ค้นหาด้วย ' ซีเรีย ' ทั้งหมด 2 รายการ
"ทวารัฐ"เกาะติด สงครามในซีเรีย ชี้ยังไม่เกี่ยวกับการแย่งชิงแหล่งก๊าซฯในอีสต์เมดิเตอร์เรเนียน

“ทวารัฐ “เกาะติดสถานการณ์สงครามกลางเมืองในซีเรีย โดยประเมินเหตุการณ์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันยังไม่เกี่ยวกับการแย่งชิงแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ที่เพิ่งมีการค้นพบในพื้นที่นอกชายฝั่ง (ออฟชอร์) แถบ“อีสต์เมดิเตอร์เรเนียน”ในเขตของประเทศอิสราเอล และไซปรัส แต่การแสดงพลังอำนาจทางการเมืองและการทหารระหว่างสองมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย จะทำให้ประเทศที่อยู่รอบพื้นที่ดังกล่าว เกิดความสงบได้ยาก หรืออาจต้องใช้เวลายาวนาน

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) รายงานถึงสถานการณ์สงครามในประเทศซีเรียที่ยกระดับความตึงเครียดอยู่ในขณะนี้ หลังจากที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ได้ร่วมปฎิบัติการยิงขีปนาวุธถล่มเป้าหมาย พื้นที่ที่คาดว่าจะเป็นฐานผลิตอาวุธเคมี และถูกสกัดกั้นจากหน่วยต่อต้านอากาศยานของซีเรีย  ว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบเรื่องของพลังงาน นั้น นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเมินว่ากรณีของสถานการณ์สงครามในซีเรียจนถึงขณะนี้  ยังไม่น่าจะเกี่ยวข้องการแย่งชิงแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่มีการค้นพบในพื้นที่นอกชายฝั่ง (ออฟชอร์) แถบ อีสต์เมดิเตอร์เรเนียน 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า พื้นที่ดังกล่าว จะเป็นเวทีแสดงพลังของมหาอำนาจที่มีบทบาทด้านพลังงาน อย่างฝั่งของสหรัฐอเมริกา ที่เป็นพันธมิตรกับซาอุดีอาระเบีย กับ ฝั่งของรัสเซีย ที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน จึงยังทำให้มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นต่อเนื่องนับจากนี้  โดยประเทศที่มีความวุ่นวายมาก่อนหน้านี้ คือ เลบานอนและปาเลสไตน์ (มีการค้นพบแหล่งก๊าซฯ นอกชายฝั่งฉนวนกาซ่า) ที่เป็นคู่ปรับตลอดกาลกับอิสราเอล

นอกจากนี้ ที่น่าจับตามองคือการที่อิสราเอล ซึ่งมีการค้นพบแหล่งก๊าซฯ ตาม่า (Tamar) ที่คาดว่าจะมีปริมาณสำรองสูงพอๆกับแหล่งก๊าซฯ ของกาตาร์  ส่งผลให้อิสราเอลจะกลายเป็นผู้ส่งออกสุทธิ LNG และก๊าซธรรมชาติทางท่อ ที่ใหญ่พอจะส่งผลต่อสมดุลแห่งอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะอิสราเอลอาจมีก๊าซฯ เหลือพอที่ดำเนินกลยุทธ์ทางการทูต ผ่านการเจรจาส่งออกก๊าซฯ ให้ประเทศกลุ่มอาหรับที่เคยเป็นศัตรูมายาวนานเช่น จอร์แดน

ในส่วนของประเทศเลบานอน ปาเลสไตน์และซีเรีย ที่ถูกประเทศฝั่งตะวันตกหมายหัวไว้ อาจจะพัฒนาแหล่งก๊าซฯ ได้ช้าและต้องตามหลังอิสราเอลแน่นอน

สงครามซีเรียเขย่าตลาดน้ำมันโลก จับตาท่าทีสหรัฐฯต่ออิหร่าน อาจเป็นตัวแปรดันราคาพุ่ง

นักวิเคราะห์ ประเมินราคาน้ำมันดิบตลาดโลกในสัปดาห์นี้ (16-20 เม.ย.) จะยืนเหนือระดับ 71 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล จากความกังวลสงครามในซีเรียที่อาจลุกลามถึงอิหร่านซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของรัฐบาลซีเรีย โดยสหรัฐฯ อาจใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันในตลาดโลกจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น    

 การเปิดฉากโจมตีฐานอาวุธเคมี 3 แห่งในประเทศซีเรีย ของพันธมิตรชาติตะวันตก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา และมีความกังวลกันว่าอาจยกระดับความตึงเครียดของสถานการณ์จนไปสู่การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 และกระทบต่อตลาดพลังงานทั่วโลกนั้น ทีมวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าในระยะสั้นราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันดิบหลักของโลก และความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ ว่ารัสเซียจะตอบโต้พันธมิตรชาติตะวันตกอย่างไร รวมถึงสหรัฐฯ จะคว่ำบาตรอิหร่านและรัสเซียเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ขณะเดียวกัน ยังต้องเฝ้าระวังสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่หากปะทุขึ้นมาอีกครั้งและกระทบต่อเศรษฐกิจโลก จะกดดันความต้องการใช้น้ำมันด้วย

ทั้งนี้ ปตท. คาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) อาจทดสอบระดับราคาที่ 71 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และมีความเคลื่อนไหวตลอดทั้งสัปดาห์นี้ (16-20 เม.ย.61) อยู่ที่ระดับ 70-75 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสท์เท็กซัสฯ (WTI) จะอยู่ในกรอบ 65-70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เคลื่อนไหวในกรอบ 66-71 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  

ทางด้านบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้ โดยน้ำมันดิบเบรนท์ จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ 69-74 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอยู่ที่ 64-69 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับอุปทานที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้น หลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะคว่ำบาตรประเทศอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกน้ำมันดิบของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตามอง คือความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปก ที่ยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปกในเดือน มี.ค. ปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน โดยการปรับลดหลักๆ มาจากทางแองโกลา ลิเบีย และเวเนซุเอลา

ในขณะที่ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) คาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในปี 2562 จะปรับเพิ่มขึ้น 7.5 แสนบาร์เรลต่อวันจากปีนี้ สู่ระดับ 11.44 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้สหรัฐฯ แซงหน้ารัสเซียและซาอุดิอาระเบีย กลายเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลก โดยการปรับเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากหินชั้นดินดาน (Shale Oil) โดยเฉพาะจากแหล่งการผลิต Permian นอกจากนี้ Baker Hughes Inc. ยังได้รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ (Rig) ในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 13 เม.ย. เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 7 แท่น มาอยู่ที่ 815 แท่น ซึ่งเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี

สำหรับสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสตลาดนิวยอร์ก เมื่อคืนนี้ (17 เม.ย.) โดยราคาส่งมอบเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้น 30 เซนต์ หรือร้อยละ 0.5 ปิดที่ 66.52 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 16 เซนต์ หรือร้อยละ 0.2 ปิดที่ 71.58 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพราะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการคาดการณ์ว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันในภูมิภาคนี้ 

สำหรับในประเทศไทย ผู้ค้าน้ำมัน ทั้ง ปตท. และ บางจาก ได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 50 สตางค์ ยกเว้น E85 ปรับขึ้น 30 สตางค์/ลิตร มีผลตั้งแต่ 05.00 น. ของวันนี้ (18 เม.ย.2561) โดย เบนซิน 95 ราคาปรับขึ้นมาอยู่ที่ 35.56 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคาปรับขึ้นมาอยู่ที่ 28.45 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 28.18 บาทต่อลิตร และดีเซลอยู่ที่ 27.29 บาทต่อลิตร

 

ขอบคุณภาพจาก https://www.flaticon.com/authors/mynamepong