ค้นหาด้วย ' กบง. ' ทั้งหมด 216 รายการ
ผอ.สนพ.ภูมิใจ ปตท.สผ.ทำหน้าที่เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ไม่จำเป็นต้องตั้งใหม่

ผอ.สนพ.ดูงานแท่นผลิตบงกชใต้ของ ปตท.สผ. ภูมิใจ องค์กรทำหน้าที่เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company)ที่มุ่งแสวงหาแหล่งพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ให้ซ้ำซ้อน

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงการเดินทางไปเยี่ยมชมแท่นผลิตปิโตรเลียมบงกชใต้ ของบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)หรือปตท.สผ. เมื่อวันที่2ก.ค.2559 ว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่คนไทยสามารถเข้ามาปฏิบัติการหรือเป็นโอเปอเรเตอร์ในแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวได้ทั้งหมด จากเดิมที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วยดำเนินการ โดยแท่นผลิตของแหล่งบงกชใต้ ถือเป็นแท่นผลิตแรกที่คนไทยเป็นผู้ทำหน้าที่ออกแบบด้วยตัวเอง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ของกรรมการผู้จัดการ ปตท.สผ.คนแรก คือนายทองฉัตร หงลดารมภ์ ที่เชื่อมั่นว่าคนไทยสามารถเข้ามาทำงานเป็นโอเปอเรเตอร์ในแหล่งผลิตปิโตรเลียมได้อย่างทัดเทียมชาวต่างประเทศ จึงเข้ามาซื้อสิทธิ์สัมปทานปิโตรเลียม จากแหล่งบงกช ที่เดิมชื่อว่าStructure B ต่อจากบริษัทไทเกอร์ แปซิฟิก อย่างไรก็ตามในช่วงเริ่มต้น ปตท.สผ.ยังไม่มีความพร้อมด้านบุคลากรและความรู้เรื่องเทคโนโลยีการสำรวจและผลิต จึงให้บริษัทโททาล จากประเทศฝรั่งเศส เข้ามาเป็นโอเปอเรเตอร์ ให้ก่อน แต่มีเงื่อนไขว่าโททาล จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับพนักงานปตท.สผ.ที่เป็นคนไทย และโอนสิทธิ์ความเป็นโอเปอเรเตอร์ให้กับปตท.สผ.ตามระยะเวลาที่กำหนด และปตท.สผ.ก็ทำหน้าที่เป็นโอเปอเรเตอร์ในแหล่งบงกช ได้ด้วยตัวเองมาเป็นระยะเวลาสิบกว่าปีมาแล้ว

ปัจจุบันแหล่งก๊าซบงกชใต้ ผลิตก๊าซได้ประมาณวันละ320ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่วนแหล่งบงกชเหนือผลิตก๊าซได้วันละประมาณ600ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน “ ปัจจุบันปตท.สผ.มีปตท. ถือหุ้นอยู่67.66%และกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ในปตท.ดังนั้นบทบาทของปตท.สผ.ก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนบริษัทน้ำมันแห่งชาติอยู่แล้ว ในการที่ต้องเสาะแสวงหาแหล่งปิโตรเลียม มาเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ โดยเฉพาะแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยและในอ่าวเมาะตะมะ ของเมียนมา ที่จะเป็นฐานการผลิตสำคัญ(Master Basin )ของปตท.สผ. ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ให้ซ้ำซ้อนกันอีก”นายทวารัฐกล่าว

ทั้งนี้ที่ผ่านมาในงานการการสนับสนุนสังคมที่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ของปตท.สผ.คือการพัฒนาหลักสูตรปิโตรเลียม ให้กับวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ ในระดับ ปวส. เพื่อผลิตบุคลากรป้อนให้กับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศ โดยปัจจุบัน นักศึกษาที่จบหลักสูตรดังกล่าวมีขีดความสามารถในการเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่ปตท.สผ.เข้าไปลงทุน ซึ่งเป็นที่น่าภูมิใจ

สนช.ผ่านวาระแรกร่างแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียม2ฉบับ

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ผ่านฉลุยวาระแรกรับร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม.และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม.ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาแปรญัตติ 21 คน ในขณะที่คปพ.ยังล่ารายชื่อประชาชนกดดัน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานซึ่งประชุมเมื่อวันที่24 มิ.ย.2559 ได้พิจารณารับร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ฉบับที่..พ.ศ... และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ฉบับที่..พ.ศ. ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น แม้ว่าภายนอก สภา จะมีกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) มาชุมนุมกดดัน ไม่ให้สนช.รับพิจารณาร่างดังกล่าว

โดยที่ประชุมลงมติเห็นชอบร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม จำนวน152คน ไม่เห็นด้วย5คน และงดออกเสียง16 คน จากผู้เข้าร่วมประชุม173คนซึ่งครบองค์ประชุม  ในขณะที่การลงมติร่างแก้ไขพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม มีผู้เห็นชอบ 154คน ไม่เห็นด้วย2คน งดออกเสียง 17 คน  จากผู้เข้าร่วมประชุม173 คน  พร้อมกันนี้ยังได้มีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฏหมายดังกล่าว จำนวน 21 คน โดยมาจากส่วนที่คณะรัฐมนตรีนำเสนอ4 คนได้แก่

1.       นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ  รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

2.       นางสาววราลัย อ่อนนุ่ม  ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

3.       นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช  รองอธิบดีกรมสรรพากร

4.       พลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์   ที่ปรึกษา รมว.พลังงาน

และจากสมาชิก สนช. อีก17 คน ได้แก่

1.     นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน 

2.     พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์

3.    พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร

4.    คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี

5.    พลเรือเอก ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์

6.   พลอากาศโท ธรรมนิตย์ สิงห์คะสะ

7.   พลเรือเอก นพดล โชคระดา

8.   นายประภาศ คงเอียด   

 9.   นายวิทยา ฉายสุวรรณ

10.   นายวิทวัส บุญญสถิตย์

11.   พลเอก ศุภกร สงวนชาติศรไกร

12.   พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์

13.   พลโท สมโภชน์ วังแก้ว

14.   พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์

15.   พลอากาศเอก อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ

16.   พลโท อำพล ชูประทุม

17.   พลเอก อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์

คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดดังกล่าว จะใช้ระยะเวลาในการแปรญัตติ ร่างกฏหมายทั้ง2ฉบับดังกล่าวภายในระยะเวลา15 วันโดยจะเริ่มประชุมนัดแรก วันที่27มิ.ย.2559 นี้ เวลา13.30 น.

ในขณะที่ ตัวแทนกลุ่มคปพ. ยังยืนยันที่จะรวบรวมรายชื่อประชาชนให้ได้ไม่น้อยกว่า10,000 รายชื่อ เพื่อสนับสนุนร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับของคปพ. ให้ประธานสนช.พิจารณาควบคู่ไปกับร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมของรัฐบาล 

ครม.เห็นชอบ กรศิษฏ์ เป็นผู้ว่ากฟผ.คนใหม่มีผล13มิ.ย.

ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้งกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์ เป็นผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ มีผล 13มิ.ย.เป็นต้นไปรับค่าตอบแทนคงที่650,000ต่อเดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน เมื่อวันที่14 มิ.ย.2559  ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอ แต่งตั้งให้นายกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์ เป็นผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)คนใหม่  แทนนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่13มิ.ย. เป็นต้นไปเพื่อให้การบริหารงานกฟผ.เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ  พร้อมทั้งเห็นชอบค่าตอบแทนคงที่ในอัตราเดือนละ650,000บาท  ซึ่งระหว่างอายุสัญญาผู้ว่าจ้างจะปรับขึ้นค่าตอบแทนให้ในวันที่1ม.ค.ของทุกปี ในอัตราไม่เกินร้อยละ10 ของค่าตอบแทนที่ได้รับ โดยให้ขึ้นกับหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินของคณะกรรมการผู้ว่าจ้าง  โดยให้ปรับขึ้นค่าตอบแทนครั้งแรกในวันที่1ม.ค.2560 นี้

นอกจากนี้ นายกรศิษฏ์ ยังจะได้รับค่าตอบแทนพิเศษประจำปี ซึ่งจ่ายตามระยะเวลาเดียวกับการปรับค่าตอบแทนคงที่ ตามผลประกอบการของผู้ว่าจ้าง และผลการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินของคณะกรรมการ ของผู้ว่าจ้างกำหนดในอัตราไม่เกินกว่าร้อยละ30 ของค่าตอบแทนรวมในแต่ละปี

ทั้งนี้ นายกรศิษฏ์ ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการกฟผ.ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน  ซึ่งประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่18พ.ค.2559  จากที่มีผู้สมัครเข้ารับการสรรหารวมทั้งหมด 5คน

