ค้นหาด้วย ' ราคาน้ำมัน ' ทั้งหมด 5 รายการ
เชลล์ คาลเท็กซ์ ขึ้นราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์อีก 60 สต.

บริษัทผู้ค้าน้ำมันต่างชาติ ทั้งเชลล์และคาลเท็กซ์ ประกาศปรับราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ขึ้นอีก 60 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันนี้ (22 มิ.ย. 2559)

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานแจ้งว่า การปรับขึ้นราคาของสองผู้ค้าน้ำมันต่างชาติดังกล่าว ดำเนินการก่อนผู้ค้าน้ำมันของไทยทั้ง ปตท. และบางจาก ซึ่งยังไม่มีการปรับขึ้นราคาในวันนี้

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ในสถานีบริการของคาลเท็กซ์ในกรุงเทพและปริมณฑลภายหลังการปรับขึ้นราคา จำหน่ายปลีกอยู่ที่ 32.41 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 ราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ 25 บาทต่อลิตรและ 24.58 บาทต่อลิตร ตามลำดับ ส่วนเชลล์ ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 28.87 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 ราคาอยู่ที่ 24.63 บาทต่อลิตร

สำหรับราคาน้ำมันดีเซล ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง   

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นติดต่อสองวันตั้งแต่ต้นสัปดาห์ จากการที่ตลาดคลายความกังวลกรณีอังกฤษจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป เนื่องจากผลสำรวจประชามติล่าสุดยังคงให้อังกฤษอยู่ในอียูต่อไป อย่างไรก็ตาม ราคากลับปรับตัวลดลงเมื่อปิดตลาดวันอังคารที่ผ่านมาจากการขายทำกำไร และความวิตกกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาด จากการที่ผู้ผลิตน้ำมันสหรัฐจะกลับมาเพิ่มการผลิตอีกครั้งหลังราคาน้ำมันปรับตัวดีขึ้น

 

พลังงานรอบโลก: จับตาราคาน้ำมันโลก ส่องเทรนด์ควบรวมกิจการในเอเชีย

ราคาน้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังจำกัดอยู่ภายใต้แรงกดดันจากปริมาณสต็อกที่ยังสูง

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานโดยอ้างบทวิเคราะห์ของ Arab Petroleum Investment Corp.  (Apicorp) ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนแก่บริษัทด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี แต่คาดว่าราคาจะยังจำกัดอยู่ในระดับ 50-60 เหรียญต่อบาร์เรล เนื่องจากยังคงได้รับแรงกดดันจากปริมาณสต็อกน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 1.21% ณ เวลา 1000 am GMT อยู่ที่ระดับ 51.14 เหรียญต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจากการขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นและปริมาณการผลิตของกลุ่มโอเปกที่ยังคงอยู่ในระดับปกติ

Apicorp  ซึ่งมีประเทศสมาชิกโอเปก 10 ประเทศเป็นเจ้าของ ระบุว่า แม้ว่าองค์กรกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปก (OPEC) และประเทศนอกกลุ่มที่เป็นพันธมิตร จะดำเนินการตามข้อตกลงลดกำลังการผลิตตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เป็นต้นมา แต่อัตราการลดกำลังการผลิตที่ผ่านมา ยังไม่เพียงพอที่จะยกระดับราคาน้ำมันให้สูงเกินกว่า 60 เหรียญต่อบาร์เรล เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าได้เก็บน้ำมันเข้าสต็อกไว้ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลปริมาณสต็อกในปัจจุบันอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการผลิตเชลล์ปิโตรเลียมของสหรัฐฯ ที่กลับคืนมาหลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสู่ขาขึ้น ภายหลังกลุ่มโอเปกและพันธมิตรบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิตในเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ที่จะลดกำลังการผลิตตั้งแต่ ม.ค. ถึง มิ.ย. ปีนี้  โดย Baker Hughes Inc เปิดเผยว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสหรัฐสัปดาห์นี้เพิ่มขึ้น  21 แท่น เป็น 789 แท่น

จากข้อมูลที่เผยแพร่มาก่อนหน้านี้ พบว่าในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกได้ลดกำลังการผลิตประมาณ 94% ของเป้าหมาย 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 86% ในเดือน ม.ค. โดยชาติสมาชิกโอเปก 11 ประเทศ ไม่รวมไนจีเรีย และลิเบีย ได้ลดการผลิตมากกว่าที่ตกลงไว้ หรือคิดเป็น 106% ของปริมาณน้ำมันที่จะต้องผลิตลดลง ส่วนประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก ซึ่งรวมถึงรัสเซียและคาซักสถาน ได้ลดการผลิตคิดเป็น 64% ของปริมาณที่ตกลงไว้ ขณะที่ในเดือนมกราคมได้ลดกำลังผลิตคิดเป็น 66% ของข้อตกลง

ดังนั้น Apicorp  จึงคาดการณ์ว่า กระบวนการที่จะสร้างสมดุลให้แก่ตลาดเพื่อยกระดับราคานั้น จะต้องใช้เวลายาวนานกว่าที่คาดไว้ โดยอย่างน้อยต้องกินเวลาไปถึงช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งหมายความว่า กลุ่มโอเปกจะต้องขยายเวลาข้อตกลงลดกำลังการผลิตออกไปจนถึงสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่ากลุ่มโอเปกจะหารือในประเด็นการขยายเวลาการลดกำลังการผลิตดังกล่าว ในการประชุมที่เวียนนาในวันที่ 25 มี.ค. นี้ ตามเวลาท้องถิ่น

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์มองว่า มีความเป็นไปได้ยากที่สต็อกน้ำมันของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (the Organization for Economic Co-operation and Development – OECD) ทั้งหมดจะลดลงไปสู่ระดับเฉลี่ย 5 ปีภายในกลางปีนี้ ซึ่งเป็นระดับอ้างอิงที่โอเปกกำหนดไว้เพื่อจะตัดสินใจว่าจะขยายเวลาข้อตกลงหรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย นาย Khalid Al-Falih ได้ออกมากล่าวว่า โอเปกจะต้องยืดเวลาการลดกำลังการผลิตที่จะครบกำหนดในเดือนมิถุนายนนี้ หากสต็อกน้ำมันยังคงสูงกว่าระดับเฉลี่ย 5 ปี

ปัจจุบัน พบว่าสต็อกน้ำมันดิบของประเทศ OECD อยู่ที่ 3,025 ล้านบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์ หรือสูงกว่าระดับเฉลี่ย 5 ปีประมาณ 297 ล้านบาร์เรล ซึ่งหากต้องการลดปริมาณน้ำมันในสต็อกให้อยู่ในกรอบเฉลี่ย 5 ปี ให้ทันก่อนที่โอเปกจะประชุมนัดต่อไป จะต้องดำเนินการลดกำลังการผลิตเพื่อลดปริมาณสต็อกน้ำมันให้ได้ในอัตรา 3  ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ภายใต้สถานการณ์ปริมาณและความต้องการในปัจจุบัน จะสามารถลดสต็อกได้มากที่สุดประมาณ 500,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

 

แนวโน้มควบรวมกิจการพลังงานในเอเชียเพิ่มมากขึ้น

สื่อต่างประเทศ รายงานความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์ ซึ่งคาดว่า จะมีการซื้อและควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมพลังงานในเอเชียเพิ่มขึ้นในปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบมีเสถียรภาพขึ้น โดยบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่จากชาติตะวันตกกำลังหาทางขายธุรกิจในภูมิภาคนี้ และมีบริษัทท้องถิ่น เช่น ปตท.สผ. ของไทย รวมถึงเทรดดิ้งเฮ้าส์ของญี่ปุ่น และบริษัทของจีน เป็นผู้มีศักยภาพที่จะซื้อกิจการพลังงานในเอเชียดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา Royal Dutch Shell ได้ประกาศแผนขายหุ้นในแหล่งพลังงานในประเทศไทยให้กับบริษัทคูเวตในราคา 900 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เชื่อว่า Shell Chevron Total ExxonMobil และ Eni จะขายสินทรัพย์มูลค่ารวมกันสูงสุดถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าจะขายสินทรัพย์ในเมียนมา บังกลาเทศ มาเลเซีย จีน และนิวซีแลนด์ โดย Wood Mackenzie บริษัทวิจัยพลังงานในอังกฤษ ประเมินว่าผู้ที่น่าจะมาซื้อสินทรัพย์ดังกล่าวประกอบด้วย บริษัทน้ำมันของรัฐบาลจีน บริษัทหลักทรัพย์เอกชน และกลุ่มพลังงานอิสระท้องถิ่น

