ค้นหาด้วย ' ปตท ' ทั้งหมด 10 รายการ
ปตท.ลงทุน 9,900ล้านขยายถังและท่าเรือรองรับ LPG เพิ่ม

ปตท.ลงทุน 9,900 ล้าน ขยายถังและท่าเรือรองรับ LPG เพิ่ม พร้อมเจรจาการรถไฟจัดซื้อหัวจักรเฟสแรก4,000ล้านบาทขนส่ง LPG ด้วยระบบรางจากเขาบ่อยาถึงลำปางให้เสร็จใน 1-2 ปี ด้านกระทรวงพลังงานกำหนดเงื่อนไขวางหลักประกันและบทลงโทษกรณีผู้นำเข้าLPGไม่ทำตามสัญญา

        นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)เปิดเผยภายหลังนำคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)เยี่ยมชมคลังก๊าซ LPG บ้านโรงโป๊ะและเขาบ่อยา จ.ชลบุรีว่า ปตท.อยู่ระหว่างการลงทุนโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน LPG เฟส 1 หรือ LIFE Project ที่คลังก๊าซเขาบ่อยา ใช้เงินลงทุนรวม 9,900 ล้านบาท ประกอบด้วยการลงทุนสร้างถังเก็บ LPG จำนวน 2 ใบ ขนาดความจุใบละ 2.5หมื่นตัน รวมทั้งขยายท่าเรือที่รองรับ LPG จากเดิม 1.2 แสนตัน เป็น 2.5 แสนตัน ซึ่งโครงการนี้จะแล้วเสร็จในเดือนเม.ย. และเริ่มจ่ายก๊าซฯได้ในเดือน พ.ค. นี้

        นอกจากนี้ ปตท.ยังปรับปรุงการขนส่ง LPG ระบบราง ที่ปัจจุบันใช้ขนส่งก๊าซ LPG ไปยังภาคเหนือ จ.นครสรรค์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น โดยจะมีแผนจัดซื้อหัวรถจักร เฟสแรก 10 หัว มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท มาใช้แทนหัวจักรเดิมที่ชำรุด เพื่อให้สามารถกลับมาขนส่ง LPG ระบบรางไปยังจังหวัดลำปางได้ตามเดิม

       อย่างไรก็ตามขณะนี้ ปตท.อยู่ระหว่างเจรจากับการรถไฟ เพื่อจัดซื้อหัวรถจักร เนื่องจากปตท. เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่รัฐกำหนดให้ลงทุนเอง แต่การรถไฟจะส่งพนักงานทำหน้าที่ขับรถไฟตามระเบียบ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้  

       พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โครงการ LIEE Project ดังกล่าวจะช่วยให้สามารถขนส่ง LPG ทางรถไฟได้ปริมาณมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนลดลง 50% เมื่อเทียบกับการขนส่ง LPG ทางรถยนต์ และลดอุบัติเหตุทางท้องถนน ซึ่งกระทรวงพลังงานจะหารือกับกระทรวงคมนาคม เพื่อเร่งรัดการซื้อหัวรถจักรหลังโครงการล่าช้ามานาน โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนใน 1-2 ปี 

      ส่วนการเปิดเสรี LPG นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างแผนระยะที่ 2 คือ เปิดให้มีผู้นำเข้า LPG รายที่ 2 ทดลองนำเข้า LPGเพื่อความมั่นคงในการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถนำเข้าได้ก็จะเป็นภาระของปตท.ที่ต้องนำเข้า LPG มาชดเชย เพราะที่ผ่านมามีการทดลองนำเข้า LPG จากผู้ประกอบการรายอื่นเพียง 2,000 ตันต่อเดือน แต่หากเกิดการนำเข้าระดับหมื่นตันจะต้องมีมาตรการรองรับและบทลงโทษผู้นำเข้าที่ไม่สามารถนำเข้าได้ตามกำหนดที่แจ้งภาครัฐไว้

