ข่าวทั้งหมด

Date : 13 / 09 / 2016

  • Date : 13 / 09 / 2016
    โยก “ธรรมยศ” ขึ้นรองปลัด ส่ง “ประพนธ์” นั่งอธิบดี พพ.

    ครม. มีมติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงพลังงาน 4 ตำแหน่ง โยก "ธรรมยศ" เป็นรองปลัด ส่ง "ประพนธ์" นั่งอธิบดี พพ. พร้อมให้ "สมนึก" ขึ้นรองปลัด ขณะ "บุญบันดาล" ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ด้านข้าราชการกระทรวงพลังงาน ปีนี้เกษียณ 55 คน

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงพลังงาน 4 ตำแหน่งตามที่กระทรวงพลังงานเสนอมา ได้แก่

    1. นายธรรมยศ ศรีช่วย ให้เปลี่ยนจากตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ไปเป็น รองปลัดกระทรวงพลังงาน

    2. นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ให้ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

    3. นายสมนึก บำรุงสาลี ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ให้ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงพลังงาน

    และ 4. นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน

    ทั้งนี้ ตำแหน่งใหม่ของนายธรรมยศ และนายประพนธ์ จะมีผลเมื่อได้รับการลงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แล้วเท่านั้น ส่วนนายสมนึกและนางบุญบันดาล จะมีผลทันทีในวันที่ 1 ต.ค. 2559 เป็นต้นไป

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในเดือน ต.ค.2559 นี้จะมีข้าราชการกระทรวงพลังงานเกษียณอายุจำนวน  55 คน ที่สำคัญได้แก่ ผู้บริหารจากสำนักปลัดกระทรวงพลังงาน คือ นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน และ นายประพนธ์ กิติจันทโรภาส ส่วนข้าราชการระดับสูงในกรมอื่นๆ ที่เกษียณ ได้แก่ นายสุริยันต์  อภิรักษ์สัตยากุล รองกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, นางสาวพัชรีพร หาญสกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และนายกุศล ชีวากร รองอธิบดีกรม พพ. 

  • Date : 13 / 09 / 2016
    เชฟรอนพร้อมรื้อถอน80แท่นหลุมผลิตหมดอายุตั้งแต่ปี2562เป็นต้นไป

    เชฟรอนพร้อมเริ่มกิจกรรมการรื้อถอนแท่นหลุมผลิตที่หมดอายุการใช้งาน80แท่นในปี2562 หลังกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติพิจาณาอนุมัติแนวทางการดำเนินการภายในปี2560 นี้

    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ห้องแกรนด์บอลรูม1 รร.รามาการ์เด้นส์  บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกรุงเทพมหานคร เพื่อจัดทำรายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอนแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมของบริษัท ในอ่าวไทย รวมถึงท่อส่งปิโตรเลียมในทะเลที่เชื่อมต่อกับแท่นหลุมผลิต โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา หน่วยงานเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และสื่อมวลชน เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

    สำหรับโครงการรื้อถอนแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมและท่อส่งปิโตรเลียมในทะเลที่เชื่อมต่อกับแท่นหลุมผลิต มีการจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มมาแล้วหลายครั้ง ต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนก.พ. จนถึงเดือนก.ย. 2559 ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามข้อกำหนดในพ.ร.บ.ปิโตรเลียม สัมปทานและกฏหมายที่เกี่ยวข้อง

    นายสุริยันต์ อภิรักษ์สัตยากุล รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ในพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 เพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.ปิโตรเลียม(ฉบับที่6) พ.ศ.2550 (มาตรา80/1และ80/2) กำหนดให้ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่รับผิดชอบในการรื้อถอนสิ่งติดตั้ง ที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม โดยให้ยื่นแผนงานและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน เพื่อขอรับความเห็นชอบจากอธิบดี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนด ในกฏกระทรวง

    กำหนดให้ผู้รับสัมปทาน  วางหลักประกันการรื้อถอนต่ออธิบดี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนดในกฏกระทรวง  ซึ่งหากผู้รับสัมปทานไม่ดำเนินการรื้อถอน หรือดำเนินการล่าช้าอันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย อธิบดีมีอำนาจมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการรื้อถอนแทนหรือร่วมกับผู้รับสัมปทาน โดยใช้จ่ายจากหลักประกันที่วางไว้

    ดังนั้น บริษัทผู้รับสัมปทานจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบและมาตรการติดตามตรวจสอบรวมทั้งทางเลือกในการรื้อถอน และประมาณการค่าใช้จ่าย ในส่วนของแท่นหลุมผลิต มาให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติพิจารณาวิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด โดยในส่วนของแท่นหลุมผลิตนั้นจะมีทางเลือกที่จะดำเนินการได้ทั้งการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่  ,การนำไปกำจัดบนฝั่งซึ่งวิธีนี้ค่อนข้างจะมีค่าใช้จ่ายสูง และการนำไปทำปะการังเทียม ที่จะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงมา แต่วิธีการนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆด้วย ทั้งนี้ในกระบวนการรื้อรอน ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติส่งเสริมให้มีการจ้างงานบริษัทคนไทย และในกระบวนการพิจารณาต่างๆ จะดำเนินการให้มีความชัดเจนภายในปี2560นี้ เพื่อให้บริษัทผู้รับสัมปทานมีระยะเวลาเตรียมความพร้อมในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งได้ตามแผน

    นายสุขสรรพ์ จินะณรงค์ วิศวกรสิ่งแวดล้อม บริษัท เตตร้า เทค อิงค์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาในการจัดทำรายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอนแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมบริษัทให้กับเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัดกล่าวว่า ทั้งบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ,บริษัทเชฟรอน ออฟชอร์(ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทเชฟรอน ปัตตานีจำกัดอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำรายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอนแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม โดยมีสิ่งติดตั้งที่อยู่ในขอบเขตของการศึกษาประกอบด้วย แท่นหลุมผลิต(Wellhead Platforms) จำนวน278แท่น ,ท่อขนส่งใต้ทะเลจำนวน264แนว และโครงสร้างที่เกี่ยวข้องได้แก่ อุปกรณ์เชื่อมต่อท่อขนส่งใต้ทะเล(Pipelines and associated subsea structures )จำนวน80 ชิ้น  ซึ่งแผนการดำเนินการที่จะเกิดขึ้นในช่วงแรกจะเป็นการรื้อถอนแท่นผลิตที่จะสิ้นสุดการผลิตหรือหมดอายุการใช้งานในระหว่างปี2559-2565 ที่มีอยู่ประมาณ 80 แท่น รวมทั้งท่อขนส่งใต้ทะเลที่เชื่อมต่อกับแท่นหลุมผลิตดังกล่าว  โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ตั้งแต่ปี2562 เป็นต้นไป  จำนวนปีละ5-25แท่นในกรณีปกติ ใช้เวลาในการรื้อถอนประมาณ5ปี  อย่างไรก็ตามแท่นที่จะดำเนินการรื้อถอนอาจจะดำเนินการได้จำนวนสูงสุดปีละ40 แท่น

    ทั้งนี้ในวิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เป็นแท่นหลุมผลิต นั้น ในส่วนบนของแท่นหลุมผลิต  จะเป็นการตัดออกเพื่อรื้อถอนทั้งหมด โดยบางส่วนอาจจะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และบางส่วนก็จะนำมาจัดการบนบก ส่วนที่เป็นขาแท่นหลุมผลิตนั้น มีทางเลือกในการรื้อถอนทั้งการรื้อถอนออกทั้งหมดโดยใช้เรือลากมาจัดการบนบก หรือนำมาใช้ทำปะการังเทียมในจุดที่เหมาะสม หรือการปล่อยไว้ที่เดิม เพื่อนำมาใช้ทำปะการังเทียม ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อคุณภาพน้ำทะเล   คุณภาพดินตะกอนพื้นท้องทะเล และสัตว์หน้าดิน  การเดินเรือและการทำการประมง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมเจ้าท่า กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกองทัพเรือ  

    นายกิตติ โกสินสกุล รองประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยและนายกสมาคมการประมงจังหวัดตราด  ซึ่งเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น กล่าวว่า ปัจจุบันขาแท่นหลุมผลิตเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหายาก เช่นปะการัง กัลปังหา และปลาบางชนิด ซึ่งค่อนข้างจะมีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว การรื้อถอนแท่นหลุมผลิตออกไปทั้งหมด อาจจะกระทบกับระบบนิเวศที่มีอยู่ดังกล่าว จึงจะต้องมีการศึกษาถึงผลกระทบให้ดี  ทั้งนี้เห็นว่ารัฐควรจะสนับสนุนให้บริษัทผู้รับสัมปทานเลือกใช้วิธีการนำสิ่งที่ต้องรื้อถอนมาทำเป็นปะการังเทียม โดยนำค่าใช้จ่ายที่จะต้องรื้อถอนมาดำเนินการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมที่ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน 

Date : 10 / 09 / 2016

  • Date : 10 / 09 / 2016
    พลังงานระดมสมองทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ

    กระทรวงพลังงานระดมสมองทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านพลังงานที่เปลี่ยนแปลง พร้อมเดินหน้าแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว (Thailand Integrated Energy Blueprint-TIEB)ในปี2560

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่10 กันยายน 2559 พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เป็นประธานเปิด การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ที่โรงแรมทรีซิกตี้ไฟว์ จังหวัดชลบุรี โดยพลเอกอนันตพร ได้มอบนโยบายสำหรับการปฏิบัติราชการของกระทรวงพลังงานในปี 2560  พร้อมทั้งรับฟังการบรรยาย เรื่อง "การขับเคลื่อนกระทรวงพลังงานเพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ประเทศ" ในขณะที่นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้นำเสนอทิศทางการพัฒนาด้านพลังงานของโลกและประเทศไทย รวมถึงการปรับโครงสร้างและการพัฒนาบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายภาพรวมการขับเคลื่อนแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว ในปี 2560 โดยผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน ได้แก่ แผนอนุรักษ์พลังงาน และแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก โดยนายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย และนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ ENERGY 4.0  โดยนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน, แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ โดยนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ,แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง โดยนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และแผนการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โดยนางปัจฉิมา ธนสันติ กรรมการกำกิจการพลังงาน

     

    สำหรับสาระสำคัญแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว หรือTIEB นั้น ในส่วนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) จัดทำขึ้นเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ เพื่อให้มีความมั่นคงครอบคลุมทั้งระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และระบบจำหน่ายไฟฟ้ารายพื้นที่ ต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสมสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงประชาชนไม่แบกรับภาระมากเกินไป ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลดการปล่อย CO2 ไม่สูงกว่าแผน PDP2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 โดยส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ยั่งยืน

    แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) สาระสำคัญของการจัดทำแผน ในช่วงระยะสั้นถึงปานกลางมีการพยากรณ์ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกน่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้นกระทรวงพลังงาน จึงเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะยกระดับความเข้มข้นของการขับเคลื่อนแผนอนุรักษ์พลังงาน

    แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาพลังงานทดแทนให้เป็นพลังงานหลักของประเทศทดแทน การนำเข้าน้ำมันได้ในอนาคต เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ สนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในประเทศ และเพื่อวิจัยพัฒนาส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทนสัญชาติไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล โดยกำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนตามแผน AEDP 6 ประเด็น ประกอบด้วย1. การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนอย่างกว้างขวาง 2.การปรับมาตรการจูงใจสำหรับการลงทุนจากภาคเอกชนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ 3. การแก้ไขกฎหมาย และกฎระเบียบที่ยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาพลังงานทดแทน 4.การปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบสายส่ง สายจำหน่ายไฟฟ้ารวมทั้งการพัฒนาสู่ระบบ Smart Grid 5. การประชาสัมพันธ์ และสร้างความรู้ความเข้าใจต่อประชาชน
    และ6.การส่งเสริมให้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนแบบครบวงจร

    แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan) มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้กำหนดทิศทางการบริหารจัดการด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ระบุภายใต้แผนอื่นๆโดยเฉพาะแผนอนุรักษ์พลังงาน และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นกรอบสำหรับการดำเนินนโยบายและการจัดทำแผนด้านน้ำมันเชื้อเพลิงในอนาคต โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการพัฒนาด้านพลังงานของประเทศ

    แผนจัดหาก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) การใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณการผลิตในประเทศกลับลดลงประเทศจึงต้องพึ่งพา LNG นำเข้ามากขึ้น ทำให้ต้นทุนราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น อีกทั้งมีความเสี่ยงที่จะขาดวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จึงต้องมีการจัดทำแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติให้มีเพียงพอต่อความต้องการใช้ ในราคาที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
     

     

     

     

     

     

Date : 09 / 09 / 2016

  • Date : 09 / 09 / 2016
    GGCพลิกพื้นดินอิสานส่งเสริมเกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน1ล้านไร่ใน10ปี

    GGC บริษัทในเครือของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) จับมือบริษัทอีสานพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มและบริษัทโฮมปาล์ม พลิกพื้นที่อีสานตอนบนเป็นแหล่งปลูกปาล์มครบวงจร 1 ล้านไร่ใน10 ปี  โดยสนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาการเพาะปลูกตามมาตรฐานปาล์มยุโรป RSPO ช่วยดันราคาขายสูงกว่าปาล์มทั่วไป20 สตางค์ต่อกิโลกรัม ยืนยันผลผลิตปาล์มภาคอีสานคุณภาพใกล้เคียงภาคใต้ และไม่ทำลายวิถีปลูกข้าวและพืชเกษตรอื่นๆ 

    นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด(มหาชน)หรือ GGC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) เปิดเผยว่า GGC ได้ร่วมมือกับโรงสกัดน้ำมันปาล์มของบริษัท อีสานพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์ม จำกัด และบริษัท โฮมปาล์ม จำกัด จัดตั้งกลุ่มกรีนอีสานปาล์มขึ้น เพื่อผลักดันให้เกษตรกรภาคอีสานตอนบนหันมาปลูกปาล์มน้ำมันแบบยั่งยืนและครบวงจร โดยเฉพาะเกษตรกรในจังหวัดสกลนคร บึงกาฬ หนองบัวลำภู และนครพนม เป็นต้น ซึ่งพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีสภาพดินและความชื้นเหมาะแก่การปลูกปาล์มได้

    ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันในภาคอีสานตอนบนให้ได้ 1 ล้านไร่ ภายในปี 10 ปีจากนี้ โดยปัจจุบันมีการเพาะปลูกแล้วกว่าแสนไร่ แต่กลุ่มกรีนอีสานปาล์มต้องการจะผลักดันให้เกษตรกรพัฒนาไปสู่การเพาะปลูกที่ได้มาตรฐาน RSPO ซึ่งเป็นมาตรฐานกลุ่มผู้ค้าปาล์มของยุโรป เนื่องจากปาล์มที่ผลิตออกมาจะมีมาตรฐานที่ดีแล้วยังผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปาล์มน้ำมันตามมาตรฐาน RSPO ยังเป็นที่ต้องการของต่างประเทศและทำให้เกษตรกรจำหน่ายปาล์มน้ำมันได้ราคาเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งสูงกว่าราคาทั่วไป 10-20 สตางค์ต่อกิโลกรัม 

    RSPO หรือ Roundtable on Sustainable Palm Oil เป็นมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อชุมชน ซึ่งอุตสาหกรรมปาล์มให้ความสำคัญกับมาตรฐานดังกล่าวมากขึ้น โดยเฉพาะในยุโรป

    ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกปาล์มที่ได้มาตรฐาน RSPO แล้วกว่า 8,000 ไร่ และคาดว่าปลายปี 2559 นี้จะครบ 1 หมื่นไร่ และตั้งเป้าหมายในปี 2560 จะขยายไปถึง 4 หมื่นไร่ 

    "การเลือกพื้นที่ภาคอีสานปลูกปาล์ม เนื่องจากประเทศไทยมีความต้องการปาล์มอีกมาก รวมทั้งต้องการเข้ามาบูรณาการการปลูกปาล์มที่เป็นระบบและได้มาตรฐาน ซึ่งภาคอีสานเพิ่งเริ่มต้นจึงสามารถเอาระบบมาบริหารจัดการได้ แต่ภาคใต้มีการเพาะปลูกมานาน การเข้าไปสร้างระบบอาจเกิดความขัดแย้งกับผลประโยชน์ของผู้อื่นได้ ซึ่งยืนยันว่าภาคอีสานสามารถปลูกปาล์มได้แน่นอน และทำให้มีคุณภาพดีเท่ากับภาคใต้ได้" นายจิรวัฒน์ กล่าว 

    สำหรับปาล์มน้ำมันที่ผลิตจากภาคอีสานที่ได้รับการส่งเสริมจากกลุ่มกรีนอีสานปาล์มทั้งหมดนั้น ทางโรงสกัดของบริษัท อีสานพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์ม จำกัด จะรับซื้อไว้ทั้งหมดทั้งที่ได้และไม่ได้มาตรฐาน RSPO แต่จะให้ราคาที่แตกต่างกัน 

