ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทีม PRISM คาดราคาน้ำมันดิบโลกปี2561 ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 52-57เหรียญสหรัฐ ต่อ บาร์เรล

ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกปี 2561 ทรงตัวระดับ 52-57 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยด้านซัพพลายและดีมานด์ จากกำลังการผลิตยังสูงถึง 1.7-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับความต้องการใช้มีเพียง 1.4-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน  และภาวะเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะเติบโต 3.7% ส่วนปัจจัยรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ยังเป็นปัจจัยรองที่ส่งผลกระทบน้อยต่อการลดใช้น้ำมัน  พร้อมระบุจับตาการประชุมกลุ่มโอเปกและนอนโอเปกประชุม 30 พ.ย. 2560 นี้ ชี้ชะตาปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกอีกครั้ง
 
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานสัมมนา “2017 The Annual Petroleum Outlook Forum” ซึ่งทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่ม ปตท. หรือ PRISM (Petrochemicals and Refining Integrated Synergy Management) ได้ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่6  ในหัวข้อ “Thailand Energy Moving with Digitization พลังงานไทย...ก้าวไกลด้วยดิจิทัล” เพื่อนำเสนอข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับราคาน้ำมัน รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบกับราคาน้ำมันและแนวโน้มของทิศทางน้ำมันในอนาคต
 
ทั้งนี้ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่ม ปตท. (PRISM) ได้ประเมินว่า  ราคาน้ำมันโลกในปี 2561 จะทรงตัวระดับ 52-57 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากปริมาณการผลิตยังสูงกว่าความต้องการใช้ แม้กลุ่มโอเปกและประเทศนอกกลุ่มโอเปก( NON  OPEC )จะรวมตัวกันออกมาตรการลดกำลังการผลิตน้ำมันโลกลง  1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน   อย่างไรก็ตามระดับราคาน้ำมันที่ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลจะเป็นจุดคุ้มทุนที่ทำให้ประเทศสหรัฐฯ หันกลับมาผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน(เชลล์ออยล์) มากขึ้น  ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกจะไม่ปรับขึ้นสูงถึงระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา
 
ทีม PRISM ยังคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตน้ำมันในปี 2561จะอยู่ระดับ 1.7-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ความต้องการใช้จะอยู่ระดับ 1.4-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะขยับจาก 3.6% ในปี 2560 เป็น 3.7% ในปี 2561  และเชื่อว่าความต้องการใช้น้ำมันจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่องจากนี้ไปอีก 5-20 ปีข้างหน้า เนื่องจากปัจจัยรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่น้ำมันได้ในเวลาอันรวดเร็ว ประกอบกับนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศยังไม่ชัดเจน
 
นอกจากนี้ ทีม PRISM ยังเน้นให้จับตาการประชุมกลุ่มโอเปกและนอนโอเปก ในวันที่ 30 พ.ย. 2560 เนื่องจากที่ผ่านมาที่ประชุมได้มีมติให้ลดกำลังการผลิตน้ำมันโลกลง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปสิ้นสุดมาตรการในเดือนมี.ค. 2561 แต่ในวันที่ 30 พ.ย. 2560 มีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาใน 3 แนวทางคือ 1.ลดกำลังผลิตน้ำมันให้มากกว่า 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน 2.ยุติการลดกำลังการผลิต 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันทันทีที่หมดมาตรการในเดือนมี.ค. 2561 และ 3.ขยายมาตรการลดกำลังการผลิต 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันออกไปจึงถึงเดือนมิ.ย.-ธ.ค. 2561 ซึ่ง PRISM เชื่อว่าแนวทางที่ 3 มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้มากในการประชุมดังกล่าว
   
น.ส.นรินทร์ อภิสุทธิไมตรี นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) จากบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า  PRISM คาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันปี 2561 จะอยู่ระดับ 1.7-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมาจากการผลิตของสหรัฐฯ 7 แสนบาร์เรลต่อวัน และกลุ่มโอเปก 4-7 แสนบาร์เรลต่อวัน รวมถึงกลุ่ม นอนโอเปก อีก 6 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยกลุ่มประเทศโอเปกกำลังอยู่ระหว่างการปรับสมดุลการผลิตและการใช้น้ำมันให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันกลับไปตกลงต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่สหรัฐฯ มองว่าราคาน้ำมันในขณะนี้มีโอกาสผลิตเชลล์ออยล์และสร้างกำไรได้ แนวทางดังกล่าวจะก่อให้เกิดการชักคะเย่อด้านราคาน้ำมันระหว่างโอเปกกับสหรัฐฯต่อไปอีก
 
น.ส.ปิยธิดา พลอยประดิษฐ์  นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) จากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2561 จะอยู่ระดับ 1.4-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมาจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกเป็นหลักที่คาดว่าจะเติบโตขึ้น 3.7% โดยคาดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเศรษฐกิจจะเติบโต 2% และประเทศที่กำลังพัฒนาเติบโต 4.9% ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเติบโตขึ้นด้วย โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป จีน และอินเดีย ส่วนปัจจัยด้านรถยนต์ไฟฟ้า(EV)แม้จะมีความต้องการใช้มากขึ้นแต่ยังติดปัญหาเรื่องราคาที่แพงกว่ารถยนต์น้ำมันและระยะการวิ่งที่ได้น้อยกว่า ทำให้ปริมาณรถ EV มีอยู่เพียง 2,000 คัน ขณะที่รถยนต์น้ำมันมีถึง 1,000 ล้านคัน หรือคิดเป็นแค่ 0.1% เท่านั้น รวมถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่หลายประเทศยังไม่มีแผนที่ชัดเจน จึงยังไม่ทำให้เป็นปัจจัยสำคัญที่เกิดการใช้น้ำมันในปัจจุบัน
น.ส.กิ่งกาญจน์ มานะชำนิ นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) จากบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ความต้องการใช้น้ำมันโลกยังคงเติบโตต่อไปอีก 5-20 ปีข้างหน้า แต่ต้องรอดูต่อไปว่ารถยนต์ EV จะเข้ามามีบทบาทต่อความต้องการใช้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่หากจะให้เป็นปัจจัยที่ช่วยลดการใช้น้ำมันได้นั้นต้องอยู่ที่การกำหนดเป็นนโยบายของรัฐเป็นหลักด้วย
 
นายชาคร เลิศอรรฆยมณี  นักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่ม ปตท.(PRISM) จากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ต่อไปเทคโนโลยีจะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างแยกไม่ออกจากธุรกิจน้ำมัน โดยเฉพาะเรื่องของ BIG DATA  ที่จะมาช่วยลดต้นทุนการผลิตน้ำมันได้ 10% ภายในปี 2563
 
กลับสู่ข่าวทั้งหมด

irpc