ค้นหาด้วย ' Solar ' ทั้งหมด 2 รายการ
กกพ.ออกประกาศฉบับ3เลื่อนSCODโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ตามมติกพช.

กกพ. ออกประกาศฉบับที่ 3 เลื่อนกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบพาณิชย์ (SCOD)  โครงการโซลาร์ฟาร์มกลุ่มราชการและสหกรณ์การเกษตร ระยะที่  2จากเดิมภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 เป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2561ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า  ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีการประชุม ครั้งที่ 2/2560 (ครั้งที่ 12)และมีมติเห็นชอบการเลื่อนกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2560 (ระยะที่ 2) จากเดิมภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 เป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2561เนื่องจาก การดำเนินงานโครงการ ในทางปฏิบัติมีข้อจำกัด ในเรื่องระยะเวลาในการดำเนินงานและข้อกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลทำให้โครงการไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

ทางกกพ. จึงได้ออกประกาศฉบับที่ 3 ให้มี ผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2560 โดยมีการปรับปรุงแก้ไขในประกาศฉบับแรก ในเรื่องการเลื่อนกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบพาณิชย์ (SCOD) ให้สอดคล้องกับมติ กพช.ดังกล่าว รวมถึงเรื่องสำคัญต่างๆ ได้แก่ เรื่องให้ขยายกำหนดระยะเวลาการตรวจสอบจุดเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจากเดิมกำหนดระยะเวลาในระหว่างวันที่ 8 – 19 พฤษภาคม 2560 เป็นระหว่างวันที่ 8 – 24 พฤษภาคม 2560  

นอกจากนี้ ในประกาศฯ ฉบับที่ 3 ยัง ได้มีการยกเลิกเอกสารแนบท้ายในประกาศฯ ฉบับแรก และให้ใช้เอกสารแนบท้ายฉบับใหม่ ตามแนบท้ายประกาศฯ ฉบับที่ 3 แทน ในเรื่อง (1) ข้อมูลศักยภาพของระบบไฟฟ้า  ปี 2561 ของ กฟน. ในส่วนของหมายเลขสายป้อนสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อย และหมายเลขสายป้อนสถานีไฟฟ้าย่อยรามคำแหงให้ถูกต้องตามที่ได้รับแจ้งจาก กฟน.  (2) แบบคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้า แบบ ข. สหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อให้เป็นไปตาม พรบ. สหกรณ์ มาตรา 51 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก  และ (3) ข้อกำหนดการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า แบบ ก.    ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า 2558 ของ กฟน. 

 ทั้งนี้ กกพ. ได้นำประกาศฯ   ฉบับที่ 3 เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนัก กกพ. ที่ www.erc.or.th ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสอบถาม โทร. 02-207-3599 และ Call Center 1204

ก่อนหน้านี้ กกพ. ออกประกาศฉบับที่2 เพื่อปรับปรุงข้อมูลศักยภาพของระบบไฟฟ้า (Grid Capacity) โครงการโซลาร์ฟาร์ม กลุ่มราชการโดยตัดโควต้าส่วนของภาคตะวันออก ไปเติมให้ภาคเหนือ  ที่จะมีโควต้ารวมเป็น15เมกะวัตต์ จากเดิมที่ได้โควต้าเพียง5เมกะวัตต์   โดยกรุงเทพและปริมณฑลยังมีสัดส่วน 25เมกะวัตต์  ภาคกลาง5 เมกะวัตต์  ภาคตะวันตก15 เมกะวัตต์   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 เมกะวัตต์ และภาคใต้ 20 เมกะวัตต์   ซึ่งมีผลใช้บังคับไปตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2560

สำหรับการจัดหาไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบFiT  นั้นจะมีปริมาณไฟฟ้ารวมทุกเขตพื้นที่ไม่เกิน 219 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการในส่วนหน่วยงานราชการไม่เกิน100 เมกะวัตต์ และส่วนของสหกรณ์ภาคการเกษตร อีกจำนวน119 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร สามารถเสนอได้ 1 โครงการ ต่อ 1 ส่วนงานต่อ 1 พื้นที่  มีขนาดกำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 5 เมกะวัตต์ สำหรับอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการนี้มีระยะเวลา 25 ปี และจะได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ FiT ที่ 4.12 บาทต่อหน่วย  ซึ่งจะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายภายในวัน SCOD  ซึ่งต้องทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายใน 120 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผล หากไม่เข้าทำสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าเป็นอันยกเลิก  

เตรียมส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป1,000 เมกะวัตต์หวังลดพีคไฟฟ้ารับมือวิกฤตก๊าซปี2564-2566

กระทรวงพลังงานเตรียมแผนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป ทั้งในรูปแบบที่ให้ขายเข้าระบบ และติดตั้งเพื่อใช้เอง กว่า1,000 เมกะวัตต์ หวังลดพีคไฟฟ้าช่วงเวลากลางวันและรองรับวิกฤตก๊าซธรรมชาติ ช่วงปี2564-2566

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า แนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) นั้น เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ช่วงกลางวัน  และเป็นส่วนหนึ่งของแผนเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตก๊าซธรรมชาติ ในปี2564-2566  โดยมีเป้าหมายการส่งเสริมประมาณ 1,000 เมกะวัตต์  ซึ่งจะดำเนินการทั้งรูปแบบโซลาร์รูฟท็อปเสรีที่ให้ภาคเอกชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและจำหน่ายส่วนที่เหลือ เข้าระบบ  และแบบที่ให้เอกชนติดตั้งเพื่อใช้เอง  โดยจะต้องมีการพิจารณาวางแผนระบบสำรองไฟฟ้า(back up) เพื่อรองรับความไม่เสถียรของไฟฟ้าที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย

ทั้งนี้ในแผนการเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตก๊าซธรรมชาติ ปี 2564 – 2566 จากการที่คาดว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะลดปริมาณลงเพราะเป็นช่วงรอยต่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 แหล่งทั้งเอราวัณ และบงกช ที่จะหมดอายุปี 2565-2566 นั้นจะหายไปราว 2 ล้านตันเทียบ หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหายไป 1,700 เมกะวัตต์ โดยในช่วงดังกล่าว รัฐไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่  เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ทันตามแผน  จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมเอาไว้ในหลายๆทาง  ซึ่งคาดว่าแผนในรายละเอียดจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.-ต.ค.นี้

โดยในส่วนของการลดความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Side) นั้นนอกจากจะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป  เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ช่วงกลางวัน แล้ว ยังจะต้องมีมาตรการความร่วมมือเพื่อการลดใช้ไฟฟ้า (Demand Response -DR) เพื่อลดใช้ไฟฟ้าตามช่วงเวลาที่ภาครัฐกำหนดด้วย  นอกจากนี้ยังจะต้องมีการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า(Supply Side) ได้แก่  การเจรจาเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเสริม ในส่วนของไฟฟ้า จาก สปป.ลาว  ซึ่ง มีความเป็นไปได้ที่จะรับซื้อเพิ่มราว 500-600 เมกะวัตต์ จากโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 1 ที่โครงการจะแล้วเสร็จก่อนกำหนดในปี 2564 จากเดิมปี 2565 และโครงการไซยะบุรี ที่จะส่งไฟฟ้าให้ไทยพิ่มขึ้น รวมทั้งการพิจารณารับซื้อก๊าซธรรมชาติจากมาเลเซียในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ) เพื่อนำมารองรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ 3 จ.สงขลา ขนาด 800 เมกะวัตต์  โดยมาเลเซียพร้อมที่จะจัดส่งก๊าซฯให้ไทย แต่ยังต้องเจรจาในรายละเอียดต่อไป