ข่าวทั้งหมด

Date : 27 / 07 / 2016

  • Date : 27 / 07 / 2016
    พลังงานเร่งมาตรการประหยัดสู้ภาวะน้ำมันราคาถูก

    กระทรวงพลังงานเผย น้ำมันโลกราคาถูกกระทบการประหยัดพลังงานภาคประชาชน เร่งส่งเสริมมาตรการประหยัดให้เข้มข้นขึ้น รณรงค์เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED และแอร์เบอร์ 5 พร้อมนำร่องทดลองใช้ App ควบคุมระบบไฟฟ้าในอาคาร สนพ.

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สืบเนื่องจากน้ำมันในตลาดโลกมีราคาถูกลง ส่งผลให้การตระหนักรู้เกี่ยวกับการประหยัดพลังงานของภาคประชาชนลดน้อยลงไปมาก และทำให้การส่งเสริมการประหยัดพลังงานในช่วงปี 2558-2559 ทำได้ยากขึ้น ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงจะเร่งดำเนินการส่งเสริมการประหยัดพลังงานในภาคประชาชนให้เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ในเรื่องใกล้ตัวและทำได้ง่าย คือ การเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าเป็นหลอด LED และการใช้เครื่องปรับอากาศที่มีสลากเบอร์ 5 เป็นต้น

    สำหรับการประหยัดพลังงานในภาครัฐนั้น ในปี 2559 ได้ส่งเสริมให้อาคารภาครัฐเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าเป็น LED เกือบทั้งหมด โดยได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 200 ล้านบาท และในช่วงปี 2558-2559 ได้รับงบประมาณอีกประมาณ 2,500 ล้านบาท สำหรับการส่งเสริมให้อาคารภาครัฐเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศที่มีอายุใช้งานเกิน 10 ปี โดยคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศได้ประมาณ 5 หมื่นเครื่อง

    นอกจากนี้ สนพ.ยังได้ทดลองมาตรการประหยัดพลังงานในอาคาร โดยใช้ระบบปฏิบัติการ หรือ App บนมือถือ ซึ่งสามารถควบคุมไฟฟ้าทั้งหมดในอาคารได้ รวมถึงสามารถปรับอุณหภูมิภายในอาคารให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการทดลองใช้ในอาคารของ สพน. โดยจะดำเนินการเป็นเวลา 1 ปี หากประสบผลสำเร็จจะพัฒนาส่งเสริมไปใช้กับพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

    ล่าสุด สนพ.ได้ร่วมออกบูธกิจกรรม รวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์ ปี 2 ในงานบ้านและสวนแฟร์ มิดเยียร์ 2016 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 27-31 ก.ค. 2559 โดยภายในบูธจะมีกิจกรรมที่ให้ความรู้ในการเลือกซื้ออุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 การให้ความรู้เรื่องเครื่องปรับอากาศที่มีค่า SEER สูงและหลอดไฟฟ้า LED ขนาด 8 วัตต์ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ประชาชนสามารถประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในชีวิตประจำวันได้

     

Date : 26 / 07 / 2016

  • Date : 26 / 07 / 2016
    ปตท. เผยมีแผนรับซื้อ LNG จากโมซัมบิก

    ซีอีโอ ปตท. เยือนกาตาร์และโมซัมบิก ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ระบุ มีแผนรับซื้อ LNG จากโครงการ Rovuma Area 1 ของโมซัมบิกที่ ปตท.สผ. ร่วมลงทุน เพื่อรองรับความต้องการก๊าซ ฯ ของไทยในระยะยาว

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า ได้เดินทางไปศึกษาดูงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ประเทศกาตาร์และโมซัมบิก ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เมื่อกลางเดือน ก.ค.2559 ที่ผ่านมา โดย ปตท. วางแผนจะรับซื้อ LNG จากโครงการ Rovuma Area 1 ของโมซัมบิก ที่มีบริษัท Anadarko เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาก๊าซฯ มารองรับความต้องการในระยะยาวของประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ไปร่วมลงทุนในแปลงสำรวจ Rovuma Area 1 ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการค้นพบในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ศักยภาพที่ประเมินขณะนี้คือ 75 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และเมื่อรวมกับแปลงที่ติดกัน ทำให้โมซัมบิกมีศักยภาพในการผลิตก๊าซฯถึง 140 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต สามารถพัฒนาเป็นผู้ผลิต LNG ที่สำคัญของโลกในอนาคตเช่นเดียวกับกาตาร์ได้

    "ปตท. ได้วางแผนที่จะรับซื้อก๊าซ LNG จากโครงการ Rovuma Area 1 เป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาก๊าซฯ มารองรับความต้องการในระยะยาว เราจึงไปติดตามความคืบหน้าของโครงการกับผู้ดำเนินการ คือบริษัท Anadarko พร้อมทั้งเข้าพบนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารส่วนราชการต่างๆ เพื่อแสดงความเชื่อมั่นและสนับสนุนการพัฒนาโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองประเทศในระยะยาว ผมหวังว่าความร่วมมือด้านพลังงานจะช่วยจุดประกาย ให้เกิดโอกาสที่จะนำเทคโนโลยี เงินทุน ความรู้ และความเชี่ยวชาญของเอกชนไทย ไปร่วมพัฒนาทรัพยากรของโมซัมบิกในด้านต่างๆ โดยต้องแบ่งประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมกับคนท้องถิ่นด้วย ประเทศเราจะได้มีพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญในระยะยาว" นายเทวินทร์ระบุ

    สำหรับโมซัมบิกเป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ นอกเหนือจากก๊าซฯจำนวนมหาศาลแล้ว ยังมีแร่ธาตุ ถ่านหิน อัญมณี ป่าไม้ ชายฝั่งทะเลที่ยาวและสวยงาม รวมถึงเป็นแหล่งอาหารทะเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  และเมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลไทยได้ยกระดับความสำคัญโดยได้เปิดสถานทูตไทยที่เมือง Maputo ซึ่งเป็นเมืองหลวงของโมซัมบิก

    นายเทวินทร์​ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมเทคโนโลยีผลิต LNG ที่นิคมอุตสาหกรรมชื่อ Las Laffan ประเทศกาตาร์ ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 200 ตารางกิโลเมตร มีกำลังการผลิตสูงถึง 77 ล้านตันต่อปี นับเป็นผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน ซึ่งไทยได้เริ่มนำเข้า LNG จากกาตาร์มาตั้งแต่ปี 2558 ในปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี

    สำหรับประเทศกาตาร์ ค้นพบแหล่งก๊าซฯใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ North Field ในอ่าวเปอร์เซีย มีปริมาณสำรองก๊าซ 900 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะที่ศักยภาพก๊าซฯของไทยซึ่งรวมกับที่ผลิตไปแล้วตลอด 35 ปี มีเพียง 30 ล้านล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือเพียง 3% ของกาตาร์เท่านั้น

    "ผมได้ไปพบผู้บริหารและเข้าชมโรงงานของบริษัทกาตาร์ก๊าซ (Qatar Gas) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทพลังงานแห่งชาติ Qatar Petroleum และบริษัทต่างชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ก่อสร้างและดำเนินโครงการ มีกำลังการผลิตรวม 42 ล้านตันต่อปี โรงงานแรกเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 2539  และได้ขยายโรงงานรวมทั้งพัฒนาสายการผลิตขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก (Mega Train) คือ 7.8 ล้านตันต่อปี"นายเทวินทร์ กล่าว

    ทั้งนี้กระบวนการผลิต LNG จะเริ่มจากการรับก๊าซธรรมชาติผ่านทางท่อ มาแยกก๊าซฯเหลว (Condensate) และก๊าซปนเปื้อนต่างๆ เช่น N2, CO2, H2S ให้เหลือเฉพาะก๊าซมีเทนและอีเทน เพื่อนำมาเปลี่ยนสถานะให้อยู่ในรูปของเหลวโดยลดอุณหภูมิเหลือ -160 องศาเซลเซียส ทำให้ปริมาตรลดลงถึง 600 เท่า สะดวกต่อการขนส่งในระยะทางไกลๆ  กาตาร์ก๊าซมีกองเรือขนส่งก๊าซ LNG รวม 43 ลำ เพื่อจัดส่งให้ลูกค้าทั่วโลก โดยมีเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเรียกว่า Q-Max มีความจุ 266,000 ลูกบาศก์เมตร ถึง 13 ลำ

     

Date : 25 / 07 / 2016

  • Date : 25 / 07 / 2016
    สถาบันปิโตรเลียมฯ เสนอโมเดลราคา E85, E20 หวังดึงยอดใช้พลังงานทดแทนกลับสู่เป้าหมาย

    สถาบันปิโตรเลียมฯ เสนอโมเดลคำนวณราคาแก๊สโซฮอล์ E85 และ E20 ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน 28 ก.ค. นี้ เชื่อจะช่วยดึงการใช้พลังงานทดแทนกลับสู่เป้าหมาย หลังน้ำมันราคาถูกทำยอดใช้หดตัว

     

    นายเรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล รองผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถาบันฯ จะเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะโครงการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง ในวันที่ 28 ก.ค. 2559 ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ เพื่อให้ภาครัฐนำไปกำหนดทิศทางด้านราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์และน้ำมันไบโอดีเซลของประเทศอย่างเหมาะสม

    โดยการรับฟังความเห็นโครงการดังกล่าว เกิดจากปัจจุบันสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกมีการเปลี่ยนแปลงมาก และมีผลกระทบต่อยอดการใช้เอทานอลที่อยู่ในรูปของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B 100) ที่อยู่ในรูปของน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งราคาน้ำมันโลกที่ลดต่ำลงส่งผลกระทบให้ผู้บริโภคใช้พลังงานทดแทนน้อยลง และจะมีผลต่อเป้าหมายของกระทรวงพลังงานที่ต้องการผลักดันให้ยอดการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นในปี 2579 เป็น 11.3 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ประมาณ 3.51 ล้านลิตรต่อวัน และไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น 14 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ประมาณ 3.37 ล้านลิตรต่อวัน

    ดังนั้นสถาบันฯ จึงได้ทำโมเดลส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์ E85 และ E20 ที่เหมาะสม ในแต่ละช่วงที่ราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถคำนวณและนำมาใช้ได้ทุกสถานการณ์ ซึ่งจะเป็นการเปรียบเทียบค่าความร้อนและความคุ้มค่า โดยรวมปัจจัยเรื่องเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าการตลาด และอื่นๆ ไว้แล้ว เมื่อคำนวณตามสูตรก็จะได้ราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์ที่เหมาะสมที่จะทำให้ประชาชนหันมาใช้มากขึ้นได้ โดยสถาบันฯ จะนำโมเดลดังกล่าวมาเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนในวันที่ 28 ก.ค. 2559 เพื่อนำผลสรุปเสนอต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาด้านนโยบายต่อไป

Date : 22 / 07 / 2016

  • Date : 22 / 07 / 2016
    ปตท.สผ.ชนะประมูลสิทธิสำรวจปิโตรเลียมแปลงใหม่ในมาเลเซีย

    ปตท.สผ. ได้รับสิทธิการสำรวจในแปลง SK410B นอกชายฝั่งรัฐซาราวัก ใกล้แหล่งที่มีการสำรวจพบก๊าซธรรมชาติแล้ว เตรียมดำเนินการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนแบบ 3 มิติ และเจาะหลุมสำรวจ จำนวน 1 หลุมในระยะเวลาสำรวจ 3 ปีแรก

     

    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และนาง Hosnia Hashim, Vice-President Operations, KUFPEC Malaysia (SK-410B) Limited และ Acting Chief Executive Officer, KUFPEC Holdings Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศคูเวต  และนาย Johari Dasri, Chief Executive Officer บริษัท Petronas Carigali Sdn. Bhd. ร่วมลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิต กับ Petroliam Nasional Berhad หรือ ปิโตรนาส เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่มาเลเซีย เพื่อรับสิทธิในการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแปลงสำรวจ SK410B ซึ่ง ปตท.สผ. ชนะการประมูลสิทธิจากการเปิดประมูลของมาเลเซียในปี 2558

    “มาเลเซียเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพสูงในการสำรวจพบปิโตรเลียมอันดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการสำรวจพบปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2554-2558 อีกทั้งแปลงสำรวจ SK410B ซึ่งประมูลได้นี้เป็นแปลงที่ล้อมรอบด้วยแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีการสำรวจพบแล้ว ประกอบกับมีแท่นผลิตและท่อขนส่งในบริเวณใกล้เคียงที่มีความพร้อม นับเป็นพื้นที่ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การขยายธุรกิจของ ปตท.สผ.”  นายสมพรกล่าว

    แปลงสำรวจ SK410B มีพื้นที่ 1,855 ตารางกิโลเมตร  ตั้งอยู่ในทะเลน้ำตื้น นอกชายฝั่งรัฐซาราวัก มีผู้ร่วมทุนประกอบด้วยบริษัท PTTEP HK Offshore Limited บริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการ รวมถึงบริษัท KUFPEC Malaysia  (SK-410B) Limited และบริษัท Petronas Carigali Sdn. Bhd. โดยมีสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 42.5, 42.5 และ 15 ตามลำดับ สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะเวลาสำรวจ 3 ปีแรก จะดำเนินการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนแบบ 3 มิติ และเจาะหลุมสำรวจ จำนวน 1 หลุม

    ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีการลงทุนในโครงการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม จำนวน 38 โครงการใน 11 ประเทศทั่วโลก รวมถึงโครงการผลิตก๊าซธรรมชาติในบริเวณพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการร่วมกับ Petronas Carrigali โดยได้ทำการผลิตก๊าซธรรมชาติมาแล้วกว่า 22 ปี