ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รอแผนพีดีพี ใหม่เสร็จในอีก3-6เดือน รู้ชัด สร้างไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้

  • Date : 08/12/2017, 21:51.
รัฐมนตรีพลังงาน พร้อมรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ ทั้งที่ กระบี่ และเทพา จ.สงขลา ระบุต้องรอแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว( PDP) ฉบับใหม่เสร็จ ในอีก3-6 เดือนข้างหน้า จึงจะชัดเจนว่าจะมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน อยู่ในแผนหรือใหม่  ย้ำหากสังคมส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ต้องยอมรับต้นทุนภาระค่าไฟฟ้าที่จะแพงขึ้น 
 
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2560 ในงาน " พลังงานพบสื่อมวลชน" ถึงกรณี โรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งที่ จ.กระบี่ และ อ.เทพา จ.สงขลา ที่ยังคงมีกระแสต่อต้าน  ว่า กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ ต้องทำให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว จะปล่อยให้เนิ่นนานไม่ได้ โดย ในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ นั้นเป็นกรณีที่แยกเฉพาะออกไป จาก โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา   เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ นั้นสร้างในพื้นที่ที่เคยเป็นเหมืองถ่านหินลิกไนต์มาก่อน และมีระบบสายส่งไฟฟ้ารองรับอยู่แล้ว  ดังนั้นการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จึงเป็นการใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่   ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เป็นพื้นที่ ที่จะต้องไปสร้างใหม่ และเกี่ยวข้องกับการอพยพย้ายชุมชนที่อยู่เดิม  จึงมีประเด็นที่ซับซ้อนขึ้น   
 
อย่างไรก็ตามในส่วนของกระบี่  ก็เป็นจังหวัดที่กำลังมีการพัฒนาการท่องเที่ยว  ซึ่งเจริญเติบโตมาก  ดังนั้นการพิจารณาเฉพาะความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จึงจะไม่ใช่ประเด็นเดียวที่จะใช้ตัดสินใจ ว่าจะสร้างหรือไม่สร้าง ต้องดูผลกระทบต่อสังคมในระดับมหภาคด้วย   ดูความรู้สึกปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยของประชาชน หรือของชุมชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้า  ซึ่งกระทรวงพลังงาน จะนำองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ มาพิจารณาให้ตกผลึกโดยเร็ว 
 
โดยกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว(PDP)ฉบับใหม่ เพื่อจะได้ทราบความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ และจัดหาโรงไฟฟ้าให้เหมาะสมกับความต้องการ   ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น จะรู้ว่าควรจะต้องมีโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทใด จะเป็น ถ่านหิน  ก๊าซ หรือพลังงานหมุนเวียน  ในสัดส่วนที่เหมาะสมอย่างไร 
ทั้งนี้สังคมต้องรับรู้ด้วยว่า ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอดีต มีการรับซื้อไฟฟ้าในอัตราที่สูง กว่าค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย เพราะรัฐมีการส่งเสริมในรูปของค่าAdder และ Feed in Tariff โดยเป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าประมาณ 25สตางค์ต่อหน่วย  ซึ่งหากสังคมส่วนใหญ่ ยอมรับได้ ว่าไม่ต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และจะยอมจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ก็ไม่มีปัญหา  
 
กลับสู่ข่าวทั้งหมด