ค้นหาด้วย ' LNG ' ทั้งหมด 29 รายการ
คาดต้องหยุดจ่ายก๊าซแหล่งเจดีเอ เอ-18นาน10-14วัน

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติรับรายงานเบื้องต้นแหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18)ต้องหยุดจ่ายก๊าซนาน10-14 วัน โดยการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น จะมาจากค่าส่วนต่างของเชื้อเพลิงที่จะนำมาทดแทนก๊าซในส่วนที่หายไปจากระบบ ซึ่งต้องดูในรายละเอียดของสัญญาซื้อขายก๊าซที่ปตท.ทำไว้กับผู้ผลิต

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 26มิ.ย.2560  ที่ผ่านมา ถึงกรณีการหยุดการผลิตและจ่ายก๊าซธรรมชาติแหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18) ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. 2560 ว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้รับรายงานเบื้องต้น ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังกล่าวแล้ว โดยคาดว่าจะใช้ ระยะเวลาในการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุดประมาณ 10-14 วัน  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์ที่ต้องใช้จะจัดส่งมาได้ตามกำหนดหรือไม่

ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ต้องมีการหยุดการผลิตและการจ่ายก๊าซธรรมชาตินั้น เนื่องจากมีอุปกรณ์บางส่วน ตกไปกระแทกกับ Flare Tip และได้รับความเสียหายซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุที่อยู่นอกเหนือแผนการซ่อมบำรุงและไม่ได้คาดคิดเอาไว้ก่อนล่วงหน้า  จึงต้องใช้แผนฉุกเฉินรับมือกับสถานการณ์   อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดขึ้น ยังไม่ได้มีการประเมิน โดยต้องรอให้มีการซ่อมแซมอุปกรณ์แล้วเสร็จและกลับมาจ่ายก๊าซได้ตามปกติเสียก่อน  ซึ่งในส่วนของปริมาณก๊าซที่หายไปจากระบบในช่วงที่มีการหยุดการผลิต นั้นไม่น่าจะกระทบต่อสัญญา เพราะ อาจจะมีการเรียกชดเชยกลับมาในภายหลังได้  แต่ในส่วนของค่าส่วนต่างของเชื้อเพลิงที่นำมาทดแทนก๊าซธรรมชาติในหยุดไปเช่นการที่ต้องเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันดีเซล แทนก๊าซ ที่มีต้นทุนที่สูงกว่านั้น  คงต้องมาพิจารณาว่าใครจะต้องเป็นผู้รับภาระ และต้องไปดูในรายละเอียดเงื่อนไขสัญญาระหว่างปตท.กับผู้ผลิตก๊าซในแหล่งดังกล่าว  ว่าจะต้องผลักไปที่องค์กรร่วมพัฒนาไทยมาเลซียได้หรือไม่

“ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานมีแผนที่จะลดการพึ่งพา ก๊าซธรรมชาติลงให้มากที่สุด  จากสัดส่วนที่ต้องพึ่งพาประมาณ60กว่าเปอร์เซ็นต์ ให้เหลืออยู่30 กว่า เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อยังไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนเชื้อเพลิงจากก๊าซมาใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นได้ ปัญหาการที่ต้องหยุดจ่ายก๊าซในลักษณะแบบนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีก  เพราะสถานีผลิตของเรามันผลิตมานาน แล้ว”นายวีระศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ทั้งกฟผ.และปตท.มีการประสานกับผู้ผลิตก๊าซในแหล่ง และคาดว่าการหยุดจ่ายก๊าซจากเจดีเอ เอ-18 จะใช้เวลาประมาณ3วัน  แต่เมื่อระยะเวลาในการซ่อมอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายต้องกินเวลานานขึ้น กฟผ.ได้มีการขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ในการช่วยประหยัดการใช้ไฟฟ้า จนกว่าแหล่งก๊าซจะกลับมาจ่ายก๊าซได้ตามปกติ  ซึ่งให้ในส่วนของการผลิตไฟฟ้านั้น  โรงไฟฟ้าจะนะ เครื่องที่ 1 ขนาดกำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ ของกฟผ.ต้องปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทน  และต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะ เครื่องที่ 2 ขนาดกำลังผลิต 766 เมกะวัตต์

โดยต้องสั่งให้โรงไฟฟ้าขนอมเดินเครื่องเพิ่มเป็น 920 เมกะวัตต์ เพื่อจ่ายไฟมาช่วยเสริมระบบอีกส่วนหนึ่ง การสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชชประภา เขื่อนบางลาง รวมถึงเพิ่มการส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง 200 – 300 เมกะวัตต์ มาช่วยอีกส่วนหนึ่งและประสานซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียจำนวน 300 เมกะวัตต ทั้งนี้ หากภาคใต้ไม่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงกว่าปัจจุบันหรือมีเหตุการณ์อื่นมากระทบเพิ่มอีก เชื่อว่าจะยังสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ ซึ่งอยู่ที่ระดับประมาณ 2,350 เมกะวัตต์ได้

ในส่วนของปตท.นั้น คือสถานีก๊าซเอ็นจีวีในภาคใต้ จำนวน 16 แห่ง นั้น เบื้องต้นต้องปิดสถานี จำนวน6 แห่ง ไปก่อนส่วน 2 แห่งในชุมพรนั้น ได้มีการดึงก๊าซจากราชบุรี มาช่วย  ลีก 8แห่ง บนเส้นทางสายหลัก  ได้เตรียมแผนจัดสรรก๊าซจากส่วนกลางลงมาช่วย แต่มีการขอความร่วมมือ ผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้  วางแผนการเดินทาง และรถที่ใช้เชื้อเพลิง 2 ระบบ คือน้ำมันและก๊าซเอ็นจีวี ให้ปรับไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนไปก่อน

สำหรับแหล่งเจดีเอ เอ-18 นั้น  มีปริมาณนำส่งก๊าซธรรมชาติตามสัญญา ประมาณ 440 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดย ปตท. นำส่งให้โรงไฟฟ้าจะนะในปริมาณ 180 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และส่งไปผลิตเป็นก๊าซเอ็นจีวีในปริมาณ 5 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน   และส่งก๊าซธรรมชาติไปยังภาคตะวันออก  อีกประมาณ 255 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 

GPSC รุกธุรกิจ Energy storage

GPSC รุกธุรกิจ Energy storage ชงบอร์ดตั้งโรงงานในไทยเร็วๆนี้ มั่นใจธุรกิจเติบโตเหนือคู่แข่งจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่ลดต้นทุนได้ถึง 50% พร้อมชะลอการลงทุนหลายโครงการในอินโดฯ จนกว่าคดีฟ้อง ปตท.สผ. เรื่องน้ำมันรั่ว จะยุติ

นายเติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยว่า GPSC อยู่ระหว่างหาผู้ร่วมทุนในการลงทุนธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน (Energy storage) และรายละเอียดการลงทุนเพื่อเสนอเข้าคณะกรรมการ (บอร์ด) GPSC โดยเร็วที่สุด หากได้รับการอนุมัติ จะสามารถตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในไทย และดำเนินธุรกิจให้บริการ Energy storage ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยจะเน้นให้บริการในพื้นที่ที่ไม่มีสายส่งไฟฟ้า เช่น เกาะต่างๆ ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ และเมื่อนำ Energy storage ไปใช้จะทำให้สามารถสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

ทั้งนี้ มั่นใจว่า GPSC สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง เนื่องจากมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการลงทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม Energy storage ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ โดย GPSC ได้ทำการศึกษาวิจัยแบตเตอรี่ร่วมกับบริษัท 24M Technologies (24 M) ของสหรัฐอเมริกา ที่สามารถลดต้นทุนได้ 50% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในปัจจุบัน และสามารถปรับขนาดโรงงานให้เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นจุดเด่นของ GPSC ที่เหนือคู่แข่งได้

ส่วนการลงทุนในประเทศอินโดนีเซียนั้น คงต้องชะลอออกไปก่อนตามนโยบายของ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เพื่อให้คดีที่อินโดนีเซียฟ้องร้องบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กรณีน้ำมันรั่วที่ทะเลติมอร์ ยุติลงก่อน ทำให้ GPSC ต้องชะลอโครงการที่กำลังศึกษาในอินโดฯ หลายโครงการออกไป

สำหรับในปี 2560 นี้ GPSC ยังคงแผนการลงทุนเกือบ 4,000 ล้านบาทในโครงการตามแผนที่กำหนดไว้ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเฟส 2 โครงการโรงไฟฟ้าไออาร์พีซี คลีนพาวเวอร์ เฟส 2 และโครงการโรงไฟฟ้าโซล่าร์เซลล์อิชิโนเซกิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

ทั้งนี้  ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 1 /2560 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 5,366 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2559 ในขณะที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Q1/59) บริษัทฯ มีรายได้ลดลง 118 ล้านบาท คิดเป็น 2% กำไรสุทธิลดลง 121 ล้านบาท หรือ หรือลดลง 14% โดยเป็นผลจากการรับเงินปันผลจาก บริษัท ราชบุรีเพาเวอร์ จำกัด ลดลง 60 ล้านบาท ประกอบกับโรงไฟฟ้า IRPC -CP กำไรลดลงจากลูกค้ามีการหยุดซ่อมบำรุง

“อนันตพร” ชมเดนมาร์กบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพ

“อนันตพร” ชมประเทศเดนมาร์กบริหารจัดการพลังงานได้มีประสิทธิภาพ โดยมองแบบองค์รวม ทั้งพลังงานหมุนเวียนคู่ขนานกับเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ในขณะที่สามารถกำหนดราคาพลังงานแพง เพื่อเก็บเป็นรายได้เข้ารัฐได้ โดยที่ประชาชนให้การยอมรับ

ในการเยี่ยมชมดูงานที่บริษัท Ramboll ที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 17พ.ค.2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย และคณะ ได้รับการต้อนรับจากผู้บริหารบริษัทนำโดย นายซอเรน โฮล์ม โยฮันสัน กรรมการบริหารของ Ramboll กรุ๊ป ซึ่งได้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการรับฟังการบรรยายในหลายหัวข้อ

