ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ย้อนรอย รัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ "ศิริ จิระพงษ์พันธ์ "เคยคิดอย่างไรเรื่องพลังงาน

ย้อนรอย รัฐมนตรีพลังงาน คนใหม่ " ศิริ จิระพงษ์พันธ์ "  เคยคิดอย่างไรเรื่องพลังงาน 
 
เป็นอันว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา .ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด  หรือ ครม.ประยุทธ์5  มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นคนที่สาม  และมาลงตัวสุดท้ายที่ " ดร. ศิริ  จิระพงษ์พันธ์ " อดีต ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  โดยรัฐมนตรีพลังงานคนแรกที่ตั้งมาเมื่อเดือน สิงหาคม 2557 คือ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี  ซึ่งอยู่ในตำแหน่งได้เกือบครบหนึ่งปี  คนที่สอง คือพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์  ที่มานั่งในตำแหน่งต่อเมื่อเดือนสิงหาคม 2558  และก็อยู่ได้ สองปี สามเดือน  ส่วนดร.ศิริ นั้นถ้าไม่มีอะไรที่ผิดพลาด ก็น่าจะนั่งทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน  ไปจนกระทั่งมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เข้ามา คือประมาณ1ปีเศษ
 
ย้อนดู ในช่วง3ปี เศษ ของรัฐมนตรีพลังงาน ทั้งสองคน คือดร.ณรงค์ชัย และพลเอก อนันตพร นั้น  ก็จะเห็นว่า งานชิ้นสำคัญที่ยังผลักดันไม่สำเร็จ คือการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ ทั้งที่จังหวัดกระบี่ และ จังหวัดสงขลา เพื่อกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง  และงานเรื่องปิโตรเลียม ทั้งในส่วนของการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนมาบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ทั้งเอราวัณ และบงกช   รวมทั้งการเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  และการเจรจาให้ได้ข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ดังนั้นการวางตัวให้ ดร.ศิริ มานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ในช่วงท้ายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์   ซึ่งถือว่าเป็นการวางคนที่มีความรู้ความสามารถตรงกับสายงานมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐมนตรีพลังงานสองคนก่อนหน้านี้  ก็น่าจะเป็นความหวังให้กับคนในวงการพลังงานว่า ดร.ศิริ จะผลักดันงานสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของแหล่งปิโตรเลียม ทั้งแหล่งที่จะหมดอายุสัมปทาน และแหล่งใหม่ที่จะเปิดให้เอกชนเข้าสำรวจและผลิต รอบใหม่ ที่ยังค้างอยู่ ได้สำเร็จภายในปีงบประมาณ2561 นี้ 
 
สำหรับประวัติ ความเป็นมา และแนวคิดของ ดร. ศิริ  จิระพงษ์พันธ์ นั้นถือว่าน่าสนใจ  โดยดร.ศิริ เกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2497 ถ้านับจนถึงปัจจุบันก็มีอายุ 63  ย่างเข้า64ปี จบการศึกษา Bachelor of Science (วิศวกรรมเคมี) เกียรตินิยม สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาและ Doctor of Science (วิศวกรรมเคมี) สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเซ็ทส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประวัติการทำงานที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศ  ซึ่งตำแหน่งสุดท้ายก่อนที่จะลาออก เพื่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คือ  ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย 
 
ช่วงปี2557 ที่เริ่มต้นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นั้น ดร.ศิริ มีบทบาทสำคัญอยู่ในกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) (ก่อตั้งโดยดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ ปัจจุบันเป็นประธานบอร์ด ปตท. )  และการเป็นกรรมาธิการสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดย ดร.ศิริ ออกมาแสดงความคิดเห็นสู่สาธารณะ เรื่องของแนวทางการปฎิรูปพลังงาน เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล อยู่บ่อยครั้ง 
 
แนวคิดที่น่าสนใจ ที่ ดร.ศิริ เคยนำเสนอไว้ งาน Energy Forum  ครั้งที่1 ในช่วงที่ ดร.ณรงค์ชัย เป็นรัฐมนตรีพลังงาน เมื่อเดือนตุลาคม 2557  คือการนำเสนอแบบจำลองของสถานการณ์ของก๊าซธรรมชาติในอนาคตว่า จะมีใช้ไปได้อีกเพียง8ปีเท่านั้น (รวมปริมาณสำรอง ที่พิสูจน์แล้ว P1 8.4ล้านล้านลูกบาศ์กฟุต และปริมาณสำรองที่มีความเป็นไปได้ว่าจะพบ50% หรือP2)  หากไม่มีการค้นพบปิโตรเลียมในแหล่งนอกสัมปทานอื่นๆเพิ่มเติม
 
