ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อดีตผู้ว่ากฟผ.ตั้งคำถาม ลดบทบาทกฟผ.ผลประโยชน์ตกที่ใคร

  • Date : 2018-01-17 11:54:10

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ. ค้านรัฐลดบทบาทกฟผ. จัดเสวนาระดมสมอง อดีตผู้ว่าการกฟผ.แนะทางออก โดย"สุนชัย" ตั้งคำถาม จะลดบทบาทกฟผ.ผลประโยชน์ตกที่ใคร ชี้ตัวเลขเปรียบเทียบ กฟผ.ส่งรายได้ให้รัฐมากกว่าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรวมกัน กว่า16,000 ล้านบาทต่อปี และส่งประโยชน์ถึงมือประชาชน  ในขณะที่ "ไกรสีห์ " โชว์ข้อมูลสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของกฟผ.ที่ลดลงเรื่อยๆ ระบุ เทคโนโลยีเปลี่ยน  นโยบายเปลี่ยน กฟผ.ต้องเร่งปรับตัวเพื่อผ่านพ้นวิกฤต  ส่วน"กรศิษฏ์ " เร่งปรับลดต้นทุน พร้อมแข่งขันโรงไฟฟ้ากับเอกชน

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2561 ณ หอประชุม เกษม จาติกวณิช กฟผ.สำนักงานใหญ่ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ สร.กฟผ. จัดเสวนา เรื่อง ฝ่าวิกฤตปฎิรูปไฟฟ้า กฟผ.จะก้าวข้ามอย่างไร  โดยเชิญ อดีตผู้ว่าการกฟผ.คนที่9 และอดีตกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน นายไกรสีห์ กรรณสูต นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ อดีตผู้ว่ากฟผ.คนที่12 ปัจจุบันเป็นคณะกรรมการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน และผู้ว่ากฟผ.คนปัจจุบัน นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ เป็นวิทยากรหลักในการเสวนา ซึ่งได้รับความสนใจจากพนักงานกฟผ. กว่า700คนเต็มที่นั่งห้องประชุม พร้อมถ่ายทอดสัญญาณไปยัง สำนักงานกฟผ.ในต่างจังหวัดด้วย

โดยหลังการเสวนา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ.นายศิริชัย ไม้งาม ได้กล่าวเจตนารมณ์ และจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่18 ม.ค. เพื่อคัดค้านข้อเสนอที่จะลดบทบาท กฟผ. ในการเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่ดูแลความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ

ด้าน นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ อดีตผู้ว่ากฟผ.คนที่12 ปัจจุบันเป็นคณะกรรมการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน  กล่าวยอมรับในเวทีเสวนา ว่า กฟผ.จะต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยจะทำงานแบบเดิมไม่ได้  อย่างไรก็ตามในการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน  ที่แผนทั้งหมดจะแล้วเสร็จมีเนื้อหา 273 หน้า และรวมอยู่ในแผนยุทธศาสตร์การปฎิรูปประเทศระยะยาว ซึ่งจะประกาศในเดือนเม.ย. 2561 นี้ เชื่อว่า กฟผ.จะยังมีบทบาทหลักในการดูแลเรื่องความมั่นคงไฟฟ้าให้กับประเทศ

โดยนายสุนชัย กล่าวว่า กฟผ.เป็นองค์กรที่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตไฟฟ้า กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กฟผ.ก็ยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่า แถมยังเป็นรัฐวิสาหกิจที่ล่าสุดไตรมาสแรก ปี2561 นำส่งรายได้ให้กับรัฐมากที่สุดด้วย

ทั้งนี้ตัวเลขต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเดือนพ.ย. ปี2560  ของกฟผ.อยู่ที่ 1.90บาทต่อหน่วย ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ หรือไอพีพี 2.30 บาทต่อหน่วย จากโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กหรือเอสพีพี ราคา3.50บาทกว่า พลังงานทดแทนอยู่ที่ประมาณ 6บาทกว่า เพราะมีระบบAdder และFeed in Tariff  

" ต้องดูว่าประสิทธิภาพวัดกันตรงไหน เมื่อปี 2559  กฟผ.ขายไฟฟ้าแบบเดียวกับเอกชน และแถมยังเดินเครื่องน้อยกว่าด้วย เพราะต้องให้เอกชนเดินเครื่องให้ครบตามสัญญา  แต่ก็มีกำไรและส่งรายได้ให้กับรัฐ 21,600 ล้านบาท  รัฐนำไปเป็นงบประมาณของประเทศ กลับคืนสู่ประชาชน    ส่วนเอกชนทั้งผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่หรือไอพีพี และเอสพีพี  มีกำลังการผลิตรวมกันอยู่ประมาณ 20,000 กว่าเมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่ากฟผ. จ่ายภาษีให้กับรัฐได้เพียงประมาณ4,000 ล้านบาท  ถามว่าประโยชน์นั้นตกอยู่ที่ใคร  "นายสุนชัย กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลเองก็ต้องพิจารณาดูเหมือนกันว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ระบบสาธารณูปโภค ความมั่นคง  รัฐต้องดูแลให้ผลประโยชน์กลับไปสู่ประชาชน ก็เป็นสิ่งที่ กฟผ.จะต้องดูแลเรื่องนี้ ใครจะมาทำอะไรเราไม่ได้  ถ้าเรายืนยันได้ว่าสิ่งที่กฟผ.ทำไปนั้นมีความตรงไปตรงมา  มีประสิทธิภาพ มีความซื่อสัตย์ รายได้ทุกบาททุกสตางค์ มีการกลับส่งคืนให้กับรัฐ  เพราะไม่มีเอกชนรายไหนที่จะกล้าส่งเงินให้รัฐมากถึง40% ของกำไรเหมือนกฟผ.

"  แต่ก็จะมีบางคนที่อยากจะทำอย่างนั้น เพราะมองว่าไฟฟ้าเป็นธุรกิจ  เราก็เห็นว่าขายไฟไม่ได้กำไรสักเท่าไหร่ แต่สามารถไปสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดหลักทรัพย์ได้มากมายมหาศาล หลายคนร่ำรวยแบบฉับพลัน  มันก็เลยอยากจะให้เอกชนมาทำอีก เปิดเสรีให้แข่งขันกัน ทุกคนอยากจะสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อเก็บจำนวนเมกะวัตต์ไว้ใน portfolio ของตัวเองเยอะๆ ตลาดหุ้นจะได้วิ่ง แล้วจะได้กำไร  ถ้าแน่ใจว่าระบบเศรษฐกิจแบบนี้ เรารับได้ ก็ทำเลย แต่สื่อมวลชนไทยเรียกระบบแบบนี้ว่าทุนนิยมสามานย์ " นายสุนชัย กล่าว

นายสุนชัย กล่าวว่า ในคณะกรรมการปฎิรูปเราพูดกันว่า ในการที่จะทำเรื่องพลังงาน ต้องครบถ้วนทั้ง3ด้าน คือเรื่องของความมั่นคง ราคา และสิ่งแวดล้อม โดยนำปรัชญาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 มาเป็นหลัก ซึ่งคณะกรรมการหลายคนก็เห็นตรงกันว่า ในเรื่องของการสร้างความมั่นคงไฟฟ้า กฟผ.ก็จะยังต้องมีบทบาทนำ การจะลดบทบาทของกฟผ.ลง ก็ไม่เชื่อว่ามันจะออกมาได้ ถ้าตนยังเป็นคณะกรรมการปฎิรูปด้านพลังงานอยู่  

นายสุนชัย กล่าวด้วยว่า ในเรื่องของการกระจายความเสี่ยงเชื้อเพลิง กฟผ.ก็ยังเสนอว่ามันยังจำเป็นต้องมีไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของนโยบายของรัฐ ถ้ารัฐจะมุ่งไปสร้างแต่โรงไฟฟ้าก๊าซ จะไม่เอาถ่านหิน ก็บอกมา  ที่ผ่านมา กฟผ.นำเสนอชัดเจนว่า ภาคไหนเป็นแบบไหน ภาคใต้ขาดอะไร  ระบบสายส่งไฟฟ้ามีปัญหาคอขวด อย่างไร ถ้ารัฐจะทำตามข้อเสนอของกระดาษ3แผ่นที่แจกในการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่จะยกเลิกสายส่ง ก็ลองดู ว่าภาคใต้จะเป็นอย่างไร "คนกฟผ.ต้องบอกว่าสิ่งที่เรามีความรู้ทางด้านเทคนิค เป็นสิ่งที่เราต้องเสนอ ว่าอนาคตโรงไฟฟ้าควรจะต้องเป็นอย่างไร เชื้อเพลิงควรจะจัดการอย่างไร จะกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงแค่ไหน  โดยเรื่องของLNG ที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต รัฐก็ต้องพิจารณาด้วยว่า มีความเสี่ยงเรื่องของระบบการขนส่งและการจัดเก็บ หากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเราจะมีทางออกอย่างไร

ด้านนาย ไกรสีห์ กรรณสูต อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คนที่9 และอดีตกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของกฟผ.มีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อยๆ โดยในปี2560 กฟผ.มีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 33% ในขณะที่ ไอพีพี มีสัดส่วน 28% เอสพีพี 19% วีเอสพีพี 8% ที่เหลือคืออื่นๆ  ในขณะที่อัตราการเติบโตของ ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก หรือ วีเอสพีพี โตมากสุด 37% รองลงมาคือ ผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS โต21.9% เอสพีพี โต 14.9% ส่วน กฟผ. อยู่ที่ประมาณ 2.5% เท่านั้น ซึ่งหมายถึงว่า กฟผ.แทบจะไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าใหม่เลย มีแต่โรงไฟฟ้าเดิม

" เราดูรายได้กฟผ.มาจาก Return on Invest Capital -ROIC  เมื่อไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่ๆเข้ามา ทรัพย์สินเก่าก็เสื่อมราคาลงไปเรื่อยๆ แน่นอนรายได้จะมีแต่ลดลงๆ แต่ต้นทุนคงที่(Fix Cost) แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าตามกฏกติกาปัจจุบัน  กฟผ.บอกไม่เดือดร้อน เพราะโรงไฟฟ้าของกฟผ.ต้องได้ ROIC ที่กำหนดไว้ 5.7-5.8% คิดดูว่าสังคมจะมองกฟผ.อย่างไร  เขาจะคิดว่าเขาจะต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นเพื่อให้กฟผ.มีค่าตอบแทนตามที่กำหนด ซึ่งมันคงไม่ยั่งยืน มันจะมีแรงกดดัน  กติกานี้คงจะต้องมีการเปลี่ยน ให้ROIC นี้ใช้กับระบบส่งเพียงอย่างเดียวส่วนโรงไฟฟ้า ก็ถ้ากฟผ.สร้างไม่ได้ ก็คือสร้างไม่ได้ ผลกระทบก็จะกลายเป็นว่า กฟผ.ซึ่งเคยมีกำไรมาโดยตลอด ก็จะกลายเป็นรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุน เหมือนที่เราเห็นในรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในธุรกิจเทเลคอม" นายไกรสีห์ กล่าว

เขากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นวิกฤตการณ์ที่กฟผ.จะต้องมานั่ง แก้ไข  ถึงแม้มันจะยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  แต่มันเป็นภัยคุกคาม ที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต  สิ่งที่จะต้องฝากผู้บริหารชุดปัจจุบันคือถ้ารู้ว่า รายได้เราจะลดลง จะสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ลดลง ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มรายได้ให้มันขึ้นมา  กฟผ.อาจจะต้องไปทำธุรกิจอื่นหรือทำธุรกิจที่มันเกี่ยวข้อง กฟผ.มีจุดแข็งหลายๆด้านในเรื่องวิชาการ ก็ต้องไปดูว่าจะนำจุดแข็งที่มีอยู่ไปสร้างเป็นรายได้ ได้อย่างไร

" กฟผ.จะต้องปรับตัวอย่างแน่นอนเพราะโลกมันเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยนว่า อยากจะให้เอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จะไม่ให้มีการกำหนดโควต้า  กฟผ.อยากจะสร้างโรงไฟฟ้าก็ต้องไปแข่งขันกับเอกชน  ถ้ามองอนาคตเรื่องโรงไฟฟ้า กฟผ.ต้องปรับตัวอย่างมาก" นายไกรสีห์ กล่าว

ด้าน นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการกฟผ.คนปัจจุบัน กล่าวว่า  กฟผ. พร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยจะต้องเร่งปรับองค์กรให้รวดเร็วและลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มความคล่องตัวให้กับ กฟผ. ซึ่งแนวทางในการเร่งปรับองค์กรนั้น จะต้องมุ่งเน้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะ กฟผ.เป็นผู้รับผิดชอบในการผลิตไฟฟ้าตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(พ.ร.บ.กฟผ.)ที่ควรเป็นผู้นำริเริ่มการลงทุนในรูปแบบใหม่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำลง
 

นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า กฟผ.พร้อมแข่งขันในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ประเภทเชื้อเพลิงฟอสซิล เพราะที่ผ่านมากฟผ.ถูกให้แข่งขันโดยกำหนดผลตอบแทนการลงทุนอยู่ที่ 5.7% ต่ำกว่าภาคเอกชนที่มีผลตอบแทนการลงทุนสองหลัก แต่กฟผ.ก็ยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย และหากให้แข่งขันด้านการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ก็พร้อมที่จะแข่งบนกติกาเงื่อนไขเดียวกัน

ทั้งนี้กฟผ.ยังจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อความมั่นคงของประเทศและเป็นเครื่องมือของรัฐที่จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด