ข่าวทั้งหมด

Date : 07 / 09 / 2016

  • Date : 07 / 09 / 2016
    กรรมการไตรภาคีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ลาออกส่งผลการพิจารณาล่าช้า

    รัฐมนตรีพลังงานระบุกรณีกรรมการไตรภาคีลาออก อาจทำให้ขั้นตอนการพิจารณาก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ล่าช้า ด้าน กฟผ.แจงกรณีชุมชนทับสะแกยื่นหนังสือหนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ติดประเด็น บันทึกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในอดีตที่เคยลงนามว่าจะไม่มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแก

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีนางเรณู เวชรัชต์พิมล กรรมการไตรภาคีสัดส่วนภาคประชาชน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ลาออกจากกรรมการไตรภาคีว่า การลาออกของไตรภาคีอาจทำให้การพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ล่าช้าออกไปอีก แทนที่ประเทศจะได้พัฒนาไฟฟ้าโดยเร็ว ทั้งนี้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งไตรภาคีขึ้น ดังนั้นเมื่อมีการลาออกก็อาจแต่ตั้งคนใหม่ขึ้นมาเพื่อให้คณะกรรมการครบองค์ประชุม

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานได้รับทราบเรื่องการลาออกดังกล่าว ซึ่งเกิดจากเกิดการไม่ปฏิบัติตามที่มีการเสนอแนะในที่ประชุม โดยส่วนตัวเห็นว่าการทำงานควรยึดหลักเหตุผลเป็นหลัก ซึ่งจะทำตามความเห็นของใครคนใดคนหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์คงเป็นไปไม่ได้ โดยที่ประชุมควรฟังความเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อให้ได้คำตอบบนหลักของเหตุผลและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป  

    ในขณะที่ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงกรณีที่มีผู้นำชุมชน อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยื่นหนังสือต่อกระทรวงพลังงาน เพื่อสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดในพื้นที่ ว่า กฟผ. ขอขอบคุณผู้นำชุมชนทับสะแกที่แสดงออกถึงการสนับสนุน และเชื่อมั่นในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมทั้ง เห็นความสำคัญในเรื่องของพลังงาน และต้องการให้เกิดการพัฒนาในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม  กฟผ. ขอยืนยันว่า ขณะนี้ภาครัฐและ กฟผ. ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ทับสะแก เนื่องจากยังมีบันทึกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในอดีต มิให้มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทับสะแก มีเพียงแต่การดำเนินโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

      โฆษก กฟผ. กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันพื้นที่ทับสะแก  กฟผ. ได้พัฒนาโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทับสะแก ซึ่งประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังผลิต 5 เมกะวัตต์ เข้าระบบจำหน่ายแล้ว  ส่วนโครงการวิจัยและพัฒนาต้นแบบโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ ขนาดกำลังผลิต 500 กิโลวัตต์ และงานวิจัยการผลิตไฟฟ้ากังหันลมแกนนอน ขนาด 250 กิโลวัตต์ และอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานโรงไฟฟ้า มีความคืบหน้าไปมาก ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การสร้างสมดุลพลังงาน เน้นการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ควบคู่กับการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

  • Date : 07 / 09 / 2016
    กบง.ตรึงราคาLPGต่อเนื่องเป็นเดือนที่เก้า

    กบง.สั่งตรึงราคา LPG ต่อเนื่องเป็นเดือนที่เก้า ที่ราคา 20.29 บาทต่อกิโลกรัม ระบุพยายามตรึงราคาให้ถึงสิ้นปี เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการใช้LPGได้อย่างเหมาะสม พร้อมมีมติ ตั้งอนุกรรมการเตรียมความพร้อมรองรับ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ว่า ที่ประชุม กบง.มีมติตรึงราคาก๊าซหุงต้ม(LPG)ประจำเดือน ก.ย. 2559 ไว้เท่าเดิมที่ 20.29 บาทต่อกิโลกรัม โดยเป็นการตรึงราคาต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2559 เป็นต้นมา