ทั้งนี้ Wood Mackenzie คาดว่า จะมีการซื้อกิจการพลังงานมากในมาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย โดยบริษัทพลังงานอิสระท้องถิ่น เนื่องจากสามารถรับมือกับการเมืองท้องถิ่นและความเสี่ยงการต่ออายุใบอนุญาตได้ดีกว่าบริษัทต่างชาติ ในขณะที่บริษัทวิจัยแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ คาดการณ์ว่า การซื้อและควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในเอเชียจะเพิ่มขึ้นในปี 2017 โดยเฉพาะในส่วนของการสำรวจและผลิตพลังงานต้นน้ำ เพื่อตอบรับกับราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยประเมินว่า ราคาน้ำมันจะทรงตัวที่ประมาณ 50-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 60-65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปีหน้า

ข้อมูลจาก Wood Mackenzie คาดว่าการซื้อและควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมนี้จะฟื้นตัวทั่วโลก โดยในเดือนมกราคมมีดีลมูลค่ารวม 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หลังจาก Shell ขายสินทรัพย์ในประเทศไทยไปแล้ว คาดว่าในอีก 4 เดือนข้างหน้าจะตามมาด้วยการขายสินทรัพย์ต้นน้ำขนาดใหญ่และพัฒนาเต็มที่แล้วอีก 5-6 แห่งด้วย โดยสินทรัพย์ที่จะมีมูลค่าประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ในปี 2016 ดีลในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีมูลค่าเพียง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีดีลเพียง 20 ดีลเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดหากนับตั้งแต่ปี 2012 และมีสัดส่วนเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับดีลทั่วโลกมูลค่า 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ Chevron และ Shell ซึ่งมีพอร์ทลงทุนใหญ่ที่สุดในเอเชีย ได้ส่งสัญญาณเมื่อปีที่แล้วว่า มีแผนจะขายหุ้นในเมียนมา บังกลาเทศ นิวซีแลนด์ มาเลเซีย จีน และอาจจะมีในไทยด้วย ส่วน ExxonMobil Total และ Eni คาดว่าจะลดการลงทุน หลังจากได้ปรับพอร์ททั่วโลกเช่นกัน นอกจากบริษัทน้ำมันจากตะวันตกแล้ว บริษัท Petronas ของมาเลเซียกำลังหาทางขายหุ้นในแหล่งก๊าซในทะเล ที่ป้อนก๊าซให้โรงก๊าซ LNG ส่งออก ในราคาสูงสุด 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า Woodside Petroleum ปตท.สผ. ของไทย เทรดดิ้งเฮ้าส์ของญี่ปุ่น และบริษัทของจีน อยู่ในกลุ่มผู้มีศักยภาพจะเป็นผู้ซื้อกิจการพลังงานในเอเชียดังกล่าว 

พลังงานรอบโลก: โอเปกและพันธมิตรยังไม่ยืดเวลาลดผลิตถึงสิ้นปี หารืออีกครั้ง 25 พ.ค.

พลังงานรอบโลก: โอเปกและพันธมิตรยังไม่ยืดเวลาลดผลิตถึงสิ้นปี หารืออีกครั้ง 25 พ.ค.

ชาติสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก และประเทศพันธมิตร ประชุมหารือที่คูเวต เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อประเมินผลการดำเนินการตามข้อตกลงลดกำลังการผลิต เพื่อยกระดับราคาน้ำมันในตลาดโลก ท่ามกลางคำถามว่าปริมาณน้ำมันส่วนเกินในตลาดที่ยังมีอยู่ จะทำให้ต้องขยายกรอบเวลาการลดกำลังการผลิตอีกหรือไม่ ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐทำสถิติเพิ่มขึ้นสูงสุด ส่งผลกดดันราคาน้ำมันร่วงลงหลุดระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

สำนักข่าวต่างประเทศ สำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่ง พบว่าทั้งหมดเห็นตรงกันว่า โอเปกและพันธมิตรมีทางเลือกน้อยมาก และจำเป็นต้องเดินหน้าลดกำลังการผลิตต่อไป

