ค้นหาด้วย ' LNG ' ทั้งหมด 29 รายการ
ชธ.เสนอใช้กฎหมายปิโตรเลียมฉบับเดิมประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช หลังสนช.ขยายเวลาครั้งที่3อีก60วัน

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) เตรียมเสนอ ทางออกให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ( กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานตัดสินใจ แก้ไขปัญหาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยให้กลับมาใช้พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับเดิม เพื่อเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช ภายใต้สัญญาสัมปทาน  หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เมื่อการประชุมวันที่13 ต.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ขยายระยะเวลา การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เป็นครั้งที่3 อีก60 วัน  ซึ่งทำให้ต้องเลื่อนการออกร่างทีโออาร์และการทำกฏหมายรอง ตามกรอบระยะเวลา ของ สนช.

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำลังรอหนังสืออย่างเป็นทางการจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ที่มีมติขยายเวลาการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมออกไปอีก 60 วัน ซึ่งเป็นการเลื่อนพิจารณาครั้งที่ 3 ของปี 2559 แล้ว โดยการพิจารณาจะไปสิ้นสุดเดือน ธ.ค. 2559 นี้ จากเดิมที่ควรจะสรุปได้ตั้งแต่เดือนส.ค. แต่ก็มีการขอเลื่อนมาแล้ว2ครั้งถึงเดือน ต.ค. 2559 รวมระยะการขยายระยะเวลาไปทั้งสิ้น120วัน

นายวีระศักดิ์​ กล่าวว่า  แนวทางที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เตรียมเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะนำเสนอต่อที่ประชุม กพช.ตัดสินใจ เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการพิจารณา พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับของ สนช. ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือเสนอให้กลับมาใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ฉบับเดิม เฉพาะการประมูลคัดเลือกเอกชนเพื่อมาบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณและบงกช ที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี2565และ2566  โดยการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานตามแนวทางเดิมที่เคยปฏิบัติมา   ซึ่งกรมฯการนำเสนอให้ที่ประชุมได้รับทราบถึงข้อดีข้อเสียรวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากการเปิดประมูลดังกล่าว ต้องรอการแก้ไขร่างกฏหมายปิโตรเลียมของสนช.

 ทั้งนี้การขยายระยะเวลาพิจารณาร่างกฎหมายทั้ง2ฉบับออกไปอีก60วัน นั้นกระทบต่อกรอบระยะการทำงานเพื่อเตรียมการประมูลของกรมฯ  ที่จะไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามมติ กพช. ล่าสุด ที่กำหนดให้เปิดประมูลแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2560   โดยการจัดทำกฎหมายรองและการกำหนดเงื่อนไขการประมูล(TOR)ของกระทรวงพลังงาน ที่เดิมคาดว่าจะภายในเสร็จสิ้นปี 2559 นี้ จะต้องเลื่อนออกไปตามระยะเวลาการพิจารณา พ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ของสนช.

เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิม คือเชฟรอน และปตท.สผ. ต่างต้องการที่จะทราบความชัดเจนจากนโยบายของรัฐและผลการประมูลก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุอย่างน้อย 5 ปีเพื่อที่จะสามารถวางแผนการผลิตปิโตรเลียมล่วงหน้าได้  โดยหากยังไม่มีความชัดเจน  เอกชนก็จะชะลอการลงทุน ทำให้มีปัญหาเรื่องของความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซในอ่าวไทย

"การขยายระยะเวลาพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เป็นครั้งที่ 3 ไปอีก60 วัน ของสนช. ไม่ส่งผลดีต่อประเทศ เพราะความล่าช้าดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการผลิตก๊าซฯให้ขาดความต่อเนื่อง และหากได้ผู้ชนะการประมูลเป็นเอกชนรายใหม่อีก ก็จะทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้น กว่าที่จะกลับมาผลิตก๊าซฯได้เท่าเดิม เพราะต้องผ่านกระบวนการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) รวมถึง รายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(EHIA)  ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี โดยในช่วงระยะเวลาที่ก๊าซฯในอ่าวไทยหายไปจากระบบ  ก็ต้องใช้ แอลเอ็นจีนำเข้า ที่มีราคาสูงกว่าก๊าซในอ่าวไทยมาทดแทน  ทำให้คนไทยต้องใช้ไฟฟ้าในราคาที่แพงขึ้น  เราจะได้เห็นค่าไฟฟ้า 5 บาทต่อหน่วยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้"   นายวีระศักดิ์ กล่าว
 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ  ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด จะหมดอายุในช่วงปี2565  ส่วนแหล่งบงกช ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท ปตท.สผ.  จะหมดอายุในปี 2566 และไม่สามารถต่ออายุได้อีกตามกฏหมาย เพราะเคยผ่านการต่ออายุมาแล้ว เป็นระยะเวลา10ปี   ปัจจุบันมีการผลิตก๊าซธรรมชาติ ในปริมาณ 2,214ล้านลบ.ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ทั้งหมด

ทั้งนี้ก๊าซที่ผลิตจากแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่งใหญ่นี้ ถูกส่งป้อนให้กับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  โดยมีเทนที่แยกได้ จะถูกส่งต่อไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า และเอาไปเพิ่มความดันให้เป็น ก๊าซเอ็นจีวี ในยานยนต์  ส่วนที่เหลืออาทิ อีเทน บิวเทน  โพรเพน นั้นใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  และเป็นก๊าซหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน

ที่ผ่านมากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาช่วยประเมินปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ ได้ข้อสรุปว่ายังมีปริมาณสำรองก๊าซเหลือพอที่จะรักษาระดับการผลิตก๊าซเอาไว้ในระดับเดิมได้ประมาณ10ปี แต่จะต้องมีการลงทุนเจาะหลุมผลิตใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกๆปี    ปัจจุบันบริษัทผู้รับสัมปทานรายเดิมต้องใช้ เงินลงทุนปีละประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท ในการเจาะหลุมผลิตเพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซเอาไว้  

โดยในกรณีที่ไม่มีการดำเนินการใดใดเกี่ยวกับแปลงสัมปทานที่หมดอายุ  หรือหากเกิดความไม่ต่อเนื่องในการผลิต  จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบปริมาณ2,214ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ส่งผลกระทบต่อโรงแยกก๊าซ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากโรงแยกก๊าซ  เพราะแอลเอ็นจี ที่นำเข้าจะเป็นก๊าซมีเทน ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า และนำมาเพิ่มความดันเป็นเอ็นจีวี ที่ใช้ในยานยนต์เท่านั้น    อีกทั้งแอลเอ็นจี นำเข้ายังมีราคาเฉลี่ยแพงกว่าก๊าซจากอ่าวไทย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าแพงขึ้นมาก เพราะปัจจุบัน มีการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ67  นอกจากนี้รัฐยังจะสูญเสียรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม อีกหลายแสนล้านบาท

 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่20 ต.ค.2559  พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่ากระทรวงพลังงาน ได้เดินทางไปหารือกับผู้บริหารระดับสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โดยวาระสำคัญคือ ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการสถานีกักเก็บและแปลงสภาพก๊าซธรรมชาติเหลวแบบลอยน้ำ (FSRU) ที่ กพช. สั่งการให้ กฟผ. ศึกษาก่อสร้าง 5 ล้านตัน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ เครื่องที่ 1-2 กำลังการผลิตชุดละ 1,300 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ รวมถึงโรงไฟฟ้าเอกชนที่ต้องการ  โดยกฟผ.จะนำเสนอ ต่อที่ประชุม กพช.ได้ในเดือน ธ.ค. 2559  โดยแนวทางดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมในกรณีที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีไม่เพียงพอที่จะส่งป้อนให้กับโรงไฟฟ้า 

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุผู้ต้องสงสัยเผาเทสโกโลตัส นครศรีธรรมราช ไม่ใช่พนักงานเชฟรอน

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุผู้ต้องสงสัยเผาเทสโกโลตัส นครศรีธรรมราช ไม่ใช่พนักงานเชฟรอนฯ  โดยบริษัทแจ้งต่อกรมฯให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปจับกุมมาดำเนินคดีอย่างเต็มที่

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้อนุมัติหมายจับนายศักรินทร์ คฤหัส ผู้ต้องสงสัยในคดีวางเพลิงเผาห้างเทสโกโลตัส จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งถูกระบุว่าภายหลังก่อเหตุได้เดินทางไปปฏิบัติงานที่แท่นขุดเจาะปิโตรเลียม นั้นนายวีระศักดิ์  พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ออกมาชี้แจงว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทผู้รับสัมปทานในการประกอบกิจการด้านปิโตรเลียม ได้รับรายงานแล้ว  และได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับพนักงานคนดังกล่าว  พบว่าเป็นพนักงานของบริษัท Weatherford KSP จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างเหมาบริการของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งช่วงเวลาที่ระบุว่าก่อเหตุนั้นเป็นช่วงเดินทางกลับขึ้นฝั่งเพราะหยุดพักการปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมในอ่าวไทย และภายหลังจากนั้นเป็นช่วงสิ้นสุดการหยุดพักจึงได้เดินทางกลับไปปฏิบัติงานตามกำหนด

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า บริษัท เชฟรอนฯ ได้แจ้งต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติว่า มิได้ทราบและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของพนักงานคนดังกล่าว แต่ภายหลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีบุคคลต้องสงสัยว่ากระทำการผิดกฎหมายเดินทางมาปฏิบัติที่แท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ทางบริษัท เชฟรอนฯ ได้ให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดีและดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติของบริษัททุกประการ โดยได้อำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ออกเดินทางจากศูนย์สนับสนุนการบินของบริษัทเพื่อจับกุมบุคคลดังกล่าว ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติงานอยู่ที่แท่นขุดเจาะ T2 และนำตัวกลับฝั่งเพื่อสอบสวนต่อไป

 ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทผู้รับสัมปทานในการประกอบกิจการด้านปิโตรเลียม ได้สั่งการบริษัทให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย อย่างเต็มที่ และขอให้กำชับให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตนให้เป็นไปตามกฎหมายทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมถึงกฎหมายอื่นอย่างเคร่งครัด

 

คาดสิงหาคมร่างแก้ไขกม.ปิโตรเลียมผ่านสนช.

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คาดอีก3เดือนร่าง แก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมเสร็จ พร้อมออกประกาศเชิญชวนสำรวจและผลิตได้ในปีนี้  ระบุต้องกำหนดรูปแบบและแปลงสำรวจใหม่หมด ส่วนแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุ คาดว่าจะสรุปรูปแบบการดำเนินการได้ใน 2เดือนนี้ 

นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมพ.ศ....และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ...อยู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งในขั้นนี้ ครม.จะต้องเรียกกรมฯไปชี้แจง หากมีมติเห็นชอบก็ต้องส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาต่อไป ซึ่งหากไม่ติดขัดอะไรคาดว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะแล้วเสร็จ 3 เดือน และภายในปีนี้น่าจะออกประกาศเชิญชวนสำรวจสัมปทานปิโตรเลียมได้  

อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายดังกล่าวเบื้องต้นจะเปิดให้มีทั้งระบบสัมปทานปิโตรเลียม ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างผลิต ซึ่งกรมฯ จะมาพิจารณาว่าจะเปิดสำรวจในรูปแบบใดบ้าง รวมทั้งจะต้องกำหนดจำนวนแปลงสำรวจใหม่ทั้งหมด  จากเดิมเคยกำหนดไว้ 29 แปลง 

ส่วนกรณีแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 นั้น ขณะนี้เตรียมจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการปิโตรเลียมที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานใน 1-2 สัปดาห์นี้ เพื่อสรุปว่าจะดำเนินการอยางไร ก่อนจะนำผลสรุปเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป ซึ่งคาดว่าต้องได้ข้อสรุปใน 1-2 เดือนนี้ เพื่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศมีอย่างต่อเนื่อง

นางบุญบันดาล กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้กรมฯ ได้หารือกับผู้ประกอบการปิโตรเลียมเกือบทั้งหมดในไทยกว่า 10 ราย ซึ่งเป็นทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ เพื่อขอดูแผนธุรกิจขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมระยะ 5 ปี ว่าได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกตกต่ำอย่างไร โดยกรมฯจะให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เพื่อไม่ให้เกิดการปิดกิจการหรือปลดพนักงาน เบื้องต้นมีเพียงผู้ประกอบการบางรายหยุดการดำเนินงานที่ฐานการผลิตชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่มีปิดกิจการ ทั้งนี้กรมฯได้นัดพูดคุยกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ อย่างไรก็ตามคาดว่าหากราคาน้ำมันกลับมายืนระดับ 50-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จะเป็นราคาที่จูงใจให้เกิดการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอีกครั้ง   

 
เชื่อนโยบาย"โดนัลด์ ทรัมป์"กระทบทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลก

คนกระทรวงพลังงาน เชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่45 ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกพร้อมติดตามดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.) และในฐานะรองโฆษกกระทรวงพลังงาน การเปิดเผยถึงกรณี นาย โดนัลด์  ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี คนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกาว่า นโยบายของทรัมป์ ไม่เน้นเรื่องการส่งเสริมพลังงานทดแทน ซึ่งอาจเกิดการใช้พลังงานฟอสซิลเป็นหลัก  หรือเกิดการแข่งขันด้านการผลิตน้ำมันจนอาจจะทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดราคาลงได้อีก อย่างไรก็ตามขณะนี้กระทรวงพลังงานยังอยู่ระหว่างการประเมินทิศทางราคาน้ำมันโลกว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต

สอดคล้องกับนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า นโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงและมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก ซึ่งกระทรวงพลังงานกำลังติดตามนโยบายอย่างใกล้ชิด ต่อไป

นายขจรชัย ผดุงศุภไสย รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) กล่าวว่า  ชัยชนะของพรรครีพับลิกัน จะส่งผลให้นโยบายทางด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยจะมุ่งเน้นการดูแลธุรกิจในประเทศมากกว่านอกประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้มีเม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้าสหรัฐฯมากขึ้น ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน และดอลลาร์สหรัฐอาจจะแข็งค่าขึ้น ทั้งนี้มองว่านโยบายของพรรครีพับลีกัน  น่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯดีขึ้น ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันภายในสหรัฐฯเพิ่มขึ้น  รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่จะขยับขึ้นตามไปด้วย แต่จะเพิ่มขึ้นระดับใดนั้น ยังขึ้นอยู่กับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯในอนาคต

 

ชงกบง.ศุกร์18พ.ย.นี้อนุมัติขยายคลังรับLNGแห่งที่สองเป็น7.5ล้านตันต่อปี

ปตท.เสนอกบง.ศุกร์ที่18พ.ย.นี้ขอขยายสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งที่ 2 เพื่อรองรับLNGเป็น7.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งหากได้รับการอนุมัติ จะทำให้ปตท.มีศักยภาพรองรับLNG นำเข้าเพิ่มเป็น19ล้านตันต่อปี  พร้อมเตรียมเข้าไปลงทุนแหล่งLNG ร่วมกับปิโตรนาสของมาเลเซีย เพื่อทำสัญญาการนำเข้าระยะยาว