    ทั้งนี้การตรึงราคาดังกล่าวเกิดเพื่อต้องการให้ราคา LPG ไม่ผันผวน ช่วยให้ประชาชนวางแผนการใช้ LPG ได้อย่างเหมาะสม แม้ว่าต้นทุน LPG เดือนก.ย. 2559 จะปรับขึ้นเฉลี่ย 23 สตางค์ต่อกิโลกรัม ตามทิศทาง LPG โลก ซึ่ง กบง.จะใช้วิธีปรับเงินกองทุนบัญชี LPG แทนเพื่อให้ราคาขายปลีกไม่เปลี่ยนแปลง

    โดยจะลดเก็บเงินเข้ากองทุนบัญชี LPG ลงเหลือ 15 สตางค์ต่อกิโลกรัม จากเดิมเก็บอยู่ 39 สตางค์ต่อกิโลกรัม ส่งผลให้บัญชี LPG มีรายรับลดลง 82 ล้านบาทต่อเดือน จาก 137 ล้านบาทต่อเดือน เหลือรายรับทั้งสิ้น 55 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 41,707 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชี LPG ที่ 7,411 ล้านบาท และบัญชีน้ำมัน 34,296 ล้านบาท

    “ราคา LPG งวดเดือน ก.ย. 259 ยังคงตรึงราคาไว้เท่าเดิม 20.29 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่ใช้มาตั้งแต่เดือนม.ค. 259 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กบง.จะพยายามตรึงราคา LPG ไว้ในระดับดังกล่าวจนถึงสิ้นปี 2559 นี้ หากต้นทุนไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก”

    นอกจากนี้ กบง.ยังมีมติให้ตั้ง “อนุกรรมการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการปฏิบัติงานภายใต้ร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ... “โดยมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน  เพื่อจัดเตรียมแผนรองรับการจัดทำกฎหมายฉบับรอง ของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะออกมา สำหรับพ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ไตรมาสแรกของปี 2560 เป็นต้นไป 

  • Date : 07 / 09 / 2016
    ไทยพร้อมเป็นตลาดพลังงานของรัสเซียเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียน

    ปตท.เสนอตัวในเวที Eastern Economics Forum 2016 ว่าไทยสามารถเป็นตลาดพลังงานที่สำคัญของรัสเซียเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียน  ระบุการที่ประเทศรัสเซียมีทรัพยากรมาก ผลิตน้ำมันเป็นอันดับหนึ่งและ ผลิตก๊าซธรรมชาติเป็นอันดับสองของโลก ไทยควรรักษาโอกาสที่จะสร้างความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2559 ว่า ได้เดินทางไปที่เมือง Vladivostok ซึ่งอยู่ในเขต Far East ของสหพันธรัฐรัสเซียเมื่อเร็วๆนี้และ ปตท.ได้ลงนามความร่วมมือด้านพลังงานกับ Rosneft ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของรัสเซีย พร้อมร่วมอธิปรายในหัวข้อ Energy Cooperation within the Asia-Pacific Region: Building Bridge ในงาน Eastern Economics Forum 2016 ด้วย

    โดยการอภิปรายดังกล่าวเขาได้เสนอแนวคิดที่ไทยสามารถเป็นตลาดพลังงานของรัสเซีย เนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) กว่าครึ่งของความต้องการใช้ และยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่รัสเซียเป็นผู้ส่งออกปิโตรเลียมรายใหญ่ของโลก นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีการลงทุนในระบบคมนาคมทุกรูปแบบเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่ง โดยจะทำให้ไทยสามารถส่งสินค้าและพลังงานไปยังประเทศเมียนมา ,สปป.ลาว หรือกัมพูชาได้อย่างสะดวก ดังนั้นอาเซียนกับรัสเซียจึงเป็นเสมือนพันธมิตรกันโดยธรรมชาติ

    นอกจากนี้จุดสำคัญของเวทีดังกล่าว คือการประชุมใหญ่ ( Plenary Session) ที่มีผู้ร่วมอภิปรายคือ ผู้นำรัสเซีย Vladimir Putin, นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น Shinzo Abe และประธานาธิบดีเกาหลีใต้ Park Geun-hye ในหัวข้อ Open up the Russian Far East ซึ่งทั้งสามประเทศมีเจตนาที่จะร่วมมือกันในทางเศรษฐกิจ โดยก้าวข้ามอดีตที่เคยมีความขัดแย้งกัน ในลักษณะ Forget the Past, Start the Future

