ข่าวทั้งหมด

Date : 30 / 07 / 2016

  • Date : 30 / 07 / 2016
    สำรวจปั๊มเวียดนามเปรียบเทียบไทย ดีเซลถูกกว่าแต่คุณภาพต่ำกว่า

    สำรวจปั๊มเวียดนามเทียบราคาน้ำมันกับไทย แตกต่างกันเพราะนโยบายราคาและคุณภาพน้ำมัน  ระบุเวียดนามยังทำโครงสร้างราคาดีเซลและเบนซินต่างกัน 5 บาทต่อลิตร ในขณะที่ไทยหลังปรับโครงสร้างภาษี พบส่วนต่างเหลือเพียง 24 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28-30 ก.ค.2559 คณะสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (Confederation of  Thailand Journalists - CTJ) ซึ่งนำโดยนายเทพชัย หย่อง ประธาน CTJ ได้เดินทางจากกรุงฮานอย ไปยังจังหวัดกาวบั่ง (Geo Bang) โดยรถบัสขนาดเล็ก ระยะทาง 286 กิโลเมตร เพื่อปฏิบัติภารกิจของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในการเชื่อมความสัมพันธ์เป็นครั้งแรกทางสมาคมผู้สื่อข่าวของจังหวัดกาวบั่ง โดยมีผู้แทนจากสมาพันธ์ผู้สื่อข่าวของเวียดนาม ร่วมเดินทางไปกับคณะด้วย

    ในช่วงของการเดินทางได้มีการแวะหยุดพักที่สถานีบริการน้ำมันเป็นระยะ ทั้งในส่วนของสถานีบริการ Petrolimex และของPetro Vietnam ซึ่งทางคณะได้ให้ความสนใจกับราคาน้ำมันขายปลีกสำเร็จรูปที่เวียดนาม ว่ามีราคาที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าราคาขายปลีกที่ประเทศไทยอย่างไร  โดยราคาน้ำมันขายปลีกน้ำมันในจังหวัดกาวบั่ง ที่ติดแจ้งให้ผู้บริโภคได้รับทราบ ตามที่มีการจำหน่ายมีเพียง 2 ชนิด คือ น้ำมันเบนซินออกเทน 92 มีราคา 15,400 ด่องต่อลิตร (ประมาณ 25.66 บาทต่อลิตร คิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 600 ด่องเท่ากับ 1 บาท) และดีเซลที่มีค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 0.05% ราคา 12,390 ด่องต่อลิตร (ประมาณ20.65 บาทต่อลิตร) ส่วนราคาขายปลีกของไทย ณ วันที่ 29 ก.ค. 2559 (วันเดียวกัน) เบนซิน 95 มีราคา 30.36 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 มีราคา 23.25 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลราคา 23.49 บาทต่อลิตร (โดยเป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)    

                                           

                                                  

     

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ำมันขายปลีกสำเร็จรูปที่แตกต่างกันระหว่างเวียดนามและไทยนั้น มาจากหลายปัจจัย ทั้งนโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และอัตราเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันที่แตกต่างกัน รวมทั้งคุณภาพของเนื้อน้ำมันด้วย โดยในส่วนของเบนซินของเวียดนาม ที่จำหน่ายที่จังหวัดกาวบั่งนั้น ไม่ได้มีส่วนผสมของเอทานอลในสัดส่วน 10% เหมือนน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ของไทย และยังมีค่าออกเทนที่ต่ำกว่า  ส่วนน้ำมันดีเซล ก็เป็นเกรดที่มีค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์สูง จึงมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลของไทยที่เป็นเกรดมาตรฐานยูโร 4 อีกทั้งไม่ได้มีส่วนผสมของไบโอดีเซล (บี100) ในสัดส่วน 5-7% ซึ่งทั้งเอทานอล และไบโอดีเซลนั้น มีราคาต่อลิตรสูงกว่าราคาเนื้อน้ำมัน  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน  และค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน ที่ทำให้ราคาแตกต่างกันด้วย

     

                                             

    เป็นที่น่าสังเกตว่า น้ำมันเบนซินของเวียดนามมีราคาสูงกว่าดีเซลมาก โดยต่างกันประมาณ 5 บาทต่อลิตร เนื่องจากน้ำมันดีเซลนั้นใช้สำหรับรถบรรทุกขนส่งภาคอุตสาหกรรมเกษตร  ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศที่เน้นการเกษตรเป็นหลักแบบเวียดนาม  รัฐจึงทำให้โครงสร้างของราคาแตกต่างกัน  ในขณะที่ไทยนั้น ในอดีตก็มีนโยบายการกำหนดโครงสร้างภาษีเพื่อให้ดีเซลมีราคาที่ต่ำกว่าเบนซินมากเช่นเดียวกันกับเวียดนาม  โดยจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเบนซิน และมีอัตราเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันที่สูงกว่าดีเซล  

    แต่ปัจจุบัน รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้ภาษีสรรพสามิตและอัตราการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันของทั้งดีเซลและเบนซินมีอัตราที่ใกล้เคียงกัน  ทำให้ราคาดีเซลแตกต่างจากแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งเป็นน้ำมันในกลุ่มเบนซินที่มียอดจำหน่ายสูงสุดเพียง 24 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น  ทั้งนี้ ข้อดีของการปรับโครงสร้างราคาดังกล่าว ทำให้ผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินไม่ต้องแบกภาระแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำมันดีเซล และไม่เป็นการบิดเบือนปริมาณการใช้ดีเซล  ที่เมื่อทำให้ราคาถูกมาก ผู้บริโภคก็ยิ่งหันไปใช้น้ำมันดีเซลมากขึ้น ทั้งๆที่ราคาเนื้อน้ำมันดีเซลและเบนซินนั้นไม่ได้แตกต่างกัน

     

                                       

     

Date : 29 / 07 / 2016

  • Date : 29 / 07 / 2016
    กฟผ.พร้อมรับมือไฟฟ้าภาคใต้ช่วงแหล่ง JDA หยุดจ่ายก๊าซฯ

    กฟผ. ขอความร่วมมือภาคใต้ช่วยประหยัดไฟฟ้าช่วงปิดซ่อมแหล่งก๊าซ JDA  ระหว่างวันที่ 20-31 ส.ค. 2559  เตรียมความพร้อมมาตรการรองรับทั้งด้านผลิตไฟฟ้า ระบบส่ง และเชื้อเพลิง 

    นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กรณีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แจ้งกำหนดการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) ระหว่างวันที่ 20-31 ส.ค. 2559 รวม 12 วัน เพื่อบำรุงรักษาประจำปีนั้น มีผลให้โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 2 ไม่สามารถเดินเครื่องได้ รวมทั้งต้องมีการเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงสำหรับเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 จากก๊าซธรรมชาติเป็นน้ำมันดีเซล 

    ทั้งนี้ กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการและแผนการรองรับในทุกด้าน ทั้งด้านระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่ง และเชื้อเพลิง พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ตลอดถึงกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมในพื้นที่ ให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติดังกล่าว เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าอีกทางหนึ่ง

    สำหรับมาตรการรองรับของ กฟผ. นั้น จะให้โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 พร้อมเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซล ซึ่ง กฟผ. ได้ทดสอบเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งยังได้ตรวจสอบโรงไฟฟ้าภาคใต้ทั้งหมดให้พร้อมใช้งาน งดการหยุดเดินเครื่องเพื่อบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าภาคใต้ในช่วงหยุดจ่ายก๊าซฯ และประสานการไฟฟ้ามาเลเซียขอซื้อไฟฟ้าในกรณีฉุกเฉิน 

    ส่วนด้านระบบสายส่ง จะทำการตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญในภาคใต้ให้พร้อมใช้งานก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯ และหยุดการบำรุงรักษาระบบสายส่งภาคใต้ช่วงหยุดจ่ายก๊าซฯ ส่วนด้านเชื้อเพลิง ได้สำรองน้ำมันให้เพียงพอเต็มความสามารถจัดเก็บก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯ และที่สำคัญคือได้เตรียมทีมงานติดตามสถานการณ์ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ตลอดจนมีแผนสำรองพร้อมเข้าแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที โดยคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ในช่วงหยุดจ่ายก๊าซฯ ไว้ที่ 2,570 เมกะวัตต์ โดยมีความพร้อมด้านกำลังผลิตโรงไฟฟ้าในภาคใต้ 2,448 เมกะวัตต์ ในส่วนที่เหลือรับไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านสายส่งเชื่อมโยงภาคกลาง-ภาคใต้

    สำหรับการหยุดบำรุงรักษาแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้เติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี จึงมีความจำเป็นต้องจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้เพิ่มเติมเพื่อให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้ยังคงมีความเพียงพอและมั่นคงตลอดไป

    “กฟผ. ได้เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ JDA-A18 ไว้ทุกด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ แต่อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดพลังงาน ในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง 18.00-21.30 น. เพื่อความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ” นายสุธน กล่าว

     
  • Date : 29 / 07 / 2016
    กกพ. เดินหน้ารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนกว่า 1,000 เมกะวัตต์

    กกพ. เตรียมประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหลายโครงการ รวมกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ช่วง ส.ค. - ก.ย. นี้ ชี้ช่วยผลักดันการลงทุนด้านพลังงานทดแทนกว่า 6 หมื่นล้านบาท

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. เตรียมเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหลายโครงการในเดือน ส.ค.- ก.ย. 2559 นี้ รวมกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานทดแทนเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นการลงทุน 60 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์

    โดยโครงการที่จะเปิดรับซื้อได้แก่ 1. โครงการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะเปิดรับซื้อได้ในเดือน ส.ค. 2559 จากเดิมกำหนดรับซื้อวันที่ 22 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมาแต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากมีผู้ประกอบการให้ความสนใจจำนวนมาก โดยมีการเสนอขายไฟฟ้ารวมถึง  553 เมกะวัตต์ สูงกว่าเป้าหมายที่รับซื้อเพียง 36 เมกะวัตต์ ดังนั้นจึงต้องเลื่อนเวลาเปิดรับซื้อไฟฟ้า เพื่อเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและการกลั่นกรองคุณสมบัติของผู้เสนอขายไฟฟ้าดังกล่าว

    2.การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม รวม 50 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดได้ในเดือน ส.ค. 2559 ทั้งนี้ กกพ. จะเร่งจัดทำหลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติให้เป็นไปตามการดูแลสิ่งแวดล้อม (COP) สำหรับการผลิตไฟฟ้าไม่ถึง 10 เมกะวัตต์ โดยไม่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ดังนั้น หากผู้ผลิตไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมที่เสนอขายไฟฟ้าไม่ถึง 10 เมกะวัตต์ ก็จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ COP ให้ครบถ้วนด้วย

    3. การรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน จำนวน 130 เมกะวัตต์ คาดเปิดรับซื้อได้ในเดือน ก.ย. 2559 โดยสัปดาห์หน้าคาดว่าจะสามารถเปิดรับฟังความเห็นด้านระเบียบการรับซื้อจากประชาชนได้  

    4. การเปิดรับซื้อไฟฟ้าในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซล่าร์ฟาร์ม) เฉพาะหน่วยราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 โดยคาดว่าจะเปิดกระบวนการรับซื้อได้ประมาณเดือน ส.ค.-ก.ย. 2559 นี้ โดยจะรับซื้อ 519  เมกะวัตต์ แบ่งเป็นไฟฟ้าจากหน่วยราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์การเกษตรอีก 119 เมกะวัตต์

    5. การรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ด้วยวิธีการประมูล รอบ 2 กว่า 400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดรับซื้อได้ประมาณ  ไตรมาส 3 ของปี 2559 นี้

    นอกจากนี้ กกพ. จะประกาศเปิดรับผู้ร่วมโครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ โซล่าร์รูฟท็อปเสรี จำนวน 100 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะเปิดได้ในเดือน ส.ค.2559 โดยการไฟฟ้านครหลวงเปิดรับ 50  เมกะวัตต์ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อีก 50 เมกะวัตต์

Date : 28 / 07 / 2016

  • Date : 28 / 07 / 2016
    ปตท.สผ. ทำกำไร 232 ล้านเหรียญฯ ครึ่งปี 59 หลังลดต้นทุนได้กว่า 20%

