ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐมนตรีพลังงานประกาศชะลอโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพา 3ปี

  • Date : 2018-02-02 11:54:37

รัฐมนตรีพลังงาน ประกาศชะลอโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และ เทพา ออกไปอีก 3 ปี โดยจะให้กฟผ.ใช้ระยะเวลาช่วงปี 2561-2563 จัดทำ EIA และเปิดรับฟังความเห็นชาวบ้านให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน คู่ขนานกับการศึกษาโรงไฟฟ้าก๊าซจากLNG นำเข้า  โดยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ในระยะเร่งด่วน 3-5 ปี จะให้สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล 300 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  และการลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง  จากโรงไฟฟ้าหลัก ทั้งจะนะ และ ขนอม  ไปยังสุราษฏ์ธานีและภูเก็ต รวมทั้งการนำมาตรการลดใช้ไฟฟ้าภาคสมัครใจ(DR)มาใช้กับภาคใต้อย่างจริงจัง

นาย ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานมีมติให้ชะลอการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา  จ.สงขลา ออกไปอีก 3 ปี  โดยในช่วงปี2561-2563 ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)จะไปดำเนินกระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)โรงไฟฟ้ากระบี่ และสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน รวมถึงเปิดรับฟังความเห็นประชาชนอย่างเต็มที่   ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา นั้นนอกจากจะดำเนินกระบวนการ EIA แล้ว กฟผ.ยังต้องศึกษาความเหมาะสมพื้นที่อื่นๆ นอกจากเทพา รวมทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนตั้งโรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้ก๊าซLNG นำเข้าเป็นเชื้อเพลิงด้วยทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย เพื่อเป็นทางเลือกเปรียบเทียบกันในอนาคต

ทั้งนี้เมื่อครบ 3 ปีแล้ว กระทรวงพลังงานจะร่วมกับทุกฝ่าย ตัดสินใจอีกครั้งว่า ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ยังมีความจำเป็นที่ต้องสร้างอยู่หรือไม่ โดยหากพบว่าการสร้างโรงไฟฟ้าจากLNG ในเวลานั้นทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศถูกลงเพราะราคาเชื้อเพลิงถูกลง โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา อาจจะไม่มีความจำเป็นที่ต้องสร้างก็ได้

สำหรับในช่วง 3-5 ปีนี้ กระทรวงพลังงานจะดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ โดยจะผลักดันให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขนาดรวม 300 เมกะวัตต์ โดยจะให้ก่อสร้างภายใน 2-3 ปีนี้ เพื่อทดแทนการดึงไฟฟ้าจากภาคกลางมาใช้ ซึ่งปัจจุบันมีการดึงมาใช้อยู่ 460 เมกะวัตต์   โดยรัฐบาลจะลงทุนในลักษณะของโครงการประชารัฐ และ กฟผ.เป็นผู้ดำเนินการสร้างระบบสายส่งให้  

พร้อมกันนี้จะให้ กฟผ.ดำเนินการลงทุนสร้างระบบสายส่งจากโรงไฟฟ้าหลักของภาคใต้ คือโรงไฟฟ้าขนอม และโรงไฟฟ้าจะนะ ไปยังแหล่งพื้นที่ความต้องการใช้หลักโดยตรง คือ พื้นที่จ.สุราษฎ์ธานี  ไปถึง พื้นที่ จ.ภูเก็ต  รวมถึงขยายระบบสายส่งไฟฟ้าจาก 300 KV ที่มีอยู่ให้เป็นขนาด 500 KV เพื่อให้รองรับไฟฟ้าจากภาคกลางได้มากขึ้นด้วย

 นอกจากนี้ยังจะนำมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้าภาคสมัครใจ(DR)มาใช้ในพื้นที่ภาคใต้อย่างจริงจังด้วย 

นายศิริ กล่าวว่า การสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลและชีวภาพในภาคใต้ขนาด 300 เมกะวัตต์ จะไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าปรับสูงเกินไป เนื่องจากการประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของเอกชนรายเล็ก(SPP Hybrid Firm)ที่ผ่านมา พบว่าเอกชนสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในราคาถูกเพียง 2.44 บาทต่อหน่วยเท่านั้น 
อย่างไรก็ตามภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ในปี 2560 อยู่ที่ 2,624 เมกะวัตต์ โดยมีกำลังการผลิตอยู่ 2,400 เมกะวัตต์ และดึงไฟฟ้าจากภาคกลางอีก 460 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าจากพลังน้ำอีกประมาณ 100 เมกะวัตต์ และไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนกว่า 50 เมกะวัตต์ แต่เนื่องจากสายส่งไม่พอทำให้การผลิตไฟฟ้าได้จริงเพียง 2,024 เมกะวัตต์  ทำให้ภาคใต้เกิดความเสี่ยงไฟฟ้า ดังนั้นหากขยายระบบสายส่งไฟฟ้าสำเร็จจะลดความเสี่ยงไฟฟ้าลงได้มาก 

นายศิริ กล่าวด้วยว่า สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว(PDP)ฉบับใหม่ที่กำลังจัดทำอยู่นั้น จะบรรจุโรงไฟฟ้าถ่านหินไว้เป็นทางเลือกเท่านั้น แต่ไม่อยู่ในแผนหลัก เหมือนที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนประเภทเชื้อเพลิงได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์

กลับสู่ข่าวทั้งหมด

irpc