ค้นหาด้วย ' ระบบกักเก็บพลังงาน ' ทั้งหมด 4 รายการ
ชูแคลิฟอร์เนีย เป็นต้นแบบพัฒนาEnergy Storageของไทย

กระทรวงพลังงาน  ชู แคลิฟอร์เนียโมเดล เป็นต้นแบบ พัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เพื่อสร้างเสถียรภาพให้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน  เผยกองทุนอนุรักษ์อนุมัติงบกว่า765 ล้านบาท เพื่อต่อยอดงานวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน ภายในระยะเวลา 2 ปี

​นายสราวุธ  แก้วตาทิพย์  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ และรองโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในแนวทางการขับเคลื่อนภาคพลังงานของประเทศตามแนวนโยบาย Energy 4.0  นั้น ที่จะมุ่งเน้นการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านพลังงานใหม่ๆ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับด้านพลังงาน เพื่อ ต่อยอดธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานของประเทศให้เติบโต และก้าวหน้า นั้น กระทรวงพลังงานได้เตรียมความพร้อม ในการบริหารจัดการพลังงานทดแทนให้มีความเสถียร (Firm Renewable Energy) จากการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคตให้มีมากยิ่งขึ้น

​โดยได้มีการศึกษาระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ ซึ่งได้ถูกพัฒนาและติดตั้งที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับกิจการพลังงานหรือเรกูเลเตอร์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้สั่งการให้เซาท์เทอร์ แคลิฟอร์เนีย เอดิสัน (Southern California Edison) ซึ่งมีลักษณะการดำเนินงานคล้ายกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ)  ติดตั้งระบบดังกล่าว ซึ่งเบื้องต้น ระบบกักเก็บไฟฟ้าขนาดใหญ่นี้ สามารถเก็บไฟฟ้าได้สูงถึง 260 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น ในส่วนของสถานีหลัก เก็บไฟฟ้าได้สูงถึง 100 เมกะวัตต์ และในส่วนของสถานีย่อยๆ อีกประมาณ 160 เมกะวัตต์   ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นต้นแบบให้แก่ประเทศไทย ได้  

​“จากต้นแบบระบบกักเก็บไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกานี้ ถือเป็นตัวอย่างการสร้างระบบสำรองไฟฟ้าที่สอดคล้องกับการพัฒนาระบบพลังงานทดแทนของประเทศ เนื่องจากปัจจุบัน การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนของประเทศไทย อุปสรรคสำคัญคือด้านความมีเสถียรภาพของการผลิต ซึ่งหากในอนาคตนโยบายการส่งเสริมระบบกักเก็บพลังงานมีความรูปธรรม ก็จะช่วยให้ระบบการผลิตไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น ลดปัญหาอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันจากไฟฟ้าดับ หรือระบบสายส่งไฟฟ้าต้นทาง ซึ่งเมื่อเกิดเหตุแต่ละครั้งจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล” นายสราวุธกล่าว

​สำหรับ แนวทางการส่งเสริมระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าว  ปัจจุบันกระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้มีมติอนุมัติงบประมาณ 765 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดทำโครงการสนับสนุนการศึกษา วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ภายในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งจะเป็นงบประมาณเพื่อปูทางสนับสนุนให้สถาบันการศึกษา หน่วยงานที่สนใจ สร้างงานวิจัยเพื่อต่อยอดการศึกษาในเรื่องดังกล่าวต่อไปในอนาคต

วงเสวนา กฟผ. ถกพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานหนุนพลังงานหมุนเวียน

วงเสวนา กฟผ. ชี้อุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยมีทิศทางไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นตามกระแสโลกและนโยบายของรัฐบาล ระบบกักเก็บพลังงานจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความเสถียรมากขึ้น และเป็นความท้าทายที่ทั้งผู้กำหนดนโยบายพลังงาน องค์กรกำกับดูแล และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งจะต้องปรับตัว โดย กฟผ. เดินหน้าพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน เตรียมติดตั้งแบตเตอรี่ 3 โครงการในพื้นที่ อ. เมือง จ. แม่ฮ่องสอน และพื้นที่ที่มีการผลิตพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัว อ. บำเหน็จณรงค์ จ. ชัยภูมิ และ อ. ชัยบาดาล จังหวัด ลพบุรี คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2562 และจะก่อสร้างระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบพลังน้ำสูบกลับเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์