       นอกจากนี้กรณีที่ราคาน้ำมันปรับลดลงส่งผลให้ยอดใช้LPGในประเทศปรับลดลงตาม และทำให้การนำเข้า  LPG เหลือลงเหลือ 4หมื่นตันต่อเดือน จากปีที่แล้วนำเข้า 1.6 แสนตันต่อเดือน และอดีตเคยนำเข้าสูงถึง 1.8 แสนตันต่อเดือน ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ภาครัฐได้อนุมัติให้ ปตท.ขยายคลัง LPGเขาบ่อยา ทำให้เหลือพื้นที่รองรับ LPG ดังนั้น ปตท.จึงเตรียมขออนุญาตกรมธุรกิจพลังงานนำเข้า LPG เพื่อส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน 

      นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การส่งออก LPG ตามกฎหมายสามารถทำได้ แต่ปตท.จะต้องแจ้งปริมาณและลูกค้าที่สั่งซื้อให้ชัดเจน ส่วนการเปิดเสรี LPGระนะที่ 2 ที่มีปัญหาผู้นำเข้ารายที่ 2 อาจไม่ทำตามสัญญานำเข้า LPG ที่แจ้งไว้ 2,000 ตันต่อเดือน กระทรวงพลังงานอาจต้องกำหนดเงื่อนไขการวางหลักประกันและบทลงโทษที่ชัดเจนต่อไป

กฟผ.คว้า2รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น SOE Award ประจำปี 2559

กฟผ.คว้า2รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น SOE Award ประจำปี 2559  ทั้งรางวัลด้านการบริหารจัดการองค์กรดีเด่นและรางวัลนวัตกรรมดีเด่นจากผลงานระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะ

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้จัดงานประกาศผลรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น หรือ SOE Award ประจำปี 2559 ภายใต้แนวคิด ประชารัฐวิสาหกิจ ผนึกพลัง สร้างไทยยั่งยืน โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานพร้อมทั้งมอบรางวัลและนโยบายให้แก่รัฐวิสาหกิจ ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เอ 2 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

สำหรับผลการประกาศรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2559 ผลปรากฏว่า กฟผ. ได้รับรางวัลการบริหารจัดการองค์กรดีเด่น และ รางวัลนวัตกรรมดีเด่น จากผลงาน ระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะ (Intelligent Generation Controller) ทั้งนี้ เมื่อปี 2558 กฟผ. ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 1 รางวัล ในประเภทนวัตกรรมดีเด่น จากผลงาน เครื่องปรับแนวสายพานส่งถ่านลิกไนต์ เหมืองแม่เมาะ โดยนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. ขึ้นรับมอบรางวัลจากนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ในปี 2558 กฟผ. ก็ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 1 รางวัล ในประเภทนวัตกรรมดีเด่น จากผลงาน เครื่องปรับแนวสายพานส่งถ่านลิกไนต์ เหมืองแม่เมาะ ซึ่งรางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องการันตีถึงความมุ่งมั่นของ กฟผ. และจะเป็นรางวัลที่เป็นกำลังใจสำคัญของ กฟผ. ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทยต่อไป

พพ.เผยผลทดสอบบี20ไม่กระทบเครื่องยนต์รถบรรทุก

พพ.ผลักดันการใช้ไบโอดีเซลB20 ในรถบรรทุก เผยทดลองใช้ไม่กระทบต่อเครื่องยนต์ และช่วยให้เพิ่มยอดใช้ไบโอดีเซลสู่เป้าหมาย 14 ล้านลิตรต่อวันในปี 2579 

นายกุศล  ชีวากร รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า  พพ. ได้จัดสัมมนา“โครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่” ขึ้นในวันนี้( 15 มิ.ย.) เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 20% (B20)  ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ และเป็นการเพิ่มช่องทางการใช้ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก ซึ่ง พพ. ได้ทำการศึกษาทดลองใช้ B20ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่แล้วพบว่า ไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์ อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงไม่แตกต่างกับการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วปกติ และการเผาไหม้ระบบเครื่องยนต์สะอาดยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดมลภาวะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่อาจต้องร่นระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและไส้กรองเร็วขึ้นเล็กน้อย

โดยโครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินงานตามเป้าหมายตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 (AEDP 2015) ที่ตั้งเป้าไว้ให้เกิดการใช้ไบโอดีเซล 14 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2579 ซึ่งปัจจุบันปริมาณการใช้อยู่ที่ประมาณกว่า  4 ล้านลิตรต่อวัน และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยสามารถดูดซับปาล์มน้ำมันในช่วงฤดูกาลที่ล้นตลาดได้ และลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ

 "การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยในการสัมมนามีการบรรยายพิเศษเรื่อง ผลการศึกษา ผลกระทบของการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ต่อรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ พร้อมกับชี้แจงหลักเกณฑ์คุณสมบัติ และเงื่อนไขการส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนช่วยสร้างความเข้าใจแก่ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ และช่วยเพิ่มช่องทางการใช้ไบโอดีเซลในอนาคต เป็นการช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ช่วยลดมลภาวะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม"นายกุศล กล่าว

ปตท. เข้มนโยบายเลือกลงทุนสู้ภาวะราคาน้ำมันตกต่ำ

ปตท. ยืนยัน ยังดำเนินการตามแผนลงทุนในภาวะน้ำมันราคาถูก แม้ปรับลดงบลงทุนปี 2559 เหลือ 4.33 หมื่นล้านบาท แจงเน้นนโยบายเข้มงวดในการเลือกลงทุนอย่างเหมาะสม ยอมรับบางโครงการอาจล่าช้าไปบ้าง ขณะที่หลายโครงการยังดำเนินการต่อตามแผน ย้ำงบลงทุน 5 ปียังใกล้เคียงแผนเดิม เผยกำลังศึกษาการแยกธุรกิจค้าปลีกออกไป

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ยืนยันไม่ได้ชะลอการลงทุนแต่อย่างใด  เพียงแต่เน้นนโยบายเข้มงวดการเลือกลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวลง โดยบางโครงการจะล่าช้ากว่าแผนเดิมไปบ้าง แต่ในส่วนของแผนการลงทุน 5 ปี (2559-2563) ยังใกล้เคียงกับแผนเดิมอยู่

ทั้งนี้ เมื่อกลางเดือนมิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา  ปตท. ได้แจ้งลดงบประมาณลงทุนของปี 2559 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยลดงบประมาณลงทุนเหลือ 4.33 หมื่นล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ 5.08 หมื่นล้านบาท ส่วนงบลงทุน 5 ปี ยังคงไว้ที่ 2.97 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของ  ปตท. มากนัก เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจของ ปตท. มีทั้ง ต้นน้ำ  กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งช่วยรองรับความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี และราคาน้ำมันที่ลดลงนั้น ในอีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นการเปิดโอกาสการลงทุน แต่ต้องพิจารณาเลือกการลงทุนที่เหมาะสมด้วยความเข้มงวด

"ปตท.ไม่ได้ชะลอการลงทุน แต่เข้มงวดการเลือกลงทุนมากขึ้น โดยโครงการที่ต้องทำก็ดำเนินต่อไป ส่วนโครงการที่มองว่าเป็นโอกาสที่จะทำได้นั้น อาจต้องพิจารณาใหม่แบบเข้มงวดขึ้น แต่สำหรับโครงการก่อสร้างท่อก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 นั้นก็ยังเดินตามแผนงานปกติ" นายวิรัตน์ กล่าว

นอกจากนี้ นายวิรัตน์ ยังเปิดเผยว่า  ปตท. อยู่ระหว่างการศึกษาการแยกธุรกิจค้าปลีกออกจาก ปตท. ซึ่งดำเนินการศึกษามาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ทั้งนี้ จะเน้นแนวทางการดำเนินการที่มีศักยภาพ 

ปตท. เผยมีแผนรับซื้อ LNG จากโมซัมบิก

ซีอีโอ ปตท. เยือนกาตาร์และโมซัมบิก ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ระบุ มีแผนรับซื้อ LNG จากโครงการ Rovuma Area 1 ของโมซัมบิกที่ ปตท.สผ. ร่วมลงทุน เพื่อรองรับความต้องการก๊าซ ฯ ของไทยในระยะยาว

