ข่าวทั้งหมด

Date : 06 / 11 / 2017

  • Date : 06 / 11 / 2017
    กบง.ปรับราคาอ้างอิงขายปลีกLPGจากรายเดือนเป็นรายสัปดาห์

    กบง.มีมติประกาศราคาอ้างอิงขายปลีก LPG จากรายเดือนเป็นรายสัปดาห์ เริ่มทางเว็บไซต์  สนพ.http://www.eppo.go.th  13 พ.ย. 2560  เพื่อสร้างบรรยากาศการแข่งขันเสรี  พร้อมสั่ง สนพ.ศึกษาค่าการตลาดที่เหมาะสม เป็นตัวชี้วัดการแข่งขันธุรกิจ LPG  ในขณะที่จะใช้ กองทุนน้ำมันฯ เข้าไปชดเชยในเพดานสูงสุด ไม่เกิน 5% ของฐานะกองทุน

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กบง. มีมติปรับกลไกราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม(LPG) โดยสำหรับหลักเกณฑ์ฯ ใหม่นี้จะใช้ค่าเฉลี่ยของราคา LPG Cargo เป็นรายสัปดาห์ในการคำนวณราคา ณ โรงกลั่น เพื่อให้ราคาขายปลีกอ้างอิงปลายทางไม่ผันผวน และกระตุ้นให้ตลาดค้าปลีกก๊าซ LPG เกิดการแข่งขันมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในการติดตามดูแลราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคครัวเรือน ให้ สนพ. เผยแพร่ราคาขายปลีกก๊าซ LPG จากผู้ค้ามาตรา 7 ทั้งภาคครัวเรือนและภาคขนส่ง ผ่านทางเว็บไซต์ของ สนพ. http://www.eppo.go.thเพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบ โดยในระยะแรกจะเป็นราคาในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลก่อน ซึ่งจะเริ่มประกาศราคารายสัปดาห์เป็นครั้งแรกวันที่ 13 พ.ย.2560 นี้

    ที่ประชุม กบง.ยังได้สั่งการให้ สนพ.ไปศึกษาค่าการตลาด LPG ที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 6-8 เดือน จากนั้นจะนำเสนอที่ประชุม กบง. พิจารณาอีกทั้ง โดยค่าการตลาดจะแสดงให้เห็นถึงทิศทางการแข่งขันธุรกิจ LPGว่ามากน้อยแค่ไหน เช่น ถ้าค่าการตลาดสูง แสดงว่าธุรกิจการแข่งขัน LPG มีน้อย หากค่าการตลาดต่ำแสดงว่าการแข่งขันเข้มข้นขึ้น เป็นต้น โดยปัจจุบันค่าการตลาด LPG อยู่ที่ประมาณ 3.25 บาทต่อกิโลกรัม

    ทั้งนี้กลไกกองทุน LPG จะยังมีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพราคา LPG ในประเทศอยู่ โดยสามารถเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯเพิ่มได้ถ้าราคา LPG ปรับลดลง หรือ นำเงินกองทุนไปช่วยพยุงราคาไม่ให้เกิดความผันผวนได้เช่นกัน แต่การเข้าไปชดเชยราคา จะกำหนดเงินสำหรับใช้ในการชดเชยราคาสูงสุดในแต่ละเดือนไว้ที่ไม่เกิน 5% ของฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งในส่วนของบัญชีน้ำมันและก๊าซ LPG ทั้งนี้ มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ รับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลให้ กบง. ทราบเป็นระยะ

    สำหรับราคา LPG ในสัปดาห์นี้ยังคงอยู่ในอัตราเท่าเดิมที่ 21.15 บาทต่อกิโลกรัม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. 2560 เนื่องจากราคาLPGโลกปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเพียง 4 เหรียญสหรัฐฯต่อตันมาอยู่ที่ 566.90 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน  ดังนั้น กบง. จึงเห็นควรให้คงปรับลดเงินชดเชยลง 0.2440 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมที่กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 6.5965 บาทต่อกิโลกรัม เป็นชดเชย 6.3525 บาทต่อกิโลกรัม      

    โดยผลจากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ ดังกล่าว ทำให้กองทุนฯ มีรายจ่ายสุทธิอยู่ที่ 941ล้านบาทต่อเดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 พ.ย. 2560 อยู่ที่ 36,685 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีในส่วนของก๊าซ LPG อยู่ที่ 4,499 ล้านบาท และบัญชีในส่วนของน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 32,186 ล้านบาท

  • Date : 06 / 11 / 2017
    สแกนอินเตอร์ฯพร้อมซื้อFlare Gas จากแหล่งปิโตรเลียมวิเชียรบุรีผลิต iCNG

     สแกนอินเตอร์ฯ พร้อม รับซื้อก๊าซธรรมชาติเหลือทิ้งที่ระบายออกจากระบบ(Flare Gas )ในแหล่งผลิตปิโตรเลียมบนบก อ.วิเชียรบุรี ผลิตก๊าซธรรมชาติอัดเพื่ออุตสาหกรรม “iCNG”ขายลูกค้าอุตสาหกรรมบางกอกกล๊าส  โดยพร้อมจ่ายก๊าซฯ มี.ค. 2561 ขนาด 5.2 ตันต่อวัน คาดสร้างรายได้ 3 ล้านบาทต่อเดือน

    นายวรรณธนะ มงคลกาญจนสิริ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCN เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในธุรกิจรับซื้อก๊าซธรรมชาติเหลือทิ้งที่ระบายออกจากระบบ(Flare Gas ) จากแหล่งปิโตรเลียมบนบกใน อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ของบริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานในพื้นที่ เพื่อผลิตเป็นก๊าซธรรมชาติอัดเพื่ออุตสาหกรรม หรือ iCNG โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ คาดว่าระบบจะเสร็จและพร้อมจ่ายก๊าซช่วงเดือนธ.ค.2560 นี้ ก่อนจัดส่งก๊าซให้กับลูกค้า คือ บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด ในจ.ขอนแก่น ช่วงเดือน มี.ค.2561 ปริมาณ 5.2 ตันต่อวัน และคาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน สามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ปี ซึ่งปริมาณสำรองก๊าซในแหล่งนี้ คาดว่าจะมีอัตราการผลิตต่อเนื่องได้อีก 10 ปี

    สำหรับผลการดำเนินงานของธุรกิจก๊าซธรรมชาติอัดสำหรับอุตสาหกรรม(iCNG)ในปี 2560 นี้ จะมีปริมาณขายเติบโตกว่า 30% จากปีก่อน เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้มากขึ้น และคุ้มค่าหากเทียบกับการใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง โดยปัจจุบัน มีลูกค้าภาคอุตสาหกรรมประมาณ 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอาหาร,อุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรมหนัก

    ทั้งนี้ธุรกิจก๊าซธรรมชาติอัดสำหรับอุตสาหกรรม(iCNG) แห่งที่ 1 สถานีที่ อ.สามโคก มีกำลังการผลิตรองรับที่ 10,000 MMBTU ต่อวัน โดยปี2559 มีปริมาณขายอยู่ที่ 4,000  MMBTU ต่อวัน และบริษัทเตรียมเปิดสถานีบริการก๊าซธรรมชาติอัด (iCNG) แห่งที่ 2 ที่ จ.สระบุรี กำลังการผลิตรองรับที่ 12,000 MMBTU ต่อวัน ในช่วงไตรมาส1 ปี2561

  • Date : 06 / 11 / 2017
    "มนูญ" ชง ปฎิรูปบทบาทกระทรวงพลังงาน ให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ สร้างธรรมาภิบาลเอ็นจีโอ

    “มนูญ ศิริวรรณ”ชง ปฎิรูปบทบาทหน่วยงานในกระทรวงพลังงาน  สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ สร้างธรรมาภิบาลภาคประชาชน และเอ็นจีโอ ด้าน " พิชัย " เสนอปรับกฎระเบียบการกำกับดูแลของ กกพ. ให้มีความคล่องตัวขึ้นในขณะที่ ตัวแทนสมาคมโรงแรมไทย หวังรัฐดูแลความมั่นคงไฟฟ้าให้มีความเสถียร

    เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2560 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)จัดเสวนารับฟังความคิดเห็น  “การปฏิรูปพลังงาน ในห้วงปฏิรูปประเทศ” โดยมี 3 วิทยากรร่วมอภิปราย ได้แก่ นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระ ด้านพลังงาน และกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน  นายพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และนายชัยโรจน์ โฆษิตศิริทวีพร ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม สมาคมโรงแรมไทย

    โดย นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระ ด้านพลังงาน และกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน   กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในระหว่างการจัดทำ จะเน้นในเรื่องของความมั่นคง  การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  โดยในส่วนที่เป็นยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ที่คณะกรรมการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำ และจะแล้วเสร็จเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ภายในเดือนธ.ค. 2560 นี้ นั้น จะให้ความสำคัญในเรื่องของการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการ มีความมั่นคง และส่งเสริมการลงทุน   ในขณะที่การกำกับกิจการและราคาพลังงานต้องเหมาะสม เป็นธรรม ลดการผูกขาด สร้างการแข่งขัน รวมทั้งต้องพัฒนาพลังงานให้มีความยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ซึ่งการบริหารจัดการพลังงานประเทศให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องปฏิรูปใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.การปฏิรูปองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องของ Disruptive Technology ที่จะมีผลต่อภาคพลังงานมากขึ้นในอนาคต   โดยกระทรวงพลังงาน จะต้องปรับบทบาทขององค์กร เพื่อลดปัญหาการปฏิบัติงานซ้ำซ้อน  เช่น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติต้องปรับองค์กรให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับใหม่ที่เปิดให้มีทั้งระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างบริการ(SC) ส่วนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ควรรวบรวมงานเกี่ยวกับใบอนุญาตด้านพลังงาน  มาไว้ที่กกพ.เพียงแห่งเดียว  การปรับองค์กรไม่ให้งานซ้ำซ้อนกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โดย กกพ.ต้องแยกหน้าที่ของฝ่ายกำกับดูแล ออกจากฝ่ายปฏิบัติซึ่งเป็นหน้าที่ของ กฟผ.ให้ชัดเจนขึ้น  และการส่งเสริมพลังงานทดแทนทุกชนิดก็ควรลดการอุดหนุนลงให้มากที่สุด

    2.การปฏิรูปข้อมูลประเทศ เพื่อแก้ปัญหาความสับสนด้านข้อมูลพลังงาน เนื่องจากที่ผ่านมามีการอ้างอิงข้อมูลที่ต่างกันทำให้สังคมเกิดความสับสน ดังนั้นเห็นว่าควรตั้งศูนย์ข้อมูลและพลังงานแห่งชาติขึ้น โดยใช้ชื่อ”ศูนย์สารนิเทศพลังงาน”ซึ่งจะครอบคลุมเนื้อหาพลังงานมากที่สุดและใช้เป็นข้อมูลหลักของประเทศ

    3.การปฏิรูประบบธรรมาภิบาล โดยภาครัฐ จะต้องสร้างธรรมาภิบาลในหน่วยงาน โดยสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชน  ในขณะที่ภาคประชาชน ต้องสร้างจิตสำนึกการมีส่วนร่วม ส่วนองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ ซึ่งมีบทบาทตรวจสอบรัฐ ก็ควรต้องมีธรรมาภิบาลในองค์กรตัวเองด้วย เช่นการเปิดเผยแหล่งที่มาของรายได้ รายชื่อกรรมการ และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น นอกจากนี้ควรต้องปฏิรูปการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ(บอร์ด)รัฐวิสาหกิจให้เกิดความโปร่งใสด้วย

    ด้าน นายพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคพลังงานจำเป็นต้องปฏิรูปการทำงานขององค์กรด้านการกำกับดูแลก่อน โดยเฉพาะหน่วยงาน กกพ. ที่มีบทบาทสำคัญด้านการอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าของภาคเอกชน โดยเสียงสะท้อนของภาคเอกชนต้องการให้ กกพ.เปลี่ยนวิธีการรับฟังความเห็นประชาชนใหม่ จากปัจุบัน กกพ.ใช้วิธีเปิดรับฟังความเห็นผ่านเว็บไซต์ ให้เปลี่ยนเป็นการเปิดเวทีสาธารณะในหลายที่เพื่อให้ผู้มีส่วนได้รับทราบและมีส่วนร่วมแสดงความเห็นอย่างแท้จริง และการเปิดเวทีสาธารณะควรเปลี่ยนคำว่า “ประชาชนมีส่วนร่วม” เป็นคำว่า “ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย” ซึ่งจะทำให้เข้าถึงประชาชนได้มากกว่าและช่วยลดปัญหาการต่อต้านของประชาชนลงได้ รวมทั้ง กกพ.ควรมีการติดตามตรวจสอบทุกโครงการที่ได้อนุมัติแล้วว่าได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและช่วยลดข้อร้องเรียนจากประชาชน

    “กกพ.ควรตัดสินใจได้ว่าอะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ ผมอยากให้ กกพ.ตัวเบาก้าวสู่ energy 4.0 โดยมีบทบาทแค่การกำกับดูแล ส่วนเรื่อง Operator รวมถึงการกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบ(COD) ควรให้การไฟฟ้าเป็นหน่วยดำเนินการไปเลย เพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อน   ที่ผ่านมาการเปิดรับซื้อไฟฟ้าของกกพ. เป็นเหมือนการประกวดเอกสาร  โดยให้ความสำคัญกับความถูกต้องของตัวเอกสาร มากกว่า ความเป็นไปได้และศักยภาพของเอกชนที่จะเสนอโครงการ” นายพิชัย กล่าว

    นายชัยโรจน์ โฆษิตศิริทวีพร ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม สมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคธุรกิจโรงแรมพยายามปรับตัวเพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานลงอย่างเต็มที่  ตามที่รัฐมีนโยบายส่งเสริม ทั้งการปรับปรุงอุปกรณ์ชิลเลอร์ในระบบแอร์ การนำเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เข้ามาช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เกิดความต้องการสูงสุด(พีค)ลงไปได้  อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทางธุรกิจโรงแรมคาดหวังภาครัฐมากที่สุดคือ ค่าไฟฟ้าที่ไม่แพงเกินไป และการจัดหาพลังงานให้มีอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ 

  • Date : 06 / 11 / 2017
    ปั๊มเพียว49แห่งจะเปลี่ยนแบรนด์เป็นเอสโซ่ เริ่ม ธ.ค.2560 นี้

    สถานีบริการน้ำมันเพียว จำนวน 49 แห่งจะเปลี่ยนแบรนด์เป็น เอสโซ่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ให้เข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ในสภาวะการแข่งขันที่สูงของธุรกิจการค้าปลีกน้ำมันในปัจจุบัน  โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2561

    โดย บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เพียวพลังงานไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายน้ำมันและให้ใช้สิทธิเครื่องหมายการค้าเอสโซ่ โดยจะมีการเปลี่ยนและปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันเพียว จำนวน 49 แห่ง เป็นสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ ทั้งนี้ บริษัท เพียวพลังงานไทย ยังคงเป็นผู้ดำเนินงานบริหารสถานีบริการน้ำมันดังกล่าว

    นาย ยอดพงศ์ สุตธรรม กรรมการและผู้จัดการการตลาดขายปลีก บริษัทเอสโซ่ฯ กล่าวว่า ในสภาวะการแข่งขันที่สูงของธุรกิจการค้าปลีกน้ำมันในปัจจุบัน การจำหน่ายน้ำมันคุณภาพของเอสโซ่ผ่านพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น เพียวพลังงานไทย จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ให้เข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น บริษัทเอสโซ่ฯ มีความยินดีที่จะได้ร่วมทำธุรกิจกับบริษัท เพียวพลังงานไทย ในครั้งนี้และรวมถึงโอกาสที่จะขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าเอสโซ่ต่อไปในอนาคต”

    ผู้บริโภคสามารถซื้อน้ำมันเอสโซ่และน้ำมันเครื่องโมบิลได้ในเครือข่ายสถานีบริการที่เพิ่มขึ้นและสามารถใช้บัตรเอสโซ่ สไมล์ส ในการสะสมคะแนนเพื่อแลกเป็นส่วนลดใช้แทนเงินสดในการซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆจากร้านค้าพันธมิตร รวมถึงการบริการอย่างดีตามมาตรฐานสถานีบริการเอสโซ่

    ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนสถานีบริการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2561 โดยจะเป็นการเพิ่มจำนวนสถานีบริการเอสโซ่จากปัจจุบันซึ่งมีจำนวน 544 แห่ง

  • Date : 06 / 11 / 2017
    เปิด3รายชื่อสหกรณ์การเกษตร ไม่ผ่านพิจารณาโซลาร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์การเกษตรเฟส2

    เปิดชื่อ 3 สหกรณ์ ไม่ผ่านการพิจารณาคำร้องและข้อเสนอ โครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) สำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟสสอง ได้แก่ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านตากแดด จำกัด  สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านไผ่สีทอง จำกัด และสหกรณ์การเกษตรไชยวานพัฒนาพิบูลย์รักษ์ จำกัด เพราะติดปัญหาเรื่องของที่ดิน โดย กกพ.เปิดให้สามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับถัดจากวันที่มีประกาศ 

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า หลังจากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติรับรองและประกาศผลรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้า และมีสิทธิเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย โครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) สำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟสสอง แล้ว เมื่อวันที่ 3พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา โดยมีผู้ที่ผ่านการพิจารณาทั้งสิ้นจำนวน 35 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 154.52 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นหน่วยงานราชการ 11 ราย กำลังการผลิตรวม 52.52 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ภาคการเกษตร 24 ราย กำลังการผลิตรวม 102 เมกะวัตต์ นั้น ในรายที่ไม่ผ่านการพิจารณา 3ราย ได้แก่ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านตากแดด จำกัด  สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านไผ่สีทอง จำกัด และสหกรณ์การเกษตรไชยวานพัฒนาพิบูลย์รักษ์ จำกัด เนื่องจากจัดส่งเอกสารหลักฐานขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและไม่ตรงตามคุณสมบัติของหลักเกณฑ์ โดยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน  ทาง กกพ. ได้เปิดช่องให้สามารถที่จะใช้สิทธิในการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับถัดจากวันที่มีประกาศ 

    ด้านนางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะรองโฆษก กกพ.  กล่าวว่า โครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) สำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟสสอง ถึงแม้จะไม่ได้จำนวนเมกะวัตต์ครบตามเป้าหมาย แต่ก็ถือว่าการรับซื้อได้ยุติแล้ว ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2560 (ครั้งที่ 12) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2560

    สำหรับขั้นตอนต่อไปของผู้ที่ผ่านการพิจารณา ทั้ง35 รายนั้น  ทางเจ้าของโครงการหรือผู้สนับสนุนโครงการ จะเข้าสู่กระบวนการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟภ. หรือ กฟน.) ภายใน 120 วันนับจากวันที่ประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณา (ภายในวันที่ 2 มีนาคม 2561) กับภายใต้อายุสัญญา 25 ปี และได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ 4.12 บาทต่อหน่วย โดยต้องพร้อมจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ให้ทันภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2561 ทั้งนี้ หากไม่เข้าทำสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าเป็นอันยกเลิก

Date : 03 / 11 / 2017

  • Date : 03 / 11 / 2017
    กกพ.รับรองผล 35รายผ่านพิจารณา โครงการโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการและสหกรณ์การเกษตรเฟส2
    “กกพ.” มีมติรับรองและประกาศผล “โซลาร์ฟาร์ม” เฟสสอง เผยมี หน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ที่ผ่านการพิจารณาและมีสิทธิเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า รวม 35 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกพื้นที่ รวม 154.52 เมกะวัตต์ โดยไม่ผ่านการพิจารณา3 ราย เพราะตรวจพบเอกสารหลักฐานขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและไม่ตรงตามคุณสมบัติของหลักเกณฑ์ในประกาศ  
     
    นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะรองโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติรับรองและประกาศผลรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้า และมีสิทธิเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย โครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) สำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟสสอง แล้ว โดยมีผู้ที่ผ่านการพิจารณาทั้งสิ้นจำนวน 35 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 154.52 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นหน่วยงานราชการ 11 ราย กำลังการผลิตรวม 52.52 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ภาคการเกษตร 24 ราย กำลังการผลิตรวม 102 เมกะวัตต์
     
    “สำหรับขั้นตอนต่อไป เจ้าของโครงการหรือผู้สนับสนุนโครงการ จะเข้าสู่กระบวนการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟภ. หรือ กฟน.) ภายใน 120 วันนับจากวันที่ประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณา (ภายในวันที่ 2 มีนาคม 2561) กับภายใต้อายุสัญญา 25 ปี และได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ 4.12 บาทต่อหน่วย โดยต้องพร้อมจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ให้ทันภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2561 ทั้งนี้ หากไม่เข้าทำสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าเป็นอันยกเลิก” นางสาว นฤภัทร กล่าว
     
    ที่ผ่านมา (เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2560) สำนักงาน กกพ. ได้ดำเนินการจับสลากเพื่อคัดเลือกผู้ที่ประสงค์จะเป็นเจ้าของโครงการที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติ พร้อมกับได้ประกาศผลจับสลากอย่างเป็นทางการไปแล้ว โดยมีผู้ที่จับสลากและได้รับคัดเลือกในการยื่นคำข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในขั้นตอนที่สอง รวมจำนวน 38 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกพื้นที่ 171.52 เมกะวัตต์ 
     
    นางสาวนฤภัทร กล่าวด้วยว่า  สำหรับผู้ไม่ผ่านการพิจารณาคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้า จำนวน 3 รายนั้น จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่ได้ยื่นมา พบว่า เอกสารหลักฐานขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและไม่ตรงตามคุณสมบัติของหลักเกณฑ์ในประกาศ ซึ่งผู้ไม่ผ่านการพิจารณาสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับถัดจากวันที่มีประกาศ  ทั้งนี้ ในส่วนจำนวนเมกะวัตต์ที่เหลือจากเป้าหมาย ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2560 (ครั้งที่ 12) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ได้เห็นชอบยุติการรับซื้อไฟฟ้าตามโครงการโซลาร์ฟาร์ม ในเฟสสอง เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว”
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า สำหรับโครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) สำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟสสอง  ถือว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก เพราะมีผู้ผ่านคุณสมบัติ เข้าจับสลากมากถึง 633 ราย รวมกำลังการผลิตกว่า 3,089 เมกะวัตต์​  ซึ่ง สูงกว่าเป้าหมายที่จะรับซื้อ 219 เมกะวัตต์ ถึง 14 เท่า โดยใช้เวลาในการจับสลาก มากกว่า 8 ชั่วโมง 
     
    โดยรายชื่อผู้ที่ผ่านการรับรองและประกาศผล ทั้ง35 ราย มีรายละเอียดตามภาพตารางด้านล่างดังนี้
     
     
     
     
  • Date : 03 / 11 / 2017
    ปตท.แจ้งข่าวแหล่งก๊าซเจดีเอ เอ-18 กลับมาจ่ายก๊าซเข้าระบบตามปกติแล้ว
    ปตท.แจ้งจ่ายก๊าซธรรมชาติ จากแหล่งเจดีเอ เอ-18 เข้าสู่ระบบได้ตั้งแต่เวลา 23.05 น. ของวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา เร็วกว่าแผนที่วางไว้1วัน หลังมีการหยุดซ่อมบำรุงอุปกรณ์ มาตั้งแต่วันที่28ต.ค.2560
     
    นายนพดล ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์การซ่อมบำรุงวาล์วบนแท่นผลิตก๊าซ เจดีเอ เอ-18 โดยล่าสุด บริษัท ทรานส์ ไทย – มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ทีทีเอ็ม แจ้งว่าการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และสามารถจ่ายก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ระบบได้ตั้งแต่เวลา 23.05 น. ของวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา  โรงไฟฟ้าจะนะสามารถรับก๊าซฯ ได้ตั้งแต่เวลา 01.11 น. และสถานีก๊าซธรรมชาติหลักจะนะ จ.สงขลา  เริ่มจัดส่งก๊าซเอ็นจีวีให้กับสถานีบริการในพื้นที่ได้ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 สถานการณ์ก๊าซเอ็นจีวีภาคใต้ตอนล่างจึงทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
     
    ทั้งนี้ ปตท.ได้รับแจ้งแผนการหยุดซ่อมบำรุงอุปกรณ์ ในช่วงตั้งแต่วันที่28ต.ค.-3 พ.ย. ซึ่งการจ่ายก๊าซในวันที่2พ.ย. ถือว่าเร็วกว่าแผน1 วัน โดยตลอดช่วงการหยุดผลิตของผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติครั้งนี้ ปตท. ได้จัดส่งเชื้อเพลิงสำหรับภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคการขนส่ง ประกอบด้วย น้ำมันดีเซลสำหรับทดแทนการผลิตของโรงไฟฟ้าจะนะ และน้ำมันเตาเพื่อทดแทนการผลิตของโรงไฟฟ้ากระบี่ โดยมีปริมาณเชื้อเพลิงสำรองเพียงพอต่อการใช้งาน ด้านการจัดสรรก๊าซเอ็นจีวีให้พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  ไม่มีข้อร้องเรียนจากผู้ใช้เอ็นจีวีและอุบัติเหตุจากการขนส่งเชื้อเพลิงแต่อย่างใด
     
    "ปตท. ขอขอบคุณ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีทุกท่าน ที่มีส่วนในการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้การบริหารจัดการต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น" นายนพดล กล่าว
  • Date : 03 / 11 / 2017
    กระทรวงพลังงานสั่งเตรียมพร้อมรับมือพายุดีเปรสชันหากกระทบการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย
    กระทรวงพลังงาน เฝ้าระวังสถานการณ์พายุดีเปรสชันในอ่าวไทย สั่งเตรียมพร้อมรับมือหากกระทบการผลิตปิโตรเลียม  โดยเบื้องต้นได้รับรายงาน จากบริษัทผู้รับสัมปทาน ยังไม่เกิดปัญหา ด้านซีอีโอ ปตท.“เทวินทร์  วงศ์วานิช” สั่ง ปตท.สผ. เฝ้าระวังความปลอดภัยพนักงานเป็นพิเศษ  ในขณะที่ ปตท.สผ.ออกแถลงการณ์ฉบับที่1 แจ้งต่อสื่อมวลชน พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด24ชั่วโมง และสั่งระงับการเดินทางไปฐานปฎิบัติงานนอกชายฝั่งแล้ว
     
    นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานกำลังเฝ้าระวังสถานการณ์พายุดีเปรสชันที่จะเคลื่อนตัวจากเวียดนาม เข้าบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ของประเทศไทย อย่างใกล้ชิด หลังจากได้รับรายงานจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติว่า ทิศทางพายุจะเข้ามาทางตอนเหนือของแหล่งขุดเจาะปิโตรเลียมเอราวัณ แต่ในเบื้องต้นยังไม่ได้มีการรายงานว่ามีปัญหาจนส่งผลกระทบต่อการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย 
     
    ทั้งนี้ทางผู้ประกอบการขุดเจาะปิโตรเลียมได้เตรียมความพร้อมทั้งการเฝ้าระวังสถานการณ์พายุ รวมถึงมีแผนสำรองรับมือกับพายุดีเปรสชันแล้ว ส่วนการผลิตก๊าซธรรมชาติขณะนี้ยังอยู่ภาวะปกติ แต่ถ้าระยะสั้นเกิดปัญหาผลกระทบต่อการผลิตก๊าซฯ จริง ทางหน่วยงานเกี่ยวข้อง ก็มีแผนรับมือในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีการซ้อมแผนกันเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว  เช่นการเตรียมสำรองน้ำมันเตา ดีเซลในการผลิตไฟฟ้ามาทดแทนก๊าซฯ ที่หายไป เป็นต้น 
     
    ด้านนายเทวินทร์​ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ได้สั่งการให้บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เฝ้าติดตามสถานการณ์พายุดีเปรสชั่นในบริเวณอ่าวไทยเป็นพิเศษในช่วงนี้ เพื่อป้องกันผลกระทบรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับพนักงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมในแหล่งบงกช  เนื่องจากปตท.สผ.ได้รายงานว่า พายุลูกแรกผ่านแท่นผลิตปิโตรเลียม โดยขึ้นฝั่งไปแล้วเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าจะมีพายุที่ก่อตัวขึ้นลูกใหม่อีก  โดย ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่มีผลกระทบต่อการผลิตปิโตรเลียมแต่อย่างใด 
     
    ด้าน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่1 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11.35 น. เกี่ยวกับสถานการณ์พายุดีเปรสชั่น ในภาคใต้ของไทย ว่า  จากรายงานพยากรณ์อากาศนอกชายฝั่ง (Offshore Weather Services) เกี่ยวกับสถานการณ์พายุดีเปรสชันในอ่าวไทยในขณะนี้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยของการปฏิบัติงานในพื้นที่ปฏิบัติงานนอกชายฝั่งเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว
     
    ทั้งนี้ ปตท.สผ. ได้ส่งพนักงานและผู้รับเหมาบางส่วนที่ไม่สามารถปฏิบัติงานเนื่องด้วยสภาพอากาศดังกล่าวกลับขึ้นฝั่งที่จังหวัดสงขลา ระงับการเดินทางไปยังฐานปฏิบัติการนอกชายฝั่ง ระงับกิจกรรมการสำรวจและการซ่อมบำรุงไว้ชั่วคราว เคลื่อนย้ายแท่นเจาะและเรือสนับสนุนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบออกจากบริเวณพายุดีเปรสชันตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2560 อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ. ยังดำเนินการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งบงกชเหนือ แหล่งบงกชใต้ และแหล่งอาทิตย์จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัย
    จากการพยากรณ์อากาศล่าสุด พายุดังกล่าวจะอ่อนตัวลงภายในค่ำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 ปตท.สผ. จะทำการเคลื่อนย้ายแท่นเจาะ พนักงาน และผู้รับเหมา กลับมาดำเนินงานตามปกติ อย่างไรก็ตาม หากมีความคืบหน้า ปตท.สผ. จะแจ้งให้ทราบต่อไป
     
  • Date : 03 / 11 / 2017
    ปตท.เจรจาต่อรองขอเป็นStrategic Partner ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจกับประเทศคู่ค้าLNG
    "ตลาดLNG ยังเป็นของผู้ซื้อ" ซีอีโอ ปตท.ยืนยันหลักการต่อรองประเทศผู้ผลิต ขอเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์(Strategic Partner)ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ (LNG Value Chain) แลกกับการลงนามในสัญญาซื้อขายLNG ในการเจรจากับตัวแทนจากประเทศกลุ่มตะวันออกกลางที่เข้าร่วมการประชุม โต๊ะกลมรัฐมนตรีพลังงานแห่งเอเชีย (Asian Ministerial Energy Roundtable - AMER) ครั้งที่ 7 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่2พ.ย.2560ที่ผ่านมา  
     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยในระหว่างการเข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีพลังงานแห่งเอเชีย (Asian Ministerial Energy Roundtable - AMER) ครั้งที่ 7 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2พ.ย.2560 ที่ผ่านมาว่า  ในส่วนของปตท.ได้มีการเจรจากับตัวแทนประเทศผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) จากหลายประเทศ อาทิ ซาอุดิอาระเบีย  กาตาร์  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  มาเลเซีย ซึ่งต่างก็มีความพร้อมที่จะเป็นผู้ซัพพลายLNG ให้กับ ปตท.   อย่างไรก็ตาม ปตท.ได้ยืนยันในหลักการทำธุรกิจLNG ของกลุ่มปตท. ที่ต้องการจะเข้าไปร่วมลงทุนเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ(Strategic Partner)ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ (LNG Value Chain) กับประเทศที่จะมีการลงนามในสัญญาซื้อขายLNG ระยะยาว  เพื่อจะได้มีโอกาสที่จะเข้าไปเรียนรู้การทำธุรกิจLNG ตั้งแต่เริ่มต้น จากเดิมที่ผ่านมา ปตท.เป็นเพียงผู้ซื้อLNG และนำเข้าเท่านั้น 
     
    นายเทวินทร์   กล่าวว่า  ความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ ปตท.ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เช่น ตัวอย่างของการซื้อLNG จากเปโตรนาส ของมาเลเซีย ที่กลุ่มปตท.ก็เข้าไปร่วมถือหุ้นในบริษัท PETRONAS LNG 9 Sdn Bhd (PL9SB) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PETRONAS ในสัดส่วน 10%  หรือ การซื้อก๊าซธรรมชาติจาก ประเทศเมียนมา ที่ปตท.สผ. ก็เข้าไปมีส่วนร่วมลงทุนในแหล่งผลิตก๊าซด้วยเป็นต้น 
     
    ทั้งนี้ในสถานการณ์พลังงานของโลกที่เปลี่ยนไป ตลาดLNG ยังเป็นโอกาสของประเทศผู้ซื้อ ที่ทำให้ไทย ซึ่งจะต้องมีการนำเข้าLNG เพิ่มมากขึ้น ในอนาคต เป็นที่สนใจของกลุ่มประเทศผู้ผลิตLNG และทำให้มีอำนาจในการเจรจาต่อรองมากขึ้น  
     
    นายเทวินทร์ กล่าวว่า ในการเจรจากับประเทศกาตาร์ ซึ่งปตท.มีสัญญาระยะยาวในการซื้อขายLNG อยู่แล้ว2 ล้านตันต่อปี ดังนั้น หากจะต้องมีการนำเข้าLNG เพิ่มขึ้นจากกาตาร์ ปตท.ก็ขอที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมลงทุนในแหล่งผลิตLNG ด้วย เช่นเดียวกับซาอุดิอาระเบีย ที่เดิมปตท.มีการซื้อเฉพาะน้ำมันดิบ กับทางซาอุดิ อารามโก  หากทางซาอุดิ อารามโก ต้องการ ที่จะขายLNG ให้กับปตท. ก็ต้องคุยกันในรายละเอียดกันว่าจะให้ ปตท.เข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุนในแหล่งผลิตLNG ด้วยอย่างไร    โดยในการเจรจาระหว่างการประชุมAMER ครั้งที่7นี้ เป็นเพียงแค่การหารือกันในหลักการที่จะมีความร่วมมือกันอย่างไรเท่านั้น  ยังไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด  
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในการ ประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีพลังงานแห่งเอเชีย (Asian Ministerial Energy Roundtable - AMER) ครั้งที่ 7 นั้น กลุ่มประเทศจากตะวันออกกลาง หลายประเทศ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันและLNG รายใหญ่ของโลก ได้ส่งผู้แทนซึ่งเป็นระดับรัฐมนตรีพลังงานเข้าร่วมการประชุม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ได้ให้ความสำคัญต่อการประชุมครั้งนี้ เป็นอย่างมาก โดยตัวแทนของประเทศซาอุดิอาระเบีย คือ Khalid Al Falih  รัฐมนตรีพลังงาน อุตสาหกรรมและทรัพยากรแร่ ของซาอุดิอาระเบีย  และเป็นประธานโอเปก ด้วย ส่วน สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (UAE) ก็คือ  Suhail Al Mazrouei  รัฐมนตรีพลังงาน และ  กาตาร์ ก็คือ Mohammed Al Sada ซึ่งเป็น รัฐมนตรีพลังงานและอุตสาหกรรม
     
    โดยในส่วนของLNG ที่ปตท.นำเข้าเป็นสัญญาระยะยาวในปัจจุบันมีจำนวนรวม 5.2 ล้านตันต่อปีแล้ว คือ จากกาตาร์ 2ล้านตันต่อปี  เชลล์1 ล้านตันต่อปี  บีพี 1 ล้านตันต่อปี และ เปโตรนาส ของมาเลเซีย  1.2 ล้านตันต่อปี 

Date : 02 / 11 / 2017

  • Date : 02 / 11 / 2017
    "อนันตพร" แถลงสรุป 7 ข้อ ผลประชุม AMER7

    “อนันตพร”แถลงผลสรุป 7ข้อ ปิดฉากการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีพลังงานเอเชีย ครั้งที่ 7 (AMER7) ในขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) รับไม้ต่อเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไป ในปี2562

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงผลสรุปการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีพลังงานเอเชีย ครั้งที่ 7 (AMER7) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยจัดขึ้นที่โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ  ว่า ที่ประชุมให้ความสำคัญกับพัฒนาการด้านตลาดน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยี โดยมีข้อสรุปร่วมกัน 7 ข้อได้แก่

    1บรรดารัฐมนตรีให้ข้อสังเกตว่าเอเชียเป็นจุดสำคัญของทั้งโลกในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มั่นคง มีราคาที่เหมาะสม และเท่าเทียมกัน การเจริญเติบโตของความต้องการและน้ำหนักทางด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ของเอเชียโดยรวม จะช่วยลดความผันผวนในตลาดโลก และกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก

     2. การสร้างความแข็งแรงด้านการลงทุนร่วมกันทั้งในเทคโนโลยีใหม่และเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมในทวีปเอเชียจะเป็นตัวอย่างให้แก่ภูมิภาคอื่นในการดำเนินรอยตาม

    ในการสร้างความมั่นคงและการเข้าถึงพลังงาน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดพลังงานที่สุขภาพดีและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

     3. บรรดารัฐมนตรีมีความยินดีต่อการประชุมหารือที่ได้รับการสนับสนุนโดย IEF เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานตามแต่ละเส้นทางการเปลี่ยนผ่านต่างๆ ผ่านตลาดพลังงานที่ดำเนินการได้เป็นอย่างดี เปิดเผย มีการแข่งขัน มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือ การค้า และการลงทุนทั่วภูมิภาคเพื่อ

     - การสร้างการเข้าถึงพลังงานให้กับผู้คนเพื่อให้มีมาตรฐานชีวิตที่สูงขึ้นและดีขึ้น

    - การสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดของเสียเกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน

    - การเพิ่มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG)

    - การดำเนินการในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามข้อตกลงปารีส

    4. บรรดารัฐมนตรีตระหนักว่าการลงทุนในภาคพลังงานในด้านพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีก้าวกระโดดจะยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่การลงทุนในแหล่งพลังงานที่มีอยู่แล้วและในการบูรณาการด้านโครงข่ายด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของการเติบโตของความต้องการและความสมดุลทางตลาดนั้น อยู่ในช่วงถดถอยลง

     5. บรรดารัฐมนตรียังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างการเจรจาหารือในเวทีด้านพลังงาน ระดับสากลที่เปิดกว้างและเป็นกลาง โดยมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับองค์การระหว่างประเทศ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับประกันการลงทุนในพลังงานฟอสซิล พลังงานหมุนเวียน และพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อให้เกิดการส่งเสริมกันในตลาดพลังงานที่บูรณาการและมีความยืดหยุ่น

     6. เพื่อก่อให้เกิดการลงทุนในระยะยาวที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนผันของรูปแบบความต้องการใช้และการจัดหา บรรดารัฐมนตรีให้มีการเปิดตลาดเพื่อรองรับเทคโนโลยีและแนวนโยบายการเปลี่ยนผ่านใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาด นักลงทุนอุตสาหกรรม และสถาบันทางการเงิน เพื่อใช้โอกาสใหม่ๆได้อย่างเต็มที่ และลดความเสี่ยงจากการลงทุนที่มีอยู่เดิม

     7. บรรดารัฐมนตรีส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันพัฒนากรอบความร่วมมือที่บูรณาการในระดับสากลเพื่อเร่งให้เกิดผลจากการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดทั่วทุกภาคส่วนของภาคพลังงาน และใช้กรอบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ IEF พร้อมกับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดขององค์การต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และเวทีด้านธรรมาภิบาลในเอเชีย รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ ในโครงการ G20 Energy Efficiency Leading Programme ภายใต้การรับรองจากการประชุม G20 ที่ประเทศจีนเป็นประธาน ในปี พ.ศ.2559 และข้อตกลงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มการผลิตประสิทธิภาพการพลังงานในเอเชีย รวมทั้งระดับโลก

     ทั้งนี้การประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีพลังงานเอเชีย ครั้งที่ 8 จะจัดขึ้นโดยมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเจ้าภาพในปี 2562

  • Date : 02 / 11 / 2017
    บอร์ดปตท.สผ.เห็นชอบปรับโครงสร้างองค์กร รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาวะอุตสาหกรรม

    คณะกรรมการ ปตท.สผ. ได้มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างองค์กร โดยได้เพิ่มกลุ่มงานบริหารการเปลี่ยนแปลงธุรกิจและองค์กร (Business and Organization Transformation Group) และอนุมัติให้แต่งตั้ง นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายพงศธร ทวีสิน ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (President, Exploration and Production: PEP) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560

    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ปตท.สผ. ได้มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างองค์กร โดยได้เพิ่มกลุ่มงานบริหารการเปลี่ยนแปลงธุรกิจและองค์กร (Business and Organization Transformation Group) และอนุมัติให้ตัวเขา  ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และแต่งตั้ง นายพงศธร ทวีสิน ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (President, Exploration and Production: PEP) โดย ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560

     “การปรับโครงสร้างในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานและการดำเนินงานของบริษัทแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอุตสาหกรรม เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” นายสมพร กล่าว

    นายสมพร  ยังเปิดเผยถึง ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2560  ว่าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งด้านการบริหารปริมาณการผลิตและการควบคุมต้นทุนต่อหน่วยให้อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดย ปตท.สผ. มีรายได้จากการขาย 3,079 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 105,503 ล้านบาท) ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายเฉลี่ยที่ปรับลดลงร้อยละ 8 เป็น 294,539 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน สาเหตุหลักมาจากการปิดซ่อมบำรุงตามแผนงานที่มากขึ้น การปรับลดการผลิตของโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย และผลกระทบจากการที่ผู้ซื้อเรียกรับก๊าซธรรมชาติลดลงในครึ่งปีแรก รวมทั้งปริมาณขายที่ลดลงเนื่องจากการขายบริษัท PTTEP Oman ในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ปตท.สผ. ได้มีการปรับแผนการผลิตเพื่อลดผลกระทบจากการเรียกรับก๊าซธรรมชาติที่ต่ำลงโดยเพิ่มปริมาณการผลิตคอนเดนเสทและน้ำมันดิบของโครงการในอ่าวไทยและออสเตรเลีย อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยสูงขึ้นจาก 36.00 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบเป็น 38.29 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุน โดยสามารถลดต้นทุนต่อหน่วยลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 5 ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยอยู่ที่ 28.36 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ

    จากผลการดำเนินงานดังกล่าวส่งผลให้ ปตท.สผ. มีกำไรจากการดำเนินงานตามปกติ (recurring) จำนวน 596 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 20,431 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ. มีการขาดทุนจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ (non-recurring) จำนวน 291 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 9,293  ล้านบาท) ซึ่งประกอบด้วยขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์จำนวน 558 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 18,505 ล้านบาท) จากการปรับแผนการพัฒนาโครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ สุทธิกับผลประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เป็นผลให้ ปตท.สผ. มีกำไรสุทธิ 305 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 11,138 ล้านบาท)

    สำหรับไตรมาส 3 ปี 2560 ปตท.สผ. มีกำไรจากการดำเนินงานตามปกติ (recurring) จำนวน 218 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 7,278 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจาก 167 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 5,716 ล้านบาท) ในไตรมาส 2 ปี 2560 เนื่องจากปริมาณการขายที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 298,139 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันจาก 281,435 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในไตรมาสก่อนหน้า และราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามทิศทางของราคาน้ำมันดิบ รวมถึงต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลงเหลือ 28.50 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ จาก 29.08 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ แต่เมื่อรวมขาดทุนจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ (non-recurring) จำนวน 482 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 15,960 ล้านบาท) ที่ส่วนใหญ่มาจากการรับรู้การด้อยค่าของสินทรัพย์จากการปรับแผนการพัฒนาโครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ ส่งผลให้ในไตรมาส 3 ปตท.สผ. มีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 264 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 8,682 ล้านบาท)

    ทั้งนี้ ปตท.สผ. ยังคงมีสภาพคล่องที่ดีด้วยเงินสดในมือประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. สามารถรองรับการตัดสินใจพัฒนาโครงการหลักที่มีอยู่ โดยเฉพาะโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน และโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ นอกจากนั้นยังมีโครงการเวียดนาม บี และ 48/95 และโครงการเวียดนาม 52/97 ในประเทศเวียดนาม ซึ่งในเดือนกันยายน 2560 กลุ่มผู้ร่วมทุนของโครงการได้ลงนามร่วมกันในข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับราคาค่าก๊าซธรรมชาติและค่าผ่านท่อก๊าซฯ (Letter of Agreement) เพื่อผลักดันการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) ให้ได้ในปีหน้า

    นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งแสวงหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจต้นน้ำและธุรกิจ LNG ครบวงจร การเร่งรัดการขุดเจาะสำรวจ เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมและปริมาณการผลิตของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้รวมถึงการประมูลแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในอ่าวไทยซึ่ง ปตท.สผ. พร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลและมีความเชื่อมั่นในความสามารถในการเข้าแข่งขันของบริษัท

  • Date : 02 / 11 / 2017
    ประธานโอเปก คาดการประชุม 30พ.ย.ยังคงกลยุทธ์ลดปริมาณการผลิตน้ำมันต่อเนื่อง

    ประธานโอเปก ให้สัมภาษณ์สื่อระหว่างเข้าร่วมประชุม งานAMER ครั้งที่7 ที่กรุงเทพฯ คาดที่ประชุมโอเปก 30 พ.ย.นี้ ยังคงกลยุทธ์ลดปริมาณการผลิตน้ำมันต่อเนื่อง หวังรักษาระดับราคาให้อยู่จุดที่เหมาะสมต่อการลงทุน  พร้อมตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกต่อไปในอนาคต ขณะที่รัฐมนตรีพลังงาน ของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พร้อมร่วมประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุทั้งเอราวัณและบงกช ของไทย

    Khalid Al-Falih  รัฐมนตรีพลังงานอุตสาหกรรมและทรัพยากรธรรมชาติ ซาอุดีอาระเบีย และในฐานะประธานโอเปก เปิดเผยในระหว่างการเข้าร่วมประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีพลังงานแห่งเอเชีย (Asian Ministerial Energy Roundtable : AMER) ครั้งที่ 7 ที่โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2พ.ย. 2560 ว่า คาดว่าโอเปกจะยังคงกลยุทธ์การลดปริมาณการผลิตน้ำมันในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน(OPEC)และกลุ่มประเทศนอกกลุ่มโอเปก(non-OPEC)ต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีประเทศสมาชิกโอเปกและnon-OPEC แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งนี้การลดกำลังการผลิตน้ำมันโลกไม่ใช่เพื่อความร่ำรวย แต่เพื่อให้ราคากลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการลงทุนผลิตน้ำมันเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตามซาอุดิอาระเบียยังตั้งเป้าหมายเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันของโลก ในอนาคตต่อไป แม้ว่าพลังงานของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็ตาม โดยซาอุดิอาระเบีย มีแนวทางจะพัฒนาพลังงานอื่นเพิ่มเติมจากน้ำมันในอนาคตด้วย โดยเฉพาะพลังงานทดแทนและนิวเคลียร์ ทั้งนี้เชื่อว่าการพัฒนาพลังงานในอนาคตจะเกิดการพัฒนาไปพร้อมกันหลายด้าน

    ด้าน  Suhail Al Mazrouei รัฐมนตรีพลังงาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)กล่าวว่า UAE สนใจลงทุนด้านปิโตรเลียมขั้นต้นและขั้นปลายในประเทศไทย โดยเฉพาะการร่วมประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุในไทยทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ รวมถึงพร้อมขยายการลงทุนเข้าไปยังโรงกลั่นด้วย

    “ประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญมาก และมีการหารือระหว่างบริษัทน้ำมันแห่งชาติของ UAE และบริษัท ปตท.ของไทย เพื่อส่งออกน้ำมันมายังไทยสนองความต้องการใช้ที่มากขึ้นในอนาคต”รัฐมนตรีพลังงานของUAE กล่าว

    สำหรับมาตรการลดกำลังการผลิตน้ำมันของประเทศโอเปกนั้น คาดว่าจะทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันโลกลดลงจาก 340 ล้านบาร์เรล เหลือ 160 ล้านบาร์เรล ซึ่งมองว่าโอเปกยังมีความจำเป็นต้องคงมาตรการลดกำลังการผลิตน้ำมันต่อไป ส่วนระยะเวลาที่จะใช้มาตรการดังกล่าวนานเท่าไหร่นั้นต้องอยู่ที่การประชุมโอเปกในครั้งต่อไป

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน( Energy News Center-ENC) รายงานว่า ที่ผ่านมาOPEC และnon-OPEC มีมติให้ลดกำลังการผลิตน้ำมันโลกลง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปสิ้นสุดมาตรการในเดือนมี.ค. 2561 แต่ในวันที่ 30 พ.ย. 2560 จะมีการประชุมอีกครั้งเพื่อพิจารณามาตการดังกล่าว ซึ่งมีแนวโน้มจะพิจารณาใน 3 แนวทางคือ 1.ลดกำลังผลิตน้ำมันให้มากกว่า 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน 2.ยุติการลดกำลังการผลิต 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันทันทีที่หมดมาตรการในเดือนมี.ค. 2561 และ 3.ขยายมาตรการลดกำลังการผลิต 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันออกไปจนถึงเดือนมิ.ย.-ธ.ค. 2561

  • Date : 02 / 11 / 2017
    "อนันตพร" ถกทวิภาคีขยายความร่วมมือด้านพลังงาน

    รัฐมนตรีพลังงานของไทยใช้โอกาสงานประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีพลังงานแห่งเอเชีย (Asian Ministerial Energy Roundtable - AMER) ครั้งที่ 7 ถกทวิภาคีกับ 6ประเทศ ประกอบด้วย ซาอุดิอาระเบีย  สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์   กาตาร์  อินโดนีเซีย  มาเลเซีย และ สปป.ลาว  เน้นขยายความร่วมมือทางด้านพลังงานระหว่างกันให้มากขึ้น  

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานถึงงานประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีพลังงานแห่งเอเชีย (Asian Ministerial Energy Roundtable ) หรืองาน AMER ครั้งที่ 7ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2560 ว่า  พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย ได้มีการเจรจาทวิภาคี (Bilateral  Negotiations)กับผู้แทนประเทศ ที่เข้าร่วมการประชุม ด้วยกัน 6ประเทศ คือ กับ ซาอุดิอาระเบีย  สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์   กาตาร์  อินโดนีเซีย  มาเลเซีย และ สปป.ลาว

    โดยในการเจรจาทวิภาคี กับ รัฐมนตรีพลังงาน อุตสาหกรรมและทรัพยากรแร่ ของซาอุดิอาระเบีย  Khalid Al Falih เมื่อวันที่1 พ.ย. ที่ผ่านมานั้น ทั้งสองประเทศมีความเห็นร่วมกันที่จะขยายความร่วมมือทางด้านพลังงานระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น ผ่านบริษัท ซาอุดิ อารามโก  ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติของซาอุดิอาระเบีย

    และในการเจรจาทวิภาคี กับรัฐมนตรีพลังงาน ของสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (UAE) Suhail Al Mazrouei นั้น ทางยูเออี ซึ่งมีบริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม ก็แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทยมากขึ้น รวมทั้งมีความพร้อมที่จะ เป็นผู้ซัพพลายแอลเอ็นจี  ให้กับประเทศไทยในอนาคต

    การเจรจาทวิภาคีกับ รัฐมนตรีพลังงานและอุตสาหกรรม ของ กาตาร์  Mohammed Al Sada  ที่ปัจจุบัน ไทยมีการนำเข้าแอลเอ็นจี จากกาตาร์ เป็นสัญญาระยะยาว 20ปี จำนวน2ล้านตันต่อปี แล้วนั้น ก็มีการหารือกันที่จะแนวทางที่จะขยายความร่วมมือในเรื่องของแอลเอ็นจี  เพิ่มมากขึ้น

    ในการเจรจาทวิภาคี กับ  เลขาธิการสภาพลังงานแห่งชาติ ( National Energy Council ) อินโดนีเซีย นั้น ได้มีการหารือถึงแนวทางที่จะลดอุปสรรคการลงทุนด้านพลังงาน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในอินโดนีเซีย  เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับนักลงทุนของไทย  โดยไทยยังแสดงความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนด้านพลังงาน และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในอินโดนีเซีย

    สำหรับการเจรจากับ Department ,Economic Planning Unit ของมาเลเซีย Abdul  Rahman Dahlan และ รัฐมนตรีพลังงานและเหมืองแร่ ของสปป.ลาว นั้น Khammany Inthirath( คำมะนี อินทิลาด) ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับไทย ก็เป็นเรื่องของการขยายความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้น 

  • Date : 02 / 11 / 2017
    เปิดฉากประชุมAMERครั้งที่7 "ประจิน" ชูภูมิภาคเอเชีย ควรมีบทบาทนำในการกำหนดทิศทางพลังงานของโลก

    รองนายกรัฐมนตรีของไทย”พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง”กล่าวเปิดงานประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีพลังงานแห่งเอเชีย (Asian ministerial Energy Roundtable : AMER) ครั้งที่ 7 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2560 ชูบทบาท ภูมิภาคเอเชีย ควรจะมีบทบาทนำในการกำหนดทิศทางพลังงานของโลก มีสัดส่วนการใช้พลังงานมากที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก คิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของโลก ในขณะที่ สนพ.ของไทย นำรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า หรือE Tuk Tuk มาโชว์เป็นสีสัน อวดรัฐมนตรีพลังงานและผู้แทนจากประเทศต่างๆ รวม 24 ประเทศ ที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

    งานประชุมโต๊ะกลมรัฐมนตรีพลังงานแห่งเอเชีย (Asian ministerial Energy Roundtable : AMER) ครั้งที่ 7เปิดฉากขึ้นแล้วที่ โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ สถานที่จัดงาน โดยมีประเทศผู้นำด้านพลังงานจาก 24 ประเทศเข้าร่วมประชุม ซึ่งถือว่ามากที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดงาน AMER มา โดยเป็นผู้นำระดับตำแหน่งรัฐมนตรีด้านพลังงาน มาถึง 16 ประเทศ ได้แก่ บาห์เรน บังคลาเทศ บรูไน กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย อิรัก เกาหลี คูเวต สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และเยเมน ที่เหลือเป็นการส่งตัวแทนเข้าร่วม และมีองค์กรด้านพลังงานระหว่างประเทศ อีก 12 องค์กร รวมเจ้าหน้าที่ผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ประมาณ 300 คน โดยสีสันหนึ่งที่น่าสนใจภายในงาน คือ การที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) นำ รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า หรือ E-Tuk Tuk มาจัดแสดงโชว์ ผู้เข้าร่วมงานประชุม  เพื่อแสดงถึงเอกลักษณ์ของคนไทย ที่เตรียมก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน จากยานยนต์ที่เคยใช้น้ำมันและแอลพีจี มาเป็น ยานยนต์ไฟฟ้า  ซึ่งดึงดูดความสนใจจากผู้ชมได้มากพอสมควร  ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างชาติ

    ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานในพิธีเปิดงานครั้งนี้  ได้กล่าวปาฐกถาเปิดการประชุมว่า  ภูมิภาคเอเชียจะมีความสำคัญต่อตลาดพลังงานโลกและควรก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการกำหนดทิศทางพลังงานของโลก ซึ่งสอดคล้องกับการขนานนามยุคนี้ว่าเป็น “ศตวรรษของเอเชีย” เนื่องจากเอเชียมีสัดส่วนการใช้พลังงานมากที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก คิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของโลก จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน อินเดีย รวมถึงประเทศที่อยู่ในช่วงการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เช่น ประเทศในภูมิภาคเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะเดียวกันภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จำนวนมากด้วย

    พล.อ.อ. ประจิน กล่าวว่า จากการพัฒนาเทคโนโลยีที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเกิด Disruptive Technology ต่างๆ มากมายในด้านพลังงาน ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ที่ทำให้ต้นทุนลดต่ำลง พร้อมทั้งยังเกิดกระแสการผลิตพลังงานไฟฟ้าและใช้ด้วยตัวเอง หรือ ที่เรียกว่า Prosumer  ทำให้สัดส่วนการใช้พลังงานของโลกจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป  โดยการใช้พลังงานฟอสซิลถึงแม้ว่ายังมีความสำคัญแต่สัดส่วนการใช้จะค่อยๆ ลดลง ในขณะที่พลังงานหมุนเวียน รวมถึงพลังงานสะอาดในรูปแบบอื่นๆ จะมีสัดส่วนการใช้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้การเลือกใช้เทคโนโลยีสะอาดต่างๆ รวมทั้งการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงานจะมีบทบาทมากขึ้นเช่นกัน

