ค้นหาด้วย ' ค่าเอฟที ' ทั้งหมด 4 รายการ
กกพ.ปรับค่าไฟฟ้าขึ้นครั้งแรก12.52 สตางค์ต่อหน่วย นับตั้งแต่เดือนก.ย.2557

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบให้ปรับค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟทีงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2560 ที่ -24.77 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากงวดที่แล้วเดือนมกราคมถึงเมษายน 2560 เท่ากับ 12.52 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งมีปัจจัยหลักจากราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ65 มีการปรับตัวสูงขึ้นตามรอบการปรับราคาตามสัญญา ทั้งจากอ่าวไทยและเมียนมา  โดยถือเป็นการปรับขึ้นค่าเอฟทีครั้งแรกนับตั้งแต่ คณะกรรมการกกพ.ชุดนี้ เข้ามาบริหาร เดือน กันยายน2557 พร้อมคาดการณ์ค่าเอฟที จะปรับสูงขึ้นอีกต่อเนื่องในงวดถัดไปปี2560

​นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยภายหลังจากการประชุม กกพ. ว่า กกพ. มีมติปรับลดค่าเอฟทีจากที่คำนวณได้ในงวด พ.ค.- ส.ค. 2560 ลงมาอยู่ที่ -24.77 สตางค์ต่อหน่วย จากงวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2560 ที่ค่าเอฟที อยู่ที่ -37.29สตางค์ต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นจากงวดก่อน 12.52 สตางค์ต่อหน่วย โดยนำส่วนที่ได้จากการปรับลดค่าเชื้อเพลิงในช่วงที่แหล่งก๊าซยาดานา ของเมียนมา หยุดซ่อม เมื่อวันที่ 25 มีนาคม – 2 เมษายน 2560 เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง 1.05 สตางค์ต่อหน่วย และนำเงินค่าปรับและค่าชดเชยต่างๆ ที่ได้รับจากการบริหารสัญญาจัดหาเชื้อเพลิงและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่างๆ มาลดค่าเอฟทีได้อีก 4.26 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าเอฟที ที่ควรจะต้องปรับเพิ่มขึ้นจากงวดที่แล้ว 17.83 สตางค์ต่อหน่วยปรับเพิ่มเหลือ 12.52 สตางค์ต่อหน่วย   ซึ่งจะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.5079 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือคิดเป็นร้อยละ 3.70 ของค่าไฟฟ้าทั้งหมด

จากมติ กกพ. ดังกล่าวข้างต้น สำนักงาน กกพ. จะเผยแพร่รายละเอียดทั้งหมดผ่านทาง www.erc.or.th  เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2560 เวลา 12.00 น. ก่อนที่จะนำผลการรับฟังความคิดเห็น มาพิจารณาและให้การไฟฟ้าประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับค่าเอฟทีสำหรับเรียกเก็บในรอบดังกล่าวอย่างเป็นทางการต่อไป

การปรับเพิ่มขึ้นของค่าเอฟทีดังกล่าว  เป็นไปตามที่คาดการณ์ว่าค่าเอฟทีจะมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ และมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าปีนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นด้วย โดยสาเหตุหลักมาจากราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ามีการปรับตัวสูงขึ้นตามรอบการปรับราคาตามสัญญาจากทั้งอ่าวไทยและเมียนมา  และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้

นายวีระพล  กล่าวสรุปถึงปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิงและการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 2560 ดังนี้ 1. อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าช่วง ม.ค.-เม.ย. 2560 อยู่ที่ 0.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนขายถัวเฉลี่ยธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกิดขึ้นจริงเฉลี่ยเดือน ก.พ. 60 ที่ 35.19 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
2. ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 2560 เท่ากับ 68,198 ล้านหน่วย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. 2560 เท่ากับ 5,853 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ 9.39
3. สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 2560 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 65.14 รองลงมาเป็นรับซื้อไฟฟ้าจากลาว ร้อยละ 10.70 ถ่านหินนำเข้า ร้อยละ 8.58 และลิกไนต์ ร้อยละ 8.55
4. แนวโน้มราคาเชื้อเพลิง คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติรวมค่าผ่านท่อ อยู่ที่ 244.58 บาทต่อล้านบีทียู ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากงวดที่ผ่านมา 9.35 บาทต่อล้านบีทียู ราคาน้ำมันเตาอยู่ที่ 12.47 บาทต่อลิตร ปรับตัวลดลง 3.39 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 20.77 บาทต่อลิตร ปรับเพิ่มขึ้น 0.09 บาทต่อลิตร ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าเอกชนอยู่ที่ 2,554.79 บาทต่อตัน ปรับลดลง 8.02 บาทต่อตัน และราคาลิกไนต์ กฟผ. อยู่ที่ 693 บาทต่อตัน ไม่เปลี่ยนแปลง
 
สำหรับค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของภาครัฐ ในส่วน Adder และ FiT ในเดือน พ.ค. – ส.ค. 2560 ได้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 13,148.10 ล้านบาทในงวดที่แล้ว มาอยู่ที่ 13,536.41 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 388.32 ล้านบาท แต่เนื่องจากจำนวนหน่วยไฟฟ้าในงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2560 มีสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อเทียบเป็นอัตราต่อหน่วยแล้วจะทำให้อัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2560 ซึ่งอยู่ที่ 21.77 สตางค์ต่อหน่วย ลดลงจากงวด ม.ค. – เม.ย. 2560 ที่ 22.97 สตางค์ต่อหน่วย เท่ากับ 1.20 สตางค์ต่อหน่วย

กกพ.เผยพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันกระทบค่าไฟแล้ว21.77สตางค์ต่อหน่วย

กกพ.เผยรัฐส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ในปัจจุบันช่วงเดือนพ.ค.-ส.ค.นี้ 13,536 ล้านบาท กระทบต่อค่าเอฟที  21.77 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ระบุปี 2561-2563 จะมีไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบเพิ่มอีก 800 เมกะวัตต์ แต่ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบต่อค่าเอฟที  อย่างไรก็ตามเชื่อว่าภาระค่าเอฟทีของพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มที่ลดลง

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีสัญญาผูกพันธ์กับรัฐแล้วมีจำนวน 9,210 เมกะวัตต์ โดยมีโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบแล้ว 6,983 เมกะวัตต์ ซึ่งเมื่อพิจารณาเป็นค่าต้นทุนไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft - เอฟที) ของงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2560 พบว่าเป็นวงเงินที่ผู้ใข้ไฟต้องช่วยจ่ายอุดหนุนให้กับผู้ลงทุน 13,536 ล้านบาท หรือคิดเป็นภาระต่อค่าFtประมาณ 21.77 สตางค์ต่อหน่วย

ทั้งนี้ ในปี 2561-2563 จะมีไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบอีกประมาณ 800 เมกะวัตต์​ ซึ่ง กกพ.เตรียมที่จะประเมินว่าจะมีผลกระทบต่อค่าเอฟทีอีกเท่าไหร่

โดยปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนล็อตใหม่ 800 เมกะวัตต์ดังกล่าวจะมาจาก 1.โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซล่าร์ฟาร์ม) สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟส 2 จำนวนรวม 219 เมกะวัตต์​ ซึ่งจะผลิตไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2561 2.โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในแบบ Feed-in-Tariff ประเภทเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้(จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.นราธิวาส) และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อ.จะนะ อ.เทพา อ.สะบ้าย้อย และอ.นาทวี) จำนวน  8 เมกะวัตต์ จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ(COD) ปี 2562 และ 3. โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน(Hybrid)แบบสัญญาเสถียร(Firm)สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP) หรือ SPP Hybrid ซึ่งจะเปิดโครงการประมาณเดือน ก.ค. 2560 ขนาด 300 เมกะวัตต์ COD ปี 2563 และ4.โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนไฮบริดแบบสัญญา Firm บางช่วงเวลา สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก(VSPP)ที่จะเปิดโครงการช่วงเดือนต.ค. 2560 จำนวน 269 เมกะวัตต์ COD ปี 2563

 

อย่างไรก็ตามเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปี(พ.ศ.2558-2579)หรือ PDP2015 กำหนดไว้ 16,778 เมกะวัตต์ ซึ่งที่ผ่านมา กกพ.เคยประเมินว่าจะกระทบค่าเอฟที ประมาณ 20 สตางค์ต่อหน่วย แต่ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพียง 6,983 เมกะวัตต์ ก็กระทบต่อเอฟทีไปแล้ว 21.77 สตางค์ต่อหน่วย ดังนั้น กกพ.ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าไฟฟ้า 16,778 เมกะวัตต์จะกระทบต่อเอฟที จริงเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นแผนระยะยาว และต้นทุนเชื้อเพลิงในอนาคตอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

ส่วนกรณีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีแผนจะผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มจาก 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์นั้น กกพ.ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบค่าเอฟทีได้เช่นกัน เนื่องจากกระทรวงพลังงานยังไม่ได้สรุปว่าจะให้ กฟผ.ดำเนินการหรือไม่ โดยหากอนุมัติก็ต้องรอดูว่า กฟผ.เลือกใช้เชื้อเพลิงใดในการผลิตไฟฟ้า เพราะต้นทุนพลังงานหมุนเวียนแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะหากผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ต้นทุนในอนาคตอาจถูกลงตามเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น

