ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เผยเอกชน7รายสูญรายได้วันละ47ล้านรัฐสูญค่าภาคหลวงวันละ26ล้านจากการหยุดผลิตปิโตรเลียมในที่ ส.ป.ก.

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เผย7บริษัทได้รับผลกระทบ จากคำสั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ที่ให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยระบุรัฐสูญเสียรายได้จากค่าภาคหลวง วันละ26 ล้านบาท ในขณะที่เอกชนสูญเสียรายได้จากการขายปิโตรเลียมวันละ 47 ล้านบาท พร้อมเร่งแก้ปัญหาการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม เพื่อไม่ให้กระทบการจัดหาพลังงานของประเทศในระยะยาว 

 นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมที่เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการขออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่ ส.ป.ก.และพื้นที่ป่าไม้ มีจำนวนทั้งสิ้น 7 บริษัท ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การดำเนินงาน ดังนี้
     1. บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด  แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร  จ.พิษณุโลก จ.สุโขทัย จ.อุตรดิตถ์ จ.พิจิตร 
     2.บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด  แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร จ.สุโขทัย
     3.บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์
     4.บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น  จ.อุดรธานี
     5.บริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น  จ.อุดรธานี จ.กาฬสินธุ์ 
     6.บริษัท ทวินซ่า ออยล์ ลิมิเต็ต แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.พิษณุโลก
     7.บริษัท ย่านฉาง ปิโตรเลียม (ไทยแลนด์) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้การหยุดการผลิตของบริษัทผู้รับสัมปทานดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณปิโตรเลียมที่ผลิตได้ในประเทศ ประเมินความเสียหายเบื้องต้น คือ น้ำมันดิบลดลง 16,000 บาร์เรล/วัน ก๊าซธรรมชาติลดลง 110 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ก๊าซธรรมชาติเหลวลดลง 100 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 47 ล้านบาทต่อวัน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ในรูปแบบค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กว่า 26 ล้านบาท/วัน และค่าภาคหลวงที่จะกระจายสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลดลงไปกว่า 3.55 ล้านบาท/วัน

 อย่างไรก็ตาม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยขณะนี้ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศเป็นหลักสำคัญโดยเร็วที่สุด 

โดยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (พื้นที่ ส.ป.ก.) โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะส่วนราชการที่กำกับดูแลและบริหารจัดการให้ผู้รับสัมปทานดำเนินตามข้อกำหนดในสัญญาสัมปทานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้อาศัยอำนาจตามมาตร 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 สั่งให้ผู้รับสัมปทานหยุดดำเนินกิจการปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก. จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ เพื่อมิให้ขัดต่อข้อกฎหมายและคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

กลับสู่ข่าวทั้งหมด