ค้นหาด้วย ' ไบโอดีเซล ' ทั้งหมด 6 รายการ
พพ.จับมือบางจาก และผู้ประกอบการรถบรรทุกขนาดใหญ่หนุนนำร่องใช้ไบโอดีเซลบี20

 พพ. จับมือบางจาก และ ผู้ประกอบการรถบรรทุกขนาดใหญ่ นำร่องใช้ บี 20 โดยรัฐสนับสนุนวงเงินช่วยค่าน้ำมันไม่เกิน4บาทต่อลิตรวงเงินรวมไม่เกิน115 ล้านบาท เปิดรับสมัครรอบสอง16มิ.ย.-15 ส.ค.2559 นี้

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ โดยมีนายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และผู้ประกอบการรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ 3 ราย ร่วมลงนาม   ซึ่งพิธีจัดขึ้นที่ โรงแรมรามาการ์เด้นส์

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP 2015 มีเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทน ทั้งในรูปแบบไฟฟ้า ความร้อน และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพิ่มเป็นร้อยละ 30 ต่อการใช้พลังงานรวมของประเทศภายในปี 2579 โดยสำหรับไบโอดีเซลมีเป้าหมายการใช้ 14 ล้านลิตรต่อวัน  ซึ่งได้มอบหมายให้ พพ.ประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานให้บรรลุเป้าหมาย

ด้าน นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า เพื่อให้การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพไบโอดีเซลให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผน AEDP 2015 พพ. จึงได้ขยายผลการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลในรูปแบบต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม  โดยได้จัดโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 และสร้างความต้องการผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯรอบแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 1 เมษายน – 31 พฤษภาคม2559  ซึ่งมีผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการรวม 3 ราย  ส่วนรอบที่สองจะเปิดรับสมัครช่วงวันที่16 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2559  โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ในอัตราร้อยละ 11.66 แต่ไม่เกิน 4 บาทต่อลิตร วงเงินรวมทั้งโครงการไม่เกิน 115 ล้านบาท

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท บางจากฯ พร้อมตอบสนองนโยบายของรัฐ โดยในปี 2547 บริษัท บางจากฯ ได้ร่วมกับ พพ. ริเริ่มโครงการทดลองการจำหน่ายไบโอดีเซล B2 ผ่านสถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นรายแรก และในปีนี้ บริษัท บางจากฯ ได้ร่วมกับ พพ. ในโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง สร้างนวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียนเพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ไบโอดีเซล บี 20 ในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง และขยายสู่วงกว้างในอนาคต และเป็นการตอบโจทย์ของการแก้ไขปัญหาไบโอดีเซลที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2579

สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย บริษัท เกียรติธนาขนส่ง จำกัด (มหาชน) บริษัท เทพสมบัติ จำกัด และบริษัท โอพีจี เทค จำกัด

ปัจจุบันประเทศไทยมีการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 4.5 ล้านไร่ ได้ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบประมาณ 2.5 ล้านตันต่อปี มากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ขณะที่ความต้องการใช้เพื่อบริโภคเป็นน้ำมันพืชอยู่ที่ปีละ 1 ล้านตัน ส่วนที่เหลือสามารถผลิตเป็นเชื้อเพลิงไบโอดีเซล สามารถประหยัดเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าเชื้อเพลิง สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชพลังงาน สร้างงานสร้างรายได้

อนึ่ง กระทรวงพลังงานส่งเสริมให้มีการใช้ไบโอดีเซลมาตั้งแต่ปี 2548 จนกระทั่งประกาศบังคับใช้น้ำมันดีเซลที่มีสัดส่วนผสมของไบโอดีเซลร้อยละ 7 หรือ บี7 ทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2557 จนถึงในไตรมาสแรกของปี 2559 มียอดการใช้น้ำมันไบโอดีเซลที่ 4.2 ล้านลิตรต่อวัน

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของการส่งเสริมไบโอดีเซล ในช่วงที่ผ่านมา คือความไม่แน่นอนของผลผลิตน้ำมันปาล์ม ที่บางช่วงก็ขาดแคลนในขณะที่บางช่วงก็มีผลผลิตออกมาล้นตลาด ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ ก็เตรียมประสานงานกับกระทรวงพลังงานให้พิจารณาปรับลดปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มในส่วนผสมของดีเซล จากบี7 เหลือบี5  ตั้งแต่เดือนก.ค.2559 นี้ เนื่องจากผลผลิตปาล์มมีออกมาสู่ตลาดไม่มาก จากผลของภัยแล้ง   ดังนั้น การส่งเสริมการใช้น้ำมันบี20  ให้บรรลุเป้าหมาย  ก็จะต้องมีการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน หรือเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น ด้วยจึงจะไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันปาล์มในภายหลัง 

กรมธุรกิจพลังงานเตรียมออกประกาศปรับสัดส่วนB5เป็นB7แก้ปัญหาปาล์มล้นตลาด

กรมธุรกิจพลังงาน เตรียมประกาศใช้ไบโอดีเซล B7 เร็วๆนี้ หลังกระทรวงพาณิชย์ส่งข้อมูล stock น้ำมันปาล์มล้นตลาด โดยการ เพิ่มสัดส่วนจาก B5ในปัจจุบัน เป็น B7 จะช่วยดูดซับปาล์มได้ 2 หมื่นตันต่อเดือน  แต่ยืนยันไม่กระทบราคาขายปลีกดีเซล

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า กรมฯเตรียมประกาศเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลจาก B5 (การผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 5% ในน้ำมันดีเซลทุกลิตร) มาเป็น B7 (การผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7% ในน้ำมันดีเซลทุกลิตร) ในเร็วๆนี้  หลังจากกระทรวงพาณิชย์ส่งตัวเลขปริมาณสำรอง(stock)น้ำมันปาล์มของประเทศมาให้กรมฯช่วงสัปดาห์หน้า นี้

โดยในเบื้องต้นพบว่า ขณะนี้น้ำมันปาล์มเริ่มล้นตลาด มีปริมาณstock สูงเกินกว่า 2.5 หมื่นตัน ประกอบกับราคาผลผลิตปาล์มตกต่ำเหลือ 4.30-4.50 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมราคาอยู่ที่ 6-7 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเข้าเงื่อนไขที่กระทรวงพลังงานจะนำน้ำมันปาล์มมาผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ 

สำหรับการเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลเป็น B7 นั้น คาดว่าจะช่วยดูดซับปริมาณน้ำม้นปาล์มในระบบได้ 2 หมื่นตันต่อเดือน  แต่จะไม่กระทบต่อภาคการบริโภคของประชาชน  และจะไม่กระทบต่อราคาจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล เนื่องจากขณะนี้ต้นทุนราคาปาล์มบริสุทธิ์ 100% หรือ ไบโอดีเซล B100 มีราคาถูก เมื่อนำมาผสมในน้ำมันดีเซลจึงไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงราคาจำหน่ายแต่อย่างใด

"สัปดาห์หน้ากระทรวงพาณิชย์จะส่งตัวเลขปริมาณStock น้ำมันปาล์มของประเทศมาให้กรมฯ เพื่อดูว่าน้ำมันปาล์มล้นตลาดอยู่เท่าไหร่ จากนั้นกรมฯจะออกประกาศให้ผู้ค้าน้ำมันปรับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 ทันที และจะมีผลในทางปฏิบัติหลังจากออกประกาศแล้ว 15 วัน" นายวิฑูรย์ กล่าว  

ปตท.จับมือพันธมิตร หนุนโครงการ CAT-REAC industrial project
ปตท.จับมือ สกว.  จุฬาลงกรณ์ฯ เอสซีจี เคมิคอลส์  ไออาร์พีซี  โกลบอลกรีนเคมิคอล  ที พี เค เอทานอล หนุนโครงการชี้ทิศทางและสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีฐานด้านตัวเร่งปฏิกิริยาและวิศวกรรมปฏิกิริยาเคมีสำหรับอุตสาหกรรมไบโอดีเซล อุตสาหกรรมเอทานอลและอุตสาหกรรมที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (CAT-REAC industrial project) หวังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ยืดอายุการใช้งาน   ลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวดูดซับ ของอุตสาหกรรมไบโอดีเซลและเอทานอล  
 
วันที่ 9 มกราคม 2561 ที่ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ มีพิธีร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการชี้ทิศทางและสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีฐานด้านตัวเร่งปฏิกิริยาและวิศวกรรมปฏิกิริยาเคมีสำหรับอุตสาหกรรมไบโอดีเซล อุตสาหกรรมเอทานอลและอุตสาหกรรมที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (CAT-REAC industrial project)” ระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด   บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)  บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท ที พี เค เอทานอล จำกัด
 
ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) กล่าวว่าโครงการระยะแรกจะใช้เวลา 3 ปี ซึ่ง สกว.จะสนับสนุนงบวิจัยประมาณปีละ 15 ล้านบาท และเอกชนร่วมทุนอีกปีละ 7.3 ล้านบาท รวมเฟสแรกใช้งบประมาณ 66.9 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาสารเร่งปฏิกิริยาเพื่อใช้เองในประเทศโดยจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของอุตสาหกรรมปีละไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท
 
ในขณะที่ ดวงพร เที่ยงวัฒนธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันนวัตกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)หรือ ชื่อเดิม “สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท.” กล่าวว่า สถาบัน ได้ดำเนินการวิจัยและทดสอบประเมินประสิทธิภาพตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวดูดซับให้กับ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ปตท. และบริษัทในกลุ่มนับตั้งแต่ปี 2556 - 2560  ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาจากต่างประเทศรวมถึงลดความสูญเสียเนื่องจากการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวดูดซับที่มีประสิทธิภาพต่ำได้กว่า 240 ล้านบาท 
โดย ยินดีให้ความร่วมมือเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนCAT-REAC industrial project เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  รวมถึงทิศทางการวิจัยด้านตัวเร่งปฏิกิริยาในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยจากการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ยืดอายุการใช้งาน   ลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวดูดซับ โดยการนำร่องใช้ในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลและอุตสาหกรรมเอทานอล  ถือเป็นการสร้างนวัตกรรมที่ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแทนการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ  ในรูปแบบ Open Innovation ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษา  ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ อันจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมอย่างยั่งยืนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 
 
 นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือโครงการดังกล่าวจะช่วยให้GGC ได้รับสิทธิทางข้อมูลของการวิจัยเกี่ยวกับตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการในภาพรวม ข้อมูลทิศทางการใช้ประโยชน์ไบโอดีเซล เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงให้กับผลิตภัณฑ์หลัก คือ เมทิลเอสเทอร์ หรือไบโอดีเซล ซึ่งจะเป็นการต่อยอดให้กับธุรกิจโอลีโอเคมีของประเทศ 
 
ปัจจุบัน GGC อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 2บนพื้นที่ 30 ไร่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์น  ใช้เงินลงทุน 1,650 ล้านบาท โดยคาดว่าจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2561  เร็วกว่าแผนเดิมที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 4  ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ 200,000 ตันต่อปี  และเมื่อรวมกับโรงงานเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 1 ที่จังหวัดระยอง GGC จะสามารถผลิตเมทิลเอสเทอร์ได้ถึง 500,000 ตันต่อปี  
 
สำหรับความคืบหน้าโครงการไบโอคอมเพล็กซ์ เฟส1 ที่จังหวัดนครสวรรค์ซึ่ง GGC ร่วมทุนกับ บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) มูลค่าโครงการ 7,000ล้านบาทนั้น เตรียมนำเสนอคณะกรรมการ(บอร์ด)บริษัท พิจารณาอนุมัติโครงการภายในไตรมาส3ปีนี้ คาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ในไตรมาส4ปีนี้ และใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี 
 