นายนพดล ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมโครงข่ายพลังงาน เพื่อรองรับความต้องการใช้และการจัดหาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้นตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558-2579 ว่า  ปตท.จะเสนอเรื่องขอขยายสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งที่ 2 (LNG Receiving Terminal ) ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เป็นประธาน  ในวันศุกร์ที่18 พ.ย.2559 นี้ จากเดิมที่เคยได้รับอนุมัติให้สร้างเพื่อให้รองรับLNGได้5ล้านตันต่อปี จะขอขยายเพิ่มเป็น7.5 ล้านตันต่อปี หรือเพิ่มอีก2.5 ล้านตันต่อปี  โดยหากได้รับการอนุมัติ คาดว่าการดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จได้ในปี2565

สำหรับความคืบหน้าในการก่อสร้างสถานีรับ-จ่าย LNG Receiving Terminal แห่งที่ 1 ระยะที่ 2 ที่ ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จ.ระยอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองแอลเอ็นจีจากเดิม 5 ล้านตันต่อปี เป็น 10 ล้านตันต่อปี นั้นเป็นไปตามแผนงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปี พ.ศ. 2560  ซึ่ง ปตท. พร้อมที่จะเดินหน้าก่อสร้างโครงการส่วนขยายอีก 1.5 ล้านตัน แล้วเสร็จในปี 2562   รวมศักยภาพในการรองรับLNG  เป็น11.5 ล้านตัน ต่อปี  โดยหาก กบง.อนุมัติให้ปตท.ขยาย สถานีรับจ่ายLNGแห่งที่2 เพิ่มเป็น7.5ล้านตันต่อปี จะทำให้  สถานีรับจ่ายLNGของปตท.ที่มีอยู่ทั้งหมด มีขีดความสามารถในการรองรับLNG นำเข้ารวม19 ล้านตันต่อปี อย่างไรก็ตาม ในปี2559 ความต้องการใช้LNG นำเข้าอยู่ที่2.9ล้านตัน แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสถานีรับและจ่ายLNG ที่มีอยู่จะรองรับไปได้จนถึงปี2568 เท่านั้น

นอกจากนี้  ปตท.ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก่อสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ (Floating Storage and Regasification Unit : FSRU) ในประเทศเมียนมา อีก3 ล้านตันต่อปี  ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ นั้นคากว่าจะสรุปผลได้ภายในปี2560

นายนพดล กล่าวว่า  ในส่วนของแผนการนำเข้า LNG ระยะยาวนั้น ปัจจุบัน ปตท. ยังมีสัญญานำเข้า  LNG  2 ล้านตันต่อปี จากประเทศกาตาร์   สำหรับสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาว (LNG SPA) ระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับบริษัท SHELL EASTERN TRADING (PTE) LTD และบริษัท BP SINGAPORE PTE. LIMITED ในปริมาณรายละ 1 ล้านตันต่อปี (รวม 2 ล้านตันต่อปี)  ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)แล้วนั้น  คาดว่าจะสามารถนำเข้า LNG ได้ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2560

นอกจากนี้ รวมทั้งยังรอภาครัฐอนุมัติให้ ปตท.เข้าไปการลงทุนแหล่งผลิต LNG และการนำเข้า LNG จากบริษัท ปิโตรนาส ของประเทศมาเลเซีย โดยเบื้องต้นคาดว่าจะทำสัญญานำเข้า LNG ระยะยาว 15 ปี และตามแผนจะเริ่มนำเข้าได้ช่วงครึ่งหลังของปี 2560 เช่นเดียวกัน

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจัดSHE Award ปี2
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดโครงการบริหารจัดการ ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม SHE Award ประจำปี 2559 เป็นปีที่ 2 พร้อมเตรียมประกาศผลผู้ได้รางวัล ก.ย. 2559
 
นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า กรมฯจัดโครงการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม สำหรับสถานประกอบกิจการปิโตรเลียมดีเด่น (SHE Award) ประจำปี 2559 เพื่อส่งเสริมมาตรการ ด้านความปลอดภัย การป้องกันและบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการประกอบกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 
 
โดยได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ตรวจสอบ (Auditor) ที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ได้แก่ คุณพรศรี ครอบบัวบาน อดีตผู้อำนวยการกลุ่มวิศวกรรมความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จิรวัฒน์ ชีวรุ่งโรจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนาวาเอกนเรศ วงศ์ตระกูล ผู้เชี่ยวชาญประจำกรมข่าวทหารเรือ ซึ่งในปีนี้จะมีการประกาศผลและมีพิธีมอบรางวัลดังกล่าวในช่วงกลางเดือนก.ย. 2559
 

 

พลังงานจังหวัดพิจิตรโชว์ระบบผลิตก๊าซชีวภาพแบบฝาครอบลอย

พลังงานจังหวัดพิจิตร โชว์ระบบก๊าซชีวภาพใช้ในครัวเรือนแบบฝาครอบลอย  ขยายผลในชุมชนไปแล้วกว่า60บ่อ มั่นใจใช้ทดแทนก๊าซหุงต้ม(LPG)ในครัวเรือนได้ทั้งหมด ช่วยประหยัดรายจ่ายได้1,600 – 2,400 บาทต่อปี

ที่ผ่านมาพลังงานจังหวัดพิจิตรมีการส่งเสริมระบบก๊าซชีวภาพครัวเรือนแบบฝาครอบลอยขนาด 4 ลบ.ม. ครั้งแรกที่ ต.วังทับไทร อ.สากเหล็ก และ ต.วังหลุม ต.ตะพานหิน จ.พิจิตร ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน กว่า 7 ระบบยังใช้งานได้ดี

นายขวัญชัย  อนุรักษ์วัฒนะ นายช่างเทคนิคชำนาญงาน สำนักงานพลังงานจังหวัดพิจิตร  กล่าวว่า จุดเด่นของระบบฝาครอบลอยคือ โครงสร้างมีความแข็งแรงทนทาน ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ก่อสร้างได้ด้วยฝีมือช่างชุมชน ใช้งานง่าย อายุการใช้งานยาวนานนับสิบปี ก๊าซที่ผลิตได้มีแรงดันที่ดีไม่แพ้ก๊าซ LPG สามารถต่อขยายใช้ร่วมกันได้สองครัวเรือนต่อ 1 บ่อ

โดยปัจจุบันมีการขยายผลในจังหวัดพิจิตรไปแล้วกว่า 60 บ่อ  ซึ่งช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปล่อยก๊าซมีเทนจากภาคปศุสัตว์ และการใช้พลังงานฟอสซิล  ถือเป็นทางเลือกให้คนในชุมชนหันมาพึ่งพาตนเองมากขึ้น จากพลังงานทดแทน ที่มีอยู่  ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพ และไม่ต้องกังวลว่าราคาพลังงานโดยเฉพาะก๊าซ LPG จะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งครัวเรือนที่มีศักยภาพวัตถุดิบมูลสัตว์ เศษอาหารที่เพียงพอต่อการนำมาผลิตก๊าซชีวภาพ  ก็สามารถที่จะลงทุนติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพครัวเรือนแบบฝาครอบลอยขนาด 4 ลบ.ม. นี้ได้

นายขวัญชัย อธิบายถึง ก๊าซชีวภาพ ที่ได้ว่า มาจากการหมักย่อยสลายของสารอินทรีย์ภายใต้สภาวะที่ปราศจากออกซิเจน(anaerobic digestion) โดยทั่วไปจะหมายถึง ก๊าซ มีเทน ที่เกิดจาก การหมัก (fermentation)ของ สารอินทรีย์  มีปฏิกิริยาการเกิดก๊าซชีวภาพ 3 ขั้นตอน  คือขั้นตอนที่ 1 การสลายโมเลกุลใหญ่ สารอินทรีย์ต่างๆ ที่มีโมเลกุลใหญ่ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน จะถูกย่อยสลายโดย เอนไซน์ ที่ปล่อยออกมาจากแบคทีเรีย พวก  Hydrolytic Organisms  ทำให้แตกตัวมีโมเลกุลเล็กลง

ขั้นตอนที่ 2 การผลิตกรดอินทรีย์ สารอินทรีย์ ที่มีโมเลกุลเล็กลงจะถูกเปลี่ยนไปเป็น กรดอินทรีย์ระเหยง่าย และสารอื่นๆ โดยแบคทีเรียพวกสร้างกรด กรดที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ คือ กรดอะซิติก  และกรดไพรพิโอนิค และขั้นตอนที่ 3 การผลิตก๊าซมีเทน กรดอินทรีย์ระเหยง่าย จะถูกย่อยสลายเป็นก๊าซมีเทน และคาร์บอนไดออกไซค์ เป็นส่วนใหญ่ โดยอาจมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ไนโตรเจน และไฮโดรเจน และไอน้ำผสมอยู่ด้วย รวมกันเรียกว่า “ก๊าซชีวภาพ”

โดยที่ สำนักงานพลังงานจังหวัดพิจิตร   มีการส่งเสริม คือระบบบ่อหมักก๊าซแบบฝาลอย (Floating Drum Digesting) เป็นถังหมักแบบอินเดีย ตัวถังทำจากวงบ่อซีเมนต์ ด้านข้างจะเป็นช่องเติมมูลและช่องมูลล้น ด้านบนที่เป็นฝาลอยทำจากโลหะซึ่งเป็นที่สำหรับเก็บก๊าซ สามารถลอยตัวขึ้น-ลง ได้ ขึ้นอยู่กับความดันของก๊าซที่เกิดขึ้น ซึ่งความดันภายในถังหมักสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยยกเพิ่มหรือลดน้ำหนักที่ฝาลอยนี้ จากการทดสอบการใช้จริงก๊าชีวภาพแบบฝาครอบลอยชนิดใส่มูลสัตว์และชนิดในเศษอาหาร(ผสมมูลสัตว์ในการหมักครั้งแรกประมาณ 40 ถังสี) เมื่อเติมครบจำนวนแล้ว ประมาณ 20-30 วัน จะเริ่มเกิดก๊าซชีวภาพ  ความสามารถในการผลิตก๊าซชีวภาพ เฉลี่ยต่อวัน ชนิดใช้มูลสัตว์จะผลิตก๊าซชีวภาพได้   1.67  ลบ.ม. ทดแทนแก๊สหุงต้มได้   0.77  กก. ชนิดใช้เศษอาหารจะผลิตก๊าซชีวภาพได้  1.13 ลบ.ม. ทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) เฉลี่ยต่อวันได้ 0.52 กก. เพียงพอต่อการทดแทน LPG ในครัวเรือนได้ 100% คิดเป็นมูลค่าปีละ 1,600 – 2,400 บาทต่อปี ลดการปล่อย CO2 ได้ 270 กิโลกรัมต่อปี การลงทุนต่อ 1 ระบบประมาณ 15,000 – 20,000 บาท อายุการใช้งาน 10 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ดูแลของผู้ใช้งาน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ  ขวัญชัย  อนุรักษ์วัฒนะ นายช่างเทคนิคชำนาญงาน สำนักงานพลังงานจังหวัดพิจิตร โทร. : 089-6389939