 

ในงานเสวนาวิชาการ “ระบบกักเก็บพลังงาน ก้าวแห่งความท้าทายอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทย” ที่จัดชมรมวิศวกร กฟผ. เมื่อเร็วๆ นี้ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  กล่าวเปิดงานในฐานะประธานชมรมฯ ว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป โดยการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy – RE)  โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าหันมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เองมากขึ้น และยังมีการขายเข้าระบบด้วย ซึ่งสิ่งที่ตามมากับการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน คือ การมีระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage System ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่อุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยกำลังเผชิญหน้า และภาครัฐในฐานะกำกับดูแลนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จะต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

นายสหรัฐกล่าวว่า ในด้านนโยบายพลังงาน ขณะนี้กำลังมีการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2558-2579 (PDP 2015) โดยคาดว่าภายใน 6 เดือนนับจากนี้ จะมีแผน PDP ฉบับใหม่ที่จะสอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าในอนาคตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยบริบททางด้านพลังงานของประเทศไทย จึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติอยู่ในระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ระบบในช่วงเปลี่ยนผ่าน และเป็นสะพานเชื่อมการก้าวไปสู่โลกแห่งพลังงานหมุนเวียนในอนาคต เช่นเดียวกับที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน แต่ยังคงต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นสะพานเชื่อมในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์ในปี 2565 เป็นต้นไป

 

ดร.ศรัณย์พงศ์ พันธ์สุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญงานพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. ผู้ดำเนินการเสวนา กล่าวว่า ระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า disruptive technology หรือเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก รุ่นที่สอง ต่อจากโซลาร์เซลล์ มีแนวโน้มจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งแม้ต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานในปัจจุบันยังมีราคาสูง แต่มีแนวโน้มลดลง และเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ที่ลดลงเช่นกัน และเมื่อถึงระดับที่แข่งขันได้ ก็คาดว่าจะทำให้มีการใช้ระบบกักเก็บพลังงานเพื่อส่งเสริมไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีความเสถียรมากขึ้น ซึ่ง กฟผ. ได้ตระหนักถึงแนวโน้มและบทบาทของเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานที่กำลังเป็นกระแสของโลกในขณะนี้ และมีการเตรียมพร้อมแล้ว

 

ดร.ชนะพันธ์ คงนาม ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวว่า เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานมีการพัฒนาและมาเร็วกว่าที่เคยคาดไว้ ก่อให้เกิดความตื่นตัวของอุตสาหกรรมไฟฟ้า โดยจากการสำรวจในระดับสากล พบว่าผู้บริหารธุรกิจอุตสาหกรรมไฟฟ้าราว 70% ให้ความสนใจลงทุนธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน เพราะมองว่าจะเป็นธุรกิจสำคัญในอนาคต ทั้งนี้ คาดว่าระบบกักเก็บพลังงานจะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียนในอนาคต โดยมีการคาดการณ์ว่า ต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานจะลดลงอีก 60% ในปี 2563 จากปัจจุบันที่ราคาอยู่ในอัตราราวๆ 300 เหรียญสหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) โดยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานมีหลายประเภท ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมและประโยชน์ตามความต้องการ เช่น ใช้รักษาระดับโหลดไฟฟ้า ใช้เป็นกำลังสำรองระบบผลิตไฟฟ้ายามจำเป็น ใช้ตอบสนองความคุมระดับแรงดันไฟฟ้า หรือเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้งานจำนวนมาก เป็นต้น 

ทั้งนี้ กฟผ. มีหน่วยงานภายในที่งานเกี่ยวข้องกับการวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงมีหน่วยงานดูแลด้านการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีการวิจัยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานหลายประเภท ทั้งไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง พลังงานคลื่น และแบตเตอรี่ และมีการจัดลำดับความสำคัญในการศึกษาเทคโนโลยีที่เป็นปัจจุบันที่สุดและมาเร็วที่สุด ซึ่งโครงการติดตั้งแบตเตอรี่ในพื้นที่กระจุกตัวของพลังงานหมุนเวียน ที่ อ. บำเหน็จณรงค์ และ อ. ชัยบาดาล นั้น ก็ผ่านการศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบและระมัดระวังจากคณะทำงานสมาร์ทกริด และคณะทำงานย่อยด้าน Energy Storage ที่สรุปว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ลิเทียม  อิออน เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว

 

นายธวัชชัย สำราญวานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า – ระบบส่ง กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. มีโครงการติดตั้งแบตเตอรี่ 3 โครงการ คือ ที่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน และที่บริเวณที่มีพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัว  อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ และ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยโครงการที่ อ. เมือง จ. แม่ฮ่องสอน จะติดตั้งแบตเตอรี่ ขนาด 4 เมกะวัตต์พาวเวอร์ เพื่อสำรองกรณีไฟฟ้าดับชั่วคราวในพื้นที่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีอุปสรรคในการวางสายส่งแรงสูงของ กฟผ. ไปยังแม่ฮ่องสอน แต่รับไฟฟ้าผ่านสายส่งของระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จาก อ. แม่แตง จ. เชียงใหม่ ซึ่งมีระยะทางไกลกว่า 200 กิโลเมตร ทำให้เกิดปัญหาไฟตก ไฟดับ กฟผ. จึงมีแผนทำโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 3 เมกะวัตต์ เป็น 3.5 เมกะวัตต์ เพื่อใช้ในพื้นที่ และติดตั้งแบตเตอรรี่เป็นระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าว โดยคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายใน มีนาคม 2562 

สำหรับโครงการติดตั้งแบตเตอรี่ในพื้นที่ที่มีพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัว อีก 2 โครงการ ซึ่งพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ และ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยคาดว่าในปี 2563 จะมีพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบ 218 เมกะวัตต์ และ 301 เมกกะวัตต์ ตามลำดับ ในขณะที่พื้นที่ดังกล่าวมีระบบสายส่งขนาดเพียง 115 KV  ดังนั้น หากการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้ามาตามที่คาด ก็จะเกิดการผันผวนจะส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าได้ จึงจะมีการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 16 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่ อ. บำเหน็จณรงค์ และ ขนาด 21 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่ อ.ชัยบาดาล เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบ

นายธวัชชัย กล่าวว่า ภาครัฐมีนโยบายต้องการให้มีการกระจายเชื้อเพลิง ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากเกินไปในการผลิตไฟฟ้า โดยการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน เชื้อเพลิงจากพลังงานหมุนเวียน และซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยรัฐมีความชัดเจนที่จะส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และมีแผนจะปรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจาก 20% เป็น 40% เพื่อให้สอดคล้องกับสัตยาบันที่ให้ไว้กับนานาชาติว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามามาก เทคโนโลยีที่จะช่วยให้ระบบมีความเสถียรก็คือ Energy Storage ภาครัฐจึงมีโครงการสนับสนุนการวิจัยระบบกักเก็บพลังงานที่จะนำมาใช้ในไทย โดยจัดสรรงบประมาณสนับสนุน จำนวน 765 ล้านบาท เป็นงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน โดยระยะแรกได้มอบไปแล้ว 32 โครงการกว่า 300 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตามแผนแม่บทสมาร์ทกริด ที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติมาตั้งแต่ต้นปี 2558 นั้น   กฟผ. เป็นหน่วยงานสำคัญที่จะต้องมีการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า โดย กฟผ. สามารถสนับสนุนนโยบายภาครัฐโดยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานที่สายส่งไฟฟ้า โดยไม่จำเป็นต้องติดกระจายทุกจุด แต่อาจจะเลือกติดบางจุดที่สามารถกระจายช่วยได้หลายพื้นที่ นอกจากนั้น กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรโดยให้มีการฝึกอบรมหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน หรือเรียนเพิ่มเติมในระดับสูง โดยมีการมอบทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย

“กฟผ. มีหน้าที่ต้องดูแลการผลิตไฟฟ้าให้มีความมั่นคง โดยนอกจากพิจารณาสนับสนุนให้มีระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างความเสถียรให้ระบบแล้ว ยังอาจต้องพิจารณาปรับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าหลักให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในอนาคตที่จะมีไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้ามามากขึ้น” นายธวัชชัยกล่าว

นอกจากระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แล้ว ดร. ชนะพันธ์ ชี้แจงว่า กฟผ. มีระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบพลังน้ำสูบกลับ และมีแผนจะก่อสร้างเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น ลำตะคอง สูบกลับ 2 หน่วย หน่วยละ 250 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561 และพลังน้ำจุฬาภรณ์แบบสูบกลับ 2 หน่วย หน่วยละ 400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเสร็จในปี 2569 และ ศรีนครินทร์สูบกลับ 3 หน่วย หน่วยละ 267 เมกะวัตต์ เสร็จในปี 2571 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอนาคต การกักเก็บพลังงานโดยระบบพลังน้ำสูบกลับจะดำเนินการได้ยากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่การดำเนินการ เพราะต้องมีอ่างเก็บน้ำรองรับ ในขณะที่วิธีการเก็บน้ำใต้ดินต้องมีการลงทุนที่สูงมาก แบตเตอรี่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ สามารถทำได้เร็ว และราคามีแนวโน้มถูกลงในอนาคต

 

ด้านนายจอห์น พาลุมโบ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก้ กล่าวถึงมุมมองและถึงประสบการณ์การลงทุนในระบบ Energy Storage ของเอ็กโก้ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยชี้ว่าสำหรับโครงการของเอ็กโก้ที่ฟิลิปปินส์ เลือกใช้เทคโนโลยี Battery Energy Storage (BES) เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาในระดับที่มีความน่าเชื่อถือ มีอัตราการสนองตอบ (response rate) ที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งช่วยให้สามารถรวมพลังงานหมุนเวียนเข้ามาสู่ระบบสายส่ง (grid) ได้ โดยไม่เกิดปัญหาความไม่เสถียร อีกทั้งมีความยืดหยุ่น สามารถติดตั้งที่ใดก็ได้ตามความเหมาะสม และสำหรับประเทศไทย มองว่ามีศักยภาพที่จะนำระบบกักเก็บพลังงานที่เป็น     เทรนด์ในอนาคตมาใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้า

 

Energy Storage Systems บวกพลังงานหมุนเวียน จุดเปลี่ยนพลังงานไทย
Energy Storage Systems บวกพลังงานหมุนเวียน จุดเปลี่ยนพลังงานไทย 
 
ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่ยุค Thailand 4.0 โดยปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจากประเทศรายได้  ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูง โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาขับเคลื่อน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Economy) ส่วนในภาคพลังงาน กระทรวงพลังงานได้วางนโยบาย และยุทธศาสตร์พลังงานฐานนวัตกรรม (Energy 4.0) ด้วยการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเชื่อมโยงกับพลังงาน และหนึ่งในนโยบายที่สำคัญนั้นก็คือ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) 
 
ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) หรือรู้จักกันในชื่อ "แบตเตอรี่"  นั้นมีความสำคัญต่อ ทิศทางการกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศ เพราะจะช่วยให้พลังงานหมุนเวียน อาทิ แสงแดด และลม จากเดิมที่มีปัญหาในเรื่องความสม่ำเสมอในการผลิตไฟฟ้านั้นให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น  โดยจะมาช่วยตอบโจทย์พลังงานไฟฟ้าในช่วงที่แสงแดดและลมสามารถผลิตไฟฟ้าได้ส่วนหนึ่งก็จะมีการเก็บไว้ในแบตเตอร์รี่ และในช่วงที่แสงแดด และลม ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ จึงจะนำไฟฟ้าที่เก็บไว้มาใช้  แต่ประเด็นปัญหาของระบบแบตเตอรี่ที่เราต้องการนั้น ปัจจุบันยังคงมีราคาแพง เมื่อนำมาใช้ควบคู่กับพลังงานหมุนเวียนข้างต้น ก็จะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยแพงกว่าไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างเช่น ก๊าซ หรือถ่านหิน 
 
สำหรับความก้าวหน้าของระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems )  ในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เป็นประเทศที่ Energy Storage Systems ก้าวเข้าสู่ภาคธุรกิจอย่างรวดเร็ว และได้ประกาศเปลี่ยนพื้นที่อดีตโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ย่าน Barrow-in-Furness, Cumbria ให้กลายเป็นหนึ่งในระบบกักเก็บพลังงานที่ฉลาดและใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยการออกแบบโครงการแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน 49 เมกะวัตต์ รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของคนจำนวน 50,000 ครัวเรือน กำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2561 นี้ 
 
ขณะที่ประเทศเยอรมัน ตั้งเป้าว่าภายในปีพ.ศ. 2593 หรืออีก 33 ปีข้างหน้า เยอรมันจะต้องมีพลังงานทดแทนถึง 80% ของพลังงานไฟฟ้าในประเทศ จากปีพ.ศ. 2559 ที่มีสัดส่วนอยู่ 30% และ Energy Storage Systems จะเป็นพระเอกที่ทำให้ไปสู่เป้าหมาย โดยเยอรมันคาดการณ์การเติบโตของ Energy Storage Systems ว่าจะเกิดแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ เมื่อปีพ.ศ. 2559 ที่ผ่านมามีอยู่ 60 เมกะวัตต์ ก็จะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าหรือ 200 เมกะวัตต์ในปี 2560 นี้ และในอนาคตคาดว่าจะเติบโตถึง 11 เท่า เลยทีเดียว 
 
ส่วนประเทศออสเตรเลีย วางแผนลงทุนในโครงการ Energy Storage Systems ขนาดใหญ่ เก็บพลังงานได้ถึง  100 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คาดเสร็จในปีหน้านี้ (พ.ศ. 2561)
 
นอกจากนี้ทั่วโลกยังต้องตกตะลึง เมื่อนักวิจัยจาก Stanford โดยศาสตราจารย์ด้านเคมี Hongjie Dai และ นักศึกษาปริญญาเอก Michael Angell  จากมหาวิทยาลัย Stanford ร่วมกันคิดค้นแบตเตอรี่ตัวใหม่จาก "ยูเรี่ย" ซึ่งเป็นสารที่ใช้กันในวงการอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีอยู่แล้ว และส่งผลให้กลายเป็นแบตเตอรี่ที่ราคาถูกที่สุดและเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายที่สุดในโลกแถมมีประสิทธิภาพสูงมีอายุการใช้งานยาวนาน สามารถกักเก็บพลังงานทางเลือกและพลังงานแสงอาทิตย์ได้ ซึ่งขณะนี้ได้จดสิทธิบัตรแบตเตอรี่ดังกล่าวแล้ว และกำลังอยู่ขั้นตอนการพัฒนาเพื่อการค้า ซึ่งจากการทดลองพบว่าแบตเตอรี่นี้สามารถชาร์จได้ 1,500 ครั้ง ในการชาร์จแต่ละครั้งใช้เวลา 45 นาที 
 
ในส่วนของประเทศไทย นั้น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้เริ่มสนับสนุนโครงการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีระบบ  Energy Storage Systems ไปแล้ว โดยปีงบประมาณ 2559 สนับสนุนไปจำนวน 31 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 313 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ งานวิจัยที่เน้นการประยุกต์ใช้ได้จริง และการวิจัยที่เน้นงานวิจัยและพัฒนา 
 
สำหรับด้านการผลิตไฟฟ้า นั้นกระทรวงพลังงาน มีนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP Hybrid Firm ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานทดแทนแบบผสมผสาน จำนวน300 เมกะวัตต์  ที่ผู้เสนอขายไฟฟ้า จะต้องเสนอใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่าหนึ่งประเภท โดยห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า และ ต้องมีความเสถียรในการผลิตไฟฟ้า ตามเกณฑ์ ที่กำหนด  ซึ่งส่วนหนึ่งก็จะต้องมีการใช้ระบบ  Energy Storage Systems  เข้ามาช่วยซึ่งใน  วันที่ 16 ต.ค. 2560 ที่เป็นวันแรกของการเปิดรับข้อเสนอ มีผู้ประกอบการให้ความสนใจยื่นข้อเสนอเข้ามาถึง 541 เมกะวัตต์ ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้  จุดนี้จะเป็นข้อพิสูจน์สำคัญ ว่า  พลังงานหมุนเวียน และระบบ Energy Storage Systems นั้นจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่ออนาคตการผลิตไฟฟ้าของประเทศได้มากน้อยเพียงใด เพราะในแนวทางการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2015 นั้น มีแนวนโยบายออกมาแล้วว่าอยากจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เพิ่มมากขึ้น 
 
