ค้นหาด้วย ' LNG ' ทั้งหมด 29 รายการ
ยันมาสคอตข้าวโพด"น้องพลัง"ไม่ได้ก็อปปี้"ฟุนัชชี่"การ์ตูนชื่อดังของญี่ปุ่น

โฆษกกระทรวงพลังงานยัน “น้องพลัง”ในงาน Astana Expo 2017ไม่ได้ก็อปปี้ตัวการ์ตูนชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ชื่อ Funassyi (ฟุนัชชี่)  ระบุที่เลือกใช้ ตัวมาสคอต ข้าวโพด  เพื่อหวังสื่อสารเรื่องศักยภาพพลังงานทดแทนของไทย ให้เข้ากันได้ดีกับชาวคาซัคสถาน ที่กินข้าวโพดเป็นอาหารหลัก

กลายเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์ หลังจากที่มีการเปิดตัวมาสคอต”น้องพลัง”ตุ๊กตาฝักข้าวโพด ของไทย ที่ใช้เพื่อการสื่อสารการมีส่วนร่วมกับผู้ชมที่เข้าชม“อาคารศาลาไทย” (Thailand Pavilion) ในงาน Astana Expo 2017 ที่กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ซึ่งมีพิธีเปิดไปเมื่อวันที่10 มิ.ย.2560 ที่ผ่านมา โดยถูกสื่อชาวญี่ปุ่นที่มีโอกาสเข้าร่วมชมงาน จับไปเปรียบเทียบและวิจารณ์กันว่า มาสคอต”น้องพลัง” นั้นเหมือนกับตัว Funassyi (ฟุนัชชี่) มาสคอตสาลี่  ซึ่งมีความฮาและน่ารักเป็นที่รู้จักกันดีของคนญี่ปุ่น ราวกับว่า คนไทยไปลอกไอเดีย มาสคอตชื่อดังของญี่ปุ่นมา

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นายทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน  กล่าวว่า ตัวมาสคอต “น้องพลัง”ที่ใช้เป็นตัวแทนของประเทศไทยเพื่อสื่อสารในงาน Astana Expo 2017 ไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง หรือเป็นการไปลอกไอเดีย จากตัวฟุนัชชิ ตุ๊กตาสาลี่ของญี่ปุ่นแต่อย่างใด  โดย “น้องพลัง”ถูกออกแบบมาจากฝักข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชหลักตัวหนึ่งของไทย เพื่อใช้สื่อสารให้คนต่างประเทศเข้าใจได้ง่ายว่า ประเทศไทยมีนโยบายการการส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง  

ทั้งนี้ การเข้าร่วมงาน Astana Expo 2017ณ ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายนถึงวันที่ 10 กันยายน 2560 ที่ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน นั้น ประเทศไทยมีการสร้าง “อาคารศาลาไทย” (Thailand Pavilion) ขึ้นภายใต้แนวคิด“การพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพเพื่อมนุษยชาติ (Bioenergy for All)” ที่ต้องการสื่อถึงพลังงานเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน และศักยภาพของประเทศไทยในด้านการพัฒนาพลังงานทดแทนและความก้าวหน้าในการพัฒนาพลังงานชีวภาพ (Bioenergy)

พลังงานจากชีวภาพ ของไทย มาจากแหล่งพลังงาน 9 ชนิด ประกอบด้วย อ้อย ยูคาลิปตัส ยางพารา หญ้าเนเปียร์ ข้าว ข้าวโพด มูลสัตว์   ของเสีย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน   การที่ทีมงานได้เลือกเอาข้าวโพด มาใช้สื่อสาร เป็นตัวมาสคอต ที่ชื่อว่า”น้องพลัง”  นั้นส่วนหนึ่งเพราะข้าวโพด เป็นอาหารหลักของชาวคาซัคสถาน  เมื่อออกแบบเป็นตัวมาสคอตที่มีความน่ารัก จะช่วยจูงใจกลุ่มเป้าหมายชาวคาซักสถานให้เข้าร่วมงานได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นเด็กและครอบครัว

ปัจจุบัน”น้องพลัง” ยังปฏิบัติหน้าที่ในงาน  Astana Expo 2017  ซึ่งช้่วยสร้างความครึกครื้น ให้กับผู้เข้าร่วมชมงาน ในอาคารศาลาไทย ได้เป็นอย่างดี 

ปตท. - กสิกรไทย เปิดตัว PTT Blue Credit Card

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ร่วมเปิดตัว PTT Blue Credit Card เพื่อให้สิทธิประโยชน์พิเศษตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยบัตรใบเดียว ทั้งการใช้จ่าย การสะสมคะแนน ทั้ง Blue Point และ KBank Reward Point ตลอดจนการแลกคะแนนเพื่อใช้แทนเงินสดในการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. รวมทั้งใช้และแลกซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจเสริมของ ปตท.

