ค้นหาด้วย ' PTT ' ทั้งหมด 24 รายการ
"สมคิด"เตรียมปาฐกถาพิเศษ ทิศทางเศรษฐกิจประเทศไทยปี2560

รองนายกรัฐมนตรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”เตรียมปาฐกถาพิเศษ” “2560 จุดเปลี่ยนประเทศไทย”  งานแรกของปี2560  สำรองที่นั่งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ด่วน ที่สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โทร.0-2937-3294-6 ภายใน17.00น.วันอังคารที่ 10 ม.ค.2560 นี้

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เชิญผู้สนใจ ร่วมงานสัมมนาใหญ่ประจำปี2559 เรื่อง“2560 จุดเปลี่ยนประเทศไทย”  ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพุธที่ที่11 ม.ค. 2560 เวลา 08.00-12.00 น. ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม AB โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว โดยไฮไลท์สำคัญ คือการ ปาฐกถาพิเศษโดย ดร. สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกรัฐมนตรี  ซึ่งจะมาฉายภาพเศรษฐกิจประเทศไทยในปี2560 ให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับฟัง เป็นครั้งแรกของปี2560  รวมทั้งมุมมองจากวิทยากร คนสำคัญ อย่าง นายสมชัย  สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ,นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการโดย นาย โศภณ  นวรัตนาพงษ์ 

งานนี้ผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการสัมมนา สามารถโทร สอบถามและสำรองที่นั่งได้ที่ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โทร 0-2937-3294-6 ภายใน17.00น.วันอังคารที่ 10 ม.ค.2560 นี้ โดยยังมีที่นั่งเหลืออยู่จำนวนจำกัด 

กฟผ. แจกจ่ายน้ำดื่มให้ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำรถดับเพลิง และรถบรรทุกน้ำ รวม 3 คัน จำนวนน้ำ16,000 ลิตร แจกจ่ายให้กับผู้เดือดร้อนจากเหตุการณ์อุทกภัย และไม่มีน้ำกินน้ำใช้ บริเวณปากทางเข้าคลองใหญ่ ถนนประชาอุทิศ จ. กระบี่

ทั้งนี้ กฟผ. โดยฝ่ายปฏิบัติการภาคใต้ และเขื่อนรัชชประภา ได้เร่งให้ความช่วยเหลือน้องประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้รวม 8 จังหวัด โดยเบื้องต้นมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนแล้ว จำนวน 5,500 ชุด น้ำดื่ม จำนวน 2,000 ขวด และเตรียมมอบถุงยังชีพเพิ่มอีก จำนวน 1,000 ชุด นอกจากนี้ โครงการเตรียมงานพัฒนาโรงไฟฟ้าเทพา ยังได้ร่วมกับชาว อ.เทพา จ.สงขลา นำเรือท้องแบนจำนวน 3 ลำ ออกให้ความช่วยเหลืออพยพประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างเร่งด่วนแล้ว

นอกจากนี้ พนักงาน กฟผ. ทั่วประเทศ ยังได้ร่วมบริจาคเงินและสิ่งของ เพื่อร่วมน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ พร้อมเฝ้าระวังและตรวจสอบจุดวิกฤตเสาสายส่งไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าแรงสูงในจุดเสี่ยงที่อาจเกิดผลกระทบจากดินสไลด์และน้ำป่าไหลหลาก ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันอันตรายต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ และโรงไฟฟ้าที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งนี้ พบว่า โรงไฟฟ้าและเขื่อนของ กฟผ. ยังสามารถดำเนินการผลิตและจ่ายไฟฟ้าได้ตามปกติ พร้อมยืนยันว่า เขื่อนบางลางและเขื่อนรัชชประภาไม่มีการระบายน้ำมาหลายวันแล้ว เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน

 

 

กระทรวงพลังงานพอใจเวทีรับฟังความเห็นร่างพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ

กระทรวงพลังงานพอใจเวทีเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น “ร่างพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. …. ”ตามมาตรา77 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เตรียมสรุปประเด็น นำเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา  คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามลำดับ

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560  กระทรวงพลังงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)  มีการจัดเวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดให้ ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง  โดยก่อนหน้านี้ ทางสนพ. ได้เปิดช่องทางให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางผ่านเว็บไซต์www.eppo.go.th  และ www.lawamendment.go.th  รวมทั้งการจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ลงทะเบียนมาที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)  หรือ โทรสาร 02-612 1391 ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2560 

นาย.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงาน   กล่าวแสดงความพอใจกับการจัดงาน ที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้ค้าน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน สมาคม มูลนิธิ ภาควิชาการ รวมถึงประชาชนทั่วไป รวมกว่า 300 คน ซึ่ง ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย         โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ทาง สนพ. จะจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็น ประกอบการจัดทำคำชี้แจงตามหลักเกณฑ์การตรวจสอบความจำเป็นใน การตราพระราชบัญญัติ (Checklist)เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา  คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามลำดับต่อไป

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ ได้กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อ 1. รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ 2.สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ 3.บรรเทาผลกระทบการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันแก่ผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส 4.สนับสนุนการลงทุนสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ และ  5.สนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเป็นการยกระดับกฎหมายจัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเดิมที่เป็นคำสั่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้พระราชกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ขึ้นเป็น “พระราชบัญญัติ” 

โดยประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็นค่อนข้างมาก คือวัตถุประสงค์ข้อที่5ที่จะนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันเชื้อเพลิง เช่นการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์  ซึ่งส่วนหนึ่งเห็นว่า ไม่ควรจะใช้เงินจากส่วนอื่นที่ไม่ใช่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้พ.ร.บ.ฉบับนี้ 

คมนาคมจับมือบริษัทพลังงาน หนุนกิจกรรม " ถนนทั่วไทย ปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ "
กระทรวงคมนาคม และบริษัทด้านพลังงาน ทั้ง ปตท. เชฟรอน  และ บางจาก สนับสนุน สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดกิจกรรม " ถนนทั่วไทย ปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ " เพื่อรณรงค์เรื่องวัฒนธรรมความปลอดภัย ลดอัตราการอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล
 
กิจกรรม " ถนนทั่วไทย ปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ " ของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25พ.ย.2560 โดยมี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิด และกล่าวปาฐกถาพิเศษ   และมีนายสนิท พรมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และนายชาคร หนูคงใหม่ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมในพิธี  ซึ่งการจัดงานครั้งนี้  ได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงคมนาคม  และบริษัทด้านพลังงานทั้ง ปตท. เชฟรอน  บางจาก  รวมทั้งบริษัทเอกชนที่เห็นความสำคัญในการดำเนินกิจกรรมของสมาคม อาทิ ซีพีเอฟ  เมืองไทยประกันชีวิต   เมืองไทยประกันภัย  ไทยแอร์เอเชีย และ  เคทีซี 
 
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  กล่าวถึงกิจกรรม " ถนนทั่วไทย ปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ " ว่า สถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่จึงจำเป็นจะต้องมีการรณรงค์เรื่องของวัฒนธรรมความปลอดภัย อยู่ตลอดเวลา  รวมทั้งการดำเนินมาตรการ เพื่อลดอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตบนท้องถนน   โดยล่าสุดได้มีความร่วมมือกับกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยวญี่ปุ่น หรือ MLIT  ที่จัดส่งคณะทำงานเพื่อเข้ามาสำรวจจุดเสี่ยงบนท้องถนน 50 จุดทั่วประเทศ โดยนำร่องใน 4 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และขอนแก่น  ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะได้นำข้อเสนอของคณะทำงานญี่ปุ่นไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป
 
นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ดำเนินมาตรการเพิ่มความปลอดภัยในการออกแบบทาง ในลักษณะ Forgiving Highways โดยลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุให้มากที่สุด ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมาได้เน้นในการสร้างถนนให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เช่น การเสริมอุปกรณ์ป้องกันในทาง รวมถึงการออกแบบถนนรองรับวิถีชีวิตของชุมชนและคนเดินถนนด้วย นอกจากนี้ยังกำชับให้กรมการขนส่งทางบกเข้มงวดในการตรวจสอบสภาพรถโดยสารสาธารณะ รวมถึงพนักงานขับรถให้มีความพร้อม และอาจเพิ่มความถี่หรือพัฒนานวัตกรรมในการตรวจสภาพรถและจัดอันดับผู้ประกอบการชั้นดี เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการตื่นตัวตลอดเวลา
 
ด้านนายสนิท พรมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ในการดำเนินการเพื่อรณรงค์ความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 นั้น กรมได้ตั้งเป้าหมายสำคัญใน3 ข้อเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกทุกพื้นที่ทั่วประเทศร่วมมือกันปฏิบัติ ให้ได้ตามเป้าหมาย คือ 1 ต้องดูแลให้มีรถสาธารณะให้บริการที่เพียงพอ 2 ผู้ขับรถสาธารณะและพนักงานประจำรถทุกคนต้องมีระดับแอลกอฮอล์เป็นศูนย์ และ 3  ประชาชนที่ใช้บริการ รถสาธารณะ จะต้องมีสถิติการเสียชีวิตเป็นศูนย์ เช่นกัน 
 
 
 
กบง.ปรับต้นทุนการผลิตเพื่อจูงใจให้นำขยะจากพลาสติกในประเทศมาผลิตเป็นน้ำมัน

กบง. ทบทวนต้นทุนการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกในปี 2559 โดยปรับเพิ่มให้ผู้ผลิตอีก5สตางค์ต่อลิตรเป็น14.55บาทต่อลิตร  ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะจ่ายชดเชยส่วนต่างราคาระหว่างราคาน้ำมันดิบดูไบ ลบด้วย ต้นทุนการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก ให้กับโรงกลั่นน้ำมัน  เพื่อจูงใจให้มีการนำขยะพลาสติกในประเทศมาผลิตเป็นน้ำมัน

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ซึ่งประชุมเมื่อวันที่9ม.ค.2560 ที่ผ่านมา มีมติให้ ทบทวนต้นทุนการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกในปี 2559 โดย พบว่า ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 14.55 บาท/ลิตร หรือเทียบเท่าราคาน้ำมันดิบดูไบที่ประมาณ 65 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ปรับหรือเพิ่มขึ้น 0.05 บาทต่อลิตร จากสูตรเดิมที่กำหนดไว้ที่ 14.50 บาท/ลิตร   ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2559 อยู่ที่ประมาณ 40 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน (9.00 บาท/ลิตร) ส่งผลทำให้การผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกไม่สามารถแข่งขันกับราคาน้ำมันดิบดูไบได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก และจูงใจให้ผู้ผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกผลิตและจำหน่ายให้โรงกลั่น อีกทั้งเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม พลังงาน และความเป็นอยู่ของประชาชน 
ที่ประชุม กบง. จึงได้เห็นชอบหลักเกณฑ์การคำนวณอัตราเงินชดเชยให้แก่โรงกลั่นน้ำมันที่รับซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตได้จากการแปรรูปขยะพลาสติก  โดยให้อัตราเงินชดเชย = 14.55 – ราคาน้ำมันดิบ(หมายถึงราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยเดือนก่อนหน้า)

 ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดิบดูไบสูงกว่า 14.55 บาท/ลิตร จะไม่มีการชดเชยต้นทุนการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก โดยให้ใช้หลักเกณฑ์การคำนวณใหม่ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 เป็นต้นไป และให้มีการทบทวนต้นทุนฯ ทุกๆ หนึ่ง ปี

เปิด3ช่องทางแสดงความคิดเห็นร่างพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

กระทรวงพลังงานเปิด 3 ช่องทางรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งผ่านเว็บไซต์ www.eppo.go.th   การจัดส่งเป็นเอกสาร และการแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีสัมมนา ย้ำความจำเป็นของการยกร่างเป็นพ.ร.บ.เพื่อลดผลกระทบประชาชนจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก และการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากฟอสซิล รวมทั้งการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับผู้มีรายได้น้อย

 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  3 ช่องทาง ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.  ซึ่งดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ตามมาตรา 77 ที่กำหนดให้ก่อนการออกกฎหมายทุกฉบับต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน นั้นประกอบด้วย ช่องทางที่ 1 ผ่านเว็บไซต์ www.eppo.go.th ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2560    ช่องทางที่ 2 การแสดงความคิดเห็นเป็นเอกสาร สามารถส่งได้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2560  ได้ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนมาที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)  หรือโทรสาร 02-612 1391   และช่องทางที่ 3 การจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 มิถุนายน 2560

ทั้งนี้ความจำเป็นในการยกร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ  เพื่อเป็นการยกระดับกฎหมายจัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากที่เป็นคำสั่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้พระราชกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ขึ้นเป็น “พระราชบัญญัติ” เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ และการใช้ประโยชน์ของเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกลไกของภาครัฐมานานกว่า 40 ปีแล้วในการช่วยป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศจากความผันผวนของตลาดโลก ช่วยลดผลกระทบต่อประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ  และรัฐบาลเห็นว่า กองทุนยังมีความสำคัญและจำเป็นเพื่อเป็นกลไกช่วยกำกับดูแลมิให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดผลกระทบกับการดำรงชีพของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ และยังใช้เป็นกลไกในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากเชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศอันเป็นการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากฟอสซิล  ซึ่งถ้าหากไม่มีกองทุนน้ำมันฯ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะกระทบกับค่าครองชีพของประชาชน ราคาสินค้า ค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตาม  ซึ่งการปรับตัวต่ำหรือสูงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันจะกระทบกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  หากราคาน้ำมันไม่มีเสถียรภาพจะส่งผลต่อสภาวะทางเศรษฐกิจด้วย

ในประเด็นความเห็นต่างว่า การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ด้อยโอกาสตามกฎหมายนี้ไม่มีความจำเป็นเพราะรัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือในการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยไว้แล้วนั้น  ในความเป็นจริงการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในด้านพลังงาน ยังสำคัญและจำเป็น เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อยจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกโดยเป็นการช่วยเหลือที่จำกัดขอบเขตเฉพาะด้านพลังงาน เหมือนมาตรการที่รัฐบาลเคยดำเนินการ เช่น การอุดหนุนราคาขาย NGV แก่รถโดยสารสาธารณะ เป็นต้น

ส่วนประเด็นที่บุคคลบางกลุ่มเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการนำเงินกองทุนน้ำมันฯ 40,000 ล้านบาท ไปอุ้มการลงทุนของภาคเอกชนในการสร้างท่อก๊าซ หรือคลัง LNG นั้น  กระทรวงพลังงานแจ้งว่าไม่เป็นความจริงโดยวงเงินกองทุนน้ำมันฯ ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้กองทุนน้ำมันฯ มีจำนวนวงเงินไม่เกิน 40,000 ล้านบาท สามารถกู้ได้เฉพาะในวัตถุประสงค์ 3 ข้อคือ 1. รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ 2.สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ 3.บรรเทาผลกระทบการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันแก่ผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการใช้รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สามารถใช้เงินกองทุนในการรักษาระดับราคาน้ำมันไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน ความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการนำเงินไปอุ้มผู้ลงทุนภาคเอกชนแต่อย่างใด

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความมั่นใจว่า ร่างพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ มีการวางกลไกกำกับดูแลที่ดีทั้งในระดับองค์กร และระดับคณะกรรมการบริหารของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุล และเพื่อให้สาธารณชนเกิดความไว้วางใจ การดำเนินการรับจ่ายเงินกองทุนน้ำมันฯ จะมีหน่วยงานรัฐ เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน เป็นผู้ตรวจสอบรายละเอียดความถูกต้องเกี่ยวกับปริมาณ อัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ อัตราชดเชย และสรุปยอดจำนวนเงินในการส่งให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อดำเนินการรับจ่ายเงินตามที่หน่วยงานดังกล่าวแจ้งยอดอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วนั้น ได้กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อ 1. รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ 2.สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ 3.บรรเทาผลกระทบการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันแก่ผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส 4.สนับสนุนการลงทุนสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ และ  5.สนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น จากเดิมการป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ เนื่องจากหากมีกรณีวิกฤต  เช่น ภัยพิบัติ หรือสงคราม เกิดการขาดแคลนน้ำมัน การลงทุนเพื่อการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐาน จึงมีความสำคัญเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เพราะในกรณีวิกฤตแม้มีเงินก็ไม่สามารถซื้อน้ำมันได้ 

โซลาร์ฟาร์มAdder8บาทต่อหน่วยคุ้มทุนแล้ว กระทรวงพลังงานยันไม่ช่วยอุดหนุนอีก

รัฐมนตรีพลังงาน ยืนยันผู้ผลิตโซลาร์ฟาร์มที่ได้รับ Adder 8 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะหมดสัญญาการอุดหนุนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะไม่ได้รับการช่วยเหลือเพิ่ม  ด้านปลัดพลังงานระบุ เอกชนได้ผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุนไปแล้ว ที่เหลือต้องจ่ายไฟฟ้าให้ครบตามสัญญา   ในขณะที่ผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มรายใหญ่ ของประเทศ แนะรัฐเริ่มต้นเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบจำกัดจำนวน  พร้อมตรวจสอบมาตรฐานแผงป้องกันปัญหาไฟไหม้  เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบทั้งวงการ

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เปิดเผยในระหว่างการเดินทางไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  ของบริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด(NED)  เมื่อวันที่2 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า  การสนับสนุนผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)ด้วยระบบ "ให้เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ adder  ในอัตรา8 บาทต่อหน่วย ที่จะครบกำหนดสัญญากลุ่มแรกในปี2561  นั้น กระทรวงพลังงานคงจะปล่อยให้หมดสัญญาไปตามกฎเกณฑ์ เนื่องจากขณะนี้กระทรวงพลังงานได้เปลี่ยนมาส่งเสริมในรูปแบบ " การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ ฟีดอินทารีฟ(FiT)" แทนแล้วซึ่งสะท้อนต้นทุนการผลิตโซล่าเซลล์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะขณะนี้ต้นทุนแผงโซล่าร์เซลล์ได้พัฒนาเทคโนโลยีไปมากแล้วและมีต้นทุนลดลง หากยังสนับสนุนในอัตราสูงต่อไปจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศให้สูงขึ้น  โดย กระทรวงพลังงานจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบรวมต่อประเทศเป็นหลักก่อน 

ในขณะที่ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเสริมว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มที่จะหมดสัญญาการสนับสนุนค่าไฟฟ้าในระบบadder กลุ่มแรกนั้น ทางกระทรวงพลังงานจะไม่มีการต่ออายุการสนับสนุนใดๆ ให้เพราะถือว่าเอกชนที่เข้าร่วมโครงการแต่แรก มีความคุ้มทุนแล้ว  ซึ่งระยะเวลาหลังจากนี้ที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าจนครบสัญญาโดยได้รับอัตราค่าไฟฟ้าปกตินั้น  เป็นเรื่องของภาคเอกชนที่จะต้องดำเนินธุรกิจต่อไปตามสัญญา

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และในฐานะโฆษกกพ.  กล่าวว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มที่ได้รับAdder ในอัตรา 8 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปีนั้น นั้นจะเริ่มครบ กลุ่มแรกในปี 2561 และจากนั้นจะทยอยครบกำหนดจนหมดหลังปี 2563 เป็นต้นไป  ซึ่งการครบกำหนดดังกล่าวจะส่งผลให้หยุดการให้เงิน adder สนับสนุนการผลิตไฟฟ้า และจะมีผลดีต่อภาระค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ลดลงด้วย

อย่างไรก็ตามปัจจุบันโครงการโซล่าร์ฟาร์มทั้งหมดที่เข้าระบบมีอยู่ 2,627 เมกะวัตต์ เป็นของผู้ประกอบการ 466 ราย ซึ่ง กกพ.ต้องเข้าไปตรวจสอบข้อมูลก่อนว่าในกลุ่มนี้มีโครงการที่ได้รับ adder 8 บาทต่อหน่วย มีทั้งหมดกี่ราย และเป็นปริมาณไฟฟ้าเท่าไหร่ เพื่อสรุปว่าจะช่วยลดค่า เอฟที ได้มากน้อยเพียงใด 

ปัจจุบันโครงการพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ฟาร์ม ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และกลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าถึง 21 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นเงินที่นำไปสนับสนุน 13,500 ล้านบาทต่อ 4 เดือน" 

ด้าน นายไชยวุฒิ แสงปรีดีกรณ์ ผู้จัดการโรงไฟฟ้าลพบุรีโซล่าร์ บริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด(NED) กล่าว ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์มของบริษัท นั้นอยู่ในกลุ่มที่ได้รับ adder 8 บาทต่อหน่วย  มาตั้งแต่ปี 2554 และจะครบสัญญาในปี 2564  ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรภายหลังหมดสัญญาการช่วยเหลือเรื่องadder  จากภาครัฐ แต่กำไรอาจลดลงเพราะขายไฟฟ้าได้ในราคาทั่วไปประมาณ 3 บาทต่อหน่วย โดยจะยังดำเนินการขายไฟฟ้าเข้าระบบตามสัญญา 25 ปี  

ส่วนกรณีที่ภาครัฐจะหันมาเน้นการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)แบบเสรีนั้น เห็นว่าในช่วงเริ่มต้นภาครัฐควรทยอยดำเนินการด้วยการจำกัดปริมาณก่อน เพื่อให้ระบบสายส่งและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เตรียมพร้อมปรับตัว รวมทั้งต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานแผงโซล่าร์เซลล์อย่างเหมาะสม เพราะหากเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้บ้านเพราะแผงโซล่าร์เซลล์เพียงแห่งเดียวก็จะทำให้ธุรกิจโซล่าร์เซลล์ทั้งวงการได้รับผลกระทบทั้งหมด 

สำหรับ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทNED  ถือเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีแผงโซลาร์แบบฟิล์มบาง ที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับโลก โดยติดตั้งมากกว่า 640,000 แผง บนพื้นที่กว่า 1,400 ไร่ มีกำลังการผลิตทั้งหมด 84เมกะวัตต์ โดยได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินและที่ปรึกษาโครงการจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ได้รับใบรับรองมาตรฐานมงกุฎไทยในฐานะผู้ดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

เปิดตัว"บ้านปู อินฟิเนอร์จี"ลุยธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดตัว "บ้านปู อินฟิเนอร์จี " หนึ่งในบริษัทลูกอย่างเป็นทางการ ในฐานะผู้ให้บริการด้านการวางระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร One Stop Service โดยในระยะแรกจะให้บริการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ระบบไฟถนน และอุปกรณ์ไฟส่องสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ หวังเจาะตลาดลูกค้าภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่ เผยแผนกลยุทธ์ในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้รวม 300 เมกะวัตต์
 
นางสมฤดี ชัยมงคล กรรมการ บริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด กล่าวว่า  บริษัทบ้านปูฯ ไม่เพียงพัฒนาธุรกิจเหมืองถ่านหินและธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการมามากกว่า 30 ปี แต่ยังมุ่งพัฒนาพลังงานทดแทนโดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามาผนวกกับการผลิตพลังงานเพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น  สะอาดขึ้น  และสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนที่สูงขึ้น  รวมทั้งการเชื่อมต่อสังคมยุคดิจิตอล  จึงได้เปิดตัวบริษัทบ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญจากการดำเนินธุรกิจโซลาร์ฟาร์มของบ้านปูฯ ในประเทศจีนและญี่ปุ่น มาสู่ธุรกิจวางระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ อีกทั้งยังเป็นการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้านพลังงาน หรือนโยบายพลังงาน 4.0 ที่มุ่งเน้นผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านพลังงานใหม่ๆ ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ
 
โดยในระยะแรก บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ จะให้บริการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Rooftop Solar) ระบบไฟถนน และอุปกรณ์ไฟส่องสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Streetlight and Accessories) ด้วยอุปกรณ์ชั้นนำที่มีคุณภาพสูง เน้นแพ็คเกจ Signature Infinergy ที่คุ้มค่ามากที่สุด  โดยลูกค้าไม่ต้องลงทุนค่าติดตั้งหรือค่าอุปกรณ์เลย(zero investment) และจ่ายค่าไฟจากระบบโซลาร์ในราคาที่ถูกลง พร้อมบริการดูแลรักษาระบบ และฟรีอุปกรณ์ตลอดอายุสัญญา 20-25 ปี นอกจากนี้ยังมีอีก 2 แพ็คเกจให้ลูกค้าเลือกตามความต้องการ ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจะแตกต่างกัน  โดยลูกค้าในปัจจุบันประกอบไปด้วยหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น โรงงานขนาดใหญ่ โรงแรม โรงเรียน และสถานีบริการน้ำมัน
 
 สำหรับแผนกลยุทธ์ในอีก 5 ปีข้างหน้า บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้รวม 300 เมกะวัตต์ เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าในอนาคต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการร่วมสนับสนุนแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (Alternative Energy Development plan : AEDP 2015) ของกระทรวงพลังงาน ที่ตั้งเป้าเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนโดยรวมของประเทศจาก 13.9% ในปัจจุบัน เป็น 30 % ภายในปี 2579 นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นที่จะศึกษาและนำระบบการบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) มาใช้ในการควบคุมการผลิต การส่ง และการกักเก็บพลังงาน เพื่อให้การใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ (Electric Vehicle)
 
ผอ.สนพ.โพสต์เฟซบุคแจงมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ผอ.สนพ.เขียนบทความลงเฟซบุคแจงภารกิจกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เน้นรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ  สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ  มีคณะกรรมการจากภาครัฐเข้ามากำกับดูแลให้เป็นประตามวัตถุประสงค์  และไม่ได้ใช้เป็นกลไกในการเอื้อกลุ่มทุนพลังงานอย่างที่มีการบิดเบือนในสื่อโซเชียลมีเดีย

ผู้สื่อข่าวจากศูนย์ข่าวพลังงาน- Energy News  Center  รายงานว่าหลังจากที่มีกระแสโจมตีนโยบายของรัฐทางสื่อโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุ้มกลุ่มทุนพลังงาน และทำให้ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันในราคาแพง นั้น ล่าสุดเมื่อวันที่8 ม.ค.2560 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ก็ได้ใช้ช่องทางสื่อโซเชียล มีเดีย  เฟซบุคTwarath  Sutabutr ในการชี้แจงข้อกล่าวหาที่มีการบิดเบือน ก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกัน โดย เขียนบทความซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

โดยเนื้อหาของบทความในตอนที่ 1   เป็นการสร้างความเข้าใจให้ถูกต้อง เกี่ยวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกับบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ลดการใช้น้ำมันจากต่างประเทศ รักษาเสถียรภาพของราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ และช่วยเหลือประชาชนไม่ต้องซื้อน้ำมันในราคาที่สูงเกินไป   โดยได้มีการจำแนกเป็นข้อๆให้ลำดับเรื่องได้ง่ายขึ้นดังนี้

1. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มิใช่เพิ่งเกิด หรือเพิ่งมี แต่เป็นกลไกที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมากว่า 40 ปีแล้ว เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันตั้งขึ้นโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2547 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นโดยอาศัยอำนาจตาม พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาเสถียรภาพของระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศและป้องกันการขาดแคลน

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการรักษาเสถียรภาพระดับราคาขายปลีกน้ำมัน เพื่อช่วยเป็นเสมือน "กันชน" ลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันต่อเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนผู้บริโภค ไม่ให้ต้องซื้อน้ำมันในราคาที่สูงเกินไปในยามวิกฤตที่อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนได้ และต่อมาในปี 2547 นั้นเอง ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ผันผวนขยับตัวสูงขึ้นอย่างมาก กองทุนฯได้มีบทบาทในการจ่ายเงินชดเชยเพื่อชะลอการปรับราคาขายปลีกในประเทศ ประกอบกับราคาเอทานอลที่สามารถผลิตได้จากอ้อย/กากน้ำตาลและมันสำปะหลัง ทีเป็นผลผลิตทางการเกษตรของไทย มีราคาที่ใกล้เคียงกับราคาน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมพลังงานทดแทนโดยน้อมนำผลการทดลองผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากเอทานอลใน "โครงการหลวงสวนจิตรลดา" มาประยุกต์ใช้ อันจะเกิดประโยชน์ต่อการลดการนำเข้าและส่งเสริมการใช้วัสดุพืชพลังงานในประเทศรวม อันจะมีส่วนยกระดับราคาพืชผลทางการเกษตรของชาวไร่ชาวนาที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งก็ได้กระทำโดยใช้กลไกการเก็บเงินเข้าและชดเชยเงินจากกองทุนฯ เพื่อให้เกิดส่วนต่างของราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ(แก๊สโซฮอลและไบโอดีเซล) เป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น ทำให้มีการลงทุนผลิตและแข่งขันกันขายเอทานอลและไบโอดีเซลมากขึ้นด้วย

2. การปรับอัตราการเก็บเงิน หรือชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นอำนาจของ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน และตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพานิชย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น โดยการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน หรือชดเชยเงินจากกองทุนฯ นั้นก็จะต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายที่กบง.ได้รับมาจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) อีกชั้นหนึ่งด้วย จึงเป็นการทำงานที่มีกฎหมายรองรับและมีการกลั่นกรองที่รอบคอบตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังต้องจัดทำบัญชีรับจ่ายโดยละเอียดเพื่อรายงานต่อรัฐบาล และมีการตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอีกด้วย

3. การกล่าวอ้างผิดๆ และบิดเบือนว่ามีการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันเพื่อยักย้ายเงินจากประชาชนเข้ากลุ่มทุนพลังงาน ในกรณีของการซื้อเอทานอลมาผสมกับน้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอลนั้น เป็นการมุ่งสร้างความเข้าใจผิดในบทบาทหน้าที่ของกองทุนฯ ขอเรียนว่าโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีก จะประกอบด้วยเนื้อน้ำมันที่ผลิตได้จากโรงกลั่น ซึ่งขึ้นหรือลงตามตลาดโลกและการแข่งขันเสรี ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเทศบาล กองทุนอนุรักษพลังงาน และ เงินเรียกเก็บเข้าหรือชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามชนิดของน้ำมัน ซึ่งถ้าไม่มีกลไกในการจัดเก็บเงินกองทุน ประชาชนจะต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันแพงในช่วงวิกฤติ และแน่นอนหากมองที่แค่ราคาเนื้อน้ำมัน E85 ราคา 21 บาท/ล ในขณะที่เนื้อน้ำมันเบนซิน อาจอยู่ที่ราคา 18 บาท/ล ประชาชนส่วนใหญ่ต้องเลือกเติมชนิดน้ำมันเบนซินที่ราคาถูกกว่า ก็จะกระทบต่อนโยบายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในประเทศ ซึงไทยเราถือเป็นผู้นำในอาเซียนในการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งแก๊สโซฮอลและไบโอดีเซล ได้อย่างน่าภูมิใจ อีกทั้งเงินชดเชยที่จ่ายออกจากกองทุนฯในปัจจุบัน ไม่มีการชดเชยในส่วนของแก๊สโซฮอล 95&91 E10 แล้ว ส่วนทียังชดเชยให้กับแก๊สโซฮอล E20 และE85 ก็เป็นในแนวโน้มที่ลดอัตราลงแต่ยังรักษาส่วนต่าง เพื่อให้คนหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งหากไม่ใช้กลไกนี้แล้ว ปริมาณการผลิตเอทานอลในประเทศจะกลับหลังลดลงซึ่งจะส่งผลให้สินค้าจากเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย หรือปาล์มน้ำมัน มีราคาตกต่ำซ้ำเติมเกษตรกร นอกจากนี้โรงงานผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลก็คงจะทยอยปิดตัวลง เนื่องจากผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลแล้วไม่มีใครซื้อ ดังนั้น จึงเป็นนโยบายของรัฐที่พึงส่งเสริมพลังงานทดแทนด้วยการใช้กองทุนน้ำมันฯ เพื่อให้สร้างส่วนต่างราคาให้ราคาพลังงานทดแทนสามารถแข่งขันกับพลังงานจากฟอสซิลได้ด้วย

4. การชดเชยหรือเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ไม่ได้จ่ายให้ผู้ผลิตเอทานอลหรือไบโอดีเซลโดยตรง แต่จ่ายให้หรือเก็บจากผู้ค้าน้ำมันตามปริมาณการจำหน่ายจริง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพสามิตและกรมธุรกิจพลังงาน ตรวจสอบทุกขั้นตอน จึงไม่ได้เป็นการยักย้ายเงินประชาชนไปให้กลุ่มทุนพลังงานทดแทนเป็นการเฉพาะแต่อย่างใดตรงกันข้ามหากไม่มีเงินสนับสนุนจากกองทุนน้ำมันฯ ในส่วนนี้ บริษัทน้ำมันหรือโรงกลั่นจะไม่สามารถไปรับเอทานอลที่ผลิตจากมันสำปะหลัง หรืออ้อย ได้ในราคาที่จะสะท้อนต้นทุนการผลิตพลังงานทดแทนต่างๆได้ต่างๆ ราคาพืชผลการเกษตรก็จะตกต่ำจะส่งผลต่อการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ

 

สนพ.เปิดรับข้อเสนอทุนวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนภายใน31ม.ค.นี้

สนพ.เปิดรับข้อเสนอโครงการ  สนับสนุนทุนการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานปี 2560 ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ม.ค. 2560 หวังให้นำงานวิจัยไปใช้ได้จริงเป็นประโยชน์กับส่วนร่วมและประเทศชาติ
 
นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  สนพ.ได้เปิดรับข้อเสนอโครงการ การสนับสนุนทุนการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ 2560 ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ม.ค. 2560  เพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรศึกษาวิจัยในการพัฒนาด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน โดยมีเป้าหมายนำไปใช้ได้จริงเกิดประโยชน์กับส่วนร่วมและประเทศชาติ

ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้มีสิทธิขอรับทุนวิจัย ต้องเป็นส่วนงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรเอกชนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลทางกฎหมายและมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และไม่มีมีวัตถุประสงค์ในการมุ่งค้าหากำไรซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย รวมถึงเป็นบุคลากรหลักที่รับผิดชอบโครงการ มีความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ เกี่ยวกับงานโครงการที่ขอรับทุน และสามารถปฏิบัติงานได้ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ ในกรณีงานโครงการที่ยื่นขอรับทุน ได้รับจากแหล่งทุนอื่นหรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากแหล่งทุนอื่นด้วย โปรดระบุแหล่งทุนเพื่อประโยชน์ในการพิจารณา 

โดยผู้ที่สนใจสามารถยื่นข้อเสนอโครงการได้กับ 7 มหาวิทยาลัยแม่ข่ายงานวิจัยในพื้นที่ สามารถยื่นข้อเสนอโครงการด้วยตนเอง หรือส่งทางไปรษณีย์ ภายในวันที่ 31 ม.ค. 2560 และจะประกาศผลงานวิจัยที่ผ่านการพิจารณาทาง www.eppo.go.th สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.eppo.go.th/index.php/th/component/k2/item/11715
 
“ในปีงบประมาณ 2560 ทางกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้มีการจัดสรรทุนวิจัยสำหรับการพัฒนาด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน รูปแบบใหม่ โดยได้กำหนดให้ 7 มหาวิทยาลัยแม่ข่ายเป็นผู้ช่วยดำเนินโครงการให้ตอบโจทย์แนวคิดในการพัฒนาการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน เพื่อให้งานวิจัยที่ได้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น” นายทวารัฐ กล่าวเพิ่มเติม
 
สำหรับ 7 สถาบันอุดมศึกษาทุกภูมิภาคเป็นแม่ข่ายงานวิจัย (Parent Nodes) ช่วยดำเนินโครงการฯ ประกอบด้วย  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กรุงเทพมหานคร)  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ภาคเหนือ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ภาคกลาง)  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ภาคกลางและภาคตะวันตก) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออก)  และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ภาคใต้)  

โดยขอบเขตงานวิจัยแบ่งออกเป็น 16 กรอบหัวข้อที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ อาทิ การแก้ไขปัญหาหมอกควัน, อุตสาหกรรมผลไม้, การท่องเที่ยว, อุตสาหกรรมอ้อย, อุตสาหกรรมปศุสัตว์, อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, อุตสาหกรรมห้องเย็น เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้แบ่งออกเป็นกรอบหัวข้อเชิงประเด็นด้านการอนุรักษ์พลังงาน ได้แก่ เรื่องยานยนต์ไฟฟ้า, วัสดุเพื่อการประหยัดพลังงาน, อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เป็นต้น ส่วนกรอบหัวข้อเชิงประเด็นด้านพลังงานทดแทน ได้แก่ เชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biofuels)  เชื้อเพลิงชีวมวลขั้นสูง (Advanced Biomass)  มาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนลดความร้อน (Renewable Heat incentive)  โครงข่ายพลังงานทดแทนระดับชุมชน/หมู่บ้าน (Micro & Nano Grid)  เป็นต้น