ปตท. เข้มนโยบายเลือกลงทุนสู้ภาวะราคาน้ำมันตกต่ำ

ปตท. ยืนยัน ยังดำเนินการตามแผนลงทุนในภาวะน้ำมันราคาถูก แม้ปรับลดงบลงทุนปี 2559 เหลือ 4.33 หมื่นล้านบาท แจงเน้นนโยบายเข้มงวดในการเลือกลงทุนอย่างเหมาะสม ยอมรับบางโครงการอาจล่าช้าไปบ้าง ขณะที่หลายโครงการยังดำเนินการต่อตามแผน ย้ำงบลงทุน 5 ปียังใกล้เคียงแผนเดิม เผยกำลังศึกษาการแยกธุรกิจค้าปลีกออกไป

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ยืนยันไม่ได้ชะลอการลงทุนแต่อย่างใด  เพียงแต่เน้นนโยบายเข้มงวดการเลือกลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวลง โดยบางโครงการจะล่าช้ากว่าแผนเดิมไปบ้าง แต่ในส่วนของแผนการลงทุน 5 ปี (2559-2563) ยังใกล้เคียงกับแผนเดิมอยู่

ทั้งนี้ เมื่อกลางเดือนมิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา  ปตท. ได้แจ้งลดงบประมาณลงทุนของปี 2559 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยลดงบประมาณลงทุนเหลือ 4.33 หมื่นล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ 5.08 หมื่นล้านบาท ส่วนงบลงทุน 5 ปี ยังคงไว้ที่ 2.97 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของ  ปตท. มากนัก เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจของ ปตท. มีทั้ง ต้นน้ำ  กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งช่วยรองรับความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี และราคาน้ำมันที่ลดลงนั้น ในอีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นการเปิดโอกาสการลงทุน แต่ต้องพิจารณาเลือกการลงทุนที่เหมาะสมด้วยความเข้มงวด

"ปตท.ไม่ได้ชะลอการลงทุน แต่เข้มงวดการเลือกลงทุนมากขึ้น โดยโครงการที่ต้องทำก็ดำเนินต่อไป ส่วนโครงการที่มองว่าเป็นโอกาสที่จะทำได้นั้น อาจต้องพิจารณาใหม่แบบเข้มงวดขึ้น แต่สำหรับโครงการก่อสร้างท่อก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 นั้นก็ยังเดินตามแผนงานปกติ" นายวิรัตน์ กล่าว

นอกจากนี้ นายวิรัตน์ ยังเปิดเผยว่า  ปตท. อยู่ระหว่างการศึกษาการแยกธุรกิจค้าปลีกออกจาก ปตท. ซึ่งดำเนินการศึกษามาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ทั้งนี้ จะเน้นแนวทางการดำเนินการที่มีศักยภาพ 

เตรียมออกหลักเกณฑ์ค่าไฟแบบทีโอยูช่วยรถไฟฟ้าชาร์จไฟราคาถูกลงช่วงกลางคืน

กกพ.เตรียมออกหลักเกณฑ์ค่าไฟแบบทีโอยู เดือนพ.ย.นี้ ช่วยรถไฟฟ้าชาร์จไฟกลางคืนได้ค่าไฟถูกลงเหลือ 2.40 บาทต่อหน่วย เริ่มทดสอบกับรถโดยสารไฟฟ้าขนาดใหญ่ ปี2559-2560

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ เปิดเผยว่า กกพ.เตรียมออกหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของการใช้ (TOU) ในเดือน พ.ย. 2559 นี้ โดยอัตราค่าไฟฟ้าระบบ TOU เบื้องต้นนั้น หากใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันที่เกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (peak)นั้นผู้ใช้จะต้องจ่ายอัตราค่าไฟฟ้าจะสูงประมาณ 5-6 บาทต่อหน่วย แต่หากใช้ในช่วงกลางคืน(off-peak) ผู้ใช้จะจ่ายค่าไฟฟ้าเหลือเพียงประมาณ 2.40 บาทต่อหน่วยเท่านั้น  ทั้งนี้จะต้องนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อพิจารณาต่อไป

หลักเกณฑ์ค่าไฟฟ้าระบบทีโอยูนี้ จะนำมาใช้ทดสอบกับพฤติกรรมผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีจำนวนมากขึ้น ในเดือนพ.ย.นี้ โดยในช่วงปี 2559-2560 จะทดสอบในกลุ่มรถโดยสารไฟฟ้าขนาดใหญ่ก่อน ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล จะมีการทดสอบในระยะต่อไป 

"ยังตอบไม่ได้ว่า การสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งขึ้นกับพฤติกรรมผู้ใช้ หากไปชาร์จไฟฟ้าในช่วงกลางคืนที่มีค่าไฟฟ้าถูกก็จะคุ้มค่าการนำไฟฟ้ามาใช้กับรถยนต์ แต่หากชาร์จไฟช่วงกลางวันที่มีราคาแพงก็จะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าประเทศได้"นายวีระพล กล่าว

นายวีระพล กล่าวด้วยว่า สำหรับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าในไทยที่จะเกิดขึ้นอีกมากและมีการใช้ไฟฟ้าจำนวนมากนั้น  หากมองมิติของสิ่งแวดล้อมแล้ว ถือเป็นการขนส่งที่ปล่อยมลภาวะน้อยมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ซึ่งทั่วโลกหันไปใช้ระบบรถไฟฟ้ากันเกือบหมดแล้ว เพื่อแก้ปัญหารถติด ลดเวลาการเดินทาง และลดมลภาวะ ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะคุ้มค่ากับการใช้ไฟฟ้าในภาคขนส่งดังกล่าว 

สำหรับแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยนั้น ตั้งเป้าหมายเอาไว้ จำนวน1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ระยะ คือระยะที่ 1 ระหว่างปี 2559 – 2560 เป็นขั้นของการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายการขออนุญาตและการสนับสนุนการวิจัยเรื่องแบตเตอรี่ โดยเน้นนำร่องกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ (ขสมก.) 200 คัน และรถเฉพาะจุด เช่น รถรับ-ส่ง พนักงานของ ปตท., รถรับ-ส่ง สุวรรณภูมิ-พัทยา รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านสถานี Charging Station และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง, ระยะที่ 2 ปี 2561 – 2563 ดำเนินการเชิงวิจัยอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งเรื่องสมรรถนะแบตเตอรี่ มอเตอร์ รวมทั้งเพิ่มจำนวนรถและจุด Charging Station ให้เพียงพอ, ระยะที่ 3 ปี 2564 - 2578 เป็นช่วงขยายผลการศึกษาให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ และระยะสุดท้ายระยะที่ 4 ปี 2579 เป็นต้นไป คาดหวังว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่รถน้ำมันได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตามเฟซบุค Vinai Kallayasiri ซึ่งเป็นวิศวกรของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โพสต์ข้อความแสดงมุมมองเกี่ยวกับการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ได้อย่างน่าสนใจว่า หากโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าในประเทศยังมีสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง เหมือนเช่นปัจจุบัน  ก็ยังไม่เหมาะที่จะส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลาย  เพราะเป็นการนำเชื้อเพลิงมาใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งควรจะนำก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์โดยตรง จะดีกว่า นำก๊าซมาผลิตเป็นไฟฟ้า แล้วค่อยนำไฟฟ้ามาใช้ในรถยนต์  โดยยกตัวอย่างว่า หากนำพลังงานจากก๊าชธรรมชาติ 100 ส่วน มาทำเป็นเชื้อเพลิงใช้รถยนต์ ngv หรือ lpg  จะให้พลังงานที่ได้จากรถยนต์ 50 ส่วน หรือประสิทธิภาพรถใช้ gas เท่ากับ 50 % ในขณะที่พลังงานจากก๊าชธรรมชาติ 100 ส่วน ถ้านำมาผลิตไฟฟ้าได้ 50 ส่วน จากนั้นนำไฟฟ้าไปอัดลงแบตเตอรี สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้รถไฟฟ้าวิ่งได้อีก 50 ส่วน เท่ากับก๊าช 100 ส่วนนำมาใช้สำหรับรถไฟฟ้าได้ 25 ส่วน เท่ากับประสิทธิภาพรถไฟฟ้า 25 %

เขาสรุปย้ำในช่วงท้ายด้วยว่า รถไฟฟ้ายังไม่เหมาะสมกับประเทศที่ใช้ก๊าชธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ควรสนับสนุนรถยนต์ใช้ก๊าชธรรมชาติน่าจะดีกว่า เว้นแต่ไฟฟ้ามาจากเชื้อเพลิงอื่น เช่น ถ่านหิน นิวเคลียร์ พลังงานน้ำ

กฟผ.เตรียมนำรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงให้นายกรัฐมนตรีทดลองขับ10ส.ค.นี้

กฟผ. เตรียมนำรถยนต์เก่าที่ดัดแปลงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ให้พลเอกประยุทธ์ ขับโชว์ 10 ส.ค. 2559 นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมศึกษาระยะที่ 2 เพื่อให้ใช้ได้กับรถยนต์ทุกชนิด คาด 2-3 ปีสมบูรณ์ ก่อนเสนอผู้ประกอบการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ระบุต้นทุนดัดแปลง 2 แสนบาทต่อคัน

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.อยู่ระหว่างทดลองดัดแปลงรถยนต์รุ่นเก่าให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า(EV)ด้วยการยกเครื่องใหม่ ซึ่งได้ทดลองกับรถยนต์2 รุ่นคือ โตโยต้าวีออส และฮอนด้าแจ๊ส ซึ่งการทดลองระยะที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และสามารถนำมาขับได้จริง โดยกฟผ. จะนำรถดังกล่าวไปนำเสนอและให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทดลองขับที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 10 ส.ค. 2559นี้

สำหรับการยกเครื่องรถยนต์ EV ดังกล่าวใช้เงินลงทุนประมาณ 2 แสนบาทต่อคัน โดยราคาจะสูงกว่านี้หากใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าขนาดความจุสูงขึ้น อย่างไรก็ตามกฟผ.จะต้องทดลองระยะที่ 2 ต่อไป เพื่อให้สามารถใช้ได้กับรถยนต์ทุกยี่ห้อ ซึ่งคาดว่าในอีก 2-3 ปีจากนี้จะทดลองเสร็จสมบูรณ์ และหากสำเร็จจะนำไปเป็นรถยนต์ต้นแบบ ให้ผู้ประกอบการที่สนใจนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ต่อไป

ในเบื้องต้น จากการทดสอบสมรรถนะของรถยนต์EV ดัดแปลง ของกฟผ.พบว่า สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุด130กม.ต่อชม. และหากวิ่งด้วยความเร็วคงที่70 กม.ต่อชม. จะวิ่งได้ระยะทาง140 กม. ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง  โดยการชาร์จแต่ละครั้งใช้ระยะเวลา8ชม.

“ทิศทางรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโต และจะเข้ามาในไทยอีกไม่นานนี้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประเทศอย่างแน่นอน หากเกิดการใช้เป็นหมื่นเป็นแสนคัน ดังนั้น กฟผ.จึงต้องทำการทดลองดัดแปลงเครื่องยนต์รถเก่าให้เป็นรถ EV เพื่อดูว่าจะเกิดการใช้ไฟฟ้าต่อคันเท่าไหร่ และในอนาคตจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ลักษณะนี้อีกเท่าไหร่” นายกิจจา กล่าว

กฟผ.พร้อมรับมือไฟฟ้าภาคใต้ช่วงแหล่ง JDA หยุดจ่ายก๊าซฯ

กฟผ. ขอความร่วมมือภาคใต้ช่วยประหยัดไฟฟ้าช่วงปิดซ่อมแหล่งก๊าซ JDA  ระหว่างวันที่ 20-31 ส.ค. 2559  เตรียมความพร้อมมาตรการรองรับทั้งด้านผลิตไฟฟ้า ระบบส่ง และเชื้อเพลิง 

นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กรณีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แจ้งกำหนดการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) ระหว่างวันที่ 20-31 ส.ค. 2559 รวม 12 วัน เพื่อบำรุงรักษาประจำปีนั้น มีผลให้โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 2 ไม่สามารถเดินเครื่องได้ รวมทั้งต้องมีการเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงสำหรับเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 จากก๊าซธรรมชาติเป็นน้ำมันดีเซล 

ทั้งนี้ กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการและแผนการรองรับในทุกด้าน ทั้งด้านระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่ง และเชื้อเพลิง พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ตลอดถึงกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมในพื้นที่ ให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติดังกล่าว เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าอีกทางหนึ่ง

สำหรับมาตรการรองรับของ กฟผ. นั้น จะให้โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 พร้อมเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซล ซึ่ง กฟผ. ได้ทดสอบเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งยังได้ตรวจสอบโรงไฟฟ้าภาคใต้ทั้งหมดให้พร้อมใช้งาน งดการหยุดเดินเครื่องเพื่อบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าภาคใต้ในช่วงหยุดจ่ายก๊าซฯ และประสานการไฟฟ้ามาเลเซียขอซื้อไฟฟ้าในกรณีฉุกเฉิน 

ส่วนด้านระบบสายส่ง จะทำการตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญในภาคใต้ให้พร้อมใช้งานก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯ และหยุดการบำรุงรักษาระบบสายส่งภาคใต้ช่วงหยุดจ่ายก๊าซฯ ส่วนด้านเชื้อเพลิง ได้สำรองน้ำมันให้เพียงพอเต็มความสามารถจัดเก็บก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯ และที่สำคัญคือได้เตรียมทีมงานติดตามสถานการณ์ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ตลอดจนมีแผนสำรองพร้อมเข้าแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที โดยคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ในช่วงหยุดจ่ายก๊าซฯ ไว้ที่ 2,570 เมกะวัตต์ โดยมีความพร้อมด้านกำลังผลิตโรงไฟฟ้าในภาคใต้ 2,448 เมกะวัตต์ ในส่วนที่เหลือรับไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านสายส่งเชื่อมโยงภาคกลาง-ภาคใต้

สำหรับการหยุดบำรุงรักษาแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้เติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี จึงมีความจำเป็นต้องจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้เพิ่มเติมเพื่อให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้ยังคงมีความเพียงพอและมั่นคงตลอดไป

“กฟผ. ได้เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ JDA-A18 ไว้ทุกด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ แต่อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดพลังงาน ในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง 18.00-21.30 น. เพื่อความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ” นายสุธน กล่าว

 
ปตท. เผยมีแผนรับซื้อ LNG จากโมซัมบิก

ซีอีโอ ปตท. เยือนกาตาร์และโมซัมบิก ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ระบุ มีแผนรับซื้อ LNG จากโครงการ Rovuma Area 1 ของโมซัมบิกที่ ปตท.สผ. ร่วมลงทุน เพื่อรองรับความต้องการก๊าซ ฯ ของไทยในระยะยาว

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า ได้เดินทางไปศึกษาดูงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ประเทศกาตาร์และโมซัมบิก ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เมื่อกลางเดือน ก.ค.2559 ที่ผ่านมา โดย ปตท. วางแผนจะรับซื้อ LNG จากโครงการ Rovuma Area 1 ของโมซัมบิก ที่มีบริษัท Anadarko เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาก๊าซฯ มารองรับความต้องการในระยะยาวของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ไปร่วมลงทุนในแปลงสำรวจ Rovuma Area 1 ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการค้นพบในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ศักยภาพที่ประเมินขณะนี้คือ 75 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และเมื่อรวมกับแปลงที่ติดกัน ทำให้โมซัมบิกมีศักยภาพในการผลิตก๊าซฯถึง 140 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต สามารถพัฒนาเป็นผู้ผลิต LNG ที่สำคัญของโลกในอนาคตเช่นเดียวกับกาตาร์ได้

"ปตท. ได้วางแผนที่จะรับซื้อก๊าซ LNG จากโครงการ Rovuma Area 1 เป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาก๊าซฯ มารองรับความต้องการในระยะยาว เราจึงไปติดตามความคืบหน้าของโครงการกับผู้ดำเนินการ คือบริษัท Anadarko พร้อมทั้งเข้าพบนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารส่วนราชการต่างๆ เพื่อแสดงความเชื่อมั่นและสนับสนุนการพัฒนาโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองประเทศในระยะยาว ผมหวังว่าความร่วมมือด้านพลังงานจะช่วยจุดประกาย ให้เกิดโอกาสที่จะนำเทคโนโลยี เงินทุน ความรู้ และความเชี่ยวชาญของเอกชนไทย ไปร่วมพัฒนาทรัพยากรของโมซัมบิกในด้านต่างๆ โดยต้องแบ่งประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมกับคนท้องถิ่นด้วย ประเทศเราจะได้มีพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญในระยะยาว" นายเทวินทร์ระบุ

สำหรับโมซัมบิกเป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ นอกเหนือจากก๊าซฯจำนวนมหาศาลแล้ว ยังมีแร่ธาตุ ถ่านหิน อัญมณี ป่าไม้ ชายฝั่งทะเลที่ยาวและสวยงาม รวมถึงเป็นแหล่งอาหารทะเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  และเมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลไทยได้ยกระดับความสำคัญโดยได้เปิดสถานทูตไทยที่เมือง Maputo ซึ่งเป็นเมืองหลวงของโมซัมบิก

นายเทวินทร์​ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมเทคโนโลยีผลิต LNG ที่นิคมอุตสาหกรรมชื่อ Las Laffan ประเทศกาตาร์ ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 200 ตารางกิโลเมตร มีกำลังการผลิตสูงถึง 77 ล้านตันต่อปี นับเป็นผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน ซึ่งไทยได้เริ่มนำเข้า LNG จากกาตาร์มาตั้งแต่ปี 2558 ในปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี

สำหรับประเทศกาตาร์ ค้นพบแหล่งก๊าซฯใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ North Field ในอ่าวเปอร์เซีย มีปริมาณสำรองก๊าซ 900 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะที่ศักยภาพก๊าซฯของไทยซึ่งรวมกับที่ผลิตไปแล้วตลอด 35 ปี มีเพียง 30 ล้านล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือเพียง 3% ของกาตาร์เท่านั้น

"ผมได้ไปพบผู้บริหารและเข้าชมโรงงานของบริษัทกาตาร์ก๊าซ (Qatar Gas) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทพลังงานแห่งชาติ Qatar Petroleum และบริษัทต่างชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ก่อสร้างและดำเนินโครงการ มีกำลังการผลิตรวม 42 ล้านตันต่อปี โรงงานแรกเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 2539  และได้ขยายโรงงานรวมทั้งพัฒนาสายการผลิตขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก (Mega Train) คือ 7.8 ล้านตันต่อปี"นายเทวินทร์ กล่าว

ทั้งนี้กระบวนการผลิต LNG จะเริ่มจากการรับก๊าซธรรมชาติผ่านทางท่อ มาแยกก๊าซฯเหลว (Condensate) และก๊าซปนเปื้อนต่างๆ เช่น N2, CO2, H2S ให้เหลือเฉพาะก๊าซมีเทนและอีเทน เพื่อนำมาเปลี่ยนสถานะให้อยู่ในรูปของเหลวโดยลดอุณหภูมิเหลือ -160 องศาเซลเซียส ทำให้ปริมาตรลดลงถึง 600 เท่า สะดวกต่อการขนส่งในระยะทางไกลๆ  กาตาร์ก๊าซมีกองเรือขนส่งก๊าซ LNG รวม 43 ลำ เพื่อจัดส่งให้ลูกค้าทั่วโลก โดยมีเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเรียกว่า Q-Max มีความจุ 266,000 ลูกบาศก์เมตร ถึง 13 ลำ

 

ปิยสวัสดิ์ค้านทีดีอาร์ไอจัดเสวนาไม่เป็นกลาง

ปิยสวัสดิ์ทำหนังสือคัดค้านการจัดเสวนาของสกวร่วมกับทีดีอาร์ไอ หัวข้อการฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม  ระบุรูปแบบไม่เป็นกลาง  จะทำองค์กรทีดีอาร์อาร์ไอเสื่อมเสียความน่าเชื่อถือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  แกนนำกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน หรือERS ได้ทำหนังสือลงวันที่14 มิ.ย.2559 ถึง นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ หัวหน้าโครงการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ  เพื่อคัดค้านการจัดเสวนา เรื่องการฟ้องหมิ่นประมาท  จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม  ที่ทางทีดีอารืไอ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) จะจัดขึ้นในวันที่16 มิ.ย.2559 ช่วงเวลาตั้งแต่9.00-12.30น.ที่ห้องซาลอนA โรงแรมสวิสโซเทล เลอคองคอร์ด ถนนรัชดาฯ  โดยเนื้อหาในหนังสือดังกล่าว ระบุว่า ทางผู้จัดได้มีการเชิญวิทยากร บางคนที่มีคดีข้อพิพาท หรือเป็นผู้แทนของกลุ่มที่มีคดีข้อพิพาทเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทบุคคลอื่นด้วยการเผยแพร่ข้อความที่กระทบผู้อื่นและอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม และคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรม

โดยเห็นว่า หากทางผู้จัดมีความประสงค์ในการหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชนืส่วนรวมในกฏหมายหมิ่นประมาทอย่างแท้จริง ก็ควรที่จะเชิญบุคคลสาธารณะที่ถูกละเมิดสิทธิ์ หรือตัวแทนนักกฏหมายของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ์ ที่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมจนต้องของใช้สิทธิ์ในกระบวนการทางศาล ขึ้นร่วมอภิปรายในฐานะวิทยากรด้วย   ทั้งนี้การเลือกเชิญเฉพาะกลุ่มบคคลที่คิดว่ากำลังทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมแต่มีแนวปฏิบัติในทางใส่ร้ายป้ายสีบุคคลที่เป็นปรปักษ์ให้เสื่อเสียด้วยข้อมูลที่โคมลอย  จนทำให้ผู้ที่มีความรู้จริงไม่กล้าแสดงความเห็น นั้น จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดและเกิดผลกระทบในวงกว้างต่อประเทศ โดยส่วนรวม     

โดยในตอนท้ายของหนังสือ  นายปิยสวัสดิ์ ได้เสนอให้ทางผู้จัดงาน ยกเลิกการเสวนาในครั้งนี้ เนื่องจากมีรูปแบบที่ไม่เป็นกลางและจะนำความเสื่อมเสียมาถึงทีดีอาร์ไอ  แต่ถ้ายังยืนยันที่จะจัดเสวนา ก็ต้องเชิญบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการพาดพิงด้วยการเผยแพร่ข้อความด้วยวิธีการใดใด เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาครั้งนี้ในจำนวนที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง  

