ข่าวที่เกี่ยวข้อง

PEA อัดเงินลงทุน3.2หมื่นล้านบาทรองรับกระแสProsumer

  • Date : 2018-01-17 08:10:09

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) อัดเม็ดเงินลงทุนปี 2561 จำนวน 3.2 หมื่นล้านบาท เริ่มเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีไฟฟ้าหลายโครงการ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะกลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง( Prosumer)  โดยเร่งปรับตัวมาเป็นผู้ผลิตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ผู้บริโภค รวมถึงให้บริการเทคโนโลยีทั้ง Smart home ,Smart Grid และเป็นผู้ให้บริการสายส่งไฟฟ้าสำหรับ Prosumer ควบคู่บทบาทการรักษาความมั่นคงไฟฟ้าประเทศ

นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายให้ PEA ลงทุนให้ได้ 3.2 หมื่นล้านบาทในปี 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่กำหนดไว้ 2.3 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดย PEA เตรียมใช้ลงทุนใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ส่งเสริมการพัฒนาสายส่งและสถานีไฟฟ้า  2.ดำเนินโครงการพัฒนาโครงข่ายสมาร์ทกริดในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี และ3.โครงการด้านเทคโนโลยีต่างๆ  โดยการลงทุนทั้ง 3 ด้านนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าประเทศและรองรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

ทั้งนี้มองว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าผู้ใช้ไฟฟ้าจะเปลี่ยนมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง(Prosumer)มากขึ้น รวมทั้งอาจจะก้าวไปถึงการผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายให้กับเพื่อนบ้าน(Energy trading) ซึ่งยอมรับว่าจะมีผลกระทบต่อการจำหน่ายไฟฟ้าของ PEA ให้ลดน้อยลงแน่นอน ดังนั้น PEA ก็จะซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เพื่อมาจำหน่ายน้อยลงเช่นกัน

นอกจากนี้ในการรักษารายได้ไม่ให้ต่ำลง ทาง PEA กำลังเร่งปรับตัว โดยจะเริ่มเห็นการลงทุนตั้งแต่ปี 2561 นี้เป็นต้นไป หลังจากได้วางแผนงานมาหลายปี

โดยในส่วนของการลงทุนด้านส่งเสิรมการพัฒนาสายส่งและสถานีไฟฟ้านั้น เพื่อรองรับผู้ใช้บริการไฟฟ้ารายใหม่ที่เพิ่มขึ้น 5 แสนราย จากปัจจุบัน PEA มีลูกค้าอยู่ 19 ล้านราย และช่วยให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึงรวมทั้งเกิดความมั่นคงไฟฟ้าในประเทศ

สำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาโครงข่ายระบบสมาร์ทกริดในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรีนั้น คาดว่าจะได้ผู้รับเหมาติดตั้งระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Meter)ในปี 2561 นี้ และจะเริ่มทยอยติดตั้งสมาร์ทมิเตอร์ให้ชาวบ้านเมืองพัทยาฟรี 1 แสนเครื่องในปี 2561 นี้เช่นกัน ซึ่งระบบสมาร์ทมิเตอร์จะช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถทราบพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของตัวเองและบริหารจัดการใช้ไฟฟ้าผ่านระบบปฏิบัติการในมือถือได้ทันที ขณะที่ PEA จะทราบข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของประชาชนได้แม่นยำขึ้นเพื่อนำมาบริหารจัดการไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยโครงการนี้ใช้เงินลงทุนของ PEA เองประมาณ 1,000 ล้านบาท และขณะนี้เตรียมทำสมาร์ทมิเตอร์ เฟส 2 ที่พัทยาเพื่อให้ครอบคลุมผู้ใช้บริการในพื้นที่พัทยาทั้งหมด และขยายไปสู่จังหวัดเชียงใหม่ จ.นครราชสีมา จ.ขอนแก่น และที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ต่อไป

และโครงการด้านเทคโนโลยีที่ PEA เตรียมดำเนินการ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงการใช้ไฟฟ้าในอนาคต ได้แก่ 1.การผันตัวเองมาเป็นผู้ให้บริการจำหน่ายและติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) ซึ่งมอบหมายให้บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูก มาดำเนินการ ทั้งนี้ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคเพราะแผงโซลาร์ที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้าเกรดA ที่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจในสินค้าและบริการที่ดีได้

2.PEA จะต่อยอดจากการทำสมาร์ทกริด (Smart Grid) เมืองพัทยา มาสู่การพัฒนาเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม (Smart home)เพื่อให้บริการประชาชน โดยระบบสมาร์ทโฮม คือระบบผลิตไฟฟ้าและบริหารจัดการไฟฟ้าภายในบ้านแบบอัจฉริยะ ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้า รวมถึงการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่พื้นฐานไปสู่การใช้ไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถควบคุมการเปิดปิดไฟฟ้า อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ และเลือกใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปหรือซื้อจาก PEA ได้โดยผ่านระบบปฏิบัติการในมือถือ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการประหยัดสูงสุด โดยปลายเดือนม.ค. 2561 นี้ PEA จะลงนามความร่วมมือพัฒนาสมาร์ทโฮม ร่วมกับบริษัท นารายณ์พร็อพเพอตี้ จำกัด

นายเสริมสกุล กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม PEA ยังคงทำหน้าที่หลักในการดูแลระบบไฟฟ้าของประเทศให้เกิดความมั่นคงต่อไป และเมื่อเกิด Prosumer มากขึ้น PEA จะหันมาให้บริการสายส่งไฟฟ้าแทน เพราะPEA มีสายส่งไฟฟ้าครอบคลุมทั่วประเทศ สามารถเปิดให้ใช้บริการและคิดค่าเช่าสายส่งได้

กลับสู่ข่าวทั้งหมด