 นอกจากโครงการ SPP Hybrid  Firm  แล้ว กระทรวงพลังงานเตรียมจะออกนโยบายการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) แบบเสรี และรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบสายส่งไฟฟ้าได้  ซึ่งหากครัวเรือนมีระบบแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงจะช่วยกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ช่วงกลางคืน ส่วนช่วงกลางวันก็ผลิตไฟฟ้าใช้เอง จากแผงโซลาร์ที่ติดตั้ง  โครงการดังกล่าวเชื่อว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น และจะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของประเทศลงไปได้ในตัวด้วย  และลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ลงได้ 
 
จะเห็นว่า การที่กระทรวงพลังงาน ตั้งเรื่องของระบบกักเก็บพลังงาน เอาไว้เป็นนโยบาย ส่วนหนึ่งก็เพื่อไม่ให้เราตกเทรนด์ของเทคโนโลยี เพราะเมื่อไหร่ที่จุดตัดของราคาพลังงานหมุนเวียน บวกด้วย ระบบกักเก็บพลังงาน ขยับลงมาใกล้เคียงกับเชื้อเพลิงฟอสซิล รัฐก็จะสามารถออกนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานได้อย่างเต็มที่ เมื่อนั้นเราจะได้เห็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการพลังงานไทย

 

เปิดรับข้อเสนองานวิจัยระบบกักเก็บพลังงานรอบ 2 วงเงิน 403 ล้านบาท หวังต่อยอดเชิงพาณิชย์

สนพ. ร่วมกับ สวทช. เดินหน้านโยบาย Energy 4.0 เปิดรับข้อเสนอโครงการศึกษาวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) รอบ 2 วงเงิน 403 ล้านบาท หวังต่อยอดผลิตจริงเชิงพาณิชย์  

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงาน และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าตามแผน PDP2015 สนพ. จึงร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  เปิดรับข้อเสนอโครงการภายใต้โครงการการศึกษาวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) รอบที่ 2 ขึ้น ภายใต้กรอบวงเงิน 403 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานอย่างจริงจัง ปรับปรุงข้อจำกัดของเทคโนโลยี และส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีที่ผลิตในประเทศ ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 765 ล้านบาท เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2559 เพื่อดำเนินโครงการสนับสนุนการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) โดยมอบหมายให้ สวทช. เป็นผู้ดำเนินโครงการฯ ซึ่งจากการเปิดรับข้อเสนอโครงการฯ รอบที่ 1 เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา มีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทั้งสิ้นจำนวน 31 โครงการ รวมวงเงิน 362 ล้านบาท โดยปัจจุบันโครงการฯ ทั้งหมดอยู่ระหว่างการดำเนินงานโครงการฯ

สำหรับกรอบงานวิจัยในรอบที่ 2 นี้ จะมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานที่นำไปใช้ในบ้านอยู่อาศัย โครงข่ายไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรม ใน 3 ส่วนสำคัญคือ 1. มีประสิทธิภาพ 2. ใช้งานได้หลากหลาย และ 3. ราคาแข่งขันได้และสามารถนำไปสู่การผลิตใช้จริงในอนาคต โดยผู้ที่สนใจ จะต้องเป็นหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และองค์กรไม่แสวงหากำไร หรือเป็นภาคเอกชนไทยที่ประกอบธุรกิจหรือกำลังลงทุนในธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานในประเทศไทย หรือ เป็นหน่วยงานร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ สำหรับหน่วยงานภาครัฐ สวทช. จะให้การสนับสนุนเต็มจำนวน แต่หากหน่วยงานเอกชนเป็นผู้ขอ จะให้การสนับสนุนไม่เกินร้อยละ 75

“พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้นโยบายในการดำเนินโครงการ ว่า นอกจากจะส่งเสริมให้มีงานวิจัยใหม่ๆ เกิดขึ้นแล้ว จะต้องผลักดันให้สามารถนำมาใช้งานได้จริง เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยมีความเข้มแข็งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตดีขึ้น และประชาชนได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้น” ดร.ทวารัฐ กล่าว

ทั้งนี้  เปิดให้หน่วยงานที่สนใจยื่นขอรับการสนับสนุนตั้งแต่ 10 – 20 พฤศจิกายน 2560 โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ฝ่ายบริหารคลัสเตอร์และโปรแกรมวิจัย สวทช. โทร. 0 2117 6447, 0 2117 6449, 0 2117 6454 หรือติดตามข้อมูลได้ที่ www.facebook.com/ThailandEnergyStorage