สำหรับ หัวข้อการฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งอยู่ในช่วงที่2 ของการเสวนา นั้น ทางผู้จัดได้มีการเลือกเชิญวิทยากรจำนวน5คนด้วยกันประกอบด้วย  นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกสทช.,นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา ,นางสาวรสนา โตสิตระกูล เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย ,นางพิรงรอง รามสูต อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนาย ไพโรจน์ พลเพชร  สมาคมนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน  โดยมีนายธิปไตร แสละวงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ 

ปตท.เตรียมเปิดใช้ท่อก๊าซเส้นที่4เสริมความมั่นคงโรงไฟฟ้า
ปตท.เตรียมเปิดใช้ท่อก๊าซเส้นที่4เร็วๆนี้เสริมความมั่นคงระบบเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้า ในอยุธยาและภาคอิสาน ในขณะที่ราคาเอ็นจีวี เดือนมิ.ย. เตรียมขยับขึ้นเล็กน้อย
 
แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้รายงานต่อกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับความคืบหน้าการก่อสร้างท่อก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 4 ว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเตรียมจะเปิดใช้ในเร็วๆนี้ โดยท่อก๊าซฯดังกล่าวจะเข้ามาช่วยเสริมระบบเชื้อเพลิงก๊าซฯให้กับโรงไฟฟ้าบริเวณนิคมอุตสาหกรรม จ.อยุธยาและในภาคอิสาน เนื่องจากเป็นการเดินท่อก๊าซฯจาก อ.วังน้อย จ.อยุธยา ไปจ.นครสวรรค์ และจากจ.อยุธยา ไปจ.นครราชสีมา 
 
ขณะที่ท่อก๊าซฯเส้นที่ 5 ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ไปเมื่อปี 2558นั้น ขณะนี้ปตท.อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) และสรรหาผู้รับเหมาก่อสร้างต่อไป โดยตามแผนงานจะสร้างเสร็จในปี 2564-2565 
 
สำหรับท่อก๊าซฯเส้นที่ 5 นี้นับว่ามีความสำคัญต่อประเทศไทยมาก เนื่องจากจะช่วยแก้ไขปัญหากรณีหากก๊าซฯจากฝั่งตะวันตกหรือฝั่งตะวันออกของประเทศขาดแคลน เพราะท่อก๊าซฯดังกล่าวจะเชื่อมท่อก๊าซฯทั้งจากฝั่งตะวันตกที่รับก๊าซฯจากเมียนมา และฝั่งตะวันออกที่รับก๊าซฯจากอ่าวไทย ให้สามารถเชื่อมส่งก๊าซฯถึงกันได้ในกรณีฉุกเฉิน 
 
"ปกติสหภาพเมียนมาจะมีการหยุดจ่ายก๊าซฯเพื่อซ่อมบำรุงประจำปี ทำให้ไทยเกิดวิกฤติก๊าซฯและไฟฟ้าทุกปีโดยเฉพาะช่วงเดือนเม.ย. ดังนั้นหากท่อก๊าซฯเส้นที่ 5 สร้างเสร็จ ปัญหาดังกล่าวก็จะหายไป นอกจากนี้หากก๊าซฯเมียนมาหมด ก็สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) มาใช้โดยส่งผ่านท่อเส้นที่ 5 ได้ ก็จะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าที่สำคัญอีกทางหนึ่ง"แหล่งข่าวกล่าว
 
แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(NGV) ประจำเดือนมิ.ย. 2559 นี้ ทาง ปตท.จะประกาศราคาได้ในวันที่ 16 มิ.ย. โดยก่อนหน้านี้ ปตท.ได้แจ้งกระทรวงพลังงานว่า ทิศทางราคาNGV ของเดือน มิ.ย. มีแนวโน้มปรับราคาขึ้น 6-7 สตางค์ต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันจำหน่ายอยู่ 12.63 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ผันผวนปรับขึ้นในบางช่วงเวลาที่ผ่านมา 
 
อย่างไรก็ตามราคา NGV ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมาได้ 2 เดือนแล้ว ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงราคาเพียงเล็กน้อย ทาง ปตท.ก็จะประกาศราคาตามจริง โดยจะไม่ตรึงราคาไว้ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 
 
สำหรับทิศทางราคา NGV นั้น มีโอกาสปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ เนื่องจากต้นทุน NGV จะสะท้อนราคาน้ำมันที่ผ่านมาแล้ว 6-12 เดือน ซึ่งในปี 2558 ที่ผ่านมาราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก ดังนั้นราคา NGV จะได้รับอานิสงส์ในช่วงปลายปีนี้ แต่อย่างไรก็ตามจะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย โดยเฉพาะอัตราค่าเงินบาท เป็นต้น