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า ได้เดินทางไปศึกษาดูงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ประเทศกาตาร์และโมซัมบิก ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เมื่อกลางเดือน ก.ค.2559 ที่ผ่านมา โดย ปตท. วางแผนจะรับซื้อ LNG จากโครงการ Rovuma Area 1 ของโมซัมบิก ที่มีบริษัท Anadarko เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาก๊าซฯ มารองรับความต้องการในระยะยาวของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ไปร่วมลงทุนในแปลงสำรวจ Rovuma Area 1 ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการค้นพบในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ศักยภาพที่ประเมินขณะนี้คือ 75 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และเมื่อรวมกับแปลงที่ติดกัน ทำให้โมซัมบิกมีศักยภาพในการผลิตก๊าซฯถึง 140 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต สามารถพัฒนาเป็นผู้ผลิต LNG ที่สำคัญของโลกในอนาคตเช่นเดียวกับกาตาร์ได้

"ปตท. ได้วางแผนที่จะรับซื้อก๊าซ LNG จากโครงการ Rovuma Area 1 เป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาก๊าซฯ มารองรับความต้องการในระยะยาว เราจึงไปติดตามความคืบหน้าของโครงการกับผู้ดำเนินการ คือบริษัท Anadarko พร้อมทั้งเข้าพบนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารส่วนราชการต่างๆ เพื่อแสดงความเชื่อมั่นและสนับสนุนการพัฒนาโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองประเทศในระยะยาว ผมหวังว่าความร่วมมือด้านพลังงานจะช่วยจุดประกาย ให้เกิดโอกาสที่จะนำเทคโนโลยี เงินทุน ความรู้ และความเชี่ยวชาญของเอกชนไทย ไปร่วมพัฒนาทรัพยากรของโมซัมบิกในด้านต่างๆ โดยต้องแบ่งประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมกับคนท้องถิ่นด้วย ประเทศเราจะได้มีพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญในระยะยาว" นายเทวินทร์ระบุ

สำหรับโมซัมบิกเป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ นอกเหนือจากก๊าซฯจำนวนมหาศาลแล้ว ยังมีแร่ธาตุ ถ่านหิน อัญมณี ป่าไม้ ชายฝั่งทะเลที่ยาวและสวยงาม รวมถึงเป็นแหล่งอาหารทะเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  และเมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลไทยได้ยกระดับความสำคัญโดยได้เปิดสถานทูตไทยที่เมือง Maputo ซึ่งเป็นเมืองหลวงของโมซัมบิก

นายเทวินทร์​ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมเทคโนโลยีผลิต LNG ที่นิคมอุตสาหกรรมชื่อ Las Laffan ประเทศกาตาร์ ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 200 ตารางกิโลเมตร มีกำลังการผลิตสูงถึง 77 ล้านตันต่อปี นับเป็นผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน ซึ่งไทยได้เริ่มนำเข้า LNG จากกาตาร์มาตั้งแต่ปี 2558 ในปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี

สำหรับประเทศกาตาร์ ค้นพบแหล่งก๊าซฯใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ North Field ในอ่าวเปอร์เซีย มีปริมาณสำรองก๊าซ 900 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะที่ศักยภาพก๊าซฯของไทยซึ่งรวมกับที่ผลิตไปแล้วตลอด 35 ปี มีเพียง 30 ล้านล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือเพียง 3% ของกาตาร์เท่านั้น

"ผมได้ไปพบผู้บริหารและเข้าชมโรงงานของบริษัทกาตาร์ก๊าซ (Qatar Gas) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทพลังงานแห่งชาติ Qatar Petroleum และบริษัทต่างชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ก่อสร้างและดำเนินโครงการ มีกำลังการผลิตรวม 42 ล้านตันต่อปี โรงงานแรกเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 2539  และได้ขยายโรงงานรวมทั้งพัฒนาสายการผลิตขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก (Mega Train) คือ 7.8 ล้านตันต่อปี"นายเทวินทร์ กล่าว

ทั้งนี้กระบวนการผลิต LNG จะเริ่มจากการรับก๊าซธรรมชาติผ่านทางท่อ มาแยกก๊าซฯเหลว (Condensate) และก๊าซปนเปื้อนต่างๆ เช่น N2, CO2, H2S ให้เหลือเฉพาะก๊าซมีเทนและอีเทน เพื่อนำมาเปลี่ยนสถานะให้อยู่ในรูปของเหลวโดยลดอุณหภูมิเหลือ -160 องศาเซลเซียส ทำให้ปริมาตรลดลงถึง 600 เท่า สะดวกต่อการขนส่งในระยะทางไกลๆ  กาตาร์ก๊าซมีกองเรือขนส่งก๊าซ LNG รวม 43 ลำ เพื่อจัดส่งให้ลูกค้าทั่วโลก โดยมีเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเรียกว่า Q-Max มีความจุ 266,000 ลูกบาศก์เมตร ถึง 13 ลำ

 

ปตท.มอบบริษัทในเครือทั้งหมดปรับแผนลงทุน5ปี(2561-2565)ให้สอดคล้องนโยบายEECของรัฐบาล

ปตท.มอบหมายให้บริษัทในเครือทั้งหมดไปวางแผนการลงทุนระยะ 5ปี (2561-2565) ให้สอดคล้องกับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของรัฐบาล และอยู่บนพื้นที่การต่อยอดจากทรัพย์สินและความชำนาญที่ ปตท. มีอยู่ เพื่อนำเสนอบอร์ด ปตท. พิจารณาในวันที่ 22 ธ.ค. 2560   

นางศรีวรรณ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ได้มอบหมายให้ทุกบริษัทในเครือทั้งหมดไปดำเนินการจัดทำแผนการลงทุนในระยะ 5 ปี (2561-2565) ใหม่ ให้อยู่ภายใต้แนวทางการสร้างความเติบโตจากทรัพย์สินและความเก่งหรือศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่ และต้องสอดคล้องกับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของรัฐบาล เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจของ ปตท.ไปพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในอนาคต เช่น ปริมาณก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มลดลง และภาคขนส่งจะเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า(EV) มากขึ้น  โดยจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) ปตท.ในวันที่ 22 ธ.ค. 2560 นี้

สำหรับแผนลงทุนเดิม 5 ปี (2560-2564) ของทั้งกลุ่ม ปตท.นั้นอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท โดยเป็นส่วนเฉพาะของ ปตท.อยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาท  โดยแผนการลงทุนใหม่ทั้งกลุ่ม ปตท. ที่ปรับใหม่ จะส่งผลให้งบลงทุนเพิ่มขึ้นจากแผนเดิมหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้

ทั้งนี้ แผนการลงทุนใหม่นั้นอาจเป็นได้ทั้งการสร้างโครงการใหม่ หรือ การเข้าซื้อกิจการก็ได้ ขึ้นกับความเหมาะสมของบริษัทลูกแต่ละแห่งจะพิจารณา เช่น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) อาจลงทุนปรับปรุงโรงกลั่นที่ทันสมัยขึ้น เนื่องจากสเปกน้ำมันเตาโลกกำลังจะเปลี่ยนไป นอกจากนี้อาจต้องขยายธุรกิจน้ำมันเครื่องบินให้มากขึ้น เพื่อรองรับนโยบายการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของอาเซียน

นอกจากนี้ กลุ่มปตท.จะปรับเปลี่ยนแนวทางโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility : CSR)ใหม่ เป็นรูปแบบ Creating Shared Value หรือ CSV คือต้องเป็นโครงการที่ทำให้สังคมและปตท.ได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน ซึ่งแตกต่างจาก CSRเดิม ที่ ปตท.จะนำเงินไปสนับสนุนเพียงอย่างเดียว  

กระทรวงพลังงานจัดงานนิทรรศการ"น้อมใจรักและภักดี"12-18ม.ค.นี้

กระทรวงพลังงานจัดงาน นิทรรศการ “น้อมใจรักและภักดี” พร้อมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ณ บริเวณหน้าอาคารบี  ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ระหว่างวันที่12-18ม.ค.2560นี้

 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานจัดนิทรรศการ “น้อมใจรักและภักดี” ขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยตลอดระยะเวลา 70 ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่พรั่งพร้อมด้วยทศพิธราชธรรม ทรงตรากตรำพระวรกาย เพื่อประชาชนคนไทย ทรงพระราชทานความช่วยเหลือ บำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ราษฏร์ด้วยพระอัจฉริยภาพเปี่ยมด้วยพระปรีชาในทุกๆ ด้าน รวมถึงด้านพลังงาน ทรงค้นคว้า วิจัย และพัฒนาโครงการพระราชดำริต่างๆผสมผสานหลักวิชาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน จนสัมฤทธิ์ผลในทางปฏิบัติ ทั้งในด้าน  ที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน อาทิ โครงการไบโอดีเซล โครงการแก๊สโซฮอล์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ นำมาซึ่งการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย

 สำหรับกิจกรรม “น้อมใจรักและภักดี” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 มกราคม 2560  ณ อาคารซี ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการส่วนต่างๆ อาทิ นิทรรศการ ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ ซึ่งเป็นการประมวลภาพเหตุการณ์ในช่วงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการพระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย การให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ในรูปแบบ Interactive การจัดแสดงภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นต้น

พลังงานซ้อมแผนฉุกเฉินรับมือหยุดจ่ายก๊าซเจดีเอ

กระทรวงพลังงาน ซ้อมใหญ่แผนฉุกเฉินพลังงาน ระดมทุกหน่วยงานในสังกัดร่วมจำลองเหตุการณ์กรณีเลวร้ายสุด โดยมีองค์กรพลังงานระหว่างประเทศร่วมสังเกตการณ์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานระบุพร้อมนำมาปรับใช้กรณีหยุดจ่ายก๊าซฯแหล่งเจดีเอของจริงในเดือน ส.ค.-ก.ย. 2560 นี้            

พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้จัดซ้อมใหญ่แผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน ประจำปี 2560 โดยให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงพลังงานรวมถึงบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้าร่วมจำลองเหตุการณ์แก้ไขวิกฤติไฟฟ้าร่วมกัน โดยมีผู้แทนจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ(IEA)และศูนย์วิจัยพลังงานเอเชียแปซิฟิก(APERC)ร่วมสังเกตการณ์

ทั้งนี้ การจำลองเหตุการณ์วิกฤติพลังงานของประเทศ ได้ยกเหตุการณ์กรณีเลวร้ายสุดที่อาจเกิดขึ้นกับไทยมาใช้แก้ปัญหา แต่เชื่อว่าเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งจำเป็นต้องซ้อมแผนไว้เพื่อความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการเตรียมรองรับปัญหาการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติร่วมไทยมาเลเซีย (JDA-A18) ที่จะเกิดขึ้นจริงในเดือนส.ค.-ก.ย. 2560 ซึ่งการหยุดซ่อมบำรุงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าหลักของภาคใต้

ดังนั้น การซักซ้อมการบริหารจัดการจึงมีความจำเป็น เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมมีบทบาทในการแก้ไขสถานการณ์ และมีความเข้าใจในการทำงานแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การรองรับสภาวะฉุกเฉินเป็นการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ในขณะที่การวางรากฐานไว้ล่วงหน้าในระยะยาว เช่น การกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ก็มีความจำเป็นและลดภาวะเสี่ยงที่จะเกิดเหตุฉุกเฉินด้านพลังงานได้

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับการซ้อมแผนฉุกเฉินดังกล่าว ได้จำลองเหตุการณ์วิกฤติไฟฟ้าเกิดพร้อมกัน 3 กรณี ได้แก่ 1.กรณีเกิดแผ่นดินไหว8 ริกเตอร์ ที่ภาคเหนือบริเวณรอยเลื่อนเถิน จ.ลำปาง ส่งผลให้สถานีไฟฟ้าแรงสูงแม่เมาะ 3 ซึ่งเป็นศูนย์รวมการจ่ายไฟฟ้าภาคเหนือเกิดความเสียหาย ทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั้งจังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา และไฟฟ้าดับบางพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูนและลำปาง ตั้งแต่เวลา 7.45 น. ของวันที่ 29 เม.ย. 2560 2.เหตุการณ์แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบริเวณอ่าวไทยเกิดเหตุขัดข้อง ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย.-29 พ.ค. 2560 และ 3. การหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานาของเมียนมา ในช่วงวันที่ 29 เม.ย.- 7 พ.ค. 2560

ทั้งนี้ ทุกหน่วยได้ระดมกำลังประชุมหารือ พร้อมเปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พบว่าการแก้ไขสถานการณ์ไฟฟ้าดับทางภาคเหนือนั้น ทาง กฟผ.จะรับมือด้วยวิธีเปลี่ยนเส้นทางสายส่งไฟฟ้า โดยนำไฟฟ้าตรงมาจากโรงไฟฟ้าหงสา ของสปป.ลาว เข้ามายังจ.นาน และส่งต่อไปที่สายส่งอ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์​ เพื่อส่งไฟฟ้าไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงแม่เมาะ 4 แทน ป้อนความต้องการใช้ของพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ  ขณะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) จะจัดรถสำรองไฟฟ้าเคลื่อนที่ 18 เครื่อง กระจายตามจุดพื้นที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล สถานีตำรวจและสนามบิน เป็นต้น 

สำหรับเกิดเหตุขัดข้องแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบริเวณอ่าวไทย และการปิดซ่อมแหล่งยาดานานั้น มีการแก้ปัญหาด้วยการให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เร่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) เพิ่ม ให้โรงไฟฟ้าต่างๆ เพื่อให้สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ต่อไป

 

 

 

 

" สหรัฐ บุญโพธิภักดี " ยื่นใบลาออกจาก กฟผ. เตรียมนั่ง กรรมการ กกพ.แทน " ไกรสีห์ กรรณสูต "

“สหรัฐ บุญโพธิภักดี ” ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ เพื่อเตรียมนั่งตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) แทน"ไกรสีห์ กรรณสูต" กรรมการ กกพ.ที่จะครบวาระเนื่องจากมีอายุครบ70ปี ทั้งนี้การลาออกของ นาย สหรัฐ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย. 2560

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน ( Energy News Center – ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2560 นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่  ต่อนายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. โดยการลาออกจะมีผลตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย. 2560 นี้

ทั้งนี้เหตุผลในการลาออกครั้งนี้ เพื่อเตรียมไปดำรงตำแหน่งกรรมการ ในคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) แทนนายไกรสีห์ กรรณสูต กรรมการ ที่จะหมดวาระในการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปี โดยต้องรอคำสั่งประกาศอย่างเป็นทางการจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ก่อน 

ด้าน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)และในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า กกพ. ได้แจ้งเรื่องการเกษียณอายุงานของนายไกรสีห์ กรรณสูต ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ทราบตั้งแต่ต้นปี 2560 ที่ผ่านมาแล้ว เนื่องจากจะครบวาระการดำรงตำแหน่งเพราะมีอายุครบ70ปีในเดือนพ.ย.2560 นี้ เพื่อให้พิจารณาแต่งตั้งผู้ที่จะมาแทน   

โดย กกพ.ชุดปัจจุบันที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั้งสิ้น 7 คน ได้รับการแต่งตั้งมาจาก คสช.ทั้งสิ้น ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ประกาศฉบับที่ 95/2557 เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2557 ประกอบด้วย

1) นายไกรสีห์ กรรณสูต          
2) นางดวงมณี โกมารทัต        
3) นางปัจฉิมา ธนสันติ            
4) นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย    
5) นายวัชระ คุณาวัฒนาวุฒิ      
6) น.ส.วิไลพร ลิ่วเกษมศานต์   
7) นายวีระพล จิรประดิษฐกุล    

โดย นายไกรสีห์ ได้รับการแบ่งงานให้ดูแลรับผิดชอบงาน การพิจารณาโครงข่ายไฟฟ้า และการออกประกาศรับซื้อไฟฟ้า ซึ่งหาก คสช.ยังไม่ประกาศรายชื่อใหม่มาแทนนายไกรสีห์ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กกพ. เนื่องจาก กกพ.ที่เหลืออีก 6 คน สามารถกระจายแบ่งงานกันทำแทนได้

ปตท.นำ2โครงการใหญ่มูลค่ารวม135,000ล้านบาทลงนามข้อตกลงคุณธรรม

ปตท.จับมือองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ลงนามข้อตกลงคุณธรรม 2โครงการมูลค่า 135,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการท่อก๊าซฯเส้นที่ 5 มูลค่า 96,500 ล้านบาท และโครงการคลัง LNG แห่งที่ 2 มูลค่า38,500 ล้านบาท ด้านรัฐมนตรีพลังงานระบุการทุจริตฝังรากลึกในสังคมไทย วอนทุกฝ่ายช่วยกันแก้ไข ยกระดับประเทศให้โปร่งใส

เมื่อวันที่18 กรกฎาคม 2560  พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติเป็นประธานใน “พิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก เส้นที่ 5 ส่วนที่ 2 และ โครงการ LNG Receiving Terminal แห่งใหม่ จ.ระยอง” โดยมีพลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีพลังงาน  นาย ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมในพิธี

โดยพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  การที่ปตท.ได้นำ 2 โครงการใหญ่  เข้าสู่ระบบคุณธรรม ที่เปิดให้ผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมกระบวนการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบริหารงานอย่างโปร่งใส  มีธรรมาภิบาล

ทั้งนี้ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะลดการทุจริต และลดอันดับการคอร์รัปชั่นให้อยู่ในอันดับไม่เกิน 50 ของโลก จากปัจจุบันที่ยังอยู่ในอันดับที่สูง แต่ยอมรับว่าการทุจริตในไทยฝังรากลึกไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งระบบ แต่ก็ต้องช่วยกันแก้ไข โดยปัจจุบันภาคเอกชนยังเคยชินกับการจ่ายเงินเพื่อให้ได้โครงการ ดังนั้นภาครัฐต้องช่วยปฏิเสธการรับเงินที่ไม่สะอาด เพื่อทำให้ลดการทุจริตในระบบลง อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่อยู่ในกำกับ ก็พร้อมและยินดีที่จะร่วมต่อต้านการคอร์รัปชั่นเต็มที่และตลอดไป

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ปตท. ได้เข้าร่วมในโครงการข้อตกลงคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่มีการจัดขึ้นในปี 2558 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐเจ้าของโครงการและผู้เข้าร่วมเสนอราคา ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ไม่มีการเรียกรับเงินสินบนหรือประโยชน์อื่นใด รวมถึงเปิดเผยข้อมูลโครงการที่สำคัญในทุกกระบวนการอย่างโปร่งใส

โดยการลงนามในข้อตกลงคุณธรรม โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก เส้นที่ 5 ส่วนที่ 2 เป็นการ ลงนามระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับผู้แสดงความประสงค์จะซื้อเอกสารประมูลราคาล่วงหน้า 8 ราย โดยเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ และเพิ่มกำลังการส่งก๊าซธรรมชาติจากฝั่งตะวันออกไปยังโครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตก อีกทั้งเป็นการเพิ่มความมั่นคงในการจัดส่งก๊าซธรรมชาติ ให้แก่ โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าในอนาคต โดยโครงการฯ มีกำหนดแล้วเสร็จภายใน ปี พ.ศ. 2564 ในงบประมาณการลงทุนทั้งสิ้น 96,500 ล้านบาท

สำหรับโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งใหม่ จ.ระยอง เป็นการลงนามระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับผู้ร่วมเสนอราคา 6 ราย ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม2559 ให้ ปตท. ดำเนินโครงการฯ ซึ่งเป็นการก่อสร้างท่าเทียบเรือและสถานีรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในปริมาณ 7.5 ล้านตันต่อปี มีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2565 ในวงเงินงบประมาณการลงทุน 38,500 ล้านบาท

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.ยืนยันเดินหน้าต่อต้านการทุจริตตามนโยบายรัฐบาล พร้อมรณรงค์ค่านิยมต้านการทุจริตทั้งระดับผู้บริหารถึงระดับพนักงาน เพื่อให้เกิดการโปร่งใส มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและตรวจสอบภายในอย่างชัดเจน  

ในขณะที่ นาย ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า องค์กรฯ มีคณะผู้ร่วมสังเกตการณ์ของโครงการข้อตกลงคุณธรรมอยู่ 200 คน ปัจจุบันมี 50 คนได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในโครงการต่างๆแล้ว คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งการลงนามกับ ปตท.ในครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ในการทำงานร่วมกับเอกชนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและส่งผลดีต่อประเทศต่อไป