    นายเทวินทร์ เขียนยกตัวอย่างไว้ในเฟซบุคส่วนตัว ว่า นโยบายของรัสเซียที่จะส่งเสริมการพัฒนาด้าน Far East นั้น เช่น การเปิดโอกาสการค้า และการลงทุนให้กับนักลงทุนต่างชาติเข้าไปจับจองที่ดิน และให้การสนับสนุนทั้งโครงสร้างพื้นฐาน และประโยน์ทางภาษี ถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจมาก และการที่ประเทศรัสเซียมีทรัพยากรมาก ผลิตน้ำมันเป็นอันดับหนึ่งของโลก ผลิตก๊าซธรรมชาติเป็นอันดับสอง  ไทยจึงควรรักษาโอกาสสร้างความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายต่อไป

    สำหรับการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับรัสเซียยังมีไม่มากนัก เพราะไทยอาจจะไม่คุ้นเคยกับการทำธุรกิจกับรัสเซีย ซึ่งกลไกการค้าและการลงทุนยังมีความท้าทายอยู่พอสมควร แต่เชื่อว่าไทยต้องพยายามหาทางเอาชนะความท้าทายต่างๆนี้ให้ได้ ตัวอย่างของญี่ปุ่นที่ได้ตั้งรัฐมนตรีดูแลความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย (Russia Economy Cooperation Minister) เป็นการเฉพาะ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในยุคที่รัสเซียกำลังหันหน้ามายัง Far East และ South East Asia

     

     

Date : 06 / 09 / 2016

  • Date : 06 / 09 / 2016
    กฟผ.นำร่องระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมเป็นเจ้าแรกในเอเชีย

    กฟผ. นำร่องระบบการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลม Wind Hydrogen Hybrid System มาใช้เป็นเจ้าแรกในเอเชีย หวังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมีความเสถียรมากขึ้น  แต่ยอมรับช่วงแรกต้นทุนค่าไฟฟ้าจากโครงการยังมีอัตราที่สูงประมาณ 5บาทต่อหน่วย  โดยพร้อมขยายการลงทุนเพิ่มมากขึ้นในอนาคตหากเทคโนโลยีดังกล่าวมีต้นทุนค่าไฟฟ้าลดต่ำลงจนเทียบเท่าอัตราปกติ

    เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2559นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ได้มีการ ลงนามสัญญางานจัดซื้อและจ้างก่อสร้างโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 กับ บริษัทไฮโดรไชน่า และลงนามสัญญางานจัดซื้อและจ้างก่อสร้างโครงการพัฒนาเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม กับกิจการค้าร่วม ไฮโดรเจนิกส์ ยุโรป เอ็น.วี และบริษัท พระราม 2 การโยธา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนผู้ชนะการประกวดราคาในโครงการ  โดยพิธีลงนามดังกล่าว  มีขึ้น ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ 1 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ และได้รับเกียรติจากนาย.ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะกรรมการ คณะกรรมการ กฟผ.เป็นประธานและมี นายรัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. และนายทนงรักษ์ แสงวัฒนะชัย ผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรมโรงไฟฟ้า กฟผ. ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม

    โครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ตั้งอยู่บริเวณสันเขายายเที่ยง บ้านยายเที่ยงเหนือ ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว และตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีขนาดกำลังผลิตติดตั้งรวม 24 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยกังหันลม จำนวน 12 ต้น ต้นละ 2 เมกะวัตต์ เป็นกังหันลมแบบแกนนอน สำหรับความเร็วลมต่ำ ขนาดความสูงของเสา 94 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางของใบพัด 116 เมตร มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น โดยมีบริษัท ไฮโดรไชน่า เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์และก่อสร้างจนแล้วเสร็จ รวมมูลค่างานก่อสร้างกว่า 1,407 ล้านบาท คาดกำหนดแล้วเสร็จสามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ในเดือนตุลาคม 2560

     นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า  การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม ต้องพึ่งพาพลังงานจากธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ กฟผ.จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมขึ้น โดยนำระบบ Wind Hydrogen Hybrid System ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ มาเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเมื่อนำเข้าใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ก๊าซไฮโดรเจนจะผ่าน Fuel Cell และเกิดเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องผ่านการเผาไหม้ ซึ่งระบบดังกล่าวถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ในการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถนำพลังงานไฟฟ้าที่กักเก็บในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจนมาใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอตลอดวัน

    ทั้งนี้ ประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียที่นำระบบการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลม Wind Hydrogen Hybrid System มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีกิจการค้าร่วม ไฮโดรเจนิกส์ ยุโรป เอ็น.วี. และบริษัท พระราม 2 การโยธา จำกัด เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์และก่อสร้างจนแล้วเสร็จ รวมมูลค่าการก่อสร้าง 234.5 ล้านบาท โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2560 


    อย่างไรก็ตามนายกรศิษฐ์ กล่าวว่า  โครงการนำระบบการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลม ดังกล่าวยังถือว่าเป็นโครงการนำร่อง เพราะต้นทุนการผลิตต่อหน่วยไฟฟ้า ยังสูงกว่าอัตราค่าไฟฟ้าปกติ คืออยู่ที่ประมาณ  5 บาทต่อหน่วย  อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทนจะมีแนวโน้มที่ต่ำลงมาเรื่อยๆ โดยหากมีราคาลดต่ำลงมาจนอยู่ที่ประมาณ3.50 บาทต่อหน่วย และมีเสถียรภาพในการจ่ายไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอ กฟผ.จะเพิ่มการลงทุนด้านพลังงานทดแทนให้มากขึ้น  ทั้งนี้นอกจากจะมีโครงการพลังงานลมนำร่อง ที่ลำตะคองแล้ว กฟผ.ยังมีการทดลอง กับโซลาร์เซลล์ที่แม่เมาะ และที่กระบี่ด้วย

     

          

     

     

Date : 05 / 09 / 2016

  • Date : 05 / 09 / 2016
    บอร์ดกฟผ.ไฟเขียวลุยผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลล็อตใหญ่1,500-2,000เมกะวัตต์

    กฟผ.รับลูกกระทรวงพลังงาน ลุยโครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าชีวมวล ล็อตใหญ่ 1,500-2,000 เมกะวัตต์ พร้อมทำ  Contract Farming กับเกษตรกร แก้ปัญหาวัตถุดิบที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิง  ส่วนข้อเสนอของโครงการพลังงานลม ของสปป.ลาว   กฟผ.ยังไม่ปิดโอกาสการรับซื้อไฟฟ้า แต่ขอเน้นพลังงานทดแทนในประเทศก่อน โดยรอติดตามเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่จะสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในอนาคตก่อนตัดสินใจ

    นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้ กฟผ. นำร่องโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนประเภทชีวมวล และต้องเป็นการผลิตไฟฟ้าแบบเสถียรในรูปแบบสัญญาที่สามารถกำหนดการผลิตได้แน่นอน(Firm Contract) ซึ่งจะเป็นโครงการพลังงานทดแทนขนาดใหญ่และเป็นรูปแบบใหม่ของ กฟผ. ทั้งนี้ตามเป้าหมายที่วางไว้จะผลิตไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวประมาณ 1,500-2,000 เมกะวัตต์ 

    โครงการดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ(บอร์ด) กฟผ.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมเดินหน้าโครงการในเร็วๆนี้  ซึ่งในการนำร่องโครงการผลิตไฟฟ้าชีวมวลดังกล่าวจะดำเนินการเป็นแพ็กเกจ คือนอกจากจะผลิตไฟฟ้าแล้ว จะเข้าไปควบคุมปริมาณวัตถุดิบที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงด้วย ซึ่ง กฟผ.จะทำสัญญาซื้อขายชีวมวลกับเกษตรกรในรูปแบบ Contract Farming คือ สัญญาซื้อขายชีวมวลล่วงหน้าในราคาที่ตกลงกันตั้งแต่ต้น  เพื่อให้การผลิตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีความเสถียร  ในการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ

    ทั้งนี้ปัจจุบันการผลิตพลังงานทดแทนส่วนใหญ่ทำสัญญาซื้อขายแบบ Non-Firm  Contract  คือผู้ผลิตมีวัตถุดิบที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้เท่าไหร่ ก็จะขายไฟฟ้าเข้าระบบเท่านั้น  หรือถ้าเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม  การผลิตก็จะขึ้นอยู่กับธรรมชาติเป็นหลัก  ซึ่งความไม่เสถียรในการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบดังกล่าว ทำให้ กฟผ. ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน มารองรับ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระบบ  และยิ่งมีการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนมากเท่าไหร่ กฟผ.ต้องสร้างโรงไฟฟ้าหลักมารองรับมากขึ้นเท่านั้น   นอกจากนี้การผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนยังต้องได้รับการสนับสนุนค่าไฟฟ้า ทำให้มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศอีกด้วย 

    “ เพื่อแก้ไขปัญหาสัญญาแบบ Non-Firm ดังกล่าว กระทรวงพลังงานจึงให้ กฟผ.นำร่องโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดใหญ่ ที่เข้าไปควบคุมวัตถุดิบและทำให้สามารถทำสัญญาการผลิตไฟฟ้าเป็นแบบ Firm ได้  ซึ่งในอนาคตพลังงานทดแทนในไทยจะทยอยกลายเป็นสัญญาแบบ Firm  ที่จะช่วยให้กฟผ.ไม่ต้องลงทุนไฟฟ้าหลักซ้ำซ้อน “ นายกรศิษฐ์  กล่าว

    นายกรศิษฐ์  ยังกล่าวด้วยว่า กฟผ. กำลังทดลองนำร่องการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน(Hybrid )ระหว่างพลังงานลมและพลังงานทดแทนชนิดอื่นๆ โดยนำร่อง 3 โครงการ ที่แม่เมาะ จ.ลำปาง  ลำตะคอง และจ.กระบี่ เพื่อสนองนโยบายรัฐที่ต้องการให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็นรูปแบบเสถียรต่อไป

    นายกรศิษฎ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ สปป.ลาว เปิดโอกาสให้ กฟผ.เข้าไปร่วมลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมนั้น ทาง กฟผ. กำลังพิจารณาข้อมูล ซึ่งยังตอบไม่ได้ว่าสนใจหรือไม่ นอกจากนี้กรณีที่ สปป.ลาว จะผลิตไฟฟ้าพลังงานลมได้ในราคาถูกและต้องการเสนอขายให้ไทยนั้น กฟผ.ยังไม่มีแนวทางรับซื้อ เพราะรัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนที่ผลิตในประเทศเป็นหลักก่อน 

    อย่างไรก็ตามปัจจุบันเทคโนโลยีพลังงานทดแทนกำลังก้าวหน้าอย่างมาก ซึ่ง กฟผ.จะคอยติดตามอย่างใกล้ชิด และหากเห็นว่าพลังงานทดแทนชนิดใดสามารถนำมาผลิตและแข่งขันได้ เชิงพาณิชย์ได้ก็พร้อมเข้าไปลงทุน

Date : 02 / 09 / 2016

  • Date : 02 / 09 / 2016
    เอ็กโกเสนอแผนขึ้นโรงไฟฟ้าก๊าซขนอม1,000เมกะวัตต์ แทนโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    เอ็กโก กรุ๊ป เตรียมแผนโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ที่ขนอมเพิ่มอีก  1,000 เมกะวัตต์ รองรับกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ล่าช้า หรือไม่เกิด พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผลิตพลังงานทดแทนใน 10 ปี เป็น 30%   

    นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า เอ็กโกฯ เตรียมเสนอภาครัฐสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าขนอมหน่วยที่2-3 ที่หมดอายุไปแล้วเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2559 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าสามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มที่ 1,000 เมกะวัตต์ ทั้งนี้เพื่อรองรับกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ล่าช้าหรือไม่สามารถสร้างได้ และเพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ด้วย 

    "เอ็กโก ยังอยากเห็นการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่สำเร็จ แต่ที่ผ่านมาภาครัฐเริ่มเตรียมพร้อมรองรับกรณีสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่ได้ โดยเริ่มมองไปที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแทน ซึ่งเอ็กโกยืนยันถึงความพร้อม เพราะปัจจุบันเตรียมที่จะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า BLCP ที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งผ่านการทำรายงานผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(EHIA) แล้ว อีกทั้งโรงไฟฟ้าขนอมหน่วยที่ 2-3 ได้หมดสัญญาแล้ว จึงมีพื้นที่เหลือสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฯได้ ขณะที่ปริมาณก๊าซฯที่ ปตท. ส่งให้โรงไฟฟ้าขนอมเดิมก็ยังมีเหลือเพียงพอรองรับผลิตไฟฟ้าก๊าซฯได้ 1,000 เมกะวัตต์" 

