ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการลุ้น พลังงาน มหาดไทย เร่งตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้

นักวิชาการ หนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่กระบี่ และ เทพา แนะ กระทรวง พลังงาน มหาดไทย ควรร่วมกันหาข้อสรุปให้ชัดเจน ภายใน 3-4 เดือน นี้ เหตุล่าช้าจากแผนมามาก ทำชาวบ้านรับโทษทางอ้อมด้วยการจ่ายค่าไฟเพิ่ม กรณีแหล่งก๊าซฯมีปัญหาและต้องใช้น้ำมันเตา ดีเซล ที่มีต้นทุนสูงกว่ามาทดแทน
 
วันที่ 13 ธ.ค. 2560 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) จัดเสวนา “เจาะลึกประเด็นร้อนโรงไฟฟ้าถ่านหิน-บุหรี่ไฟฟ้า นวัตกรรมช่วยลดผลกระทบเชิงลบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้จริงหรือไม่?” เพื่อเปิดมุมมองจากฝั่งนักวิชาการและกลุ่มผู้บริโภค ที่ยืนยันผลการวิจัยว่าการพัฒนาเทคโนโลยีที่ลดการเผาไหม้ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้ และเพื่อให้รัฐมีข้อมูลในการกำหนดนโยบายสาธารณะตามแนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่เน้นการนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาประเทศ 
 
โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย ว่าที่พันตรี ดร.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ. )  ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน, รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ อดีตหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผศ.อุนกัง แซ่ลิ้ม รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
 
รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ อดีตหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยควรสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่ จ.กระบี่และที่ อ.เทพา จ.สงขลา เพื่อลดความเสี่ยงไฟฟ้าของภาคใต้ และยืนยันว่าการเลือกใช้เทคโนโลยี Ultra Super Critical ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)นั้น จะทำให้ระบบเผาไหม้มีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะในสิ่งแวดล้อม
 
นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเครื่องดูดจับคาร์บอนแบบละเอียด มูลค่าถึง 9,000 ล้านบาท เพื่อดูดสารปรอทด้วย ดังนั้นการที่ผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินระบุว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะเกิดการปล่อยสารปรอทสูงเหมือนบางโรงในต่างประเทศ จึงไม่เป็นความจริง โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกมี 2 หมื่นแห่ง แต่มีเพียง 5 แห่งในโลกที่เกิดการปล่อยสารปรอทสูงเกินค่ามาตรฐาน ดังนั้นการที่ฝ่ายคัดค้านหยิบยกโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5 แห่งนี้มากล่าวอ้าง จึงไม่สมเหตุผล
 
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเห็นควรให้สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแทนโรงไฟฟ้ากระบี่นั้น เห็นว่าปัจจุบันยังเป็นไปไม่ได้ที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจะมาแทนที่โรงไฟฟ้าหลักอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากภาคใต้มีความต้องการโรงไฟฟ้าติดตั้งในพื้นที่เพิ่มขึ้น  พลังงานหมุนเวียนจึงไม่สามารถผลิตเพื่อรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นได้ทัน อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนของธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าด้วย และการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนั้น จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าหลักในปริมาณที่เท่ากันเพื่อเป็นพลังงานสำรอง(แบ็คอัพ) ดังนั้นต้นทุนดังกล่าวจะสะท้อนกลับไปที่ค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศให้สูงขึ้นตามมา อย่างไรก็ตามยืนยันว่า แม้การใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินจะไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้มากนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นสูงเหมือนพลังงานหมุนเวียนแน่นอน 
 
นอกจากนี้เมื่อมองไปยังต่างประเทศจะพบว่า เริ่มมีการใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินมากขึ้น โดยล่าสุดทางประเทศจีนมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในอีก 4-5 ปีข้างหน้าอีก 1.8 แสนเมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีอยู่ 9 แสนเมกะวัตต์ ส่วนญี่ปุ่นมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทดแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 45 โรงกำลังการผลิตรวม 2 หมื่นเมกะวัตต์ 
 
ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยลดปัญหามลภาวะได้จริง และอยากให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นในเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามฝ่ายคัดค้านไม่ควรนำเอาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินระบบเก่ามาเปรียบเทียบกับปัจจุบัน เพราะความก้าวหน้าและประสิทธิภาพแตกต่างกันมาก ซึ่งหากวันนี้ไทยไม่สามารถก้าวถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาได้ จะส่งผลให้ในอนาคตประเทศไทยจะเติบโตได้ลำบาก โดยเฉพาะโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่(เมกะโปรเจ็คต์)ที่ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างมาก ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง เป็นต้น
 
ทั้งนี้เห็นว่ารัฐบาลตัดสินใจเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาล่าช้ามานาน ดังนั้นเมื่อมีคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่แล้ว ก็ควรเร่งพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว เพราะทุกวันนี้ประชาชนได้รับการลงโทษจากการสร้างโรงไฟฟ้าล่าช้าแล้ว ซึ่งเห็นได้จากกรณีแหล่งก๊าซธรรมชาติปิดซ่อมหรือมีปัญหา ก็ต้องหันไปใช้น้ำมันเตาหรือดีเซลที่มีต้นทุนสูงกว่าในการผลิตไฟฟ้าที่ภาคใต้แทน และทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมได้รับผลกระทบไปด้วย 
 
อย่างไรก็ตามการตัดสินใจเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น เห็นว่าควรให้รัฐมนตรีจากกระทรวงพลังงานและกระทรวงมหาดไทย จะต้องพิจารณาและตัดสินใจร่วมกัน เพราะกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ดูแลผู้ที่ถูกเวนคืนที่ดิน ดูแลความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน เป็นต้น ซึ่งหากให้กระทรวงพลังงานพิจารณาเองฝ่ายเดียว จะกลายเป็นคนๆเดียวต้องมารับผิดชอบปัญหาทั้งหมด ทั้งนี้อาจต้องให้เวลากับรัฐมนตรีใหม่ทั้งสองกระทรวง ได้ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงก่อน แต่ควรเร่งสรุปให้เสร็จใน 3-4 เดือนนี้ เพราะยิ่งช้าความเสี่ยงไฟฟ้าภาคใต้ก็ยิ่งมากขึ้น 
 
ด้านว่าที่ พันตรี ดร.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ. ) กล่าวว่า ภาคใต้จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าภาคใต้เติบโตขึ้นมากปีละ 5% เมื่อดูจากตัวเลขการผลิตและความต้องการใช้จะพบว่า ภาคใต้ผลิตไฟฟ้าได้ 3,089 เมกะวัตต์ แต่ไฟฟ้าที่พึ่งพาได้จริงมีเพียง 2,406 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้สูงสุด(พีค)ที่ผ่านมาอยู่ที่ 2,713 เมกะวัตต์ ดังนั้นต้องดึงไฟฟ้าจากภาคกลางมาเสริมระบบวันละ 375 เมกะวัตต์ จะเห็นได้ว่าภาคใต้มีความเสี่ยงต่อปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับได้ โดยเฉพาะกรณีแหล่งก๊าซธรรมชาติประสบปัญหา เพราะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของภาคใต้ส่วนใหญ่ใช้ก๊าซฯ เป็นหลัก และหากในอนาคตภาคใต้จะเปลี่ยนไปสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ผลิตไฟฟ้าแทนก็จะมีผลกระทบให้ค่าไฟฟ้าสูงกว่าถ่านหิน 1 บาทต่อหน่วย 
 
สำหรับในเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น ยอมรับว่าถ่านหินสะอาดไม่มีจริง แต่เทคโนโลยีโรงไฟฟ้ายุคใหม่สามารถลดปัญหามลภาวะได้จริง อีกทั้งการเลือกใช้ถ่านหินของ กฟผ. ก็จะเลือกถ่านที่ให้ค่าความร้อนสูงทำให้ใช้ถ่านน้อย และเลือกที่มีสารซัลเฟอร์ต่ำ รวมทั้งมีโลหะหนักในปริมาณที่น้อยด้วย ส่วนของเสียที่เป็นเถ้าหนักกับยิปซัม สามารถนำไปขายได้ ขณะที่เถ้าลอยอยู่ระหว่างวิจัยว่าจะนำไปใช้อะไรได้บ้าง เบื้องต้นจะทำบ่อเก็บเอาไว้ก่อน ซึ่งรับรองว่าจะไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กลับสู่ข่าวทั้งหมด