    ขณะที่ GGC ซึ่งเป็นผู้ใช้ปาล์มน้ำมันในกระบวนการผลิตเคมีภัณฑ์ยังมีความต้องการปาล์มน้ำมันอีกมาก ประมาณ 2 แสนตันต่อปี หรือ 10% ของน้ำมันปาล์มที่ผลิตได้ทั้งประเทศ และต้องการเมล็ดปาล์มน้ำมันจำนวน 1.2 แสนตันต่อปี เพื่อมาเป็นวัตถุดิบแฟตตี้แอลกอฮอล์ หรือทำสารลดแรงตึงผิวในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น ผงซักฟอก เป็นต้น แต่ปัจจุบันประเทศไทยผลิตได้เพียง 1.4 แสนตันต่อปี และยังเกิดการนำไปส่งออกขายต่างประเทศจนทำให้ขาดแคลนและต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศประมาณ 2-3 หมื่นตันต่อปี 

    นอกจากนี้ GGC ยังมีความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันในผลิตภัณฑ์ผลิตไบโอดีเซลB100 จำนวน 3 แสนตันต่อปี, ผลิตแฟตตี้แอลกอฮอล์ 1 แสนตันต่อปี และกลีเซอรีน ที่เป็นส่วนผสมใช้ทำโลชั่น และยาน้ำมันเชื่อม เป็นต้น จำนวน 31,000 ตันต่อปี ดังนั้นจึงต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรภาคอีสานปลูกปาล์มน้ำมัน โดยยืนยันว่ามีตลาดรองรับอย่างแน่นอน 

    "ปัจจุบันตลาดต่างประเทศต้องการผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาจากปาล์มน้ำมันที่ได้มาตรฐาน RSPO ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ควบคุมเรื่องการเพาะปลูกโดยไม่บุกรุกป่าสงวน หรือ ปลูกในพื้นที่ที่มีโฉนดชัดเจน มีการจัดทำบัญชีผลผลิตการซื้อขายปาล์มน้ำมันของเกษตรกรอย่างชัดเจน โดยต่างประเทศจะให้ราคาที่สูงและต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ RSPO ประมาณ 70 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ดังนั้น GGC จึงต้องการผลักดันให้เกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานดังกล่าว โดยให้งบสนับสนุนการเข้าสู่ระบบ RSPO สำหรับเกษตรกรรายย่อย ผ่านทางกลุ่มกรีนอีสานปาล์มจำนวน 2 ล้านบาทต่อปี" นายจิรวัฒน์​ กล่าว

    นายบรม เอ่งฉ้วน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสานพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์ม จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้เข้ามาตั้งโรงสกัดน้ำมันปาล์มและเริ่มผลิตเมื่อ 22 พ.ค. 2559 ที่ผ่านมา ที่อ.วานรนิวาส จ. สกลนคร และเปิดรับซื้อผลปาล์มกับเกษตรกรอีสาน ทั้งจากจังหวัดชัยภูมิ เลย บึงกาฬ นครพนม เป็นต้น เพื่อให้เกษตรมั่นใจว่ามีจุดขายปาล์มได้แน่นอน รองรับผลผลิตปาล์มได้สูงสุด 6-8 หมื่นตันต่อปี และในอนาคตจะขยายโรงสกัดเพิ่มอีก 1 แห่งในจ.สกลนคร เพื่อรองรับการเติบโตของผลผลิตปาล์มที่จะเพิ่มขึ้นในภาคอีสาน 

    อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ได้ส่งบริษัทลูกอย่าง บริษัท โฮมปาล์มฯ เข้ามาอบรมให้ความรู้เกษตรกรภาคอีสาน รวมถึงสอนการเพาะปลูกที่ถูกต้อง และการเข้าสู่ระบบมาตรฐาน RSPO พร้อมทั้งจำหน่ายต้นกล้าปาล์มในราคาถูก 99 บาทต่อต้น เพื่อให้การเพาะปลูกได้มาตรฐานตั้งแต่ต้นทางก่อนส่งมาจำหน่ายที่โรงสกัด โดยจะมีการจัดทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้เกษตรกรเพื่อแสดงให้เห็นประวัติการซื้อขาย ปริมาณผลผลิต สำหรับนำมาเป็นข้อมูลช่วยเหลือเกษตรกรได้ตรงจุดต่อไป 

    นายประเสริฐ บุญมาแย้ม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮมปาล์ม จำกัด กล่าวว่า ผลผลิตปาล์มที่ปลูกในภาคอีสานตอนบนไม่ได้แตกต่างกับภาคใต้ เพราะภาคอีสานตอนบนมีสภาพดินที่ชื้น แต่หัวใจสำคัญคือ การเลือกพันธุ์ปาล์มที่เหมาะสำหรับปลูกในภาคอีสานเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ได้ส่งเสริมพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับภาคอีสานโดยตรง คือ พันธุ์ลูกผสมโฮมฟาร์ม โดยสามารถปรับตัวได้ดีในพื้นที่น้ำน้อย ทนแล้งได้ ให้ผลผลิตน้ำมันสูง นอกจากนี้โฮมปาล์มยังให้ความรู้เกษตรกรทุกขั้นตอนทั้งเรื่องการให้ปุ๋ย กระบวนการปลูกการดูแลที่ถูกต้อง ทำให้ได้ผลผลิตที่ดี โดยได้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรมากว่า 4 ปีแล้ว 

    "ปกติปาล์มจะใช้เวลาปลูก 4 ปี และเร่ิมมีผลผลิตในปีที่ 4-5 และสามารถเก็บเกี่ยวได้ไปจนถึง 25-30 ปี  ซึ่งตามปกติปาล์มมีอายุยาวนานถึง 200 ปี แต่ต้นจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เก็บผลได้ลำบาก ดังนั้นความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์คือการปลูกและเก็บเกี่ยวผลได้ยาวนานสุด 25-30 ปี จากนั้นจะโค่นเพื่อปลูกใหม่" นายประเสริฐ กล่าว

    นายกิตติชัย ศูนย์จันทร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนกรีน อีสานปาล์ม กลุ่มผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน กล่าวว่า ได้ทำลองนำร่องเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มตัวอย่างในภาคอีสานมา 4 ปีแล้ว และเร่ิมเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว โดยมีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 13 ไร่ ซึ่ง 15 วันจะตัดผลผลิตออกไปจำหน่าย โดยได้ราคาประมาณ 5.25 บาทต่อกิโลกรัม หรือมีรายได้ประมาณเดือนละประมาณ 22,000 บาท 

    อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการปลูกปาล์มของภาคอีสาน ไม่ได้เป็นการทำลายพื้นที่ปลูกข้าว หรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เนื่องจากเกษตรกรจะใช้พื้นที่หัวไร่ที่ส่วนใหญ่มีอยู่ 2-5 ไร่มาปลูกปาล์ม ส่วนการทำนาก็ยังทำกันต่อไป เพราะเกษตรกรภาคอีสานส่วนใหญ่จะเน้นปลูกข้าวไว้กิน ส่วนที่เหลือถึงจะขาย ดังนั้นจึงไม่มีการยกเลิกปลูกข้าวแน่นอน และการปลูกปาล์มจะกลายเป็นรายได้หลักของเกษตรกรแทน เพราะสามารถเก็บเกี่ยวสร้างรายได้ให้ต่อเนื่อง 25-30 ปี อีกทั้งกลุ่มกรีนอีสานปาล์มมีระบบที่ช่วยเหลือเกษตรกรให้ปลูกปาล์มได้ผลดีและมีจุดรับซื้ออย่างครบวงจรด้วย 

     

  • Date : 09 / 09 / 2016
    น้ำมันราคาถูกทำยอดใช้กลุ่มเบนซิน7เดือนพุ่งทะลุ10%

    น้ำมันราคาถูกทำคนลดการใช้ก๊าซหันมาใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้น กรมธุรกิจพลังงาน เผยยอดการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินช่วง 7 เดือนพุ่ง 10.76 % และดีเซลเติบโต 4.26 %  ส่วนแอลพีจีภาคขนส่งมีการใช้ลดลง 16.32 % รวมถึงเอ็นจีวีลดลง  9.2 % ขณะที่ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 4.69 % มีมูลค่าเฉลี่ย 3.7 หมื่นล้านบาทต่อเดือน

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานเปิดเผยถึงภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในช่วง 7 เดือนแรก(ม.ค.-ก.ค.) ของปี 2559 ว่า ปริมาณการใช้น้ำมันของกลุ่มน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 6,103.06 ล้านลิตร หรือ 28.66 ล้านลิตรต่อวัน  เพิ่มขึ้น 10.76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 5,487.82 ล้านลิตร หรือ 25.88 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันกลุ่มเบนซินเกือบทุกชนิดยกเว้นน้ำมันเบนซินและน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี85 เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้ส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้น

     โดยในส่วนนี้เป็นการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เพิ่มขึ้น 2.28 % มาอยู่ที่ระดับ 2,388.08 ล้านลิตร หรือ 11.22 ล้านลิตรต่อวัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2,325.30 ล้านลิตร หรือ 10.96 ล้านลิตรต่อวัน การใช้แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้น 22.24 % มาอยู่ที่ 2,243.32 ล้านลิตร หรือ 10.53 ล้านลิตรต่อวัน เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,827.65 ล้านลิตร หรือ 8.62 ล้านลิตรต่อวัน แก๊สโซฮฮล์ อี 20 มีการใช้เพิ่มขึ้น 17.47 % มาอยู่ที่ 1,007.06 ล้านลิตร หรือ 4.73 ล้านลิตรต่อวัน เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 853.60 ล้านลิตร หรือ 4.03 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนแก๊สโซฮอล์ อี 85 ปรับตัวลดลง 4.14 % มาอยู่ที่ 180.54 ล้านลิตร หรือ 0.85 ล้านลิตรต่อวัน เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 187.72 ล้านลิตร หรือ 0.88 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลง 3.60 % มาอยู่ที่ 284.08 ล้านลิตร หรือ 1.33 ล้านลิตรต่อวัน เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 293.56 ล้านลิตร หรือ 1.38 ล้านลิตรต่อวัน    

    ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.26% มาอยู่ที่ 13,158.11 ล้านลิตร หรือ 61.76 ล้านลิตรต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมียอดใช้อยู่ที่ 12,558.17 ล้านลิตร หรือ 59.25 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณรถยนต์ดีเซลมีปริมาณเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน          

    ส่วนยอดการใช้แอลพีจี ในช่วง 7 เดือนแรก ปรับตัวลดลง 12.34% มาอยู่ที่ 3,441.23 ล้านกิโลกรัมต่อวัน หรือ 16.16 ล้านกิโลกรัมต่อวัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 3,912.78 ล้านกิโลกรัม หรือ 18.43 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งปริมาณการใช้แอลพีจีที่ลดลงดังกล่าว ส่วนใหญ่มาจากความต้องการใช้ในภาคขนส่งและภาคปิโตรเคมีลดลงจากการเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นแทนประกอบกับการผลิตแอลพีจี ในประเทศมีการผลิตที่เพียงพอไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าในปริมาณที่สูงเหมือนปีก่อน ซึ่งในช่วง7เดือนแรกมีการนำเข้าแอลพีจีเพียง 40 ล้านกิโลกรัมต่อเดือน หรือลดลง 62.62% เทียบจากปีก่อนนำเข้าที่ 108 ล้านกิโลกรัมต่อเดือน

    โดยพบว่าความต้องการใช้ของภาคครัวเรือนลดลง 0.40 % มาอยู่ที่  1,215.66 ล้านกิโลกรัม หรือ 5.68 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ภาคขนส่ง ปรับตัวลดลงถึง 16.32 % มาอยู่ที่ 876.89 ล้านกิโลกรัม หรือ 4.10 ล้านกิโลกรัมต่อวัน รวมถึงภาคปิโตรเคมี ปรับตัวลดลง 24.10 % มาอยู่ที่ 1,006.69 ล้านกิโลกรัม หรือ 4.73 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งจะมีเพียงภาคอุตสาหกรรมเท่านั้นที่ปรับตัวสูงขึ้น 2.99 % มาอยู่ที่ 351.67 ล้านกิโลกรัม หรือ 1.65 ล้านกิโลกรัมต่อวันเท่านั้น

    อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึง ปริมาณการใช้ก๊าซเอ็นจีวีสำหรับรถยนต์ ในช่วง 7 เดือนด้วยว่า ได้ปรับตัวลดลง 9.20% มาอยู่ที่ 1,682.92 ล้านกิโลกรัม หรือ 7.90 ล้านกิโลกรัมต่อวัน เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,844.86 ล้านกิโลกรัม หรือ 8.70 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงส่งผลให้ประชาชนและรถบรรทุกสินค้าหันไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน

    สำหรับการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2559 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.85% เฉลี่ยอยู่ที่ 916,412 บาร์เรล/วัน เป็นผลจากการนำเข้าน้ำมันดิบลดลง 4.69% เฉลี่ยอยู่ที่ 846,729 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่า 37,226 ล้านบาท/เดือน  ส่วนการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 7.70% เฉลี่ยอยู่ที่ 69,683 บาร์เรล/วัน มูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 4.04% คิดเป็นมูลค่า 3,763 ล้านบาท/เดือน สำหรับปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ลดลง 47.15% เฉลี่ยอยู่ที่ 157,272 บาร์เรล/วัน และมูลค่าส่งออก ลดลง 45.17% คิดเป็นมูลค่า 7,289 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลพื้นฐาน

Date : 08 / 09 / 2016

  • Date : 08 / 09 / 2016
    ปตท.คาดแนวโน้มราคาน้ำมันดิบระยะสั้นทรงตัว40-50เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

    ปตท.คาดทิศทางราคาน้ำมันดิบตลาดโลกระยะสั้นทรงตัวที่ 40-50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยมีการผลิตเชลล์ออยล์เป็นปัจจัยกดดัน  พร้อมแนะกระทรวงพลังงานตรวจสอบโครงสร้างราคาเอทานอล เพื่อหาจุดสมดุล ไม่ให้เอื้อประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม  และทำให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้น้อย กว่าที่ควรจะเป็น

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยในโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนา Energy Symposium 2016  เมื่อวันที่8 ก.ย. 2559 ว่า ทิศทางราคาน้ำมันของโลกในระยะสั้นเชื่อว่าจะทรงตัวระดับ 40-50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และเชื่อว่าในระยะยาวราคาก็จะยังไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากการผลิตน้ำมันและก๊าซจากชั้นหินดินดาน(เชลล์ออยล์ และเชลล์แก๊ส) ยังมีจุดคุ้มทุนในการผลิตที่ 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ดังนั้นหากราคาน้ำมันขยับขึ้นมาแตะที่ระดับ 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ผู้ผลิตเซลล์ออยล์ก็จะหันกลับมาผลิตน้ำมันกันมากขึ้น  ซึ่งจะกดดันให้ราคาน้ำมันดิบไม่ปรับตัวสูงเกินไปกว่านี้มากนัก 


    ทั้งนี้ในส่วนของการใช้พลังงานทดแทนในภาคขนส่งนั้น เห็นว่ายังมีจุดที่ไม่สมดุล ซึ่ง ปตท.ได้ชี้แจงให้ภาครัฐเห็นแล้วว่า การส่งเสริมการใช้เอทานอลในประเทศไทยขณะนี้ มีบางกลุ่มได้ประโยชน์ ซึ่งต้องการให้ภาครัฐเข้าไปดูแลและหาจุดสมดุลของราคาแก๊สโซฮอล์ เนื่องจากการที่ราคาเอทานอลแพงเมื่อผสมกับน้ำมันเบนซินและจำหน่ายเป็นแก๊สโซฮอล์  ก็จะมีราคาสูงไปด้วย แม้บางครั้งราคาน้ำมันตลาดโลกจะปรับลดลงมาก แต่ราคาแก๊สโซฮอล์กลับลดลงได้น้อย ทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยในการกำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันของปตท. 


    อย่างไรก็ตามยืนยันว่า ปตท.จำหน่ายน้ำมันในราคาที่เป็นไปตามตลาดโลก ส่วนราคาน้ำมันจะแพงหรือถูกกว่าประเทศอื่น เกิดจากกำหนดอัตราภาษีต่างๆ ของภาครัฐที่เรียกเก็บ และปตท.พยายามดูแลราคาไม่ให้ผันผวนมาก โดยจากสถิติเมื่อปี 2556 ปตท.ปรับราคาช้ากว่าค่ายน้ำมันต่างประเทศเฉลี่ยรวมทั้งปีประมาณ 2 เดือน หรือคิดเป็นเงินประมาณ 200 ล้านบาท ที่ช่วยประชาชนประหยัดได้ 


    สำหรับการใช้พลังงานภาคขนส่งในอนาคตของโลกจะหันไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า(EV)กันมากขึ้น โดยปตท.เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยขณะนี้ได้สร้างปั๊มชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ EV แล้ว 4 จุด และสิ้นปี 2559 นี้จะมีอีก 2 จุด ส่วนในปี 2560 จะสร้างเพิ่มรวมเป็น 20 จุด เพื่อรองรับการเติบโตของรถยนต์ EV ในอนาคต

  • Date : 08 / 09 / 2016
    อนันตพรตั้งเป้าพลังงานทดแทนราคาถูกลงและจ่ายไฟได้24ชั่วโมง

    รัฐมนตรีพลังงาน ชี้ก้าวต่อไปของพลังงานทดแทนของไทยเน้นผลิตให้ได้ 24 ชั่วโมงและราคาค่าไฟฟ้าถูกกว่าเชื้อเพลิงก๊าซฯถ่านหิน เตรียมปรับลดการอุดหนุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์  ขณะ กฟผ.ยืนยันพร้อมเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนอีก 2,000 เมกะวัตต์  ด้านส.อ.ท.ประกาศหนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เทคโนโลยีสะอาด

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา Energy Symposium 2016 หัวข้อ พลังงานไทยในกระแสพลังงานโลก ซึ่งจัดโดยสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เมื่อวันที่8 ก.ย.2559 ว่า ปัจจุบันอาเซียนได้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่ของโลกและกลายเป็นภูมิภาคที่มีการใช้พลังงานสูงมาก ซึ่งประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงไฟฟ้าในอาเซียน และเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนในอาเซียนด้วย ดังนั้นไทยจะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว  ให้สอดรับกับนวัตกรรมพลังงานที่มีการเปลี่ยนแปลงและก้าวหน้าขึ้นมาก  

    กระแสของโลกให้ความสำคัญกับการลดภาวะโลกร้อนมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การลงนามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ COP21 ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา เพื่อคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเมื่อเทียบกับอุณหภูมิโลกในยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม  ซึ่งไทยได้ร่วมลงนามลดภาวะโลกร้อนด้วย และได้กำหนดแผนบูรณาการพลังงานของประเทศให้สอดคล้องกับ COP 21 เช่นกัน โดยเฉพาะการประหยัดพลังงานและการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 

    สำหรับแนวทางด้านพลังงานทดแทนของไทยต่อจากนี้ไป กระทรวงพลังงานจะผลักดันให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง และราคาต้องไม่แพงกว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลักอย่าง ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน เป็นต้น พร้อมกันนี้เตรียมปรับลดเงินสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีทอินทารีฟ) สำหรับกลุ่มโซล่าร์เซลล์ลง เนื่องจากปัจจุบันมีต้นทุนการผลิตลดลงมาก ซึ่งจะช่วยให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศไม่สูงเกินไปด้วย   ถือเป็นความท้าทายที่กระทรวงพลังงานจะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายต่อไป 

    พลเอกอนันตพร กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการลงนาม COP21 มาก โดยสั่งให้ดำเนินการตามที่ได้ลงนามไว้ให้ถูกต้องครบถ้วน พร้อมกำชับถึงการลงนามความร่วมมือใดๆ ในอนาคตจะต้องทบทวนให้ดีก่อนเสมอ ดังนั้นการลงนามซื้อขายไฟฟ้ากับต่างประเทศนั้น กระทรวงพลังงานจะเข้มงวดในการศึกษาโครงการให้ดีก่อนลงนามทุกครั้ง และแม้ประเทศเพื่อนบ้านพร้อมเสนอขายไฟฟ้าให้ไทยจำนวนมาก แต่ไทยจะไม่รับซื้อทั้งหมด โดยจะพิจารณาถึงความมั่นคงไฟฟ้าระยะยาวและให้อยู่ภายใต้กรอบแผนบูรณการไฟฟ้าระยะยาว 21 ปีของไทยก่อนเสมอ

    ส่วนกรณีชาวบ้านอ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ออกมาเรียกร้องให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น  พลเอกอนันตพร กล่าว ยืนยันว่ากระทรวงพลังงานพร้อมรับฟังความเห็นประชาชน หากพบว่าสามารถดำเนินการได้จะนำไปปรับในแผนผลิตไฟฟ้าของประเทศ ส่วนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่นั้น ยืนยันว่าแม้จะล่าช้ากว่าแผน แต่ยังดำเนินการตามขั้นตอน ไม่มีการยกเลิกแน่นอน 

    ด้าน นายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า คาดการณ์ว่าในปี 2573 พลังงานทางเลือกจะเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะพลังงานน้ำจะมีสัดส่วนการผลิตสูงสุด รองลงมาคือ ลมและแสงอาทิตย์ เนื่องจากปัจจุบันแนวโน้มการใช้พลังงานทดแทนของไทยมีใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคธุรกิจมีการผลิตพลังงานทดแทนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้

    สำหรับกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น ส.อ.ท.ยืนยันจุดยืนที่ต้องการเห็นการกระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้เกิดความสมดุล โดยสนับสนุนการการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำ ทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศไม่แพงเกินไป ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันทางธุรกิจได้ และ ส.อ.ท.ต้องการเห็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่จ.กระบี่ ตามที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะนำร่องเป็นตัวอย่าง โดยหากทำได้และทำออกมาดีจะได้รับการยอมรับจากภาคประชาชนในที่สุด 

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม และโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า อาเซียนมีเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอีก 15-20% ในอีก 20 ปีข้างหน้า เป็น 23% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยในส่วนของ กฟผ. ปัจจุบันมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลังงานน้ำอยู่ 2,988 เมกะวัตต์ และมีแผนจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอื่นอีก 1,500-2,000 เมกะวัตต์ โดยอยู่ระหว่างการจัดทำแผนเสนอคณะกรรมการ(บอร์ด) กฟผ.พิจารณา ก่อนจะนำเสนอขออนุมัติจากกระทรวงพลังงาน และให้กระทรวงพลังงานพิจารณาว่าจะเป็นโควต้าเดิมในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวประเทศ(PDP2015)  หรือจะเป็นโควต้าใหม่  

    สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 1,500-2,000 เมกะวัตต์ดังกล่าว กระทรวงพลังงานสั่งการให้ กฟผ. มุ่งเน้นไปที่การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสม แต่เบื้องต้นยืนยันว่าจะเป็นพื้นที่ของ กฟผ.เอง 

    อย่างไรก็ตาม กฟผ.จะไม่ปิดกั้นการลงทุนจากภาคเอกชน หากวงเงินลงทุนไม่เกินเพดานตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ ก็พร้อมเจรจากับเอกชนได้เลย แต่หากวงเงินลงทุนเกินกว่าเพดานกำหนดจะเข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนและทำให้การดำเนินการล่าช้า ซึ่ง กฟผ.จะต้องพิจารณาต่อไป 

    นายสหรัฐ ยังกล่าวถึงโครงการสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ(FSRU) ว่า กฟผ.ได้ศึกษาโครงการ FSRU เสร็จแล้ว ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ได้สั่งการให้ กฟผ.ศึกษาสร้าง FSRU รองรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG ) นาด  5 ล้านตัน โดยคาดว่าจะใช้พื้นที่ก่อสร้างที่ใกล้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ เนื่องจากก๊าซฯดังกล่าวจะนำไปใช้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ของ กฟผ.

    อย่างไรก็ตามเบื้องต้นผลการศึกษาพบว่า เป็นโครงการที่ช่วยลดค่าไฟฟ้าของประเทศได้แน่นอน และสามารถนำ LNG ใช้ผ่านท่อของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงก๊าซธรรมชาติทางท่อของประเทศได้ โดยหาก ก๊าซฯที่มาจาก ปตท.ประสบปัญหาก็ยังมีก๊าซฯจาก กฟผ.สำรองได้ อย่างไรก็ตามจะเสนอ กพช. สิ้นเดือน ก.ย. 2559 นี้เพื่อพิจารณา หากอนุมัติจะเดินหน้าศึกษาในรายละเอียดต่อไป 



     

     

  • Date : 08 / 09 / 2016
    กฟผ. แจงข้อสงสัย EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    กฟผ. ชี้แจง การจัดทำรายงาน EHIA ในประเด็นต่างๆ ตามที่คณะอนุกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ บางคนตั้งข้อสังเกต โดยหวังให้กระบวนการต่างๆ เดินหน้า จนได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับ  

     

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม ในฐานะโฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยกรณีที่คณะอนุกรรมการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ภายใต้คณะกรรมการไตรภาคี บางท่านขอลาออก พร้อมทั้งได้ตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัย ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ในหลายประเด็น อาทิ การเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม มีความครบถ้วนและสอบถามประชาชนในพื้นที่หรือไม่ ซึ่งโฆษก กฟผ. กล่าวชี้แจงว่า ในการจัดทำรายงาน EHIA ได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญ คือ บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เก็บข้อมูลในพื้นที่ทั้งในรัศมี 5 กิโลเมตร และพื้นที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลทั้งภาคสนาม และสอบถามจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ การดำเนินการดังกล่าว ยังเป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด

    “การตรวจสอบความครบถ้วน ยังมีกระบวนการประกอบด้วย การรับฟังความคิดเห็นประชาชน(ค.3) การพิจารณาของ คชก. องค์กรอิสระ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมา มีการตรวจสอบและปรับปรุงเพิ่มเติม ทั้งในกระบวนการจัดทำ ค.3 และการพิจารณาของ คชก.”

    สำหรับข้อห่วงใยเรื่องการเก็บข้อมูลพื้นฐานสารโลหะหนักนั้น เป็นเรื่องที่ กฟผ. ได้จัดทำไว้ในรายงาน EHIA ด้วยแล้ว รวมทั้งมีการประเมินการตกสะสมของโลหะหนักในสิ่งมีชีวิตตลอดอายุดำเนินการโรงไฟฟ้า 30 ปี ซึ่งจากการศึกษา ในพื้นที่โครงการพบการสะสมของโลหะหนักน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากมีการพบการสะสมที่ผิดปกติหรือเกินค่ามาตรฐาน กฟผ. จะรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการต่อไปด้วย

    ในประเด็นว่า มีการประเมินผลกระทบต่อพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ และประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการ หรือไม่นั้น ขอชี้แจงว่า กฟผ. ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม นำเสนอแก่คณะอนุกรรมการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ แล้ว และจะนำเสนอแก่ คชก. เพื่อพิจารณาต่อไป เช่นเดียวกับเรื่องการก่อสร้างอุโมงค์ขนส่งถ่านหิน ที่เกรงว่าในการขุดอุโมงค์จะมีการกองดินเลนสูงเท่าตึก 10 ชั้น รวมทั้งผลกระทบการขนดินเลนออกจากป่าและการชะล้างพังทลาย นั้น ขอชี้แจงว่า การก่อสร้างอุโมงค์ขนส่งถ่านหิน มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อลดผลกระทบต่อป่าชายเลน โดยจะไม่มีการนำดินเลนออกนอกพื้นที่ แต่กระจายถมในพื้นที่โรงไฟฟ้ากระบี่เดิม ซึ่งการก่อสร้างจะไม่มีผลกระทบเช่นเดียวกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพมหานคร

    โฆษก กฟผ. กล่าวในท้ายที่สุดว่า กฟผ. พร้อมชี้แจงในทุกประเด็นสงสัยต่อคณะกรรมการไตรภาคีทุกชุด ซึ่งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ได้ดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการไตรภาคีดังกล่าวมาแล้ว รวมทั้ง การทดลองเดินเรือส่งน้ำมันเพื่อทดสอบความขุ่นของตะกอน เมื่อเร็วๆ นี้  โดยมุ่งหวังให้กระบวนการต่างๆ สามารถเดินหน้า มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน จนได้ข้อสรุป ตามเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีในการจัดตั้งไตรภาคี