    ในส่วนการดำเนินงานของประเทศไทยต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนั้น กระทรวงพลังงานมีการจัดทำแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวขึ้น เพื่อเป็นแผนหลักในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากนั้นรัฐบาลไทยยังมีนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งเป็นความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน หนีกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า และเน้นการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรม 

    โดยปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับแนวนโยบายการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(Eastern Economic Corridor : EEC) เพื่อรองรับการลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สอดคล้องไปกับแนวนโยบายในข้างต้น รัฐบาลจึงได้จัดทำแผนงานเพื่อรองรับการดำเนินนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งเรียกว่า Energy 4.0 ขึ้น โดยแผนงานดังกล่าวประกอบด้วยการดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า เช่น E-Tuk Tuk การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าอย่างผสมผสาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

    จากแผนการดำเนินงานดังกล่าว ประเทศไทยจึงก้าวเข้ามาสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยมุ่งที่จะขับเคลื่อนภาคพลังงานไปสู่อนาคตที่มีความทันสมัยและความอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นความท้าทายของภาครัฐในการบริหารจัดการให้ระบบพลังงานของประเทศมีความมั่นคง มีต้นทุนที่แข่งขันได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

     

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย ทำหน้าที่ประธานในการประชุม AMER ครั้งที่7

    บรรยากาศการประชุมAMER ครั้งที่7

     

    สีสันในการประชุม รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า หรือ E Tuk Tuk   ที่สนพ.นำมาจัดแสดงในงาน 

Date : 01 / 11 / 2017

  • Date : 01 / 11 / 2017
    ตัวแทนมหาอำนาจพลังงานพร้อมเปิดอกคุยทิศทางตลาดน้ำมัน ก๊าซ พลังงานทดแทน ใน AMERครั้งที่7
    ตัวแทนประเทศมหาอำนาจชาติพลังงาน  อาทิ ซาอุดิอาระเบีย  รัสเซีย จีน  ญี่ปุ่น  เกาหลี อินเดีย พร้อมเปิดอกคุย เวทีโต๊ะกลม ระดับรัฐมนตรีพลังงานเอเชีย(AMER) ครั้งที่ 7 ที่ไทยรับเป็นเจ้าภาพ วันที่1-3 พ.ย.นี้ ที่โรงแรมแชงกรีล่า กรุงเทพมหานคร โดยไฮไลท์สำคัญ จะโฟกัสอยู่ที่เรื่องของตลาดน้ำมัน  ตลาดก๊าซธรรมชาติ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ทางเลือกการใช้พลังงานทดแทน 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center- ENC) รายงานว่า การประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีพลังงานเอเชีย(AMER) ครั้งที่ 7 ที่ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพ ในช่วงวันที่1-3 พ.ย.2560นี้  มีประเทศที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมการประชุมทั้งสิ้น 23 ประเทศ จากสมาชิก AMER ทั้งหมด 36 ประเทศ และมีองค์กรระหว่างประเทศด้านพลังงาน อีก12 องค์กร ซึ่งถือว่าเป็นเวทีหารือ ระหว่างประเทศผู้ผลิตและส่งออกพลังงาน กับประเทศผู้ซื้อ หรือนำเข้าพลังงาน ที่สำคัญอีกเวทีหนึ่ง โดยตัวแทนจากประเทศผู้ผลิตและส่งออกพลังงาน ที่ตอบรับเข้าร่วมการประชุม ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในกลุ่มโอเปก เช่นซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) กาตาร์ บาห์เรน  และนอกโอเปก อย่างรัสเซีย  ในขณะที่ประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเซีย ที่ตอบรับเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี   อินเดีย และกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ยกเว้น สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ 
     
    ในส่วนของงานในวันที่1 พ.ย.2560 นี้ในช่วงเช้า ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์  ได้เดินทางมาที่สถานที่จัดงาน โรงแรมแชงกรีล่า เพื่อตรวจความพร้อมในการจัดสถานที่ ก่อนที่ ช่วงค่ำจะเป็นงานเลี้ยงต้อนรับรัฐมนตรีพลังงาน ที่เดินทางเข้าร่วมการประชุม  ในขณะที่ไฮไลท์ สำคัญของงานทั้งหมด จะอยู่ในการประชุมวันที่2 พ.ย. ที่จะเริ่มให้มีการเปิดลงทะเบียนเข้างาน ตั้งแต่เวลา 7.30น.-8.30น.  และพิธีเปิดการประชุมจะเริ่มในเวลา 8.45น.  โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีของไทย เป็นประธาน 
     
    โดยหัวข้อที่จะมีการหารือจะอยู่ใน 3 เรื่องใหญ่ ได้แก่ 1. ตลาดน้ำมัน (Oil markets: Investment and Security Challenges in a world in transition)  โดยเฉพาะปัจจัยที่จะส่งผลกระทบภายในทวีปเอเชีย เช่น การรวมตัวกันติดเพิ่มขึ้นของสมาชิกโอเปก ที่คาดว่าจะมีผลต่อราคาน้ำมัน รวมถึงสถานการณ์การปิดท่อส่งน้ำมันในประเทศตุรกีและด้านกฎระเบียบใหม่ ของการประกาศใช้น้ำมันคุณภาพสูงในการเดินเรือสมุทรระหว่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเกิดปริมาณการใช้น้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลคุณภาพสูงเพิ่มขึ้น
     
    2.ตลาดก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas : Overcoming market and  policy hurdles to the golden age  of gas )  ซึ่งจะโฟกัสไปที่ LNG ซึ่งปัจจุบันตลาดการซื้อขาย LNG จะมีลักษณะคล้ายกับตลาดน้ำมันมากขึ้น พัฒนาไปสู่ตลาดกลางการซื้อขาย LNG เกิดดัชนีราคากลาง เช่นเดียวกับตลาดน้ำมัน ทำให้ชาติในเอเชียทั้งกลุ่มส่งออกในชาติตะวันออกกลางและกลุ่มผู้ซื้อ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีและชาติในอาเซียน จำเป็นต้องหารือกันถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การสร้างความสมดุลและเสถียรภาพของตลาดน้ำมันและตลาดก๊าซฯดังกล่าว
     
    และ3. การเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ทางเลือกการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่าน (Disruptive Technologies and Energy Future : Impacts Challenges and Preparation ) โดยจะหารือใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) การขับเคลื่อนเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า(EV) และการพัฒนาระบบการจัดเก็บพลังงาน(Energy Storage Systems)
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การประชุมAMERครั้งที่7 ที่จัดขึ้นนี้ ค่อนข้างจะแตกต่างจาก เวทีการประชุมด้านพลังงานอื่นๆโดยทั่วไป เพราะมีการจัดรูปแบบการประชุมให้เหมือนการนั่งพูดคุยหารือกันแบบเปิดอก ถามตอบกันอย่างตรงไปตรงมา ได้เต็มที่ ระหว่างฝั่งที่เป็นประเทศผู้ผลิตพลังงานและฝั่งของประเทศผู้ซื้อ ซึ่งจะนำมาสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงานของแต่ละประเทศ ให้สอดคล้องกับทิศทางในอนาคตของโลกที่จะเดินไป  อาทิ เรื่องของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคจะหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น โซลาร์รูฟท็อป หรือรถยนต์ไฟฟ้า จะมีผลต่อการลดการใช้น้ำมันมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ได้ปรับตัวในด้านซัพพลาย ที่เหมาะสม เป็นต้น  
     
    โดยประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ จากการเป็นเจ้าภาพการประชุมAMERครั้งที่7 นี้  นอกเหนือจากภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือในระดับสากลแล้ว  ข้อคิดเห็นจากการประชุม ยังช่วยในการตรวจสอบนโยบาย ด้านพลังงานของไทย ว่าเดินมาอย่างถูกทิศทางแนวโน้มของโลกที่จะเดินไปหรือไม่ เพราะผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านพลังงาน ทั้งฝั่งผู้ผลิต และฝั่งผู้ซื้อ ต่างก็นั่งอยู่ในเวทีนี้