ทั้งนี้ แม้พลังงานหมุนเวียนจะมีผลกรทะบต่อค่าเอฟทีที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่ม แต่ประเทศไทยยังจำเป็นผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่ไทยผลิตได้เอง เช่น เชื้อเพลิงชีวมวล ชีวภาพ และ ขยะ อีกทั้งยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง ประกอบกับทิศทางพลังงานโลกกำลังหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และแม้ปัจจุบันต้นทุนยังสูงและรัฐมีนโยบายให้เงินสนับสนุนการผลิตไฟฟ้า เพื่อจูงใจให้เอกชนลงทุน แต่เชื่อว่าในอนาคตต้นทุนจะค่อยๆ ถูกลงจนผลิตได้มากขึ้นและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากต่างประเทศลงได้

กกพ.ตรึงค่าไฟฟ้าในส่วนค่าเอฟที งวดเดือนม.ค.-เม.ย.2561
โฆษก กกพ. แจงถ้าไม่ช่วยตรึงราคา ค่าไฟฟ้าในส่วนเอฟที งวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2561 จะต้องปรับขึ้นอีก 20.25 สตางค์ต่อหน่วย จากราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น และภาระค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของภาครัฐ  ในขณะที่งวดถัดไป เดือนพ.ค.-ส.ค. 2561 จะต้องยอมให้ค่าเอฟทีปรับเพิ่มขึ้น โดยเงินสะสมที่เหลืออยู่ จะช่วยตรึงได้แค่ 9สตางค์ต่อหน่วย
 
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ.เปิดแถลงข่าวเรื่องค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟที  งวด ม.ค. – เม.ย. 2561  ว่า ในช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. 2561 ค่าเชื้อเพลิงทุกชนิด ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเตา และถ่านหิน มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ที่มีสัดส่วนร้อยละ 58.83  ปรับตัวสูงถึง 15.42 บาทต่อล้านบีทียู ส่งผลให้ค่าเอฟทีในส่วนของเชื้อเพลิงสูงขึ้น 20.25 สตางค์ต่อหน่วย
 
ในขณะที่ ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของภาครัฐ  ในส่วน Adder และ FiT ในเดือน ม.ค. – เม.ย. 2561 ก็ได้ปรับเพิ่มจาก 13,015 ล้านบาทในประมาณการงวดปัจจุบัน (ปรับปรุงค่าจริงเดือนกันยายน 2560) มาอยู่ที่ 15,531 ล้านบาท หรือเพิ่ม 2,516 ล้านบาท ในขณะที่ ประมาณการจำนวนหน่วยไฟฟ้าในงวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2561 ก็ลดต่ำลงจากช่วงปัจจุบัน  ดังนั้นเมื่อเทียบเป็นอัตราต่อหน่วยแล้วจะทำให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าว อยู่ที่ 27.66 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้น จากงวด ก.ย. – ธ.ค. 2560 ที่ปรับปรุงค่าจริงเดือนกันยายน 2560 ซึ่งอยู่ที่ 22.86 สตางค์ต่อหน่วย ประมาณ 4.80 สตางค์ต่อหน่วย
 
อย่างไรก็ตาม กกพ.ได้ใช้เงินสะสมมาตั้งแต่กลางปี 2560 อยู่จำนวนหนึ่ง มาช่วยตรึงราคาค่าเอฟทีเอาไว้ ทำให้ค่าเอฟทีไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามปัจจัยข้างต้น  โดยค่าเอฟทีจะยังมีอัตราอยู่ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย  โดยจะเก็บส่วนหนึ่งไว้ไปช่วยพยุงค่าเอฟทีในงวดถัดไปอีกคือเดือน พ.ค. – ส.ค. 2561 เพื่อไม่ให้ค่าเอฟทีในช่วงดังกล่าวปรับสูงขึ้นมากจนเกินไป โดยน่าจะช่วยบรรเทาการปรับขึ้นค่าเอฟทีได้ประมาณ 9 สตางค์ต่อหน่วย 
 
ทั้งนี้ผลจากการตรึงค่าเอฟทีเรียกเก็บงวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2561 ไว้ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย จะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.5966 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)  โดยทางสำนักงาน กกพ. จะเผยแพร่รายละเอียดทั้งหมดผ่านทาง http://www.erc.or.th เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่วันที่ 9 – 24 พฤศจิกายน 2560 เวลา 12.00 น. ก่อนที่จะนำผลการรับฟังความคิดเห็น มาพิจารณาและให้การไฟฟ้าประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับค่าเอฟทีสำหรับเรียกเก็บในรอบดังกล่าวอย่างเป็นทางการต่อไป
 
 
 
กกพ.คาดอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนปี2561กว่า 45,089 ล้านบาท กระทบค่าไฟฟ้าในส่วนFt 26.12ส.ต.ต่อหน่วย

กกพ.คาดปี 2561 การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เข้าระบบ 689 เมกะวัตต์ โดยจะมาจากโรงไฟฟ้า SPP Hybrid Firm 300 เมกะวัตต์   VSPP Hybrid Semi Firm 269 เมกะวัตต์  โรงไฟฟ้าประชารัฐ 42 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 78 เมกะวัตต์  คิดเป็นเงินที่รัฐต้องเข้าไปสนับสนุน 45,089 ล้านบาท และกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 26.12 สตางค์ต่อหน่วย  ในขณะที่มีการคาดการณ์เม็ดเงินลงทุนในส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนช่วง 5 ปี (2560-2564) ข้างหน้าจะสูงเกือบ 1 แสนล้านบาท

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่า ในปี 2561 จะมีโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD)จำนวน 689 เมกะวัตต์ คิดเป็นวงเงินที่รัฐต้องเข้าไปสนับสนุนทั้งในรูปแบบ “เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ Adder”และ “เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ ฟีดอินทารีฟ” รวม 45,089 ล้านบาท หรือคิดเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ที่ไปบวกอยู่ในค่าไฟฟ้า 26.12 สตางค์ต่อหน่วย ที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกภาระนี้

โดยโครงการโรงไฟฟ้าหมุนเวียนที่จะเข้าระบบในปี 2561 ได้แก่ (1) โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนของเอกชนรายเล็กในรูปแบบผสมผสานเชื้อเพลิงและขายเข้าระบบแบบเสถียร (SPP Hybrid Firm) จำนวน 300 เมกะวัตต์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับสมัครผู้ร่วมโครงการและจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 14 ธ.ค. 2560 นี้ 

(2) โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนของเอกชนรายเล็กมากในรูปแบบผสมผสานเชื้อเพลิงและขายเข้าระบบแบบกึ่งเสถียร (VSPP Hybrid Semi Firm) จำนวน 269 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดประมูลได้ในปี 2561 หลังจากโครงการ SPP ดังกล่าวประมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว (3) โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 78 เมกะวัตต์ คาดว่าจะประกาศเปิดโครงการได้ในสัปดาห์หน้า กำหนดขายเข้าระบบในปี 2562 และ (4) โรงไฟฟ้าประชารัฐจำนวน 42 เมกะวัตต์  โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อย่างไรก็ตามคาดว่าทั้ง 4 โครงการจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุน 50 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ รวมประมาณ 34,450 ล้านบาท  (ยังไม่นับรวมโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ที่ยังรอการอนุมัติจาก กพช. อีกจำนวน 300 เมกะวัตต์ )

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ผ่านมา จนถึง ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2560 มีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ผูกพันกับรัฐ(PPA) แล้ว 9,259 เมกะวัตต์ แต่ผลิตเข้าระบบ(COD) 7,078 เมกะวัตต์ และคิดเป็นเงินที่รัฐเข้าไปสนับสนุนในกลุ่มที่มีสัญญาซื้อไฟฟ้า( PPA ) รวม 13,015 ล้านบาท ซึ่งผลกระทบต่อค่า Ft จำนวน  22.86 สตางค์ต่อหน่วย

นายวีระพล กล่าวด้วยว่า  มีการประเมินการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในช่วง 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) คาดว่าจะมีไฟฟ้าเข้าระบบจำนวน 1,794 เมกะวัตต์ คิดเป็นวงเงินลงทุนรวม 96,510 ล้านบาท มาจากการลงทุนในปี 2561 จำนวน 689 เมกะวัตต์ มูลค่ารวม 34,450 ล้านบาท  รวมกับโรงไฟฟ้าพลังงานลม ที่ทยอยเข้าระบบมาตั้งแต่ปี 2559 และจะได้เห็นการผลิตจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบมากที่สุดในปี 2561นี้ถึง 951 เมกะวัตต์ คิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ หรือรวมเป็น 57,060 ล้านบาท เนื่องจากภาครัฐได้เคลียร์ปัญหาเรื่องการใช้ที่ดิน สปก. สำหรับติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าของภาคเอกชนเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม)สำหรับกลุ่มราชการและสหกรณ์การเกษตร ระยะที่ 2 จำนวน 154 เมกะวัตต์ คิดเป็นเงินลงทุน 35 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ รวมประมาณ 5,000 ล้านบาท    ส่วนการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในกรอบ 5ปี จะมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าในส่วนของค่า Ft เท่าไหร่นั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกพ.