ข่าวที่เกี่ยวข้อง

PTTGCชะลอการลงทุนในสหรัฐฯรอดูนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

PTTGC ชะลอโครงการลงทุนในสหรัฐฯ รอดูนโยบายโดนัลด์ ทรัมป์  ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ ในช่วงไตรมาสแรกปี 2560 ก่อนประเมินผลกระทบโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์สหรัฐฯมูลค่า 5.7พันล้านเหรียญสหรัฐฯ  ในขณะที่คาดการณ์รายได้ปีหน้าเติบโตเพิ่ม 22-25%

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมีคอล จำกัด(มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า PTTGC อยู่ระหว่างประเมินแผนการลงทุนหลายโครงการในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสหรัฐฯ จะเปลี่ยนประธานาธิบดีใหม่เป็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับบลิกัน  ทำให้ PTTGCต้องชะลอดูนโยบายใหม่ของสหรัฐฯ จากเดิมที่มีแผนจะตัดสินใจในขั้นตอนสำคัญของการลงทุนช่วงไตรมาส1 ของปี 2560 ดังนั้นจะต้องรอดูความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสหรัฐฯก่อน  จึงจะประเมินดูผลกระทบ ว่าจะเดินหน้าโครงการต่อไป ต้องปรับโครงการให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างไร

อย่างไรก็ตามมองว่าการลงทุนในประเทศสหรัฐฯ ถือว่ายังเป็นโอกาสที่ดี เพราะมีก๊าซธรรมชาติมาก และราคาก็ไม่แพง ซึ่ง PTTGC น่าจะขยายโอกาสการลงทุนไปได้  โดยโครงการสำคัญได้แก่ โครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐฯ ซึ่งเดิม PTTGC มีนโยบายเข้าเป็นผู้ถือหุ้นหลักในโครงการ รวมทั้งศึกษาสถานการณ์ตลาดสหรัฐฯและเอเชียที่จะเป็นตลาดหลัก โดยเบื้องต้นจะเป็นโรงงานผลิตเอทิลีนขนาด 1 ล้านตันต่อปี ใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนจากก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากชั้นหินดินดาน(เชลล์ แก๊ส) โดยโรงงานตั้งอยู่ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ ใช้เงินลงทุนประมาณ 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีโครงการศึกษาลงทุนในโรงงานพลาสติกที่ใช้เอทิลีนเป็นวัตถุดิบการผลิต รวมถึงการลงทุนเทคโนโลยีที่บอสตัน นอกจากนี้ PTTGC ยังมีโรงงานผลิตไบโอพลาสติกร่วมกับบริษัท NatureWorks ด  ของสหรัฐฯ อยู่แล้วด้วย ซึ่งเตรียมจะขยายการลงทุนต่อไปในอนาคต

“มองว่าประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ มีนโยบายสุดโต่ง ซึ่ง PTTGC จะต้องระวังในการลงทุนและต้องรอความชัดเจนของนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯก่อน แต่นโยบายนายโดนัล ทรัมป์ ก็ยังมีข้อดีที่จะลดภาษีนิติบุคคล ทั้งนี้คาดว่าน่ามีความชัดเจนในไตรมาสแรกของปี 2560 ได้ ซึ่ง PTTC กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากมีผลกระทบต่อแผนการลงทุนก็จะต้องนำกลับมาปรับแผนใหม่ ถ้าไม่กระทบก็พร้อมเดินหน้าโครงการต่างๆในสหรัฐฯต่อไป” นายสุพัฒนพงษ์  กล่าว

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับในปี 2560 PTTGC คาดว่าจะมีรายได้เติบโตเพิ่มขึ้น 20-25% เมื่อเทียบกับปี 2559  เนื่องจากเชื่อว่าราคาน้ำมันโลกจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 45-55 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากปี 2559 อยู่ที่ 40-50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากความผันผวนของทิศทางการผลิตในกลุ่มประเทศโอเปก ประกอบกับในปี 2559 PTTGC มีการหยุดซ่อมโรงงาน 2-3 โรง แต่ในปี 2560 ไม่มีการปิดซ่อมสามารถผลิตได้เต็มกำลังการผลิต ซึ่งจะทำให้ปริมาณและราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ตลาดโอเลฟินส์มีแนวโน้มเติบโตได้ดี

ขณะเดียวกันบริษัทก็มีโครงการขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และAEC โดยล่าสุดบริษัทได้ลงนามร่วมกับ บริษัท เอส.พี.เพ็ทแพค จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชั้นนำของไทย เพื่อสนับสนุนการลงทุนสร้างโรงงานบรรจุภัณฑ์พลาสติกในเมียนมา ประเภทถังแกลลอนบรรจุน้ำมันหล่อลื่น และบรรจุภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ ทั้งนี้ปัจจุบันยอดขายในประเทศ CLMV อยู่ที่ 7.1 หมื่นตันต่อปี บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น 2 ล้านตันต่อปี หรือคิดมูลค่าเป็น 1 แสนล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้า

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2559 บริษัทมีรายได้จากการขาย 8.9 หมื่นล้านบาท กำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (อีบิทด้า) 1.2 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6.2 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 1.40 บาทต่อหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 416% จากช่วงเดียวกัรของปีก่อนที่มีกำไร 1.2 พันล้านบาท และเพิ่มขึ้น 26% จากไตรมาส 2/2559 ที่มีผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 4.9 พันล้านบาท โดยผลประกอบการงวด 9 เดือน บริษัทมีรายได้จากการขาย 2.36 แสนล้านบาท อีบิทด้าอยู่ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ 1.5 หมื่นล้านบาท

กลับสู่ข่าวทั้งหมด