ทั้งนี้ นาย โทมัส แรนด์ กรรมการผู้จัดการของ Ramboll Energy ได้บรรยายภาพรวมของธุรกิจพลังงานของ Ramboll นาย ซอเรน  จูเอล ปีเตอร์สัน  Global Market Director ให้ข้อมูลเรื่องพลังงานลม และโซลาร์ พีวี ในขณะที่นาย มอแกน สกอฟ Director of Power Division การบรรยายพลังงานลมและตึกสูง รวมถึงเรื่องชีวมวล (Biomass) ส่วนหัวข้อการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy ) บรรยายโดยนางอิงเกอร์ แอนเน็ต ซอนเดอการ์ด, Head of Department, Energy from Waste

พลเอกอนันตพร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการรับฟังการบรรยายว่า แนวคิดสำคัญที่ได้จากการรับฟังบรรยาย คือ การบริหารกิจการพลังงานของเดนมาร์ก ซึ่งถือเป็นประเทศที่ร่ำรวยประเทศหนึ่งของโลก มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เป็นผู้ส่งออกพลังงาน แต่ยังพยายามที่จะพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุดด้วยพลังงานหมุนเวียน โดยการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้พลังงานมีราคาถูก เพราะมีการจัดเก็บภาษีเป็นรายได้ให้กับรัฐ โดยที่ประชาชนก็ยินดีที่จะจ่าย ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับประเทศไทย ที่ประชาชนบางกลุ่มเรียกร้องที่จะใช้พลังงานราคาถูก ทั้งๆ ที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน

เดนมาร์ก ตั้งเป้าหมายในปี 2593 ที่จะเป็นประเทศที่ไม่พึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลเลย แต่ปัจจุบันยังต้องพึ่งเชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนประมาณ 40% ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วน 45% โดยพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นพลังงานลม  ในขณะที่ไทยมีสัดส่วนของถ่านหินที่ผลิตไฟฟ้าอยู่แค่เพียงประมาณ18%

แต่ทั้งนี้ ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และพลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ เดนมาร์กก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน  รวมทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงแหล่งพลังงานกับประเทศที่มีเขตแดนติดกันด้วย

"ที่น่าจะต้องนำไปคิดวิเคราะห์กันต่อ คือราคาพลังงานที่เดนมาร์ก ทั้งน้ำมัน และไฟฟ้า มีราคาแพง และไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมมีราคาต่ำกว่าบ้านที่อยู่อาศัย แต่ทำไมประชาชนผู้บริโภคยอมรับได้และมีความยินดีที่จะจ่าย" พลเอก อนันตพร กล่าวให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ร่วมเดินทางไปกับคณะ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เดนมาร์กมีบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและการออกแบบที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถออกไปรับงานให้คำปรึกษาให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก อย่างบริษัท Ramboll ที่ดำเนินการโดยทุนของมูลนิธิ และมีการแบ่งหุ้นประมาณ 2% ให้พนักงาน โดยทำธุรกิจแบบไม่เน้นผลกำไร ซึ่งมีส่วนที่ทำให้สามารถให้คำปรึกษาในโครงการต่างๆ ได้อย่างตรงไปตรงมา และนำเอาความรู้และประสบการณ์ของชุมชนนั้นๆ มาผนวกเข้ากับฐานความรู้ในระดับสากลได้

    ราคาขายปลีกน้ำมันในเดนมาร์ก (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เดนิชโครน ราว 5.5 บาท)

 

ดร. สราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงพลังงาน ซึ่งร่วมเดินทางมากับคณะ กล่าวอธิบายเพิ่มเติมภายหลังจากการดูงานที่ บริษัท Ramboll  ว่า เรื่องที่น่าสนใจของเดนมาร์ก คือ การบริหารจัดการพลังงานชีวมวลนั้น ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบ Combine Heat & Power หรือ CHP คือนำเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรมาผลิตเป็นไฟฟ้า และนำความร้อนที่เหลือทิ้งจากกระบวนผลิต มาต้มน้ำร้อนและส่งกระจายไปยังผู้ใช้  โดยโรงงานผลิตจะตั้งอยู่ไม่ห่างจากแหล่งวัตถุดิบ ในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตร

ในส่วนของพลังงานลม ยังถือว่ามีข้อจำกัดหากนำไปส่งเสริมในไทยซึ่งมีความเร็วลมที่ต่ำกว่าลมที่ยุโรป โดยเสากังหันลมต้นเดียวกันกับที่เดนมาร์ก หากนำไปติดตั้งที่ประเทศไทย จะได้กำลังผลิตไฟฟ้าน้อยกว่าถึง 8 เท่า

ส่วนเรื่องของขยะนั้น ที่เดนมาร์ก มีกระบวนการใช้ประโยชน์โดยการคัดแยกขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ออกมาก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำมาเผาโดยตรงเพื่อผลิตเป็นไฟฟ้า มากกว่าการฝังกลบที่สร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมมากกว่า โดยโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะนั้น ถูกออกแบบและสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างกลมกลืน ในขณะที่ประเทศไทย ยังเน้นใช้วิธีการฝังกลบขยะ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำขยะมาใช้ประโยชน์ในรูปของพลังงานไฟฟ้า

สำหรับบริษัท Ramboll ถือเป็นบริษัทชั้นนำในด้านวิศวกรรมศาสตร์ การออกแบบและการเป็นผู้ให้คำปรึกษาใน 8 ธุรกิจสำคัญ คือ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจออกแบบและวางผังเมือง ธุรกิจเกี่ยวกับน้ำ ธุรกิจด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจก๊าซฯและน้ำมัน และการเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ โดยมีสำนักงานกระจายอยู่ประมาณ300แห่งใน 35 ประเทศ มีผู้เชี่ยวชาญทำงานอยู่ในบริษัทประมาณ 13,000 คน และมีรายได้ต่อปีประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนอร์ดิก อเมริกาเหนือ สหราชอาณาจักร และยุโรป ซึ่งประสบการณ์ทำงานของRamboll คือการเป็นที่ปรึกษาโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งมากกว่า 65% ที่มีการลงทุนอยู่ทั่วโลก  ส่วนกังหันลมที่ติดตั้งบนบกนั้นรับเป็นที่ปรึกษามากกว่า 60 ประเทศ รวมกำลังผลิตไฟฟ้ามากกว่า 60,000 เมกะวัตต์ นอกจากนั้น ยังเป็นที่ปรึกษาโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) ใน 45 ประเทศ

                                                          โรงไฟฟ้าจากขยะ

                                      กังหันลมผลิตไฟฟ้า

สพพ.ยังพร้อมหนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำโครงการปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้าในย่างกุ้ง

สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน(องค์การมหาชน)หรือสพพ.ในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ยังพร้อมให้การสนับสนุน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าในเมืองย่างกุ้ง(เขต North OkkalapaและเขตNorth Dagon)สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา  ในวงเงิน 1,785 ล้านบาท  แม้ว่าโครงการจะมีความล่าช้ามากว่า2ปีแล้ว

นาย เนวิน สินสิริ ผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน(องค์การมหาชน)หรือสพพ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าในเมืองย่างกุ้ง(เขต North OkkalapaและเขตNorth Dagon)สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ว่า  ล่าสุดเมื่อเดือนก.พ.2560 ที่ผ่านมาทางกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานของเมียนมา มีหนังสือขอให้ สพพ.พิจารณาจัดส่งเจ้าหน้าที่สำรวจพื้นที่โครงการดำเนินการในเบื้องต้นแล้ว หลังจากที่ผ่านมาการดำเนินการมีความล่าช้ามากว่า2ปี เนื่องจากประเทศเมียนมามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล  โดยสพพ.ยังยืนยันที่จะให้การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับรัฐบาลเมียนมา เพื่อใช้ในการดำเนิน โครงการในวงเงิน 1,785 ล้านบาท 

ทั้งนี้เงื่อนไขเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในเบื้องต้นนั้น จะมีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ1.50-2.50  ต่อปี ระยะเวลาการกู้5-30ปี วงเงินให้เปล่า0-30 ล้านบาท และระยะเวลาปลอดหนี้ 0-10ปี  ซึ่งการดำเนินการจะต้องเป็นการว่าจ้างผู้รับเหมาไทย และซื้อสินค้าจากไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ50%ของโครงการ  ทั้งนี้โครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าในเมืองย่างกุ้ง(เขต North OkkalapaและเขตNorth Dagon) มีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA มาช่วยเป็นที่ปรึกษา

สำหรับ สพพ.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ก่อตั้งมาครบ12ปี และได้ดำเนินการความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ตามกรอบความร่วมมมือทางด้านเศรษฐกิจในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เช่น GMS ,ACMECS ,BIMSTEC และASEAN  ทั้งด้านทางการเงินและความช่วยเหลือทางวิชาการ ทั้งสิ้น 72โครงการ รวมวงเงิน15,730 ล้านบาท  ซึ่งโครงการส่วนใหญ่เกี่ยวกับการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน  ที่มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน  มากขึ้น 

วงเสวนาสาธารณะจุฬาฯชงรัฐบาลใช้SEAโดยเริ่มต้นจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

วงเสวนาสาธารณะที่จุฬาฯ นักวิชาการเสนอให้นำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์หรือ SEA(Strategic Environmental Assessment)มาใช้ในการพิจารณาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง โดยที่ยังคงต้องมีการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม  โดยเริ่มต้นจากโรงไฟฟ้ากระบี่

งานเสวนาดังกล่าวจัดขึ้นที่ห้อง 701 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560

ในเว็บไซต์www.onep.go.th ของ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) อธิบายถึง SEAว่า เป็นการใช้กรอบแนวคิดและกระบวนการในการวิเคราะห์ ประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การพัฒนานโยบาย แผน แผนงาน และโครงการขนาดใหญ่ในรายสาขา (sectoral based) หรือในเชิงพื้นที่ (area based) ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี และเปรียบเทียบทางเลือกในการตัดสินใจ เพื่อให้การตัดสินใจนั้นมีคุณภาพ รอบคอบ โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

 ทั้งนี้ SEA จะเป็นการดำเนินการก่อนถึงขั้นตอนการพัฒนา โดยสามารถช่วยชี้ว่า นโยบาย แผน แผนงาน และโครงการขนาดใหญ่ ลักษณะใดเหมาะสมกับพื้นที่และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และช่วยบ่งชี้เรื่องหรือในประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับโครงการด้วย  ดังนั้น SEA จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะนำมาสู่การบูรณาการ ทั้งความคิดและการปฏิบัติการร่วมกันของหลายฝ่ายให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีกระบวนการตัดสินใจจากหลายฝ่ายอย่างมีส่วนร่วม โดยมุ่งเป้าประสงค์ของการพัฒนาที่ยั่งยืน

รศ.ดร.อดิศร์  อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษา ด้านการวิจัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวในเวทีเสวนาว่า  เราต้องเพิ่มยกระดับEHIA ที่พิจารณาเฉพาะรายโครงการ ให้เป็น SEA  แต่การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA (Environmental Impact Assessment) ยังต้องคงอยู่  โดย SEA จะทำให้อำนาจและการประสานงานระหว่างหน่วยงานดียิ่งขึ้นการควบคุมมลพิษทางอากาศจะเกิดขึ้นหลังจากทำ SEA

ในขณะที่นาย ประสิทธิชัย หนูนวล แกนนำเครือข่ายประชาชนปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ซึ่งร่วมในวงเสวนาด้วย กล่าวว่า  EIA มีบทบาทแค่การประเมินเชิงโครงการ ถึงแม้โครงการจะได้รับอนุมัติ แต่ก็พบว่ายังมีปัญหาตลอด  ดังนั้นถ้ามีการใช้SEA จะมีการประเมินสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะเริ่มทำโครงการใดๆ  แต่ในโครงสร้างของระบบยังต้องมี EIA เพราะเป็นเงื่อนไขในการทำโครงการต่างๆตามกฎหมาย

 นายประสิทธิชัย ยังโพสต์ข้อความลงในเฟซบุคส่วนตัวหลังการร่วมเสวนาด้วยว่า พื้นที่ชุ่มน้ำกระบี่ นานาชาติให้การยกย่องว่า มีความอุมสมบูรณ์ จนได้รับการยกย่อง เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ (Ramsar Site) กว่า1 แสนไร่ พื้นที่เช่นนี้ควรหรือไม่ที่จะนำมาเป็นพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน. พร้อมระบุด้วยว่า หากมีการทำ SEA  โรงไฟฟ้าถ่านหินจะไม่ควรมาอยู่ในแรมซ่าร์ไซต์ ด้วยประการทั้งปวง

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์  ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) กล่าว เสนอข้อคิดเห็นในการปฎิรูป ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรโดยเพิ่ม  คณะกรรมการ3ชุด เพื่อมาควบคุม การเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้ง การศึกษาและการประเมินผลกระทบและ การพิจารณารายงาน EHIA ที่ต้องสอดคล้องกับ SEA  โดยมีกรอบระยะเวลาชัดเจน ในการป้องกันและเยียวยาผลกระทบอย่างเป็นธรรม   โดยระบุว่า คณะกรรมการปฎิรูป (คปก.)มีร่างกฎหมาย SEA อยู่ในมือทั้งหมดแล้ว

ดร.อุทัย ดุลยเกษม  อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า  การท่องเที่ยวนั้นส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของกระบี่ ถ้าอยากให้ยั่งยืน หลัก ECOLOGY ต้องมาก่อน ECONOMY  โดยมอว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่  จะมีส่วนกระทบทั้งอันดามัน การคิดมูลค่าไม่ใช่แค่ผลกระทบเชิงนิเวศ และสุขภาพ แต่ต้องรวมไปถึงเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ต่อพื้นที่ 

เปิดร่างกฏกระทรวง3ฉบับเกี่ยวกับสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพื่อรับฟังความเห็นทางเว็บไซต์

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเปิดร่างกฏกระทรวง3ฉบับ ซึ่งออกตามพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.เมื่อวันที่30มี.ค.ที่ผ่านมา  เพื่อรับฟังความคิดเห็นประชาชนทางเว็บไซต์ www.dmf.go.th ระหว่างวันที่ 11 - 26 พ.ค2560 นี้ ก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามลำดับ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในช่วงเย็นของวันที่11 พ.ค. 2560 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้นำร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ....2. ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ..และ3. ร่างกฎกระทรวง กำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ....เผยแพร่ผ่านทาง เว็บไซต์กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ www.dmf.go.th เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนระหว่างวันที่ 11 - 26 พ.ค 2560   ก่อนที่จะนำไปสรุปและนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบโดยลำดับ

ทั้งนี้ร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับที่นำออกเผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ นั้นเป็นการออกตามพ.ร.บ.ปิโตรเลียม( ฉบับที่ ) พ.ศ..ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาให้ความเห็นชอบทั้ง3วาระ ตั้งแต่วันที่30 มี.ค.2560 ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญที่ให้เพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างบริการ เข้ามาอยู่ในพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่มีการแก้ไขนี้ด้วย จากเดิมที่มีเฉพาะ ระบบสัมปทาน 

กฟผ. เล็งสร้างโรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่ 3 แทน หากโครงการถ่านหินกระบี่ไม่เกิด

กฟผ.ศึกษาแผนสร้างโรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่3 ใช้ก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิง หวังทดแทนกรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ พร้อมเสนอปรับใหญ่แผน PDP2015 รองรับพลังงานหมุนเวียนตามทิศทางพลังงานโลก

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. เตรียมศึกษาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ แห่งที่ 3 จ.สงขลา ขนาด  800-1,000 เมกะวัตต์ ในพื้นที่เดียวกับโรงไฟฟ้าจะนะ 1 และจะนะ 2  โดยจะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการเติบโตความต้องการใช้ไฟฟ้าพื้นที่ภาคใต้ และทดแทนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ขนาด 800 เมกะวัตต์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามแผน

"สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ส่งสัญญาณมายัง กฟผ.ว่ามีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะเจรจาซื้อก๊าซฯจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ JDA  เพิ่มขึ้น และให้ กฟผ. ไปศึกษาว่าจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร" นายกรศิษฏ์กล่าว

ทั้งนี้ หากโรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่3 เกิดขึ้นและสามารถทดแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ได้ แต่ยังมีความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 2 แห่ง ตามประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ  พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่3 ควรเกิดขึ้นก่อนปี 2564-2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้จะเติบโตใกล้เคียงกับกำลังการผลิต และจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เข้ามาเสริมสร้างความมั่นคง ซึ่งภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตปีละ 5% หรือประมาณ 150 เมกะวัตต์

นายกรศิษฏ์  กล่าวอีกว่า กฟผ. จะเสนอกระทรวงพลังงานปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ  พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015  เนื่องจากหลายสมมติฐานเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกรณีความล่าช้าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 แห่งทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา โดยเบื้องต้นการปรับ PDP รอบใหม่ควรมีการกำหนดปริมาณสำรองไฟฟ้าเป็นรายภาค จากเดิมกำหนดปริมาณสำรองไฟฟ้าไว้ไม่ต่ำกว่า 15% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ ซึ่งจะทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าหลักในแต่ละภาคที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าใกล้เคียงกับความต้องการใช้ โดยเฉพาะภาคใต้ที่จำเป็นต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้าหลัก เช่น ถ่านหิน หรือ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)

นอกจากนี้ จะต้องมีแผนปรับปรุงและบริหารจัดการโรงไฟฟ้าเก่าให้เกิดประสิทธิภาพพร้อมรองรับพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียร (Back-up) รวมถึงการนำระบบกักเก็บพลังงาน (Energy storage) มาช่วยให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีความเสถียร (Firm) พร้อมกันนี้ 3 การไฟฟ้า คือ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ควรต้องบูรณาการโครงข่ายสายส่งอัจฉริยะ (Smart grid ) เพื่อลดต้นทุนในการสร้างสายส่งที่มีมูลค่าสูง ไปรองรับไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียร เพราะรูปแบบโรงไฟฟ้าในอนาคตจะเปลี่ยนไปสู่โรงไฟฟ้าขนาดเล็กมากขึ้น จึงควรกำหนดโซนนิ่งและขนาดโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่จะสร้างสายส่งขนาดใหญ่ไปรองรับ เช่น โรงไฟฟ้าที่มีขนาด 10  เมกะวัตต์ ขึ้นไปจึงจะพิจารณาสร้างสายส่งไปรองรับการจ่ายไฟฟ้า

"ตอนนี้ กฟผ. และกระทรวงพลังงานมีความเห็นตรงกันที่จะต้องปรับใหญ่แผน PDP ส่วนกรอบระยะเวลายังไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ เพราะยังต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน"

ทั้งนี้ นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมในการลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยวิจัยและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขนาด 5 เมกะวัตต์  บนเนื้อที่ 600 ไร่ โดยนำ 4 เทคโนโลยีมาติดตั้งไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ 1.ผลึกซิลิคอน ขนาด 1 เมกะวัตต์ ประเภทหมุนตามแสงอาทิตย์ได้ 2. ชนิดอะมอร์ฟัสซิลิคอน ขนาด2 เมกะวัตต์ ประเภทติดตั้งแบบคงที่ 3.ชนิดไมโครคริสตอลไลน์อะมอร์ฟัสซิลิคอน ขนาด 1 เมกะวัตต์ และ 4.ชนิดสารประกอบของคอปเปอร์อินเดียมแกลเลียมไดเซเลไนด์ ขนาด 1 เมกะวัตต์ 

โดยการติดตั้งระบบดังกล่าว เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสมในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี จากนั้นจะนำโครงการวิจัยไปใช้ในโครงการลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ที่ กฟผ. อยู่ระหว่างขออนุมัติจากกระทรวงพลังงานเพื่อดำเนินการ

"เทวินทร์"นำทีมเอกชนไทยหารืออังกฤษหนุนนโยบายไทยแลนด์4.0

ซีอีโอปตท.นำทีมภาคเอกชนไทยหารือภาคเอกชนประเทศอังกฤษตั้งคณะทำงานผลักดันการค้าการลงทุนของทั้งสองประเทศหนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อประสิทธิภาพดำเนินการ ประกอบด้วย ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสในการลงทุน  ด้านการอำนวยความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจ และด้านส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ   มั่นใจการเมืองอังกฤษเปลี่ยนแปลงหลังเลือกตั้งใหม่ 8 มิถุนายน 2560 ไม่กระทบความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

เมื่อวันที่ 24-25 เม.ย.2560 ที่ผ่านมา ผู้นำภาคธุรกิจฝ่ายไทยและอังกฤษได้มีการประชุมหารือความร่วมมือ ณ กรุงลอนดอน เพื่อเพิ่มการค้าระหว่างสองประเทศ โดยเป็นการประชุมครั้งที่สอง ต่อเนื่องจากการประชุมครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2559 โดยในการประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนรัฐบาลฝ่ายอังกฤษคือ นายมาร์ค การ์นิเยร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้ง นายไบรอัน เดวิทสัน เอกอัคราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย และผู้แทนฝ่ายไทยโดย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงข้อมูล Thailand 4.0 ให้นักลงทุนอังกฤษ พร้อมทั้งนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายพิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เป็นสักขีพยาน รวมถึงนักธุรกิจสองฝ่ายเข้าร่วมประชุมกันกว่า 65 คน   

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอาณาจักร ฝ่ายไทย กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้มีผลให้เกิดความก้าวหน้าด้านการผลักดันการลงทุนระหว่างกัน โดยสภาผู้นำธุรกิจฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยสมาชิกสามารถเป็นสมาชิกได้มากกว่า หนึ่งคณะทำงาน โดยกลุ่มต่างๆประกอบด้วย

1)      คณะทำงานด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสในการลงทุน มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการสื่อสารกับนักลงทุนในเรื่องThailand 4.0  การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) และการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi)  รวมทั้งเป็นโอกาสในการสร้างเวทีสำหรับนักลงทุนเพื่อให้เกิดการเข้าถึงข้อมูล และประสานงานได้โดยตรงกับหน่วยงานของฝ่ายรัฐบาลไทย ทั้งนี้มีบริษัท โรลส์ รอยซ์ (Rolls Royce) และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTT Global Chemical Plc) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

2)      คณะทำงานด้านการอำนวยความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความต้องการของนักธุรกิจ และนักลงทุนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในด้านการขอใบอนุญาตในการทำงานในประเทศไทย ซึ่งควรจะเริ่มดำเนินการขอใบอนุญาตทำงานจากสถานทูตไทยในประเทศอังกฤษก่อนเดินทางมาประเทศไทย ในขณะเดียวกันหัวข้อการสนทนาเรื่องการขอใบอนุญาตในการทำงานประเทศอังกฤษก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ โดยนักธุรกิจฝ่ายไทยยังได้มีโอกาสพูดคุยโดยตรงกับรัฐบาลเพื่อชี้แจงปัญหาด้านแรงงานที่เกิดขึ้น และความกังวลใจของนักลงทุนหลังจากที่ประเทศอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้งนี้หัวหน้าคณะทำงานคือ สภาหอการค้าอังกฤษแห่งประเทศไทย (British Chamber of Commerce) และ สภาหอการค้าไทย

3)      คณะทำงานด้านส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว และหาโอกาสเพิ่มเติมให้เกิดการค้าเพิ่มขึ้น อีกทั้งเรื่องโควตาการส่งออกเนื้อสัตว์ไปยังประเทศอังกฤษอีกด้วย โดยผู้นำคณะทำงานนี้ได้แก่ เทสโก้ โลตัส (Tesco Lotus) และธนาคารกรุงเทพ

นายเทวินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาก่อให้เกิดความร่วมมือกันในหลายๆ โครงการ อาทิการตั้งศูนย์ซ่อมบำรุง ณ สนามบินอู่ตะเภา หรือโครงการตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาเครื่องยนต์ ของ โรลส์ รอยซ์ (Rolls Royce) ร่วมกับบริษัทการบินไทย เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้วคณะผู้แทนภาครัฐบาล และภาคธุรกิจได้รับเกียรติจาก ดร. เลียม ฟอกซ์ (Dr. Liam Fox) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ (Secretary of State for International Trade) เพื่อรับฟังรายงานผลการดำเนินงานของสภานักธุรกิจฯ ทั้งนี้รัฐบาลอังกฤษเองกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง โดยจะมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 มิถุนายน 2560 อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป และอังกฤษเองก็จะให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียมากขึ้นอีกด้วย การดำเนินการของสภาผู้นำธุรกิจฯ นี้จะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะทำให้เกิดความร่วมมือ และสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

ในโอกาสเดียวกันนี้บริษัท เทสโก้ (Tesco) ได้จัดงานเพื่อประชาสัมพันธ์ Taste of Thailand ที่สาขา เคนซิงตั้น (Kensington) ณ กรุงลอนดอน เพื่อให้อาหารไทยได้เป็นที่รู้จัก โดยได้รับเกียรติจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของไทย และเอกอัคราชทูตไทยประจำสหราชอาณาจักรฯ รวมทั้งนักธุรกิจของฝ่ายไทย และอังกฤษเข้ามาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง  ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จจากความตั้งใจดีของทางรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน

สภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอาณาจักรได้ก่อตั้งในปี 2559 เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มปริมาณการค้าและการลงทุนของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายความร่วมมือระหว่างธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ผ่านการสร้างพันธมิตร การพัฒนาธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริง ของกฎระเบียบ ที่อาจเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ระหว่างภาครัฐบาล และภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

 

คาดออกประกาศTORประมูล เอราวัณ บงกช ก่อนสิ้นปีนี้ รู้ผลผู้ชนะ กรกฎาคม 2561
อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คาดว่าจะ ออกประกาศเงื่อนไขการประมูล(TOR) แหล่งสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุทั้งเอราวัณและบงกช ได้ก่อนสิ้นปี2560 และรู้ผลผู้ชนะการประมูล ภายใน7 เดือน นับตั้งแต่วันที่มีการออกประกาศ  ระบุเงื่อนไขการประมูล จะมีการกำหนดเพดานราคาก๊าซสูงสุดเพื่อให้ผู้ประมูลใช้เป็นเกณฑ์ในการแข่งขัน  และการกำหนดให้ผู้เข้าประมูลต้องมีประสบการณ์ผลิตปิโตรเลียม ในปริมาณที่ไม่น้อยกว่าแหล่งที่ประมูล  รวมทั้งจะต้องเสนอแผนการดำเนินงาน ที่มีความเป็นไปได้
 
นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเปิดประมูลเพื่อคัดเลือกเอกชนเข้ามาบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่หมดอายุ(บงกช และเอราวัณ) ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ว่า จะสามารถออกประกาศ TOR ได้ก่อนสิ้นปี 2560 นี้ และจะรู้ผลผู้ชนะการประมูลหลังจากที่มีการออกประกาศTOR ไปแล้ว 7 เดือน  หรือประมาณเดือน ก.ค. 2561 โดย ปัจจุบันร่างTOR ยังอยู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการปิโตรเลียม จากนั้นจะเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียมที่มีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานและนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) และ คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาต่อไป 
 
สำหรับเงื่อนไขสำคัญที่จะมีการกำหนดไว้ในTOR นั้น ขณะนี้ กรมฯอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)เพื่อกำหนดเพดานราคาก๊าซสูงสุด ที่จะผลิตจากแหล่งสัมปทาน ที่จะหมดอายุ  ว่าหากผู้ชนะการประมูลผลิตก๊าซได้ในเพดานที่กำหนด ปตท.ก็จะต้องรับซื้อ   โดยเพดานราคาก๊าซสูงสุดดังกล่าว  จะนำมากำหนดไว้ในเงื่อนไขทีโออาร์ที่จะใช้ในการประมูล   เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประมูลใช้เป็นเกณฑ์ในการแข่งขัน  หากรายใดเสนอราคาก๊าซจากการผลิตที่ต่ำกว่าราคาเพดานที่กำหนดมากที่สุดจะมีโอกาสจะเป็นผู้ชนะประมูลได้ แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย 
 
นอกจากนี้ ในเงื่อนไขทีโออาร์ จะมีการกำหนดให้ผู้เข้าประมูลต้องมีประสบการณ์ผลิตปิโตรเลียม ในปริมาณที่ไม่น้อยกว่าแหล่งที่จะเข้าประมูล โดยปัจจุบันแหล่งเอราวัณ มีกำลังการผลิตก๊าซฯ 1,240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขณะที่แหล่งบงกชมีกำลังผลิตก๊าซฯ 870 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมสองแหล่งมีกำลังผลิตก๊าซฯ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  พร้อมกันนี้ผู้ประมูลจะต้องเสนอแผนการดำเนินงานการผลิต ซึ่งคณะกรรมการผู้พิจารณาการประมูลในครั้งนี้จะตรวจสอบว่าแผนที่นำเสนอมานั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ เพื่อมาประกอบการพิจารณาคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลด้วย
 
สำหรับการคัดเลือกเอกชนเพื่อเข้ามาบริหารจัดการแหล่งเอราวัณ และบงกช จะใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) ตามประกาศ ”คณะกรรมการปิโตรเลียมหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในรูปแบบของสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือสัญญาจ้างบริการ” ซึ่งได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2560
 
นายวีระศักดิ์​ กล่าวด้วยว่า เกณฑ์การออก TOR ครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานบริษัทที่ร่วมประมูลอยู่ได้โดยไม่ขาดทุน  รัฐได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม และไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นจนเกินไป