คูเวตปิโตรเลียมจับมือปตท.สผ.ลุยประมูลแหล่งบงกชหลังหมดอายุสัมปทาน

อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุคูเวตฯ พร้อมจับมือ ปตท.สผ.ประมูลแหล่งบงกชที่จะหมดอายุสัมปทานในปี2566 ในขณะบริษัท มูบาดาลา ของสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (UAE) เตรียมควบรวมบริษัทลูกเพื่อขยายการลงทุนในไทย  เชื่อหลังกฏหมายปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับผ่านการแก้ไขจากสนช. จะทำให้บรรยากาศการลงทุนในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลับมาคึกคักมากขึ้น

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า จากการหารือกับบริษัท  คูเวต ปิโตรเลียม หรือ Kuwait Foreign Petroleum Exploration Company (KUFPEC) ซึ่งเข้าซื้อหุ้นจากบริษัท เชลล์  22.22% ของแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช ได้รับคำยืนยันว่า ทางคูเวต พร้อมจะร่วมมือกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ  PTTEP  เพื่อเข้าร่วมประมูลแหล่งบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2566 และพร้อมร่วมมือการประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ของไทยด้วย 

นอกจากนี้ยังมีบริษัทต่างชาติ อื่นๆ ที่สนใจเข้ามาลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในไทยมากขึ้น โดยหลายบริษัทเริ่มปรับตัวเพื่อเตรียมเข้ามาลงทุนในธุรกิจผลิตและสำรวจปิโตรเลียมมากขึ้นเช่นกัน  ซึ่งล่าสุดมีกระแสข่าวว่า  มูลาดาลา หรือ บริษัท  Mubadala Petroleum (Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท Mubalala Petroleum ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)  เตรียมควบรวมบริษัทลูก เพื่อมาลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมสงขลาของไทย ซึ่งปัจจุบันแหล่งสงขลาดังกล่าวมี บริษัท คอสตอล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(สาขาประเทศไทย) ดำเนินการอยู่ 

"ราคาน้ำมันในระดับปัจจุบันส่งผลให้หลายบริษัทในต่างประเทศเริ่มปรับตัว เพื่อเตรียมพร้อมการเข้ามาลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมากขึ้น โดยที่ปรับโครงสร้างกันไปแล้ว เช่น ปตท.สผ. , เชฟร่อน และล่าสุดคือ เชลล์ ที่ขายหุ้นให้คูเวตฯ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่คูเวตฯ ซึ่งเป็นบริษัท 1 ใน 10 ของบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมชั้นนำของโลกเลือกมาลงทุนในไทย" นายวีระศักดิ์ กล่าว

นายวีระศักดิ์​ กล่าวด้วยว่า หากร่างกฎหมายพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมของไทย ผ่านกระบวนการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และมีผลบังคับใช้ชัดเจนแล้ว  เชื่อว่าจะจูงใจให้นักลงทุนหลายบริษัทเข้ามาร่วมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในไทยมากขึ้น  โดยแหล่งปิโตรเลียมของไทยถึงแม้จะเป็นแหล่งเล็ก แต่เป็นแหล่งที่มีคุณภาพของก๊าซธรรมชาติ และกระบวนการประมูลมีความโปร่งใส เป็นต้น  ซึ่งจะทำให้บรรยากาศการลงทุนในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมดีขึ้น

ทั้งนี้ในระหว่างรอ สนช.พิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับ ทางกรมฯ ได้เดินหน้าทำกฎหมายลูกรองรับไว้แล้ว โดยกฎหมายเกี่ยวกับระบบแบ่งปันผลผลิต ระบบจ้างผลิต และการกำกับดูแล ดำเนินการเกือบเสร็จแล้ว ส่วนเงื่อนไขการประมูล (TOR) คาดว่าจะเสร็จเดือน มี.ค. 2560 

 

กฟผ. มุ่งพัฒนาไฟฟ้า ศึกษาระบบ Hybrid และ Smart City ยุโรป มาปรับใช้กับไทย

กฟผ. เดินหน้าพัฒนาไฟฟ้า 4.0 ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีตามนโยบาย Thailand Energy 4.0 ของรัฐบาล ศึกษาระบบโรงฟ้าระบบ Hybrid และโครงการ Smart City ของประเทศในยุโรป หวังนำแนวทางการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ มาปรับใช้

นายวิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า เพื่อให้สามารถบรรลุตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2558-2579 หรือ PDP 2015 และตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล และ Energy 4.0  ของกระทรวงพลังงาน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงระบบไฟฟ้า ในขณะที่ดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กฟผ. จึงได้ศึกษาแนวทางการดำเนินการของประเทศผู้นำด้านพลังงานในยุโรป ทั้งโรงไฟฟ้าระบบ hybrid และโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City เพื่อนำแนวคิดมาปรับใช้กับไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนของโรงฟ้าระบบ hybrid กฟผ. ได้ศึกษาการดำเนินการของโรงไฟฟ้า Prenzlau Wind Hydrogen Hybrid System ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าระบบ Hybrid แห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ในเมือง Dauerthal ใกล้เมือง Prenzlau ห่างจากกรุงเบอร์ลินราว 70 กิโลเมตร โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้สร้างโดย บ.Enertrag AG ร่วมกับ Total Germany, Vattenfall และ Deutsche Bahn เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก มูลค่าการลงทุนราว 868 ล้านบาท เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 และในโครงการประกอบด้วย โรงผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม ขนาด 6 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพขนาด 1 เมกะวัตต์ และเครื่องแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ (Electrolyzer)  ขนาด 500 กิโลวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตไฮโดรเจนได้ 120 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง  และก๊าซออกซิเจน ได้ 60 ลบ.ม. ต่อชั่วโมง และยังมีถังเก็บไฮโดรเจน 3 ถัง ขนาด 1,350 กิโลกรัม  และโรงไฟฟ้า Combined Heat and Power (CHP) จำนวน 2 โรง

“กฟผ. ได้มุ่งมั่นศึกษาพลังงานทดแทนและเรื่องการพัฒนาระบบ Hybrid ซึ่งเป็นการใช้พลังงานทดแทนจากแหล่งผลิตอย่างน้อยสองประเภทมาผสมผสานกัน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง การศึกษาการดำเนินการโรงฟ้าแห่งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ กฟผ. จะได้ศึกษาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์เพื่อนำมาปรับใช้กับไทยได้” นายวิวัฒน์กล่าว

จากการทำงานด้วยระบบผสมผสานแหล่งพลังงานทั้งพลังงานลม พลังงานจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและก๊าซชีวภาพ จากเปลือกข้าวโพดทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้ สามารถเดินเครื่องและจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2.77 ล้านหน่วยต่อปี และความร้อนได้ 2.25 ล้านหน่วยต่อปี อย่างไรก็ตาม ไฟฟ้าที่ผลิตได้นี้ ไม่สามารถขายตรงให้กับชุมชนในพื้นที่โดยรอบ แต่ส่งเข้าระบบไฟฟ้า โดยมีบริษัทตัวกลางรับซื้อหน่วยละประมาณ 26 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง หรือ 9.62 บาท  ซึ่งประชาชนจะสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าได้เองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเลือกได้เองว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากที่ใด ส่วนราคาก็ผันแปรตามเชื้อเพลิงที่ใช้ ซึ่งค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของเยอรมันตกอยู่ที่ 13 บาทต่อหน่วย สูงกว่าราคาของไทย ซึ่งอยู่ที่ 3.5 บาทต่อหน่วยเท่านั้น

สำหรับสาเหตุที่ค่าไฟฟ้าที่เยอรมนีมีราคาแพงนั้น นายวิวัฒน์อธิบายว่า เนื่องจากว่าเยอรมนีมีการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนมาก โดยมีกำลังผลิตสุทธิรวม 195,680 เมกะวัตต์ มาจากพลังงานหลักที่ผลิตได้24  ชั่วโมงจำนวน 92,540 เมกะวัตต์ (แบ่งเป็นจากพลังงานนิวเคลียร์ 10,800 เมกะวัตต์ ถ่านหิน 49,540 เมกะวัตต์ ก๊าซธรรมชาติ 28,270 เมกะวัตต์ และน้ำมัน 4,190 เมกะวัตต์) และและพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตไฟฟ้าได้บางช่วงเวลา จำนวน 103,140 เมกะวัตต์ (ได้แก่ พลังน้ำ 5,590 เมกะวัตต์ พลังงานลม 49,640 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 40,850  เมกะวัตต์ และไบโอแมส 7,060 เมกะวัตต์) ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศมีเพียง  87,740 เมกะวัตต์  นั่นหมายความว่ามีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองอีกเท่าตัว

นายวิวัฒน์กล่าวว่า โรงไฟฟ้า hybrid ของเยอรมนีแห่งนี้ นอกจากจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนเพราะใช้พลังงานจากธรรมชาติแล้ว ยังส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่เพราะรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรวันละ 33 ตัน ราคาตันละ  40 ยูโร โดยทำสัญญาระยะยาว  ซึ่งเกษตรกรชาวเยอรมนีส่วนมากมีฐานะดี เพราะนอกจากจะเก็บฝักข้าวโพดขายได้แล้ว ส่วนของเปลือกก็ยังส่งมาขายที่โรงไฟฟ้าชีวมวลได้อีกด้วย

“กฟผ. ได้ศึกษาการดำเนินการของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโครงการกังหันลมลำตะคองระยะที่ 2 ที่ กฟผ. กำลังดำเนินการ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561” นายวิวัฒน์กล่าว

สำหรับโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 นั้น กฟผ. จะนำร่องระบบการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลม (Wind Hydrogen Hybrid System) เช่นเดียวกันนี้ มาใช้เป็นเจ้าแรกในเอเชีย เนื่องจากต้องการให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมีความเสถียรมากขึ้น โดยจะทำระบบ Wind Hydrogen Hybrid System ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ มาติดตั้ง มาเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเมื่อนำเข้าใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ก๊าซไฮโดรเจนจะผ่าน Fuel Cell และเกิดเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องผ่านการเผาไหม้ ซึ่งระบบดังกล่าวถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ในการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถนำพลังงานไฟฟ้าที่กักเก็บในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจนมาใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอตลอดวัน

แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของพลังงานหมุนเวียนให้สามารถจ่ายไฟได้ตลอดนั้น โรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงมีความจำเป็นอยู่เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง

ชุมชนต้นแบบ Smart City

นอกจากโรงไฟฟ้าระบบ Hybrid แล้ว กฟผ. ยังได้ศึกษาโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ในโครงการ Stockholm Royal Seaport ตั้งอยู่ที่ กรุงสต็อกโฮม ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบที่มีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบด้านบวกของคนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

โครงการ Royal Seaport มีการใช้ประโยชน์สูงสุดของสภาพอากาศในพื้นที่ในหลายมิติ โดยเนื่องจากกรุงสต็อกโฮมมีปริมาณฝน แหล่งน้ำจืด และหิมะ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เกือบตลอดปี จึงมีแหล่งกักเก็บน้ำและบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นการออกแบบพื้นที่ของโครงการที่มุ่งเน้นพื้นที่สีเขียว ช่วยส่งเสริมระบบนิเวศน์แบบสมดุล ลดมลภาวะในชุมชน เพื่อความสุขของคนที่อาศัยอยู่ในโครงการ อีกทั้งมีการจัดการภายใต้หลักการ compact community โดยมีที่อยู่อาศัย โรงเรียน ร้านค้า โรงพยาบาล ศูนย์ซ่อมบำรุง สำนักงาน ออฟฟิศ ศูนย์ประชุมขนาดกลาง พื้นที่จัดกิจกรรม ระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกับเส้นทางในโครงการและภายนอก สาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ที่ครบครัน และมีแหล่งเรียนรู้และวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการให้คนมีความรู้ความเข้าใจ

นอกจากนั้น Royal Seaport ยังดำเนินการภายใต้หลักการประหยัดพลังงานและทางเลือกด้านพลังงานสะอาด รวมถึงการ    รีไซเคิลในทุกมิติ โดยมีการอบรมคนในชุมชนถึงวิธีการที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและคนในพื้นที่ อาทิ มีการใช้รถพลังไฟฟ้าและ Charging Station มีโครงการ Green Energy กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในโครงการ และมีการแยกขยะในชุมชนเพื่อทำ Bio Energy เป็นต้น

                              คอนโดมีเนียมที่มีการจัดการด้านพลังงาน

ด้านการบริหารจัดการด้านระบบไฟฟ้า ใน Royal  Seaport  มีแนวคิดหลัก 6 ด้าน คือ 1) การอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน โดยจะดำเนินการด้านการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าลง และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้งระบบอัตโนมัติตามบ้านเรือน เป็นต้น 2) การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาและพลังงานลม 3) การลด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการคมนาคม โดยการใช้รถไฟฟ้าและสถานีชาร์ตไฟ 4) มีระบบกักเก็บพลังงาน  5) ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเรือที่มาเทียบท่า โดยเมื่อเรือเทียบท่า จะใช้ไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้า ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าจากการเดินเครื่องเรือ 6) เพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงสถานีจ่ายไฟฟ้า

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว จะมีการเก็บรวบรวมประมวลผลข้อมูล อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการดังกล่าวใช้เวลาไม่น้อยและการลงทุนมหาศาล โดยโครงการเริ่มมาตั้งแต่ปี 2010 และคาดว่าในปี 2030 Royal Seaport จึงจะแล้วเสร็จเป็น Smart City โดยสมบูรณ์

“ประเทศไทยอาจจะนำเฉพาะบางส่วนมาประยุกต์ใช้ โดยอาจทำเป็นบางชุมชนก่อนเป็นการเริ่มต้น ซึ่งทาง กฟผ. มีโครงการ Smart Cities-Clean Energy ที่อาคารสำนักงานใหญ่ กฟผ. ที่จะเนรมิตพื้นที่ 300  ไร่ให้เป็นเมือง Eco Plus และโครงการ Smart Grid ที่แม่ฮ่องสอน เป็นโครงการนำร่อง ที่คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2561” นายวิวัฒน์กล่าว

                                                       ที่ชาร์จไฟฟ้ารถยนต์

 

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติฟันธงไม่เอาบรรษัทพลังงานแห่งชาติ

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ฟันธง ไม่ควรตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ (NOC) โดยเตรียมทำหนังสือแจงเหตุผลต่อคณะรัฐมนตรี  ประกบกับผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการ จัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ  จากกระทรวงการคลัง

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ (NOC) ที่ กระทรวงการคลังรับไปดำเนินการตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ว่า ตามกรอบระยะเวลาทางกระทรวงการคลังจะศึกษาแล้วเสร็จในเดือน ม.ค. 2560 และจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา  ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะได้ทำความเห็นประกอบ เพื่อยืนยันว่าไทยไม่มีความจำเป็นต้องจัดตั้ง NOC เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ สามารถที่จะกำกับดูแลบริหารงานด้านปิโตรเลียมให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลได้  

ทั้งนี้การจัดตั้ง NOC จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนการแบ่งสายราชการใหม่ ซึ่งต้องแก้ระเบียบราชการ รวมถึงต้องยุบกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และบางส่วนของกรมธุรกิจพลังงาน  อีกทั้งกระทรวงการคลังจะต้องจัดสรรเงินเพื่อมาใช้บริหารงานใน NOC ด้วย
"กรมฯยังไม่ได้รับแจ้งจากกระทรวงการคลังถึงผลการศึกษาการจัดตั้ง NOC ว่าสมควรตั้งหรือไม่ ซึ่งต้องรอดูผลการศึกษาออกมาก่อน โดยหากกระทรวงการคลังเสนอผลการศึกษาไปยัง ครม. ทางกรมฯก็จะนำเสนอความเห็นที่เคยศึกษาไว้ประกอบเหตุผลว่าทำไมจึง ไม่ควรจัดตั้ง NOC   “นายวีระศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) เสนอที่จะให้มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพื่อมากำกับดูแลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุ และการให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC)หรือระบบจ้างผลิต  แทนระบบสัมปทานเดิม โดยเชื่อว่าเป็นแนวทางที่รัฐจะได้ผลประโยชน์มากขึ้น และต้องการให้บรรจุเรื่องดังกล่าวไว้ในพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ ที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)  

นอร์เวย์เล็งขายLNGให้ไทย

นอร์เวย์สนใจขายก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ให้กับไทย ในขณะที่กระทรวงพลังงานของไทยขอเงื่อนไขให้ปตท.เข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุนในแหล่งผลิตเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านLNGให้มากขึ้นเนื่องจากในอนาคตไทยจะต้องนำเข้าLNG เข้ามาทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่จะลดปริมาณลง พร้อมเปิดเวทีให้ นอร์เวย์แสดงศักยภาพด้านLNG วันที่26มิ.ย.นี้ที่กระทรวงพลังงาน

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการเดินทางไปยังประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่19พ.ค.2560 ที่ผ่านมาและได้มีการพบปะหารือกับ Ms.Elisabeth Berge ปลัดกระทรวงปิโตรเลียมและพลังงานของนอร์เวย์ ว่า ทางนอร์เวย์ ซึ่งมีการค้นพบปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในประเทศจำนวนมากและมีการส่งออกในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลวหรือLNG  โดยเพราะส่งขายให้ประเทศยุโรปเป็นหลัก ได้แสดงความสนใจที่จะขายLNG ให้กับประเทศไทย ด้วย  ทั้งนี้ไทยเองที่มีความจำเป็นจะต้องนำเข้าLNG มากขึ้นในอนาคตเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่จะลดปริมาณลง ก็พร้อมที่จะให้มีการเริ่มต้นเจรจา  แต่ต้องพิจารณาดูทั้งเรื่องของราคา การขนส่ง รวมทั้งเงื่อนไขที่จะให้ ปตท.เข้าไปร่วมถือหุ้นในแหล่งผลิต  เนื่องจากปตท.ควรจะต้องมีองค์ความรุ้ที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การค้า LNG ด้วย จากเดิมที่เป็นแต่เพียงเฉพาะผู้ซื้อเท่านั้น

โดยกระทรวงพลังงานของไทยและทางสถานฑูตนอร์เวย์  จะจัดเวทีให้ทางผู้ผลิตLNGของนอร์เวย์ ได้มาแสดงศักยภาพด้านการผลิตและการค้าLNG โดยเฉพาะในวันที่26มิ.ย.นี้ ที่กระทรวงพลังงาน  

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะรองโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้พลังงานของนอร์เวย์ ในด้านไฟฟ้านั้น กว่า90% เป็นการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ในขณะที่นอร์เวย์มีการค้นพบปริมาณสำรองทั้งน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก  ทำให้นอร์เวย์กลายเป็นประเทศนอกกลุ่มโอเปก ที่มีการส่งออกน้ำมันดิบ มากเป็นอันดับสองของโลก รองจากรัสเซีย เพราะความต้องการใช้ในประเทศมีไม่มาก  โดยผลิตน้ำมันดิบได้มากถึงวันละเกือบ2ล้านบาร์เรล  ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติที่ค้นพบมีการส่งออกทางท่อส่งก๊าซไปขายให้กับประเทศในกลุ่มยุโรป กว่า25% ของความต้องการใช้  ส่วนประเทศที่อยู่ไกลออกไป ก็ส่งออกในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG  ซึ่งการที่ไทยมีแนวโน้มจะต้องมีการนำเข้าLNG จำนวนมากขึ้น  จึงเป็นประเทศเป้าหมายที่นอร์เวย์ให้ความสนใจ

ทั้งนี้เมื่อวันที่8ธ.ค.2559 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้มีการทบทวนและปรับประมาณการความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558 – 2579 (Gas Plan 2015) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการใช้ในประเทศ โดยคาดว่า ในปี 2579 ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติจะอยู่ที่ระดับ 5,062 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประมาณการไว้ตามแผน PDP 2015 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 4,344 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในขณะที่การจัดหาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยจะมีปริมาณลดลงในอนาคต ส่งผลทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้น โดยคาดว่า ในปี 2565 ความต้องการการนำเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 17.4 ล้านตันต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมอยู่ที่ 13.5 ล้านตันต่อปี ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 และในช่วงปลายแผน คือ ในปี 2579 ความต้องการการนำเข้า LNG จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 34 ล้านตันต่อปี จากประมาณการเดิมอยู่ที่ 31 ล้านตันต่อปี ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับแผนโครงสร้างพื้นฐานและการจัดหา LNG ในระยะยาวของประเทศ ให้สอดคล้องและสามารถรองรับความต้องการใช้และการจัดหาที่เพิ่มมากขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้

คนนอร์เวย์ยอมใช้น้ำมันแพง แม้เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน

คนนอร์เวย์ยอมใช้น้ำมันแพงแม้จะเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกรายใหญ่อันดับสองของโลก โดยรัฐบาลปล่อยให้ราคาขายปลีกเป็นไปตามกลไกราคาตลาดและมีการจัดเก็บภาษีในอัตราสูงเข้ากองทุน  และมีการส่งเสริมในประชาชนใช้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าหรือEV เพิ่มมากขึ้น

นายประสิทธิพร เวทย์ประสิทธิ์ เอกอัครราชฑูตไทยประจำกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์  เปิดเผยในระหว่างการให้การต้อนรับพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคณะ ซึ่งเดินไปทางศึกษาดูงานกิจการปิโตรเลียมของประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่19พ.ค.2560 ที่ผ่านมาว่า ถึงแม้ว่าประเทศนอร์เวย์จะเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน แต่รัฐบาลนอร์เวย์ก็ปล่อยให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับราคาขึ้นลงตามกลไกราคาตลาด รวมทั้งมีการเก็บภาษีน้ำมันในอัตราที่สูงเข้าไปเป็นรายได้ในกองทุนที่เรียกว่า Norwegian  Government Pension Fund   โดยกองทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการจัดสวัสดิการด้านต่างๆอาทิการศึกษา การสาธารณสุข ให้กับคนนอร์เวย์    ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน95 ตกลิตรละประมาณ60บาท ซึ่งสูงกว่าราคาขายปลีกของประเทศไทย

ทั้งนี้รัฐบาลนอร์เวย์มีการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า หรือElectric Vehicle –EVโดย โดยภายในระยะเวลา10ปีที่มีการส่งเสริม จนถึงปัจจุบันมีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้า อยู่ที่ประมาณ30% ของรถยนต์ที่มีอยู่ทั้งหมด หรือประมาณ1.3 แสนคัน  

โดยมาตราการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าของนอร์เวย์ มีการใช้มาตรการลดหย่อนทางด้านภาษี การให้สิทธิประโยชน์ในการขึ้นทางด่วนได้ฟรี  การที่จุดจอดฟรีในแหล่งกลางเมือง การ  ติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้าให้ในที่จอดรถสาธารณะ  โดย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในนอร์เวย์Dagens Naeringsliv  รายงานข่าวด้วยว่า นักการเมืองนอร์เวย์ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ได้บรรลุข้อตกลงที่จะร่วมกันผลักดันให้นอร์เวย์เป็นประเทศที่มีแต่รถยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาดเท่านั้นภายในปี2568

สำหรับข้อมูลความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างนอร์เวย์กับประเทศไทยนั้น  นายประสิทธิพร กล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีมูลค่าระหว่างกันยังไม่มากนักประมาณ500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เท่านั้น โดยในส่วนของนโยบายของประเทศไทยได้มีการจัดตั้งทีมไทยแลนด์ขึ้น ซึ่งถึงแม้ว่ามูลค่าทางการค้าจะยังไม่เพิ่มขึ้นได้มาก แต่ในด้านการลงทุนจะมีโอกาสมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนนอร์เวย์หลายบริษัท  มีความสนใจที่จะไปลงทุนที่ประเทศไทย

ในกรุงออสโล มีคนไทยอาศัยอยู่ประมาณ20,000 คน โดยกว่าร้อยละ90 เป็นคนไทยที่แต่งงานกับคนนอร์เวย์ ซึ่งในภาพรวมสังคมคนไทยที่นอร์เวย์ มีความอบอุ่น 

ประสิทธิพร เวทย์ประสิทธิ์ เอกอัครราชฑูตไทยประจำกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์  

รถยนต์ไฟฟ้า ที่รัฐบาลนอร์เวย์ส่งเสริมให้มีการใช้มากขึ้นแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน 

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยันเปิดขายBidding TORเอราวัณ บงกช ช้าสุดเดือนส.ค.

อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยืนยันเปิดรับฟังความเห็นกฎหมายลูกของพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 5 ฉบับ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ระบุดำเนินการเพราะเห็นเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องรับฟังข้อมูลรอบด้าน คาดอีก 2 เดือนกฎหมายเสร็จ เปิดขายTOR ช้าสุด ส.ค.นี้ ได้รายชื่อผู้ชนะประมูล ก.พ.ปี 2561 ด้านคปพ.บุกกระทรวงพลังงาน ยื่นหนังสือคัดค้านกฎกระทรวง 3 ฉบับ 

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เปิดเผยว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) และสำหรับผู้รับสัญญาจ้างผลิต(SC)  ตามร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ปิโตรเลียม พ.ศ.... ที่รอประกาศใช้ ไม่ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 
        
เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น แต่กรมฯ ต้องการรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน เพราะกฎหมายดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และตามมติคระรัฐมนตรี(ครม.) ได้สั่งการให้กรมฯเร่งดำเนินการออกกฎกระทรวงดังกล่าว ควบคู่ไปกับรอ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมประกาศใช้ เพื่อให้การเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 แหล่ง คือ เอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 สามารถดำเนินการได้ตามแผนภายในปี 2560 นี้ 
        
สำหรับการรับฟังความคิดเห็นกฎกระทรวง 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับระบบ PSC จะปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 26พ.ค.2560 ส่วนกฎกระทรวง อีก 2 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ SC คาดว่าจะสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นได้ภายใน 2 เดือนนี้ ซึ่งจะทำให้การออกกฎกระทรวงทั้ง 5 ฉบับ เสร็จสิ้น และจะนำเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา กลั่นกรองข้อกฎหมาย ก่อนส่งให้ครม.ประกาศใช้ต่อไป แต่ทั้งนี้ การจะนำเสนอต่อครม.จะต้องดำเนินการหลัง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ประกาศใช้แล้วเท่านั้น 
        
ขณะที่ร่างหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูล(Bidding TOR)เปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ มีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังต้องปรับหลักเกณฑ์ในบางประเด็นให้ชัดเจน โดยเฉพาะแผนรักษาอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติ ที่อาจกำหนดให้ต้องรักษาอัตราการผลิตก๊าซไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปัจจุบันผู้รับสัมปทานเดิมผลิตได้ราว  2,160 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และหากดำเนินการไม่ได้ตามแผนจะมีบทลงโทษ โดยจ่ายค่าปรับให้รัฐ รวมถึงการกำหนดราคาเพดานรับซื้อก๊าซฯที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่เป็นผู้รับซื้อก๊าซฯจาก 2 แหล่งสัมปทานหมดอายุ เป็นต้น
        
นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า หาก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่า อย่างช้าที่สุดจะสามารถขายTOR เพื่อเปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ และจะเสร็จสิ้นประกวด หรือได้รายชื่อผู้ชนะการประมูลภายในเดือน ก.พ.ปี 2561 
        
ส่วนการจัดตั้งคณะกรรมการ ศึกษาข้อดีและข้อเสียในการจัดตั้ง "บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ" ตามคำสั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ภายใน 60 วัน นั้น ในเร็วๆนี้ กรมฯเตรียมนำเสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณา เบื้องต้นกรรมการจะประกอบด้วยตัวแทนจากส่วนราชการ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เป็นต้น โดยมองว่า สศช.เป็นหน่วยงานกลางที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าภาพหลักรับดำเนินการในเรื่องนี้

ขณะที่วันนี้(25 พ.ค. 2560 ) เมื่อเวลา 10.00 น.  กลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)  ซึ่งนำโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และน.ส.บุญยืน ศิริธรรม ได้เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงพลังงาน เพื่อคัดค้านร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับ ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทางเว็บไซต์ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยมีนายธีระศักดิ์ จรัสศรีวิสิษฐ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนรับเรื่องร้องเรียนและเตรียมนำเสนอต่อพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามข้อเรียกร้องดังกล่าวต่อไป 

สำหรับร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับที่ คปพ.คัดค้านได้แก่ 
1. ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....
2.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....
3.ร่างกฎกระทรวง กำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....  

สำหรับสาระสำคัญที่ คปพ. เรียกร้อง ได้แก่ ไม่เห็นด้วยกับการเปิดรับฟังความเห็นผ่านทางเว็บไซด์กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพราะเป็นการรับฟังความเห็นที่ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะประชาชนที่ไม่มีคอมพิวเตอร์หรือมือถือ เป็นต้น 

นอกจากนี้การกำหนดให้นำส่งอัตราค่าภาคหลวง 10% ของผลผลิตปิโตรเลียมที่ขาย
นั้น เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะตามระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC)ค่าภาคหลวงจะต้องได้รับเป็นปิโตรเลียม ดังนั้นการกำหนดให้เอกชนนำปิโตรเลียมไปขายแล้วมาจ่ายเงินค่าภาคหลวงให้กับรัฐในภายหลังเป็นการลอกแบบมาจากสัมปทานจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง  

รวมถึงสัมปทานปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุนั้น ไม่ควรเปิดประมูลด้วยระบบ PSC แต่ควรใช้ระบบสัญญาจ้างบริการ(SC) เพราะเป็นแหล่งที่คาดว่ามีปิโตรเลียมแน่นอน จึงไม่ควรนำมาแบ่งปันผลประโยชน์กับเอกชน  

เผยเอกชน7รายสูญรายได้วันละ47ล้านรัฐสูญค่าภาคหลวงวันละ26ล้านจากการหยุดผลิตปิโตรเลียมในที่ ส.ป.ก.

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เผย7บริษัทได้รับผลกระทบ จากคำสั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ที่ให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยระบุรัฐสูญเสียรายได้จากค่าภาคหลวง วันละ26 ล้านบาท ในขณะที่เอกชนสูญเสียรายได้จากการขายปิโตรเลียมวันละ 47 ล้านบาท พร้อมเร่งแก้ปัญหาการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม เพื่อไม่ให้กระทบการจัดหาพลังงานของประเทศในระยะยาว 

 นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมที่เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการขออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่ ส.ป.ก.และพื้นที่ป่าไม้ มีจำนวนทั้งสิ้น 7 บริษัท ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การดำเนินงาน ดังนี้
     1. บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด  แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร  จ.พิษณุโลก จ.สุโขทัย จ.อุตรดิตถ์ จ.พิจิตร 
     2.บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด  แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร จ.สุโขทัย
     3.บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์
     4.บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น  จ.อุดรธานี
     5.บริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น  จ.อุดรธานี จ.กาฬสินธุ์ 
     6.บริษัท ทวินซ่า ออยล์ ลิมิเต็ต แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.พิษณุโลก
     7.บริษัท ย่านฉาง ปิโตรเลียม (ไทยแลนด์) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้การหยุดการผลิตของบริษัทผู้รับสัมปทานดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณปิโตรเลียมที่ผลิตได้ในประเทศ ประเมินความเสียหายเบื้องต้น คือ น้ำมันดิบลดลง 16,000 บาร์เรล/วัน ก๊าซธรรมชาติลดลง 110 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ก๊าซธรรมชาติเหลวลดลง 100 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 47 ล้านบาทต่อวัน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ในรูปแบบค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กว่า 26 ล้านบาท/วัน และค่าภาคหลวงที่จะกระจายสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลดลงไปกว่า 3.55 ล้านบาท/วัน

 อย่างไรก็ตาม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยขณะนี้ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศเป็นหลักสำคัญโดยเร็วที่สุด 

โดยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (พื้นที่ ส.ป.ก.) โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะส่วนราชการที่กำกับดูแลและบริหารจัดการให้ผู้รับสัมปทานดำเนินตามข้อกำหนดในสัญญาสัมปทานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้อาศัยอำนาจตามมาตร 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 สั่งให้ผู้รับสัมปทานหยุดดำเนินกิจการปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก. จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ เพื่อมิให้ขัดต่อข้อกฎหมายและคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

ชธ.แจงบินเชิญมูบาดาลา หวังสร้างบรรยากาศการประมูลแข่งขันเอราวัณ-บงกช
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติแจงการเดินทางไปเชิญMubadala Petroleum(MP)หวังสร้างบรรยากาศการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ-บงกช 
 
ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า  แหล่งข่าวในกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.)ได้ตอบคำถามและชี้แจงถึงการเดินทางของนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดี ชธ.ที่ไปพบกับรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี)  ที่อาบูดาบี เพื่อเชิญบริษัท Mubadala Petroleum(MP) ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่รัฐบาลยูเออี ถือหุ้น100% ให้เข้าร่วมประมูลในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม ทั้งเอราวัณ และบงกช  เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2560 ที่ผ่านมา อยู่ในแผนที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะทาบทามบริษัทที่เห็นว่ามีศักยภาพ  เพื่อสร้างบรรยากาศในการประมูลแข่งขัน โดยยังไม่ได้ถือว่าเป็นการโรดโชว์