    นอกจากนี้เอ็กโก ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานทดแทนในอีก 10 ปีข้างหน้า จาก 16% ในปัจจุบันเป็น 30% ซึ่งมาจากการผลิตทั้งในและต่างประเทศ โดยในส่วนของในประเทศนั้นจะมุ่งเน้นที่โรงไฟฟ้าชีวมวล เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถทำสัญญาเป็นการผลิตไฟฟ้าแบบFirm  ได้ ส่วนในต่างประเทศยังมองในส่วนของพลังงานน้ำและอื่นๆตามความเหมาะสม ทั้งนี้เพราะทิศทางการผลิตไฟฟ้าของโลกกำลังมุ่งเน้นพลังงานทดแทนที่เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดโลกร้อน

    นายชนินทร์ กล่าวว่า สำหรับปัจจุบันเอ็กโก มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 4,049 เมกะวัตต์ และคาดว่าตามแผนการสร้างโรงไฟฟ้าที่เดินหน้าอยู่ในขณะนี้จะทำให้เอ็กโกมีกำลังผลิตไฟฟ้าในปี 2562 ถึง 5,000 เมกะวัตต์ และสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 50% ในประเทศ 50% จากปัจจุบันสัดส่วนผลิตไฟฟ้าในประเทศอยู่ที่ 67% และต่างประเทศ 33% 

    ขณะที่สัดส่วนของกำไรนั้น คาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า กำไรที่ได้จากต่างประเทศจะแซงหน้ากำไรที่มาจากในประเทศ โดยปัจจุบันกำไรที่มาจากในประเทศอยู่ที่ 58% และต่างประเทศ 42%  ซึ่งมาจาก 7 โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างทั้งในและต่างประเทศที่ทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตั้งแต่ปี 2559-2562 

    นอกจากนี้เอ็กโก กรุ๊ป ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้  ในต่างประเทศอีก 5 โครงการ ได้แก่ สปป.ลาว มี 2 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ปากแบง  กำลังการผลิต 912 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ น้ำเทิน 1 กำลังการผลิต 650 เมกะวัตต์ อินโดนีเซีย มี 1 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ "สตาร์ เอนเนอร์ยี่ ส่วนขยาย (หน่วยที่ 3 และ 4)” กำลังการผลิตหน่วยละ 60 เมกะวัตต์ เวียดนาม มี 1 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ กำลังการผลิต 1,220 เมกะวัตต์ และเมียนมา มี 1 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมทวาย

    สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2559 เอ็กโก กรุ๊ป มีกำไรจากการดำเนินงาน จำนวน 4,299 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จำนวน 400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10% 

    ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 เอ็กโก กรุ๊ป มีความก้าวหน้าของการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนด และการลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว เพื่อให้บริษัทฯ รับรู้รายได้ทันทีจากโรงไฟฟ้า“ขนอม หน่วยที่ 4” ที่ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามกำหนด เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ทำให้สามารถรับรู้รายได้ในไตรมาสที่ 3 รวมทั้งยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในภาคใต้และระบบไฟฟ้าของประเทศด้วย 

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ซื้อหุ้นเพิ่ม 8.05%  ในบริษัท มาซินลอค พาวเวอร์ พาร์ทเนอร์ จำกัด ในประเทศฟิลิปปินส์ เป็นผลให้เอ็กโก กรุ๊ป มีสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้ามาซินลอค 49% และบริษัทฯ ยังรับรู้รายได้เพิ่มจากการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ “สตาร์ เอนเนอร์ยี่” อินโดนีเซีย ซึ่งสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 40% ด้วย

    “เอ็กโกยังให้ความสำคัญกับธุรกิจไฟฟ้าเพราะเห็นโอกาสเติบโตได้อีกมาก แต่จะมุ่งเน้นขยายธุรกิจในต่างประเทศที่มีฐานอยู่แล้วและสามารถขยายตลาดได้อีก ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดหลัก รวมทั้ง สปป.ลาว และอินโดนีเซีย โดยปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป มีโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วในฟิลิปปินส์ 2 โรง และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 3 โครงการ คิดเป็นปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายและตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมกว่า 1,100 เมกะวัตต์ สำหรับประเทศที่เริ่มเข้าไปลงทุน ได้แก่ ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอาเซียนอื่นๆ เช่น เวียดนาม และเมียนมา จะพิจารณาโอกาสการลงทุนโดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ” นายชนินทร์กล่าว