    ปตท.สผ. เผยผลประกอบการครึ่งปีแรก กำไร 232 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้กว่า 20% ขณะที่สถานะการเงินยังคงแข็งแกร่ง เล็งขยายการลงทุนเข้าสู่โครงการสำรวจที่มีศักยภาพสูงในประเทศมาเลเซีย

    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2559 ว่าปตท.สผ. มีกำไรสุทธิ 232 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับครึ่งปีแรกที่อัตราหุ้นละ0.75 บาท และยังพร้อมเพิ่มการลงทุนหากเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจ ดังเช่น การขยายการลงทุนเข้าสู่โครงการสำรวจที่มีศักยภาพสูงในประเทศมาเลเซียเมื่อเร็วๆ นี้

    ทั้งนี้ ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปตท.สผ.ได้เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยรักษาระดับการผลิตและการลดต้นทุนผ่านโครงการ SAVE to be SAFE อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 1,038 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังคงมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งโดยมีเงินสดในมือกว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

    สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2559 บริษัทมีรายได้รวม 2.203 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558 สาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวลดลงถึง 27% ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ในขณะที่มีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย325,257 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน สูงขึ้น 3% จากปี 2558 

    นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถลดต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) มาอยู่ที่ 29.42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยของปี 2558 จากการลดค่าใช้จ่ายและการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อาทิ ลดจำนวนวันและค่าใช้จ่ายในการเจาะหลุม เจรจาเพื่อลดต้นทุนการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น เป็นผลให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ (Recurring Net Profit) อยู่ที่ 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

    ในขณะที่มีขาดทุนจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ (Non-recurring Items) จำนวนรวมทั้งสิ้น 38 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วยผลขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Oil Price Hedging) จำนวน 126 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นการรับรู้ขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสัญญาฯ คงเหลือของครึ่งปีหลัง ซึ่งไม่กระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัท (การรับรู้กำไรหรือขาดทุนที่จะเกิดขึ้นจริงของสัญญาฯ ดังกล่าวจะเป็นไปตามราคาน้ำมัน ณ วันที่สัญญาครบกำหนดในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2559) ในขณะที่บริษัทมีค่าใช้จ่ายภาษีที่ลดลงเนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจาก 36.09 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 35.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  ณ สิ้นไตรมาส 2 ของปี 2559

    ทั้งนี้ จากการพิจารณาผลประกอบการและสถานะทางการเงินดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2559 ได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทงวด 6 เดือนแรกปี 2559ในอัตราหุ้นละ 0.75 บาท ซึ่งการพิจารณาจ่ายเงินปันผลสอดคล้องกับนโยบายการให้ผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้น โดยบริษัทกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผลในวันที่ 11 ส.ค. 59 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 25 ส.ค. 59

    “ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ในการปรับตัวเพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ รวมถึงการขยายการลงทุนในพื้นที่ที่มีความชำนาญและมีศักยภาพทางปิโตรเลียมสูงอย่างแปลงสำรวจ SK410B ประเทศมาเลเซีย ตามกลยุทธ์ RESET REFOCUS RENEW  ที่วางไว้ ซึ่ง ปตท.สผ. เชื่อมั่นว่าแนวทางดังกล่าวจะทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการองค์กรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันและสถานการณ์โลกที่ผันผวนในปัจจุบัน” นายสมพรกล่าว

  • Date : 28 / 07 / 2016
    เตรียมยกเลิกขายแก๊สโซฮอล์ 91 ตามแผนในปี 2561

    กรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันเดินหน้ายกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ตามแผน 1 ม.ค. 2561 ระบุโรงกลั่นต้องลงทุนเพิ่มและจะกระทบราคาโซฮอล์ 95 ลิตรละ 2 สตางค์ พร้อมเสนอปรับขึ้นภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซลเกรดพรีเมียมเต็มเพดาน 10 บาทต่อลิตร เล็งลดสัดส่วนน้ำมันปาล์มในดีเซลเหลือ B3 ส่วนท่อน้ำมันภาคเหนือและอีสานคาดเสร็จปี 2561-2563

