า 100% ในช่วง Peak และไม่เกิน 65 % ในช่วง Off-peak) จำนวน 6 เดือน ซึ่งต้องครอบคลุมเดือนที่คาดว่าจะมีการใช้พลังไฟฟ้าสูงสุด 4 เดือน คือ มีนาคม ถึง มิถุนายน และอีก 6 เดือนที่เหลือจะเป็นสัญญา Non-Firm ทั้งนี้ ห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลช่วยในการผลิตไฟฟ้า ยกเว้นช่วง Start up โรงไฟฟ้า

ทั้งนี้ กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายในปี 2562 โดยให้รับซื้อไฟฟ้าในลักษณะการประมูลตามอัตราเงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (Feed-in Tariff หรือ FiT) แบ่งตามประเภทเชื้อเพลิง โดยชีวมวล ในอัตรา 4.24 – 4.82 บาทต่อหน่วย ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) ในอัตรา 3.76 บาทต่อหน่วย และก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) ในอัตรา 5.34 บาทต่อหน่วย พร้อมมี FiT ส่วนเพิ่มพิเศษ (FiT Premium) 0.30-0.50 บาทต่อหน่วย สำหรับการขายไฟฟ้าในรูปแบบ Firm ที่มีระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน และสำหรับโครงการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา จะได้รับ FiT Premium เพิ่มอีก 0.50 บาทต่อหน่วย โดยให้รับซื้อไฟฟ้าโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm ในปริมาณ 300 เมกะวัตต์ก่อน หลังจากนั้นให้เปิดรับซื้อไฟฟ้าโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก แบบ VSPP Semi-Firm 269 เมกะวัตต์

ด้าน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า เมื่อ กพช.อนุมัติโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน (Hybrid) แบบสัญญาผลิตไฟฟ้าเสถียร (Firm) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) และรับซื้อไฟฟ้าจากวีเอสพีพี แล้ว จะส่งผลให้ กกพ.ต้องยุติโครงการรับซื้อไฟฟ้าชีวมวล ชีวภาพทั่วประเทศ 400 เมกะวัตต์ และเปลี่ยนเป็นการรับซื้อแบบ Hybrid ตามที่ กพช. อนุมัติแทน

รายงานข่าวจากที่ประชุมเปิดเผยว่า ในระหว่างประชุม นายกรัฐมนตรี ได้ให้ชื่อเล่นนโยบายพลังงานทดแทนใหม่ Hybrid Firm นี้ว่า “FiT & Firm”

กระทรวงพลังงานเตรียมแผนรับซื้อไฟฟ้าปี2560 อีกจำนวน850-1,000เมกะวัตต์

กระทรวงพลังงานเตรียมแผนปี2560รับซื้อไฟฟ้าเพิ่ม 850-1,000 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นนโยบายเดิมในส่วนของโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการและสหกรณ์  ขยะชุมชน  FiT Bidding ภาคใต้ และนโยบายใหม่ใน 3 โครงการสำคัญ คือ SPP Hybrid Firm  ,VSPP แบบSemi Firmและ โครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ

 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า แผนรับซื้อไฟฟ้าของกระทรวงพลังงานในปี2560 ที่จะมีทั้งนโยบายเดิมและนโยบายใหม่ รวมประมาณ 850-1,000 เมกะวัตต์นั้น ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) จะทะยอยออกประกาศรับซื้อทั้งหมดภายใน2-3เดือนหลังจากนี้

โดยในส่วนที่เป็นนโยบายเดิมที่จะมีการดำเนินการประกอบด้วย โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม)ในส่วนราชการจำนวน400เมกะวัตต์ ที่จะมีการพิจารณาในระดับนโยบายว่าจะสามารถรับซื้อได้จำนวนเท่าไหร่ และในส่วนของโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ เฟสที่2 อีกจำนวน119 เมกะวัตต์ ที่จะใช้วิธีการคัดเลือกแบบจับสลาก  รวมทั้งการรับซื้อไฟฟ้าจากชีวมวลแบบประมูลแข่งขันในภาคใต้ที่ยังเหลือค้างอยู่12เมกะวัตต์  ,โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน78เมกะวัตต์

สำหรับส่วนที่เป็นนโยบายใหม่นั้น จะมีโครงการ รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in-Tariff (FiT)สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm จำนวน300เมกะวัตต์ จากนโยบาย โรงไฟฟ้า- ประชารัฐ สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 53 เมกะวัตต์  และการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากหรือVSPP ในรูปแบบSemi Firm  จากชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และพืชพลังงาน อีก 289 เมกะวัตต์ ตามมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา  

นายทวารัฐ กล่าวในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 27ก.พ.2560  ถึงมติกพช.เรื่องของ SPP Hybrid Firm   ว่า  รัฐบาลต้องการที่จะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการพิจารณาอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบFeed-in-Tariff (FiT)ที่ 3.66 บาทต่อหน่วยสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ดังนี้ คือ ใช้สำหรับการเปิดรับซื้อรายใหม่เท่านั้น และขายเข้าระบบเป็น SPP ขนาดมากกว่า 10  เมกะวัตต์ แต่ไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ โดยสามารถใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่าหรือเท่ากับ 1 ประเภท โดยไม่กำหนดสัดส่วน

ทั้งนี้อาจพิจารณาใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ร่วมได้ และต้องเป็นสัญญาประเภท Firm กับ กฟผ. เท่านั้น (เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า 100% ในช่วง Peak และ ในช่วง Off-peak ไม่เกิน 65 % โดยอาจต่ำกว่า 65% ได้ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่ กกพ.กำหนด) นอกจากนี้ยังห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาช่วยในการผลิตไฟฟ้า ยกเว้นช่วงการเริ่มต้นเดินเครื่องโรงไฟฟ้า (Start up)เท่านั้น และยังต้องมีแผนการจัดหาเชื้อเพลิง และต้องมีแผนการพัฒนาเชื้อเพลิงใหม่เพิ่มเติมใช้พื้นที่ร่วมด้วย เช่น การปลูกพืชพลังงาน เป็นต้น สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าในลักษณะ Competitive Bidding ใช้อัตรา FiT เดียวแข่งกันทุกประเภทเชื้อเพลิง กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายในปี 2563

 โดยกระทรวงพลังงานได้จัดทำอัตราการรับซื้อไฟฟ้า FiTสำหรับ SPP Hybrid Firm ซึ่งพิจารณาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานหลายประเภทเชื้อเพลิง บนพื้นฐานเชื้อเพลิงที่มีศักยภาพในการดำเนินการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบ Firm และสรุปอัตรารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT สำหรับ SPP Hybrid Firm ได้ดังนี้

 นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุม กพช. ยังได้เห็นชอบให้รับซื้อไฟฟ้าโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid ในปริมาณ 300 เมกะวัตต์ โดยมอบหมายให้ กกพ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กำหนดปริมาณการรับซื้อแบ่งเป็นรายภูมิภาคตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ และนำเสนอให้ กบง. พิจารณาเห็นชอบ ก่อนออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm ต่อไป

สำหรับ โครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนใต้อย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการจัดตั้ง “โครงการพาคนกลับบ้าน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” และ โครงการรองรับมวลชน หมู่บ้านสันติสุข” แก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยการสร้างงาน เพิ่มรายได้  ที่กพช.ให้ความเห็นชอบนั้น ได้กำหนดแผนงานการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลขนาดเล็ก ไว้ 3 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 18 เมกะวัตต์ และจะจ่ายไฟเข้าระบบจำหน่ายของ กฟภ. รวม 12 เมกะวัตต์ โดยให้ใช้เชื้อเพลิงเศษไม้ยางพาราเป็นเชื้อเพลิงหลัก

ในส่วนแผนงานการผลิตไฟฟ้าจากชีวภาพ กำหนดให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวภาพ จำนวน 30 แห่ง ในพื้นที่ จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 35 เมกะวัตต์ จ่ายไฟเข้าระบบจำหน่ายให้ กฟภ. รวม 30 เมกะวัตต์ ใช้หญ้าเนเปียร์ เป็นเชื้อเพลิงหลัก โดยทั้ง 2 แผนงานนี้ ทุกปีจะมีจัดสรร 10% ของกำไรสุทธิ กลับคืนให้แก่ชุมชนในพื้นที่ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตลอดจนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบกระจายศูนย์ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงในชุมชนอย่างยั่งยืน

กกพ.ประกาศรายชื่อ42โครงการสอบผ่านเทคนิค " SPP Hybrid Firm "
กกพ.ประกาศรายชื่อ “SPP Hybrid Firm” 42 โครงการ ที่สอบผ่านเทคนิค ได้สิทธิ์ชิงดำแข่งขัน  รอบราคา โดยคาดว่าจะรู้ผล 14 ธ.ค.2560นี้
 
นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน กกพ. เปิดเผยว่า จากการพิจารณาข้อเสนอทางเทคนิค เพื่อที่จะเข้าสู่ขั้นตอนของการพิจารณาข้อเสนอทางด้านราคา ผู้เสนอขายไฟฟ้า ภายใต้โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรูปแบบ SPP Hybrid Firm ปี 2560 จากทั่วประเทศนั้น  มีผู้ผ่านการพิจารณา จำนวน 42 โครงการ ขนาดกำลังผลิตติดตั้งรวม 1,062.2 เมกะวัตต์ โดยมีปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวมทั้งสิ้น 755.3 เมกะวัตต์ จากจำนวนผู้มายื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าจำนวน 85 โครงการ โดยขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาข้อเสนอทางด้านราคา ที่กำหนดจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ได้ภายในวันที่ 14 ธันวาคม 2560
 
สำหรับโครงการที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกอีก 43 โครงการนั้น จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่ได้ยื่นมา พบว่า เอกสารหลักฐานขาดความสมบูรณ์ ไม่ถูกต้องครบถ้วน และไม่เป็นไปตามที่หลักเกณฑ์กำหนด อาทิ ไม่มีความพร้อมด้านเชื้อเพลิง ที่ดิน และแหล่งเงินทุนในการประกอบกิจการ เป็นต้น 
 
ทั้งนี้ โครงการSPP Hybrid Firm  ทางสำนักงาน กกพ. ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้ายื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าจากโครงการ SPP Hybrid Firm เมื่อวันที่ 16 - 20 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยโครงการดังกล่าว  เป็นการรับซื้อแบบ Feed-in Tariffs หรือ FiT ในอัตราการรับซื้อไฟฟ้าเริ่มต้นที่ 3.66 บาทต่อหน่วย แบ่งเป็นอัตรา FiT คงที่ 1.81 บาทต่อหน่วย และอัตรา FiT ผันแปร 1.85 บาทต่อหน่วย (ตามอัตราเงินเฟ้อขั้นพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นจากปี 2560) ซึ่งจะแข่งกันทุกประเภทเชื้อเพลิงโดยให้ผู้ยื่นข้อคำร้องเสนอส่วนลด (%) จากอัตรา FiT คงที่ 
 
โดยหลังจากการประกาศผลผู้ชนะการแข่งขันด้านราคา ในวันที่14 ธ.ค.2560 แล้วผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จะต้องเร่งดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือรายงานการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Code of Practice: CoP) ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ทันกำหนดวันลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ภายในวันที่ 13 ธันวาคม 2562 และสามารถดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ได้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ถึงภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564