อย่างไรก็ตาม  เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย คณะกรรมการร่วมซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีจากชาติสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก และประเทศพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่ม ออกแถลงการณ์ภายหลังการหารือ ระบุว่า คณะกรรมการฯ ตกลงที่จะพิจารณาว่าจะขยายเวลาการลดกำลังการผลิตน้ำมันไปอีก 6 เดือนจนถึงสิ้นปี 2560 นี้ หรือไม่ จากข้อตกลงเดิมร่วมกันที่ตกลงลดการผลิตน้ำมันตั้งแต่ 1 ม.ค. จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. ปีนี้  โดยในแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า คณะกรรมการ ได้ขอให้กลุ่มวิชาการ (Technical Group) และสำนักเลขาธิการโอเปก ทบทวนสถานการณ์ตลาดน้ำมันและให้ข้อเสนอแนะกลับมาในเดือน เม.ย. ว่าจะมีการขยายเวลามาตรการการลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจออกไปหรือไม่

ก่อนหน้าแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ มีการเผยแพร่ร่างแถลงการณ์ฉบับไม่เป็นทางการที่ระบุว่า คณะกรรมการเสนอแนะให้โอเปกและพันธมิตรขยายการลดกำลังการผลิตออกไปอีก 6 เดือน อีกทั้งและกระตุ้นให้ประเทศที่ร่วมข้อตกลง ทำการลดการผลิตให้ได้ 100% ตามที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ ภายหลังโอเปกและพันธมิตร ยังไม่ตัดสินใจยืดระยะเวลาการลดกำลังการผลิตออกไปในทันที ทำให้เหล่านักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบจะร่วงลงอีกจากข่าวดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกลุ่มโอเปกจะประชุมกันอีกครั้ง ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ที่กรุงเวียนนา เพื่อตัดสินใจว่าจะขยายเวลาลดกำลังการผลิตน้ำมันหรือไม่ ขณะที่นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินต่างๆ รวมทั้ง Bank of America Corp., Commerzbank AG และ Citigroup คาดการณ์ว่า ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่จะยืดเวลาการลดกำลังการผลิตน้ำมันไปจนถึงสิ้นปีนี้

 

คาดความต้องการไฟฟ้าในเมียนมาพุ่งแตะ 3,500 เมกะวัตต์

สื่อท้องถิ่นของเมียนมา รายงานว่า กระทรวงไฟฟ้าและพลังงานเมียนมา เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของเมียนมาจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3,500 เมกะวัตต์ในช่วงฤดูร้อนปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 4,500 เมกะวัตต์ในปี 2021 ขณะที่ กระทรวงฯ จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 17,700 ล้านหน่วยในช่วงปีงบประมาณนี้

ทั้งนี้ โดยการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 6,500 ล้านยูนิตในช่วงปี 2010-2011 และเพิ่มเป็น 13,600 ล้านยูนิต หรือเพิ่มขึ้น 200% ในปี 2015-2016  โดยภายใต้แผนแม่บทไฟฟ้าแห่งชาติ กระทรวงฯ คาดการณ์ว่า การใช้ไฟฟ้าแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นกว่า 13% และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 16%

สำหรับปีงบประมาณปีนี้ เมียนมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำจำนวน 9,700 ล้านยูนิต และจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 8,000 ล้าน    ยูนิต โดยในปี 2015-2016 ที่ผ่านมา เมียนมามีการผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 15,900 ล้านยูนิต

ทีม PRISM คาดราคาน้ำมันดิบโลกปี2561 ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 52-57เหรียญสหรัฐ ต่อ บาร์เรล
ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกปี 2561 ทรงตัวระดับ 52-57 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยด้านซัพพลายและดีมานด์ จากกำลังการผลิตยังสูงถึง 1.7-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับความต้องการใช้มีเพียง 1.4-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน  และภาวะเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะเติบโต 3.7% ส่วนปัจจัยรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ยังเป็นปัจจัยรองที่ส่งผลกระทบน้อยต่อการลดใช้น้ำมัน  พร้อมระบุจับตาการประชุมกลุ่มโอเปกและนอนโอเปกประชุม 30 พ.ย. 2560 นี้ ชี้ชะตาปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกอีกครั้ง
 
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานสัมมนา “2017 The Annual Petroleum Outlook Forum” ซึ่งทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่ม ปตท. หรือ PRISM (Petrochemicals and Refining Integrated Synergy Management) ได้ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่6  ในหัวข้อ “Thailand Energy Moving with Digitization พลังงานไทย...ก้าวไกลด้วยดิจิทัล” เพื่อนำเสนอข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับราคาน้ำมัน รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบกับราคาน้ำมันและแนวโน้มของทิศทางน้ำมันในอนาคต
 
ทั้งนี้ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่ม ปตท. (PRISM) ได้ประเมินว่า  ราคาน้ำมันโลกในปี 2561 จะทรงตัวระดับ 52-57 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากปริมาณการผลิตยังสูงกว่าความต้องการใช้ แม้กลุ่มโอเปกและประเทศนอกกลุ่มโอเปก( NON  OPEC )จะรวมตัวกันออกมาตรการลดกำลังการผลิตน้ำมันโลกลง  1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน   อย่างไรก็ตามระดับราคาน้ำมันที่ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลจะเป็นจุดคุ้มทุนที่ทำให้ประเทศสหรัฐฯ หันกลับมาผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน(เชลล์ออยล์) มากขึ้น  ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกจะไม่ปรับขึ้นสูงถึงระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา
 
ทีม PRISM ยังคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตน้ำมันในปี 2561จะอยู่ระดับ 1.7-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ความต้องการใช้จะอยู่ระดับ 1.4-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะขยับจาก 3.6% ในปี 2560 เป็น 3.7% ในปี 2561  และเชื่อว่าความต้องการใช้น้ำมันจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่องจากนี้ไปอีก 5-20 ปีข้างหน้า เนื่องจากปัจจัยรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่น้ำมันได้ในเวลาอันรวดเร็ว ประกอบกับนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศยังไม่ชัดเจน
 
นอกจากนี้ ทีม PRISM ยังเน้นให้จับตาการประชุมกลุ่มโอเปกและนอนโอเปก ในวันที่ 30 พ.ย. 2560 เนื่องจากที่ผ่านมาที่ประชุมได้มีมติให้ลดกำลังการผลิตน้ำมันโลกลง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปสิ้นสุดมาตรการในเดือนมี.ค. 2561 แต่ในวันที่ 30 พ.ย. 2560 มีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาใน 3 แนวทางคือ 1.ลดกำลังผลิตน้ำมันให้มากกว่า 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน 2.ยุติการลดกำลังการผลิต 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันทันทีที่หมดมาตรการในเดือนมี.ค. 2561 และ 3.ขยายมาตรการลดกำลังการผลิต 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันออกไปจึงถึงเดือนมิ.ย.-ธ.ค. 2561 ซึ่ง PRISM เชื่อว่าแนวทางที่ 3 มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้มากในการประชุมดังกล่าว
   
น.ส.นรินทร์ อภิสุทธิไมตรี นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) จากบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า  PRISM คาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันปี 2561 จะอยู่ระดับ 1.7-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมาจากการผลิตของสหรัฐฯ 7 แสนบาร์เรลต่อวัน และกลุ่มโอเปก 4-7 แสนบาร์เรลต่อวัน รวมถึงกลุ่ม นอนโอเปก อีก 6 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยกลุ่มประเทศโอเปกกำลังอยู่ระหว่างการปรับสมดุลการผลิตและการใช้น้ำมันให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันกลับไปตกลงต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่สหรัฐฯ มองว่าราคาน้ำมันในขณะนี้มีโอกาสผลิตเชลล์ออยล์และสร้างกำไรได้ แนวทางดังกล่าวจะก่อให้เกิดการชักคะเย่อด้านราคาน้ำมันระหว่างโอเปกกับสหรัฐฯต่อไปอีก
 
น.ส.ปิยธิดา พลอยประดิษฐ์  นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) จากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2561 จะอยู่ระดับ 1.4-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมาจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกเป็นหลักที่คาดว่าจะเติบโตขึ้น 3.7% โดยคาดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเศรษฐกิจจะเติบโต 2% และประเทศที่กำลังพัฒนาเติบโต 4.9% ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเติบโตขึ้นด้วย โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป จีน และอินเดีย ส่วนปัจจัยด้านรถยนต์ไฟฟ้า(EV)แม้จะมีความต้องการใช้มากขึ้นแต่ยังติดปัญหาเรื่องราคาที่แพงกว่ารถยนต์น้ำมันและระยะการวิ่งที่ได้น้อยกว่า ทำให้ปริมาณรถ EV มีอยู่เพียง 2,000 คัน ขณะที่รถยนต์น้ำมันมีถึง 1,000 ล้านคัน หรือคิดเป็นแค่ 0.1% เท่านั้น รวมถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่หลายประเทศยังไม่มีแผนที่ชัดเจน จึงยังไม่ทำให้เป็นปัจจัยสำคัญที่เกิดการใช้น้ำมันในปัจจุบัน
น.ส.กิ่งกาญจน์ มานะชำนิ นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) จากบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ความต้องการใช้น้ำมันโลกยังคงเติบโตต่อไปอีก 5-20 ปีข้างหน้า แต่ต้องรอดูต่อไปว่ารถยนต์ EV จะเข้ามามีบทบาทต่อความต้องการใช้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่หากจะให้เป็นปัจจัยที่ช่วยลดการใช้น้ำมันได้นั้นต้องอยู่ที่การกำหนดเป็นนโยบายของรัฐเป็นหลักด้วย
 
นายชาคร เลิศอรรฆยมณี  นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) จากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ต่อไปเทคโนโลยีจะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างแยกไม่ออกจากธุรกิจน้ำมัน โดยเฉพาะเรื่องของ BIG DATA  ที่จะมาช่วยลดต้นทุนการผลิตน้ำมันได้ 10% ภายในปี 2563
 
น้ำมันร่วงหลังโอเปกขยายเวลาลดผลิตแค่ 9 เดือน แต่คาดราคาจะปรับขึ้นครึ่งปีหลัง

ราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงแรงเกือบ 5% เมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา ภายหลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก และพันธมิตรนอกกลุ่มที่นำโดยรัสเซีย ตกลงขยายเวลามาตรการลดกำลังการผลิตออกไปอีก 9 เดือน ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวัง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าราคามีโอกาสไต่กลับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เมื่อสต็อกน้ำมันลดระดับลง

สมาชิกโอเปก 14 ประเทศ และพันธมิตรนอกกลุ่มอีก 10 ประเทศ บรรลุข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการในการประชุมที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันพฤหัสบดี (25 พ.ค. 2560) หรือเช้ามืดวันศุกร์ที่ 26 พ.ค. 2560 ตามเวลาในประเทศไทย เห็นชอบขยายเวลาการลดกำลังการผลิตออกไปอีก 9 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 จนถึงสิ้นเดือน มีนาคม 2561 จากเดิมที่มาตรการดังกล่าวจะยุติลงในสิ้นเดือน มิ.ย. นี้ โดยเป็นความพยายามของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่จะยกระดับราคาน้ำมัน ซึ่งเผชิญภาวะตกต่ำมาตลอดสามปี

อย่างไรก็ตาม การขยายเวลามาตรการลดกำลังการผลิตออกไปถึงแค่ มี.ค. ปีหน้า สร้างความผิดหวังให้แก่ตลาด เนื่องจากต่างคาดหวังให้โอเปกและพันธมิตรขยายเวลาการลดกำลังการผลิตออกไปให้นานกว่านี้ หรือถึงกลางปี 2561 ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดซื้อขายล่วงหน้าในยุโรปและสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเกือบ 5%  โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ตกลง 2.60 เหรียญสหรัฐฯ   มาอยู่ที่ 51.36 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส  ร่วงลงไป 2.58 เหรียญสหรัฐฯ  มาอยู่ที่ 48.82 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ กลุ่มโอเปกและพันธมิตร ได้บรรลุความตกลงครั้งสำคัญร่วมกันเมื่อเดือน พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา โดยร่วมกันดำเนินมาตรการลดกำลังการผลิตเพื่อจำกัดปริมาณน้ำมันที่ล้นตลาดและเป็นสาเหตุหลัดที่กดดันราคา อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวที่เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2560 ยังไม่สามารถขจัดปริมาณน้ำมันส่วนเกินที่ล้นตลาดออกไปได้ เป็นผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงถูกกดดันจากปริมาณผลผลิตและสต็อกที่ยังอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie มีความเห็นว่า การปรับตัวลงของราคาตลาดครั้งนี้ ค่อนข้างจะเกินความเป็นจริง (overreaction) เนื่องจากมองว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้นในไตรมาสที่สามและสี่ของปี

ทั้งนี้ Wood Mackenzie คาดว่า หลังการลดกำลังการผลิตของโอเปก ปริมาณผลผลิตในตลาดจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่วันละ 200,000 บาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า สต็อกจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาขึ้น โดย Wood Mackenzie คาดว่าราคาน้ำมันดิบในครึ่งปีหลังจะอยู่ที่ราว 55 เหรียญต่อบาร์เรล