 

ปตท.ยืนยัน LNG เป็นก๊าซที่มีความปลอดภัยสูง

            ปตท.ยืนยัน LNG เป็นก๊าซที่มีความปลอดภัยสูง ต่างชาติใช้ในภาคขนส่งทั้งรถยนต์ เรือเดินสมุทร มานานหลายสิบปี  ขณะที่ประเทศไทยยังถือเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องศึกษาให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด  โดยกรณีเกิดการระเบิดของเรือที่ใช้LNGในคลองแสนแสบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ในระหว่างตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง

 

            นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีการเกิดระเบิดของเรือโดยสารในคลองแสนแสบที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)และดีเซลเป็นเชื้อเพลิงว่า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ในระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงของสาเหตุ โดย ปตท.เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลด้านเทคนิค และยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาในขณะนี้

 

            อย่างไรก็ตามในทางข้อเท็จจริงทางวิชาการ ปตท ยังยืนยันว่า LNG นั้น เป็นก๊าซที่มีความปลอดภัยสูง เมื่อเทียบกับก๊าซหุงต้ม(LPG) โดยโอกาสติดไฟเป็นไปได้ยากกว่า เพราะต้องมีองค์ประกอบพร้อมกันทั้งปริมาณสัดส่วนไอเชื้อเพลิง 5-15% ต่ออากาศ  ต้องมีอุณหภูมิระดับ 650 องศาเซลเซียส และเป็นพื้นที่ที่มีออกซิเจนประกอบด้วย รวมทั้งต้องมีประกายไฟ จึงจะเกิดการติดไฟได้ ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก

 

            อีกทั้ง LNG เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีสิ่งตกค้าง เพราะมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นกรณีที่มีผู้ระบุว่าพบเห็นหรือได้กลิ่นก๊าซฯ ก่อนระเบิดของเรือโดยสารที่คลองแสนแสบนั้น ค่อนข้างจะผิดไปจากคุณสมบัติของก๊าซฯ จึงต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกันต่อไป 

 

           นายสมเกียรติ กล่าวว่า การใช้ LNGในต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอากาศหนาว มีกันมานานหลายสิบปีแล้ว ทั้งในรถยนต์ เรือเดินสมุทร  เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่ปลอดภัยสูง สำหรับประเทศไทยถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะเพิ่งมีการนำเข้ามาใช้เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจะต้องมีการเรียนรู้การใช้งานที่ปลอดภัยให้มากขึ้น

 

           อย่างไรก็ตามปัจจุบันไทยใช้ LNG สำหรับเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอยู่ 7% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการทำสัญญาซื้อก๊าซจากประเทศกาตาร์เป็นสัญญาระยะยาว 20 ปี(พ.ศ. 2558-2578) ในปริมาณ2 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้มีการผลิตเองในประเทศอยู่ 1 แหล่ง ที่ตำบล หนองตูม จ.สุโขทัยจำนวณประมาณ 10 ตันต่อวัน  แต่ส่งมาจำหน่ายสำหรับเรือโดยสารที่คลองแสนแสบเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมกับดีเซลจำนวน 1 ตันต่อวัน โดยทดลองกับเรือจำนวน 30 ลำ จากทั้งหมดที่มีเรืออยู่ 72 ลำ

 

          แต่จากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้เรือโดยสารชะลอการทดลองใช้ LNG ออกไปจนกว่าผลการตรวจสอบสาเหตุจะแล้วเสร็จ ดังนั้นปริมาณ LNG 1 ตันต่อวันดังกล่าว จะนำกลับมาใช้ในสถานีก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV)แทน 

 

          “ต่างประเทศมีการใช้ LNG กันอย่างแพร่หลายมานาน โดยใช้ในยานยนต์ อุตสาหกรรม และเรือ ซึ่งล่าสุดยุโรปได้ประกาศจะเลิกใช้น้ำมันเตาในเรือเดินสมุทรเพราะปล่อยมลภาวะ แต่จะให้หันมาใช้ LNG แทน เพราะมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ไม่เกิดควันดำจึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งในเมืองไทยเพิ่งเริ่มนำมาใช้ได้เพียง 5 ปี จึงถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยที่ต้องเรียนรู้และศึกษาการใช้งานอย่างปลอดภัยต่อไป” นายสมเกียรติ กล่าว

 

           นายสมเกียรติ กล่าวด้วยว่า ปตท.จะร่วมกับกรมเจ้าท่า เร่งรณรงค์ให้เรือที่ติดตั้งLNG เป็นเชื้อเพลิงตรวจสอบอุปกรณ์ทุกวัน โดยเฉพาะกรณีมีการรั่วซึมจะมีเสียงให้ได้ยิน ในส่วนของรถยนต์ที่ใช้NGV ผู้ใช้รถควร เน้นดู 3 จุด คือ 1.ตรวจสอบตัวถัง สายรัดว่าแน่นหนาเป็นปกติหรือไม่ 2.อุปกรณ์มีการรั่วไหลหรือไม่ และ3. ตัวท่อส่งก๊าซที่มาถึงเครื่องยนต์มีการแ ตกหักหรือไม่ โดยอย่างน้อยการตรวจเช็คดังกล่าวต้องทดสอบตามมาตรฐานทุก 1 ปี เพื่อให้การใช้เงินเกิดความปลอดภัยมากที่สุด

 

          ทั้งนี้ LNG และ NGV มีความเหมือนกันคือมาจากก๊าซธรรมชาติ ที่เป็นมีเทน หรือC1แต่ ต่างกันตรงLNGมีสถานะเป็นของเหลว เพราะถูกลดอุณหภูมิ ติดลบ160องศาเซ็นเซียส ส่วน NGV นั้นมีสถานะเป็นก๊าซ

 

เชฟรอน เตรียมปล่อยแท่นเจาะ “กระทง” ลงอ่าวไทย เดือนมิ.ย.นี้

เชฟรอน เปิดตัวแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมใหม่กระทงซึ่งจะเริ่มดำเนินการในแหล่งสัมปทานอ่าวไทยตั้งแต่เดือนมิ.ย.2560 นี้เป็นต้นไป เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถที่จะขุดเจาะปิโตรเลียมอย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยในอ่าวไทย ซึ่งมีส่วนในการสนับสนุนนโยบายความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

เมื่อวันที่15 พ.ค.2560 ที่ผ่านมา บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้นำสื่อมวลชนเข้าร่วมในพิธีตั้งชื่อและเยี่ยมชมแท่นขุดเจาะ “กระทง”   ซึ่งจัดขึ้นที่กรมอู่ทหารเรือ สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีโอกาสขึ้นไปเยี่ยมชมแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Shelf Drilling หนึ่งในบริษัทที่ให้บริการงานด้านขุดเจาะให้กับเชฟรอน   โดยแท่นขุดเจาะกระทงมีกำหนดที่จะเริ่มดำเนินงานในเดือนมิ.ย.2560 นี้

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เปิดเผยว่า เชฟรอนให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการขุดเจาะปิโตรเลียมที่จะช่วยให้การทำงานขุดเจาะปิโตรเลียม  มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น มีความรวดเร็ว และมีมาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ช่วยให้มีต้นทุนที่ต่ำลง เพราะโครงสร้างทางธรณีวิทยาของแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย นั้นมีแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมเป็นกระเปาะเล็กๆ กระจายกันอยู่ และหลุมที่มีการขุดเจาะใหม่นั้น จะมีขนาดที่เล็กลง และขุดยากขึ้นเรื่อยๆ  ทำให้ต้องมีการเจาะหลุมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในแต่ละปีจะต้องมีการเจาะหลุมผลิตปีละประมาณ 300-400 หลุมเพื่อให้สามารถผลิตก๊าซได้เพียงพอกับความต้องการ

ทั้งนี้เชฟรอนมีการจัดส่งทีมไปทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ”กระทง” ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การออกแบบสอดคล้องกับความต้องการใช้งานและสภาพธรณีวิทยาในอ่าวไทย และมีประสิทธิภาพ มาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น โดยแท่นขุดเจาะกระทง มีขาหยั่งยาว 477 ฟุต  เหมาะสำหรับการขุดเจาะในพื้นที่ที่มีน้ำลึกไม่เกิน 350 ฟุตและรองรับคนที่ขึ้นไปทำงานบนแท่นได้สูงสุดประมาณ160 คน  ใช้เวลาในการขุดเจาะแต่ละหลุมประมาณ 4 วัน

นายอาทิตย์ กล่าวว่า ในงานขุดเจาะปิโตรเลียม เชฟรอนได้นำระบบมาตรฐานความปลอดภัย ที่ชื่อว่า Well Safe มาใช้ ซึ่งระบบนี้เป็นระบบเดียวกับที่ใช้งานกับเรือดำน้ำของสหรัฐอเมริกาซึ่งทำให้การใช้งานเรือดำน้ำนั้นนานกว่า 50 ปี โดยที่ไม่เคยมีอุบัติเหตุเลย  ทำให้เกิดวัฒนธรมการทำงานภายในองค์กรที่พนักงานทุกคนจะให้ความสำคัญกับเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย โดยกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆที่เห็นว่าอาจจะเป็นจุดอ่อนเรื่องของความปลอดภัย และวางมาตรการป้องกัน

“เรามีความเชื่อว่า การป้องกันอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆในกระบวนการทำงานได้ จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุใหญ่ได้ เพราะในอุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้นการมีอุบัติเหตุขึ้นจะสร้างความเสียหายที่มากเกินกว่าคาดคิด เหมือนกับเราจะสร้างบ้านสักหลัง ถ้าเราไปหย่อนเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย ตั้งแต่ตอนออกแบบ หรือจ้างผู้รับเหมา เพราะเห็นแต่เพียงว่าราคาถูก พออยู่ๆไปเกิดบ้านทรุด หลังคารั่ว จะมารื้อทำใหม่ หรือซ่อมแซมทีหลัง อาจจะไม่คุ้ม” นายอาทิตย์ กล่าว

 นางเดือนเต็ม วรเดชวิเศษไกร ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมการขุดเจาะ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบ Well Safe ที่เชฟรอนนำมาใช้ในงานขุดเจาะ นั้นเป็นระบบที่ทำให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการขุดเจาะหลุมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ได้มาตรฐานสากล โดยจะให้ความสำคัญใน 4 เรื่อง คือ 1. เรื่องของบุคลากร ที่จะต้องผ่านการอบรมและปฎิบัติตามแนวทางการทำงานตามคู่มือความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด  2. เรื่องของอุปกรณ์ ที่จะต้องได้มาตรฐานและสามารถใช้งานได้ดี มีการซ่อมบำรุงรักษาตามกำหนด  3. การออกแบบ วางแผน การขุดเจาะ ให้เกิดการปฎิบัติหรือการใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และ 4. การติดตามตรวจสอบจากคนกลางว่าในระหว่างการดำเนินการขุดเจาะ นั้นมีการปฎิบัติตามแผนที่วางเอาไว้จริง

โดยระบบ Well Safe จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ หรือหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติก็จะทำให้บริษัทสามารถที่จะแก้ไขป้องกันเหตุการณ์ต่างๆ ได้ท่วงที

 


กระบวนการขุดเจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิต

สำหรับกระบวนการขุดเจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิตนั้น จะเป็นขั้นตอนที่ดำเนินการต่อจากงาน สำรวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ด้วยการวัดคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Survey) โดยเมื่อรู้แล้วว่า ตรงส่วนใดบ้างใต้พื้นทะเลที่น่าจะมีปิโตรเลียมอยู่   เจ้าหน้าที่ฝ่ายขุดเจาะ ก็จะทำการเจาะ "หลุมสำรวจ" (Exploration Well) โดยใช้วิธีเจาะสุ่ม เพื่อสำรวจหาปิโตรเลียมในบริเวณที่ยังไม่เคยมีการเจาะพิสูจน์เลย จากนั้นเมื่อถึงขั้นตอนของการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจและหาขอบเขตของแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม ก็จะมีการเจาะ"หลุมประเมินผล" (Delineation Well) โดยหากแน่ใจแล้วว่ามีแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมในปริมาณที่มากพอในเชิงพาณิชย์ จึงจะมีการเจาะ "หลุมเพื่อการผลิตปิโตรเลียม" (Development Well) เพื่อนำปิโตรเลียมที่สะสมตัวอยู่ใต้พื้นดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ต่อไป

การขุดเจาะหลุมเพื่อสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้นเป็นงานที่ท้าทายและมีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเราต้องขุดไปที่ความลึกประมาณ 3-4 กิโลเมตรใต้พื้นทะเล ในสมัยก่อนการขุดเจาะหลุม 1 หลุมนั้นต้องใช้เวลากว่า 60 วัน โดยใช้งบประมาณกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อหลุม ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่สูงและมีความเสี่ยงมาก เพราะหากขุดไปแล้วพบปริมาณน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติที่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ก็ถือเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาและทันสมัยมากยิ่งขึ้น ระยะเวลาในการขุดเจาะลดลงเหลือเพียง 4-5 วันต่อ 1 หลุม และใช้งบประมาณน้อยลงกว่าเดิม เหลือประมาณ 2 ล้านเหรียญต่อหลุม ซึ่งพัฒนาการทั้งทางด้านระยะเวลาการขุดและงบประมาณที่ลดลงนี้เกิดขึ้นจากการที่เชฟรอนไม่เคยหยุดนิ่งที่จะนำความรู้และประสบการณ์จากการดำเนินการในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมาพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยลดปัญหาและความเสี่ยงในการสำรวจและขุดเจาะ รวมถึงลดระยะเวลาในการทำงานลงแต่ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  

                                                             อุปกรณ์ขุดเจาะ

กรมเชื้อเพลิงฯจัดFocus Groupรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องร่างกฎกระทรวงสัญญาแบ่งปันผลผลิต

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อย(Focus Group)กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อสาระสำคัญร่างกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับสัญญาแบ่งปันผลผลิต เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความสมบูรณ์  ก่อนการประกาศใช้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดรับฟังความเห็นผ่านเว็ปไซต์ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติตั้งแต่วันที่11 พ.ค.2560

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่1 มิ.ย 2560 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว  โดยมีการเชิญกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงทั้งคณะกรรมการปิโตรเลียม ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา บริษัทผู้รับสัมปทานและบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวในการเปิดการประชุมว่า  การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้  เน้นไปที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อสาระสำคัญร่างกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับสัญญาแบ่งปันผลผลิต  โดยเฉพาะน่วยงานราชการที่จะต้องนำกฏหมายดังกล่าวมาใช้ในการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ประกอบการในธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

โดยสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงทั้ง3ฉบับ ประกอบด้วย 1ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตพ.ศ..   2ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอ และการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตพ.ศ.. 3.ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ... นั้นได้นำเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  เพื่อรับฟังความเห็นจากประชาชนมา ตั้งแต่วันที่11พ.ค.2560 แล้ว 

 ทั้งนี้ ถึงแม้ว่า การออกกฎหมายลูก จะไม่จำเป็นต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นตามบทบัญญัติมาตรา77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  แต่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็ได้ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและความโปร่งใส  รวมถึงการได้รับข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์  เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขร่างกฎกระทรวงให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น