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมฯ ยืนยันจะเดินหน้ายกเลิกการจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2561 ซึ่งเป็นไปตามแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (oil Plan 2015) โดยล่าสุดได้หารือกับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2559 โดยกลุ่มโรงกลั่นเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว แต่ระบุว่าอาจส่งผลกระทบให้ไทยขาดแคลนน้ำมันเบนซินพื้นฐาน (G-Base) เนื่องจากประชาชนจะหันไปใช้แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่ม และทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันพื้นฐานเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตแก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการนำเข้า G-Base เพิ่มขึ้น จะเป็นปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันหลายโรงกลั่นเริ่มปรับตัวเพื่อปรับปรุงการผลิตให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และมีการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า G-Base ในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการอาจต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อโรงเพื่อปรับปรุงการผลิตดังกล่าว และจะส่งผลกระทบต่อราคาจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 95 เฉลี่ยประมาณ 2 สตางค์ต่อลิตรต่อระยะเวลาคุ้มทุน 20 ปี แต่ในส่วนของผู้ใช้นั้นเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากรถแก๊สโซฮอล์ 91 ทุกคันสามารถหันไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ได้ทันที

    นอกจากนี้กรมฯ ยังเตรียมเสนอกระทรวงพลังงานให้ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและดีเซล เฉพาะเกรดพรีเมียม ในอัตราเต็มเพดานการจัดเก็บที่ 10 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันเก็บอยู่เฉลี่ย 5 บาทต่อลิตร ส่วนการขึ้นภาษีก๊าซหุงต้ม (LPG) ภาคขนส่งนั้น เห็นควรให้ปรับขึ้นใกล้เคียงกับน้ำมัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้ยานยนต์ทุกราย แต่เบื้องต้นจะต้องรอการแก้ไขกฎหมายให้เสร็จก่อน สำหรับปัจจุบันภาษี LPG ภาคขนส่งถูกจัดเก็บอยู่ 2.17 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 1 บาทต่อลิตร

    นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า กรมฯ ยังเตรียมรอดูสถานการณ์ปริมาณน้ำมันปาล์มของประเทศอีก 1 สัปดาห์ โดยหากยังขาดแคลนอยู่ กรมฯ จะออกประกาศปรับลดสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B100) ในน้ำมันดีเซลลง จากปัจจุบันผสมในสัดส่วน 5%ในน้ำมันดีเซลทุกลิตร หรือเรียกว่า ไบโอดีเซล B5 โดยจะปรับลดสัดส่วนเหลือเพียง B3 อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์มีหนังสือแจ้งกรมฯ มาว่า ปาล์มจะขาดแคลนถึงสิ้นปี 2559 นี้ และสต๊อก B100 ที่เก็บอยู่ 60 ล้านลิตรนั้น ขณะนี้หมดสต๊อกแล้ว ซึ่งกรมฯจะนำมาพิจารณาปรับสัดส่วนไบโอดีเซลให้เหมาะสมต่อไป ส่วนความคืบหน้าการศึกษาใช้ไบโอดีเซล B10 นั้น ขณะนี้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กำลังศึกษาและคาดว่าจะเสร็จประมาณกลางปี 2560  

    สำหรับสถานการณ์การใช้น้ำมันช่วงครึ่งแรกของปี 2559 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 พบว่า ยอดการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้น 10.91%  และดีเซลเพิ่มขึ้น 4.24% ส่วน LPG ลดลง 12.08% ส่วนก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ลดลง 8.39% เนื่องจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลง ส่งผลให้ผู้ใช้ยานยนต์เปลี่ยนจากการใช้ก๊าซฯ กลับไปใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น

    ในส่วนของความคืบหน้าการสร้างท่อส่งน้ำมันไปภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานนั้น ในส่วนของท่อน้ำมันภาคเหนือนั้น บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (FPT) อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และเตรียมทำประชาพิจารณ์ โดยจะสร้างท่อต่อจากของเดิมที่ FPT ดำเนินการอยู่ที่ อ.บางประอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ขยายเพิ่มไปยัง จ.พิจิตร และ จ.ลำปาง พร้อมกันนี้ได้จัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างคลังน้ำมันที่ จ.พิจิตร 120 ไร่ โดยจะวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 23 ส.ค. 2559 เพื่อเตรียมสร้างคลังน้ำมันที่สำหรับการกระจายน้ำมันจำหน่ายในภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในปี 2561 และเตรียมจัดซื้อที่ดิน 112 ไร่ ที่ จ.ลำปาง เพื่อก่อสร้างคลังน้ำมัน โดยคาดว่าจะเสร็จในปี 2562