ดร.ศิริ บอกว่า ในปี2564 กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติจะเริ่มลดลงต่ำกว่า 2,750 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ส่งป้อนให้โรงแยกก๊าซปัจจุบัน  นั้นหมายถึงว่า โรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 1 ของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) จะต้องปิดตัวลงไปเนื่องจากมีปริมาณก๊าซฯไม่พอสำหรับการผลิต  และหากไม่มีก๊าซจากแหล่งใหม่ๆมาเพิ่ม ในปี2566 ประเทศจะต้องนำเข้าแอลเอ็นจี มาทดแทนก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ถึง100%   
 
ดร.ศิริ เคยคาดการณ์ไว้ด้วยว่า  ไทยอาจจะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมากถึง 40-50 ล้านตัน หรือเกือบ 50% ของการนำเข้าแอลเอ็นจีของประเทศญี่ปุ่น ที่จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 3.90 บาทต่อหน่วย เป็น 5.50 บาทต่อหน่วยในอนาคต เนื่องจากราคาแอลเอ็นจีมีราคาแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทยกว่าเท่าตัว  โดยต้นทุนค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงจะทำให้บริษัทต่างชาติ ไม่กล้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะกระทบการจ้างงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องเป็นลูกโซ่  จึงสนับสนุนให้มีการเร่งเปิดให้เอกชนเข้ามายื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ หลังจากที่การเปิดสัมปทานครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี2550  ในขณะเดียวกันยังเสนอให้เร่งการประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ทั้งเอราวัณ และบงกช เพื่อให้รู้ผลผู้ชนะประมูลโดยเร็ว   
 
สำหรับข้อเสนอของดร.ศิริ ต่อรัฐบาลในเรื่องของการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ที่ต้องการให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง นั้น ได้รับการตอบรับและแก้ไขมาเป็นลำดับแล้ว จากทั้ง ดร.ณรงค์ชัย และพลเอกอนันตพร  และถือว่าเป็นผลงานสำคัญของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ในช่วงที่ผ่านมา
 
ในส่วนแนวคิด ต่อการเลือกใช้ระบบสัมปทานหรือระบบแบ่งปันผลผลิตในการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช นั้น ถือว่า ดร.ศิริ มีความเข้าใจในทั้งสองระบบค่อนข้างดี  และเคยแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ ว่า รัฐควรต้องออกแบบระบบบริหารจัดการปิโตรเลียม  ที่ไม่กีดขวางโอกาสของประเทศมากเกินไป  โดยมองว่า สัมปทานเป็นระบบที่ควบคุมได้ดีพอสมควร ข้าราชการคุ้นเคย ทำงานเข้ากันได้ รู้วิธีการตรวจสอบ พูดง่าย ๆ ก็คือ ระบบนี้ควบคุมง่าย มีความโปร่งใส โอกาสคอร์รัปชั่นแทบจะไม่มี เพราะมีการประกาศทุกเงื่อนไขในการให้สัมปทานเป็นกฎหมาย เมื่อให้สิทธิ์ไปแล้ว สิ่งที่ผู้รับสัมปทานต้องทำก็คือ ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย 
 
ในขณะที่ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี  ดร.ศิริ แสดงความกังวลว่า รัฐอาจจะต้องมีความพร้อมที่มากกว่านี้ โดยยังเป็นห่วงในต้นทุนการผลิตปิโตรเลียมที่มาจากระบบพีเอสซี ที่ สูงกว่าระบบสัมปทาน และ มีกระบวนการทำงานที่ล่าช้ากว่า โดยยกตัวอย่างของอินโดนีเซีย    อย่างไรก็ตาม  ดร.ศิริ มองว่า หากรัฐจำเป็นต้องใช้ระบบพีเอสซี   ก็ต้องเรียนรู้และสร้างระบบให้ดี   ซึ่งในแนวทางการเปิดประมูล แหล่งเอราวัณ บงกช ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม และจัดทำร่างทีโออาร์ อยู่ในขณะนี้นั้น เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต  ที่ต้องติดตามดูว่า ดร.ศิริ จะสั่งให้มีการแก้ไขปรับปรุงอะไร หรือไม่ 
 
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเส้นทางการทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ของดร.ศิริ จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ  เพราะทันทีที่มีข่าวการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ในครม.ประยุทธ์5 และมีชื่อของ ดร.ศิริ  จิระพงษ์พันธ์  เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ถูกโยกไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น  ก็มีแรงต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอที่คัดค้านเรื่องพลังงาน ต่างออกมาโพสต์ข้อความ ดิสเครดิต กระหึ่มอยู่ในโลกโซเชียล  ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย ต่อ ดร.ศิริ  จะมีกลยุทธ์การทำงาน และกระบวนการสื่อสารกับประชาชนที่แตกต่างออกไปจากรัฐมนตรีพลังงานสองคนก่อนหน้านี้ อย่างไร เพื่อฝ่ากระแสต้านของเอ็นจีโอกลุ่มนี้  และผลักดันงานเร่งด่วนสำคัญที่รออยู่ข้างหน้า ในช่วงท้ายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม  
 
กลับสู่ข่าวทั้งหมด