นอกจากนี้ GGC ยังมีแผนที่จะลงทุนโครงการไบโอคอมเพล็กซ์ เฟส2 ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งจะเป็นการผลิตเชื้อเพลิงเคมีชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ คาดว่า จะเริ่มดำเนินการได้หลังจากโครงการ เฟส1 ก่อสร้างแล้วเสร็จ และใช้เวลาก่อสร้างอีก 2-3 ปี
 
กระทรวงพลังงานจับมือการรถไฟฯ นำร่องใช้ B10 ในรถไฟเส้นทางวงเวียนใหญ่-มหาชัย
กระทรวงพลังงาน จับมือ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ทดลองใช้จริงไบโอดีเซล B10 กับรถไฟเส้นทางวงเวียนใหญ่-มหาชัย เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศให้เพิ่มขึ้น  ในขณะที่ประธานกรรมการ คณะปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน "พรชัย รุจิประภา"  ระบุหากใช้ B10 ได้หมด จะเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันได้อีก 7 ล้านไร่
 
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ได้หารือร่วมกันเพื่อพิจารณาถึงแนวทางส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 (การนำน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือ B100 ผสมในดีเซล 10% ทุกลิตร) สำหรับกิจการรถไฟ โดยเตรียมจะทดลองนำร่องกับรถไฟเส้นทางวงเวียนใหญ่-มหาชัย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากกระทรวงคมนาคม พิจารณาอนุมัติ
 
"การนำร่องใช้ดีเซล B10 ในรถไฟ แม้ว่าจะมีปริมาณไม่มาก แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่า สามารถดำเนินการได้และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีมาตรการกำกับดูแลที่ดีและไม่เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภค" นายศิริ กล่าว
 
ด้าน นายพรชัย รุจิประภา ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กล่าวว่า คณะกรรมการปฏิรูปฯ ได้เสนอแนวทางส่งเสริมการใช้พืชพลังงานทั้งไบโอดีเซลและเอทานอล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยหากเพิ่มการใช้เอทานอล เป็น 20% จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น 2-3 ล้านไร่ และหากเพิ่มการใช้ไบโอดีเซล เป็น จาก B7 เป็น  B10 จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปลูกปาล์มเพิ่มขึ้น 7 ล้านไร่ ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร  เพียงแต่การส่งเสริมจะต้องพิจารณาศักยภาพด้านวัตถุดิบและเทคโนโลยี ที่ไม่มีผลกระทบกับผู้ใช้น้ำมันมากจนเกินไป 
พลังงานศึกษาความเป็นไปได้จำหน่ายไบโอดีเซลเกรดพิเศษ B10

รัฐมนตรีพลังงานสั่ง พพ. ศึกษาความเป็นไปได้ในการจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษ  B10 หรือสูงกว่า B10 ควบคู่ไบโอดีเซล B7 พร้อมขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันเก็บสต๊อกน้ำมันปาล์มต่อไปอีก 1 เดือน หวังพยุงราคาปาล์มรองรับผลผลิตฤดูกาลใหม่ โดยอาจต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันมาสนับสนุนด้านราคาไบโอดีเซลเกรดพิเศษ

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2561 ได้เห็นชอบให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ไปศึกษาการผลิตและใช้ไบโอดีเซลเกรดพิเศษขึ้น เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่จำหน่ายไบโอดีเซล B7 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7% ในทุกลิตร)

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศให้มากขึ้น เนื่องจากผลผลิตปาล์มออกสู่ตลาดมาก อีกทั้งผู้ค้าน้ำมันไม่สามารถช่วยเก็บสำรองน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือ B100 ได้เพิ่มขึ้นอีก หากผลผลิตฤดูกาลใหม่ออกมา เนื่องจากผู้ค้าน้ำมันได้เก็บสต็อก B100 เต็มความจุของถังแล้ว ตั้งแต่ที่ภาครัฐขอความร่วมมือไปเมื่อปลายปี 2560 ที่ผ่านมา รวมช่วยลดปริมาณน้ำมันปาล์มในระบบได้ 1-1.2 แสนตัน  ดังนั้น จึงต้องมาส่งเสริมภาคการใช้ให้มากขึ้น

โดยการจำหน่ายไบโอดีเซลเกรดพิเศษดังกล่าว อาจจะเป็นไบโอดีเซล B10 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มากกว่า 10% ในทุกลิตร) หรือสูงกว่า B10 โดยภาครัฐจะใช้มาตรการด้านราคาเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ ซึ่งถ้าผู้ผลิตน้ำมันพร้อมผลิตออกมาจำหน่ายและผู้บริโภคต้องการใช้ ก็ไม่จำเป็นต้องรอความพร้อมของค่ายรถยนต์แต่อย่างใด

นายศิริ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของมาตรการขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันให้เก็บ B100 เต็มความจุของถัง และกำลังจะสิ้นสุดมาตรการดังกล่าวสิ้นเดือน มี.ค. 2561 นี้ กระทรวงพลังงานจะดำเนินการขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันให้รักษาระดับสต็อก B100 เต็มความจุถังต่อไปอีก 1 เดือน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อราคาและปริมานปาล์มที่กำลังออกสู่ตลาดในฤดูกาลใหม่ต่อไป  

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า กรม พพ. อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ค่ายรถยนต์ ผู้ผลิตเอทานอล ผู้ค้าน้ำมัน  รวมถึงสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เพื่อดำเนินมาตรการออกผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซลชนิดพิเศษจำหน่ายในปั๊มน้ำมันทั่วไป ตามมติของ กบง. เมื่อวันที่ 26  มี.ค. 2561 ที่กำหนดให้ พพ. ศึกษาการใช้น้ำมันไบโอดีเซลมากกว่า B10  โดย พพ.จะเร่งดำเนินการศึกษาให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะกำหนดให้จำหน่ายไบโอดีเซลชนิดพิเศษที่สูงกว่า B10 อย่างไร เนื่องจากต้องทดสอบค่ามาตรฐานหลายอย่าง เช่น ค่าโมโนกรีเซอไรส์ ความสอดคล้องกับมาตรฐานน้ำมันและมาตรฐานรถยูโร3 และยูโร4 รวมทั้งต้องทดสอบในรถยนต์เพื่อวิ่งจริง เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องให้ค่ายรถยนต์และผู้ผลิตไบโอดีเซลยอมรับได้ด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่อเครื่องยนต์และเครื่องจักรในการผลิต แต่เห็นว่าไบโอดีเซล B20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 20% ในทุกลิตร) เหมาะที่จะใช้กับรถบรรทุกมากกว่ารถยนต์ทั่วไป

ทั้งนี้ การจำหน่ายไบโอดีเซลที่มากกว่า B10 นั้น จำเป็นต้องนำเงินกองทุนน้ำมันมาช่วยสนับสนุนเพื่อให้ราคาถูกกว่าไบโอดีเซล B7 ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน จึงจะจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษได้ โดยขณะนี้ ไบโอดีเซลB7 ราคาอยู่ที่ 27.29 บาทต่อลิตร

นายประพนธ์ กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ไบโอดีเซลเกรดพิเศษดังกล่าวมีราคาสูง เพราะหากเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มในน้ำมันดีเซลมากขึ้น ต้นทุนจะสูงขึ้นตามไปด้วย โดยปัจจุบันเนื้อน้ำมันดีเซลราคาอยู่ที่ 16 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B100) ที่ใช้ผสมในดีเซลอยู่ที่ 23 บาทต่อลิตร ซึ่งหากผลิตออกมาจำหน่ายในปั๊มจริง จะต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันมาช่วยสนับสนุนให้ราคาต่ำกว่าไบโอดีเซล B7 ต่อไป

กรมธุรกิจพลังงานแจง B10 รอผลศึกษาก่อนประกาศใช้

กรมธุรกิจพลังงาน แจงยังไม่สามารถประกาศใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 ในกลุ่มรถยนต์ได้โดยเร็ว ตามข้อเรียกร้องของสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มล้นตลาด ชี้ต้องรอผลศึกษาของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น (JAMA) ที่จะออกปลายปีนี้ ก่อนประกาศรับรองการใช้ ส่วนมาตรการส่งเสริมการใช้ B20 ในกลุ่มรถบรรทุกในราคาต่ำกว่าไบโอดีเซล B7 นั้น ต้องให้ กบง. อนุมัติก่อน

นางอุษา ผ่องลักษณา รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่สามารถประกาศใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์10% ในทุกลิตร) ตามที่สมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทยเรียกร้องให้ดำเนินการโดยเร็วเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มดิบล้นตลาด โดยปัจจุบันยังคงต้องใช้ไบโอดีเซล B7 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7%ในทุกลิตร) ต่อไปก่อน จนกว่าผลการศึกษาการใช้น้ำมัน B10 ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น(JAMA) จะออกมาประมาณปลายปี 2561 นี้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบผู้ใช้รถยนต์และมีผู้รับรองการใช้อย่างเป็นทางการต่อไป

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการทดลองน้ำมันดีเซล B10 ในรถไฟ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี โดยจะสามารถพัฒนาและขยายผลต่อไปได้ในอนาคต

ทั้งนี้ คาดว่าน้ำมันปาล์มดิบจะมีสต็อกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 590,000 ตัน ในปี 2561 นี้ โดยที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกิน โดยนอกจากเพิ่มอัตราส่วนผสมจาก B5 เป็น B7 แล้ว ยังขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันให้รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบและ B100 (น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100%) รวมถึงผู้ผลิตไบโอดีเซลให้ความร่วมมือเพิ่มกำลังการผลิต B100 มากขึ้น  

นอกจากนั้น กรมฯ เตรียมหารือผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และผู้ประกอบการรถขนส่ง เพื่อให้เข้าร่วมโครงการนำร่องทดลองใช้ B20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 20% ในทุกลิตร) หรือ “โครงการจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซลB20 ให้กับรถเฉพาะกลุ่ม” โดยมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มรถบรรทุกขนส่งสินค้าเป็นหลัก และกำหนดให้ราคา B20 ถูกกว่าน้ำมันไบโอดีเซลB7 เพื่อเป็นแรงจูงใจในการใช้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมามีการทดลองใช้ B20 ในกลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกแล้วและพบว่าใช้ได้ไม่มีปัญหา แต่ที่ยังไม่ใช้กันแพร่หลาย เป็นเพราะเรื่องราคาและการสนับสนุนของภาครัฐ

ด้าน นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า สมาคมรถบรรทุกเสนอให้ราคาจำหน่าย B20 ถูกกว่า B7 ประมาณ 2.50-3 บาทต่อลิตร โดยปัจจุบันราคา B7 อยู่ที่ 30.49 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะต้องนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยสนับสนุนให้ราคา B20 ถูกกว่า B7  โดยทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะเป็นผู้พิจารณา และอาจจะต้องให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อนุมัติก่อน ซึ่งหาก กบง. อนุมัติ ก็คาดว่าจะเปิดจำหน่าย B20 ได้ประมาณเดือน มิ.ย. 2561 นี้ โดยจะจำหน่ายที่บริเวณจุดพักรถของกลุ่มรถบรรทุกต่างๆ เท่านั้น ไม่นำมาจำหน่ายในปั๊มน้ำมัน เพื่อป้องกันการสับสนของผู้ใช้รถยนต์ทั่วไป

ทั้งนี้ คาดว่าหากมีการใช้ B20 ประมาณ 10% ของกลุ่มรถบรรทุกและเครื่องจักรการเกษตร จะช่วยเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100% (B100) ได้ 5.18 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ 4.4 ล้านลิตรต่อวัน  หรือช่วยให้เกิดการใช้น้ำมันปาล์มดิบ(CPO) 1.6 ล้านตันต่อปี จากปัจจุบันใช้อยู่ 1.2-1.3 ล้านตันต่อปี สำหรับรถบรรทุกปัจจุบันมีทั้งสิ้น 8.33 แสนคัน ส่วนรถและเครื่องจักรการเกษตรปัจจุบันมี 6.4 แสนคัน