    ขณะที่การก่อสร้างท่อน้ำมันไปภาคอีสานนั้น บริษัท ไทย ไปปน์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (TPN) ภายใต้กลุ่มบริษัท เอส ซี กรุ๊ป   (SC Group) ได้เจรจาจะต่อท่อน้ำมันจากบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (THAPPLINE) บริเวณ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ขยายไปถึง จ.ขอนแก่น ซึ่งเบื้องต้นได้บรรลุข้อตกลงกับ บริษัท THAPPLINE แล้วและรอการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากผู้ถือหุ้นของ THAPPLINE ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในเดือน ส.ค.2559 โดยใช้เงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท คาดสร้างเสร็จประมาณปี 2562-2563

Date : 27 / 07 / 2016

  • Date : 27 / 07 / 2016
    พลังงานเร่งมาตรการประหยัดสู้ภาวะน้ำมันราคาถูก

    กระทรวงพลังงานเผย น้ำมันโลกราคาถูกกระทบการประหยัดพลังงานภาคประชาชน เร่งส่งเสริมมาตรการประหยัดให้เข้มข้นขึ้น รณรงค์เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED และแอร์เบอร์ 5 พร้อมนำร่องทดลองใช้ App ควบคุมระบบไฟฟ้าในอาคาร สนพ.

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สืบเนื่องจากน้ำมันในตลาดโลกมีราคาถูกลง ส่งผลให้การตระหนักรู้เกี่ยวกับการประหยัดพลังงานของภาคประชาชนลดน้อยลงไปมาก และทำให้การส่งเสริมการประหยัดพลังงานในช่วงปี 2558-2559 ทำได้ยากขึ้น ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงจะเร่งดำเนินการส่งเสริมการประหยัดพลังงานในภาคประชาชนให้เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ในเรื่องใกล้ตัวและทำได้ง่าย คือ การเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าเป็นหลอด LED และการใช้เครื่องปรับอากาศที่มีสลากเบอร์ 5 เป็นต้น

    สำหรับการประหยัดพลังงานในภาครัฐนั้น ในปี 2559 ได้ส่งเสริมให้อาคารภาครัฐเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าเป็น LED เกือบทั้งหมด โดยได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 200 ล้านบาท และในช่วงปี 2558-2559 ได้รับงบประมาณอีกประมาณ 2,500 ล้านบาท สำหรับการส่งเสริมให้อาคารภาครัฐเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศที่มีอายุใช้งานเกิน 10 ปี โดยคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศได้ประมาณ 5 หมื่นเครื่อง

    นอกจากนี้ สนพ.ยังได้ทดลองมาตรการประหยัดพลังงานในอาคาร โดยใช้ระบบปฏิบัติการ หรือ App บนมือถือ ซึ่งสามารถควบคุมไฟฟ้าทั้งหมดในอาคารได้ รวมถึงสามารถปรับอุณหภูมิภายในอาคารให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการทดลองใช้ในอาคารของ สพน. โดยจะดำเนินการเป็นเวลา 1 ปี หากประสบผลสำเร็จจะพัฒนาส่งเสริมไปใช้กับพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

    ล่าสุด สนพ.ได้ร่วมออกบูธกิจกรรม รวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์ ปี 2 ในงานบ้านและสวนแฟร์ มิดเยียร์ 2016 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 27-31 ก.ค. 2559 โดยภายในบูธจะมีกิจกรรมที่ให้ความรู้ในการเลือกซื้ออุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 การให้ความรู้เรื่องเครื่องปรับอากาศที่มีค่า SEER สูงและหลอดไฟฟ้า LED ขนาด 8 วัตต์ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ประชาชนสามารถประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในชีวิตประจำวันได้