ข่าวทั้งหมด

Date : 27 / 09 / 2016

  • Date : 27 / 09 / 2016
    กกพ.คาดใช้FiTอัตราใหม่4.12บาทต่อหน่วยกับโครงการโซลาร์ฟาร์มราชการ สหกรณ์เฟส2

    กกพ. ขานรับมติกพช. เตรียมพิจารณาใช้อัตรา FiTใหม่ 4.12 บาทต่อหน่วย กับโครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 จำนวน 519 เมกะวัตต์

    แหล่งข่าวสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.) เปิดเผยถึง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ในการประชุมเมื่อวันที่26ก.ย.2559 ที่ผ่านมา ที่ให้ปรับลดอัตราฟีทอินทารีฟ (การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง) หรือ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก(VSPP) หรือผลิตไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จาก5.66บาทต่อหน่วย ลงเหลือ 4.12 บาทต่อหน่วย ว่า ขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) กำลังรอคำสั่งบังคับใช้มติดังกล่าวจากกระทรวงพลังงาน เพื่อนำไปปฏิบัติ 

    โดยจะต้องดูว่ามติที่ออกมากำหนดให้ใช้กับโครงการใดบ้าง  จะเป็นโครงการโครงการเดิม ที่ยังไม่ได้ลงมือก่อสร้าง  โดยเฉพาะโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส1 ที่กำหนดให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ(COD) 30 ธ.ค. 2559 นี้ ซึ่งมีบางรายยังไม่ก่อสร้างเพราะรอต้นทุนวัสดุอุปกรณ์ที่ทยอยปรับลดลงหรือจะเป็นโครงการที่ออกประกาศหลักเกณฑ์รับซื้อใหม่ 

    อย่างไรก็ตามเชื่อว่าอัตรา FiT ใหม่ 4.12 บาทต่อหน่วย คงจะนำมาใช้กับโครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์ฯ เฟส 2 ที่ กกพ. เตรียมจะเปิดรับผู้ร่วมโครงการในเร็วๆนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะรับซื้อไฟฟ้าจำนวนรวมประมาณ 519 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นของภาคราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์การเกษตร 119 เมกะวัตต์  ส่วนโครงการโซล่าร์ฟาร์มอื่นๆ ที่จะใช้อัตรา FiT ใหม่นี้ ยังไม่มีโครงการใดที่ กกพ. จะเปิดรับในเร็วๆนี้ 

    สำหรับกรณีผู้ผลิตไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มที่ไม่ขอรับ Fit แต่จะขอสิทธิ์ขายไฟฟ้าเข้าระบบในขณะนี้เลยนั้น ยืนยันว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากโครงการโซล่าร์ฟาร์มเป็นโครงการที่จะต้องรอให้ กกพ.ประกาศหลักเกณฑ์การรับซื้อออกมาก่อน  จึงจะสามารถเสนอคำขอขายไฟฟ้าเข้ามาได้  

Date : 26 / 09 / 2016

  • Date : 26 / 09 / 2016
    กพช.ปรับลดFiTผู้ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เหลือ4.12บาทต่อหน่วย

    กพช.เห็นชอบปรับลดอัตราFeed in Tariff สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีขนาดเล็กมากหรือVSPP ลงจาก5.66บาทต่อหน่วย เหลือ4.12 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 1.54บาทต่อหน่วย เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนแผงเซลล์แสงอาทิตย์และอุปกรณ์อื่นๆปรับลดลงมาก พร้อมเห็นชอบให้ผู้รับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าจากลมร้อนทิ้งส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าในอัตรา 1 สตางค์/หน่วยเช่นเดียวกับพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่26ก.ย.2559ว่า ที่ประชุม กพช. ได้มีการพิจารณาทบทวนอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) โดยเห็นว่าราคาแผงเซลล์แสงอาทิตย์และค่าอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวลดลง ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการในการลงทุนโดยรวมลดลงด้วย ดังนั้น เพื่อให้อัตรารับซื้อไฟฟ้าสอดคล้องต้นทุนที่แท้จริง ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกอบการและประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ที่ประชุม เห็นชอบให้อัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในรูปแบบ FiT เป็นไปตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ คือ 4.12บาทต่อหน่วยตลอดอายุโครงการ25ปี  ซึ่งลดลงจากอัตราเดิม ซึ่งอยู่ที่5.66 บาทต่อหน่วย ส่วน โครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ได้แก่ อ.จะนะ อ.เทพา อ.สะบ้าย้อย และ อ.นาทวี ให้มีการบวกอัตราพรีเมี่ยมเข้าไปอีก0.50บาทต่อหน่วย เป็นได้รับFiTในอัตรา4.62 บาทต่อหน่วย

    โดยที่ประชุมกพช.ได้มอบให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. รับไปดำเนินการออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในรูปแบบ FiT รวมทั้งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเป้าหมายและแผนการรับซื้อไฟฟ้าฯ ดังกล่าว ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2015) และนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาต่อไป

    นอกจากนี้ที่ประชุม กพช. ยังเห็นชอบนโยบายการนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าสำหรับผู้รับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าจากลมร้อนทิ้งในอัตรา 1 สตางค์/หน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ในแต่ละเดือน เช่นเดียวกับพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากลมร้อนทิ้งถือว่าเป็นการประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และต้องได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จึงอยู่ในข่ายที่ต้องนำเงินส่งเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงในรูปแบบอื่นๆ เพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าต่อไป

  • Date : 26 / 09 / 2016
    กพช.ขยายกรอบประมูลเอราวัณ บงกช อีก3เดือน ขีดเส้นใหม่ภายในก.ย.2560

    กพช. ขยายกรอบระยะเวลาเปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุออกไปอีก3เดือน ขีดเส้นให้จบภายใน ก.ย. 2560  หลังจากที่สนช.พิจารณาร่างแก้ไขกม.ปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับล่าช้า โดยรัฐมนตรีพลังงาน ระบุหากสนช.ไม่ผ่านร่างกม.ปิโตรเลียมภายในเดือนต.ค.2559 การประมูลอาจแล้วเสร็จไม่ทันการพิจารณาของรัฐบาลชุดนี้  ส่งผลเอกชนขาดความเชื่อมั่นลงทุน และทำให้การผลิตก๊าซฯในอ่าวไทยไม่ต่อเนื่อง  พร้อมรับทราบผล เจรจาของปตท.ที่สามารถปรับลดราคาซื้อก๊าซ LNG จากเชลล์ และ BP ลงได้ 20% 

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า  จากการที่ประชุม กพช. เมื่อวันที่30พ.ค.2559 มีมติให้กระทรวงพลังงานไปดำเนินการเปิดประมูลทั่วไปเพื่อหาเอกชนเข้ามาดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม ที่จะหมดอายุ ในปี 2565 และปี 2566 ให้แล้วเสร็จภายใน1ปี คือภายในเดือน มิ.ย.2560 นั้น  ในการประชุมกพช. เมื่อวันที่26ก.ย.2559 กระทรวงพลังงาน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้ขยายกรอบระยะเวลาดำเนินการประมูล ออกไปอีก3เดือน คือให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2560

    ทั้งนี้เหตุผลสำคัญที่ต้องมีการขอมติเพื่อขยายกรอบระยะเวลาการดำเนินการประมูลออกไปนั้น เนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้เลื่อนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมออกไปถึง 2 ครั้ง จากเดิมที่ควรจะต้องพิจารณาแล้วเสร็จในเดือนส.ค.2559 เป็นเดือนต.ค.2559 จึงทำให้กระบวนการเปิดประมูลไม่สามารถดำเนินการได้เสร็จตามกรอบเวลาเดิมที่ กพช. เดิมกำหนด

    สำหรับแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ได้แก่ แหล่งบงกช ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. จะหมดอายุในปี 2566 และแหล่งอาราวัณ ของบริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จะหมดอายุในปี 2565 

    "การเปิดประมูลหาเอกชนมาดำเนินการในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุนั้น หากมีการเลื่อนออกไปอีกจากที่กำหนดให้จบภายในเดือนก.ย.2560 การพิจารณาอาจไม่ทันภายในรัฐบาลชุดนี้  ซึ่งจะส่งผลให้เอกชนจะขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน เพื่อให้การผลิตก๊าซให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเอกชนจะต้องใช้เวลาเตรียมการผลิตก่อนสัมปทานหมดอายุอย่างน้อย 5 ปี"  พล.อ.อนันตพร กล่าว

    ด้าน นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  การเปิดการประมูลเพื่อหาเอกชนมาดำเนินการในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ จำเป็นจะต้องรอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ของสนช.ให้แล้วเสร็จเสียก่อน เนื่องจากการจัดทำกฎหมายลูกของกระทรวงพลังงาน  ที่นำไปสู่การจะกำหนดทีโออาร์ และรายละเอียดหลักเกณฑ์ต่างๆ จะต้องสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯที่มีการแก้ไข ซึ่งเป็นกฎหมายหลัก   โดยสนช.จะต้องไม่เลื่อนพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ออกไปอีก ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อขั้นตอนการเปิดประมูล และทำให้การผลิตก๊าซฯ ในอ่าวไทยไม่ต่อเนื่อง 

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า ที่ประชุม กพช. ยังรับทราบผลการเจรจาปรับลดราคาและทบทวนเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องในร่างสัญญาซื้อขาย ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ระยะยาว หรือ LNG SPA ระหว่างบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กับบริษัท SHELL EASTERN TRADING (PTE) จำกัด และ บริษัท BP SINGAPORE PTE จำกัด ในปริมาณ 1 ล้านตันต่อปีต่อราย (รวม 2 ล้านตันต่อปี ) 
    โดยสามารถปรับลดลงได้ 20% จากสัญญาเดิม ทั้งนี้คาดว่าล็อตแรกจะเริ่มเข้ามาในไทยปี 2560

    ทั้งนี้ในการประชุม กพช. เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559ได้มีการรายงานการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และแนวทางการดำเนินการสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวกับบริษัท Shell และ BP  แต่เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว มีผลทำให้ตลาด LNG มีอุปทานมากกว่าอุปสงค์ และราคา Spot LNG อยู่ในระดับต่ำมาก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีการชะลอตัว ส่งผลทำให้ปริมาณความต้องการใช้ LNG ในปี 2559 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558-2579 (Gas Plan 2015) จากประมาณ 4.5 ล้านตันต่อปี ลดลงอยู่ที่ 2.7-3.1 ล้านตันต่อปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงเห็นควรให้ ปตท. เจรจาทบทวนสัญญา LNG SPA กับบริษัท Shell และ BP ใหม่ เพื่อให้สะท้อนกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และให้เลื่อนกำหนดการส่งมอบ LNG ของสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ออกไป จากเดิมปี 2559 เป็นปี 2560 

Date : 25 / 09 / 2016

  • Date : 25 / 09 / 2016
    ปลัดพลังงานเตรียมลดอัตราฟีดอินทารีฟโซลาร์ฟาร์ม พลังงานลม

    อารีพงศ์ จ่อลดอัตราฟีดอินทารีฟ โครงการโซลาร์ฟาร์มรอบใหม่ หลังต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ลดลงมาก คาดประกาศอัตราใหม่ได้ปลายปี 2559 นี้  ในขณะที่การปรับลดอัตราฟีดอินทารีฟของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมจะเป็นลำดับถัดไป

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างทบทวนอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ) หรือ FiT เพื่อให้เหมาะสมกับต้นทุนที่แท้จริง ของโครงการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ปัจจุบันต้นทุนปรับลดลงมาก และหลายประเทศได้ลดอัตราการสนับสนุนลง 

    ทั้งนี้ อัตราการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบฟีดอินทารีฟที่ประกาศใช้ล่าสุดในปี 2558 โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) มีอัตราการรับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ 5.66 บาทต่อหน่วย สามารถปรับลดลงได้ตามต้นทุนค่าแผงโซลาร์ในปัจจุบันที่ถูกลงมาก

    “กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างทบทวนต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 2 ปีนี้ ซึ่งจะต้องพิจารณาต้นทุนใน 3 ส่วนหลัก คือ แผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์ส่วนประกอบ เช่น สายไฟ อินเวอร์เตอร์ และราคาที่ดิน แต่จะปรับลดลงได้เท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับต้นทุนเป็นหลัก”

    อย่างไรก็ตาม การประกาศอัตรารับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในอัตราใหม่ จะต้องนำเรื่องเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เห็นชอบก่อน จึงจะเริ่มประกาศใช้ในการเปิดประมูลรอบต่อไปภายในปลายปีนี้ ส่วนโครงการฯที่เปิดประมูลไปแล้ว และได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) ไปแล้วจะยังใช้ฟีดอินทารีฟในอัตราเดิม 

    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม จะเป็นพลังงานประเภทต่อไปที่กระทรวงพลังงานจะปรับลดอัตราการรับซื้อไฟฟ้าลง จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.06 บาทต่อหน่วย เพราะต้นทุนปรับลดลงมากหลังจากมีผู้ประกอบการลงทุนหลายราย และเทคโนโลยีการผลิตมีหลายรูปแบบ ทำให้ต้นทุนถูกลง โดยคาดว่า ในปีหน้าจะสามารถประกาศอัตราการรับซื้อไฟฟ้าใหม่ได้ เนื่องจากปีนี้ ยังไม่มีการเปิดประมูลพลังงานลม หลังจากมีผู้ยื่นติดตั้งเต็ม 1,500 เมกะวัตต์แล้ว 

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนการลงทุนโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ จาก 2 ปีก่อน ที่มีต้นทุนอยู่ที่ 60-70 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ซึ่งต้นทุนการผลิตมีการปรับลดลงที่มากอย่างต่อเนื่องจากในช่วงเริ่มต้นที่มีการเปิดรับซื้อไฟฟ้า ต้นทุนอยู่ที่เริ่มต้นที่ 100 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์

     ก่อนหน้านี้ นายอารีพงศ์เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อถึงการทบทวนนโยบายการส่งเสริมการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยอาจจะยกเลิกระบบฟีดอินทารีฟ และให้ผู้ประกอบการประมูลแข่งขันทางด้านราคา เนื่องจากมีโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่แสดงความสนใจอยากจะขายไฟฟ้าเข้าระบบจำนวนมาก  แต่ในที่สุดเลือกแนวทางที่จะยังคงใช้ระบบฟีดอินทารีฟ  แต่ปรับลดอัตราลงเท่านั้น  โดยโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนพื้นดินที่หลังค้างการดำเนินการอยู่คือโครงการสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร จำนวน 519 เมกะวัตต์

Date : 23 / 09 / 2016

  • Date : 23 / 09 / 2016
    เสนอใช้กลไกส่วนต่างราคาที่มากขึ้นดันยอดใช้E20และE85

    กระทรวงพลังงานเตรียมทบทวนแผนส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง โดยเสนอให้ใช้กลไกส่วนต่างราคาเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์E20และE85 มากขึ้น ในขณะที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันปลายปี2560 ออกประกาศยกเลิกน้ำมันแก๊สโซฮอล์E10 ออกเทน91 อย่างแน่นอน

    นายสาร์รัฐ ประกอบชาติ วิศวกรชำนาญการพิเศษ สำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการหารือกันในการปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทน และแผนน้ำมัน  เพื่อส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดย พพ.ได้เสนอให้ใช้กลไกส่วนต่างราคา เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลในสัดส่วนที่สูงขึ้น  ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาถึงอัตราที่เหมาะสม

    สำหรับราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์E20 ณวันที่23ก.ย.2559อยู่ที่22.34บาทต่อลิตร ส่วนราคาแก๊สโซฮอล์E85 อยู่ที่17.99บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์E10ออกเทน95อยู่ที่24.85บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเทียบราคาแก๊สโซฮอล์E10 แล้วต่างจากE20 อยู่ลิตรละ2.51บาทต่อลิตร และต่างจากE85อยู่ 6.86บาทต่อลิตร 

    นายสาร์รัฐ กล่าวว่า ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทน มีการกำหนดเป้าหมายส่งเสริมการใช้เอทานอลให้ได้ 11.3 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2579 จากปัจจุบันมีการใช้อยู่ 3.51 ล้านลิตรต่อวัน และกำหนดเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซลไว้ 14 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันที่ใช้อยู่ 4.21  ล้านลิตรต่อวัน    แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ถูกลงได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์E20และE85  ซึ่งทำให้ปริมาณการใช้เอทานอลไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  

    ในส่วนของไบโอดีเซลนั้น การปรับลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล จาก B5 (การผสมน้ำมันปาล์ม 5% ในน้ำมันดีเซลทุกลิตร) เหลือ B3 (การผสมน้ำมันปาล์ม 3% ในน้ำมันดีเซลทุกลิตร) เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะมีผลกระทบต่อการใช้ไบโอดีเซลในระยะสั้น 2 ปีนับจากนี้  รวมทั้งกระทบต่อเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซลในอนาคต ด้วยจึงต้องพิจารณาแนวทางในการปรับสมดุลระหว่างการนำน้ำมันปาล์มไปบริโภคกับการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคการขนส่ง รวมถึงการหาแนวทางที่จะเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตปาล์มให้ได้เพิ่มขึ้นบนพื้นที่ปลูกเท่าเดิม  เพื่อให้มีน้ำมันปาล์มมาเป็นส่วนผสมในน้ำมันไบโอดีเซลมากขึ้นในอนาคต

    การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่งให้เพิ่มขึ้น  จะช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลาง(ฮับ)ด้านเอทานอลและไบโอดีเซลของอาเซียนในอีก 3-4 ปีข้างหน้าได้ รวมทั้งยังเป็นแนวทางที่สอดรับกับเป้าหมายของอาเซียนที่ต้องการให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น  อีกทั้งยังสอดรับกับปฏิญญาการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 หรือ COP21 ที่กำหนดให้แต่ละประเทศสมาชิกร่วมลดปัญหาโลกร้อนด้วย

    นายสาร์รัฐ กล่าวถึง ทิศทางการใช้พลังงานของอาเซียนในอนาคต จะเกิดการลดใช้น้ำมันลง และหันไปพึ่งพาพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยราคาน้ำมันช่วง 3-4 ปีนี้จะยังคงทรงตัวระดับต่ำที่ 50-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามอาเซียนยังคงพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเป็นสำคัญต่อไปในอนาคต 


    ในขณะที่นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์  อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง ว่า กรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันถึงแนวทางในการออกประกาศยกเลิกการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์E10ออกเทน91 ในช่วงปลายปี2560 เพื่อให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่1ม.ค.2561 เป็นต้นไป โดยเชื่อว่า การยกเลิกน้ำมันประเภทดังกล่าว จะทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์E20 และE85 มากขึ้น

    ในส่วนของแผนน้ำมันที่ใช้ในช่วงปี2558-2579  คาดว่าจะต้องมีการทบทวนใหม่ เนื่องจากในช่วงของการจัดทำแผนดังกล่าวนั้นตั้งสมมติฐานบนราคาน้ำมันดิบ100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะอยู่ที่ช่วงประมาณ50-60เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  ทั้งนี้เพื่อให้การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง ทั้งเอทานอลและไบโอดีเซลมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริงให้มากที่สุด

  • Date : 23 / 09 / 2016
    Thailand, Laos & Malaysia ink MOU on power trade beyond borders

    Thailand, Laos and Malaysia have signed in a memorandum of understanding on LTM on Power Integration Project to facilitate the study for implementation of power trade beyond borders.

    Thai Energy Minister General Anantaporn Kanjanarat, Malaysian Energy, Green Technology and Water Minister Datuk Seri Dr Maximus Johnity Ongkili and Laotian Energy and Mines Vice Minister Viraphonh Viravong have represented their respective governments on the ceremony that was arranged on September 21, alongside the 34th ASEAN Ministers on Energy Meetings (AMEM) in Nay Pyi Taw, Myanmar.

    This examining cross border power trade is under the ASEAN Plan of Action for Energy Cooperation (APAEC) 2016-2025, with the purchase will be limited at up to 100 MW for the first phase of the scheme running from 2016 to 2020.

    Under this project, Malaysia would purchase electricity from Laos using transmission system in Thailand. The three parties, however, will have to study transmission fee for the fair rate and common interest. The first power purchase under this project is expected to be commenced in 2018.

    This regional interconnectivity initiative can contribute towards energy security in the region.