ข่าวทั้งหมด

Date : 14 / 06 / 2018

  • Date : 14 / 06 / 2018
    ปตท.สั่งระงับการใช้เรือ PSP1หลังเกิดเหตุปล่อยคราบน้ำมัน

    ปตท. สั่งระงับการใช้เรือ PSP1 ในสัญญาจ้างทันที หลังเกิดเหตุปล่อยคราบน้ำมัน พร้อมกำชับเรือทุกลำในสัญญาให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

    นายพีรทักษ์ อุตะเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่ศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเขต 1 (ศรชล. 1) สั่งจับเรือสินค้าปล่อยคราบน้ำมันลงทะเลบริเวณ เกาะแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี วันที่ 13 มิถุนายน ที่ผ่านมา  โดย นายสุชาติ น้ำหมั่นคง อายุ 63 ปี สัญชาติไทย เป็นผู้ควบคุมเรือ ได้กระทำการปล่อยคราบน้ำมันลงในทะเล ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พรก.ประมง 2558 มาตรา 58 (3) ปล่อย เท ทิ้ง ระบาย หรือทำให้สิ่งใดลงสู่ที่จับสัตว์น้ำในลักษณะที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ และ (4) ทำให้ที่จับสัตว์น้ำเกิดมลพิษในลักษณะที่เป็นอันตรายแก่สัตว์น้ำ และ พ.ร.บ.เดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 204 ผู้ใดเท ทิ้งหรือปล่อยให้น้ำมันปิโตรเลียมหรือน้ำมันปนกับน้ำรั่วไหลด้วยประการใดๆ ลงในทะเลภายในน่านน้ำไทย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ทั้งนี้จากการตรวจสอบ พบว่าเรือดังกล่าวเป็นเรือที่อยู่ในสัญญาจ้างของ ปตท. ในนามบริษัท Vision Marine โดยเป็นเรือเปล่าที่จะไปรับน้ำมันจาก จ.ระยอง แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดคลื่นลมแรง เพื่อความปลอดภัยจึงจอดพักเรือและเกิดเหตุขึ้น เมื่อ ปตท. รับทราบเหตุการณ์ได้สั่งระงับการใช้เรือ PSP1 ทันที และแจ้งบริษัทผู้ขนส่งทางเรือทุกราย เน้นย้ำให้ควบคุม ดูแลและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด  

    อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ซึ่งหากมีการกระทำความผิดจริง ปตท. จะสั่งห้ามไม่ให้ผู้ควบคุมเรือลำดังกล่าวขับเรือทุกลำที่มีอยู่ในสัญญาของ ปตท.  และเร่งดำเนินการตามกฎหมาย พรก.ประมง 2558 มาตรา 58 (3) และ (4) ส่วนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ปตท. จะดำเนินการเรียกชดเชยกับ บริษัท Vision Marine ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ ตามสัญญาจ้างกับ ปตท. ต่อไป

    "ปตท. ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามหากเกิดมีผู้กระทำผิดตามกฎหมาย ปตท.จะลงโทษและดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ปตท.ดำเนินธุรกิจควบคู่ดูแลสังคม ชุมชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนทั้งลูกค้า คู้ค่า และชุมชนอย่างเป็นธรรมตลอดมา” นายพีรทักษ์ กล่าว

     

  • Date : 14 / 06 / 2018
    พพ.เตรียมออกฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง 3 ผลิตภัณฑ์

    กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เตรียมออก “ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง” ใน 3 ผลิตภัณฑ์ทั้งเครื่องเชื่อมไฟฟ้า เครื่องดูดควัน เครื่องทอดน้ำมันท่วม ปลายปี 2561 นี้ หวังเน้นภาคประชาชนร่วมประหยัดพลังงาน พร้อมขยายเวลารับสมัครเกษตรกรฟาร์มปศุสัตว์ขนาดเล็กร่วมโครงการสาธิตการเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้พลังงานภาคเกษตรกรรม ถึง 29 มิ.ย. 2561 ภายใต้วงเงินสนับสนุน 20 ล้านบาท

    นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.เตรียมออก “ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง”ประมาณปลายปี 2561 สำหรับสินค้า 3 ผลิตภัณฑ์ คือ เครื่องเชื่อมไฟฟ้า เครื่องดูดควัน เครื่องทอดน้ำมันท่วม(เครื่องทอด French Fries) เพื่อเน้นการประหยัดพลังงานในภาคประชาชนมากขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการภาคสมัครใจ หากผู้ประกอบการใดสามารถผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวได้มาตรฐานประหยัดพลังงานตามที่ พพ. กำหนด จะสามารถขอฉลากฯ กับ พพ. เพื่อนำไปติดบนผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายได้  

    สำหรับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง ของ พพ. จะเน้นการประหยัดพลังงานในกลุ่มอุปกรณ์อุตสาหกรรม เกษตรและวัสดุก่อสร้าง ส่วนทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)จะเน้นออกฉลากประหยัดพลังงานด้านไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ฉลากของทั้ง พพ.และ กฟผ. อยู่ภายใต้สังกัดของกระทรวงพลังงานเหมือนกัน

    อย่างไรก็ตามหาก พพ.ออกฉลากทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในปลายปี 2561 แล้ว จะทำให้มีฉลากฯ ที่ พพ. ออกให้รวม 19 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเฉพาะปี 2561 ตั้งเป้าหมายจะออกฉลากทั้ง 19 ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องให้ได้ 7 ล้านใบ จากเดิมที่ออกให้และติดฉลากไปแล้ว 30 ล้านใบ และนับตั้งแต่ปี 2550 ที่เริ่มต้นออกฉลากฯ จนถึงปี 2560 เกิดผลประหยัดรวม 2.3 หมื่นล้านบาทแล้ว

    “นอกจากนี้ พพ. ได้มีการปรับปรุงตัวฉลากใหม่ เพิ่ม QR Code สะดวกต่อการรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง QR Code ในอนาคตคาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงเข้าสู่ตลาดอีกเป็นจำนวนมาก ทางผู้บริโภคจะมีทางเลือกในการเลือกใช้อุปกรณ์ได้มากขึ้น”

    นายสาร์รัฐ ประกอบชาติ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กล่าวว่า พพ.ยังเตรียมขยายเวลาการรับสมัครผู้ร่วมโครงการสาธิตการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภาคเกษตรกรรม (SMART FARMING) เพิ่มขึ้น จากเดิมที่หมดอายุในวันที่ 15 มิ.ย. 2561 จะขยายเป็น 29 มิ.ย. 2561 แทน เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าร่วมโครงการฯ มากขึ้น จากปัจจุบันมีผู้สมัครแล้ว 10 ราย ทั้งนี้ พพ.มีงบ 20 ล้านบาทจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปี2561 ให้การสนับสนุนเกษตรกรฟาร์มปศุสัตว์ขนาดเล็กไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท เพื่อปรับรูปแบบกิจการให้เกิดการใช้พลังงานลดลง เช่น ฟาร์มไก่ ฟาร์มกุ้ง เป็นต้น

    นอกจากนี้ พพ.ได้เดินหน้าโครงการ “บ้านประหยัดพลังงาน” เบื้องต้นนำร่องด้วยการแบ่งเกณฑ์การประหยัดพลังงานในบ้านแต่ละประเภทและมอบใบประกาศให้ ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ความเข้าใจในเรื่องบ้านประหยัดพลังงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้   โดยพพ.ได้ เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ของ “ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง” และ “บ้านประหยัดพลังงาน” ได้แก่ ดาราจากซิทคอมสุดฮิตในอดีต “3 หนุ่ม 3 มุม” ประกอบด้วย กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง และ มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่ติด “ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง” ที่เป็นสิ่งของที่ใช้กันหลากหลายวัย หลากหลายอาชีพ  หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวัยและรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่าง รวมไปถึง “บ้านประหยัดพลังงาน” ที่มีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายวัย  

    สำหรับปัจจุบันพพ.มีแบบบ้านประหยัดพลังงานที่เผยแพร่ฟรีแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อนำไปใช้ก่อสร้างจำนวน 12 แบบ สามารถดาวน์โหลดแบบบ้านทั้ง 12แบบ ได้ทาง https://www.facebook.com/notes/dede-home

     

     

  • Date : 14 / 06 / 2018
    IRPC ร่วมลงนามจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน

    ไออาร์พีซี ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “จัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน” ประกาศพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเลไทย ไม่ต่ำกว่า 50% ภายในปี 2570

    นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือและประกาศเจตนารมณ์ให้การสนับสนุนการขับเคลื่อน “โครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน”

    โดยกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาชิกองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) หน่วยงานภาคเอกชน และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เห็นถึงความสำคัญของปัญหาขยะพลาสติกที่มีจำนวนมาก จึงร่วมมือกันริเริ่มโครงการดังกล่าว เพื่อแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนโครงการไปด้วยกันภายในเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อจัดการปัญหาขยะและส่งเสริมการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืน ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy

    พร้อมกับวางเป้าหมายลดปริมาณขยะพลาสติกในท้องทะเลของไทยลงไม่ต่ำกว่า 50% ภายในปี 2570 รวมทั้งมีพันธมิตรเข้าร่วมโครงการทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม รวมทั้งสิ้นกว่า 20 หน่วยงาน 

Date : 13 / 06 / 2018

  • Date : 13 / 06 / 2018
    สนพ.เผยแผน PDP 2018 เปิดทางโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำจ่ายไฟเข้าระบบก่อน

    ผอ.สนพ.เผย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย(Power Development Plan) ฉบับใหม่ หรือ PDP2018 เน้นหลักCost Base เปิดทางให้โรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ก่อน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะได้ลงทุนเฉพาะโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงตามนโยบายของรัฐ แต่สัดส่วนการผลิตอื่นๆจะต้องแข่งขันกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าของ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย(Power Development Plan) ฉบับใหม่ หรือ PDP2018 ที่ สนพ. อยู่ในระหว่างการดำเนินการ ว่า จะมีความแตกต่างจากแผนพีดีพีฉบับ 2015 ที่ใช้ในปัจจุบัน โดยจะเน้นเรื่องของต้นทุนค่าไฟ มาเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินการ หรือที่เรียกว่า Cost Base คือ โรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดไม่ว่าจะมีการผลิตมาจากเชื้อเพลิงประเภทใด จะถูกพิจารณาให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบก่อน ซึ่ง สนพ. กำลังเตรียมข้อมูลในลักษณะนี้อยู่ เพื่อจัดทำแผน และในแผนจะเห็นรายการคำนวณค่าไฟฟ้าในแต่ละช่วงตามสัดส่วนต้นทุนต่างๆ

    นายทวารัฐ กล่าวว่า การจัดทำแผนพีดีพี ที่ผ่านมา จะเป็นแบบTop Down คือรัฐจะส่งสัญญาณว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างทั้งเรื่องสัดส่วนของเชื้อเพลิง สัดส่วนเรื่องพลังงานทดแทน หรือเรื่องของการอนุรักษ์พลังงาน แต่แผนพีดีพี ฉบับใหม่ที่ใช้หลักCost Base นั้น ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นพลังงานทดแทน หรือการอนุรักษ์พลังงาน จะถูกคิดคำนวณให้เป็นต้นทุนค่าไฟฟ้า แล้วจับลงตะกร้าเดียวกัน และจะเลือกหยิบส่วนที่มีต้นทุนต่ำสุดเข้ามาอยู่ในแผนก่อน

    นายทวารัฐ ยังกล่าวถึงข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับการจัดทำแผนพีดีพี ฉบับใหม่ ว่าจะทำให้ กฟผ. ต้องทยอยลดกำลังการผลิตไฟฟ้าลงจนเหลือต่ำกว่า 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2579  ว่า ปัจจุบัน กฟผ. มีระดับกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 15,700เมกะวัตต์ (เดือนมีนาคม 2561) ซึ่งบทบาทหน้าที่หลักของ กฟผ. คือการรักษาเสถียรภาพความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ ดังนั้น ในแผนยังจำเป็นจะต้องมีการลงทุนโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงในระดับที่เหมาะสม ของกฟผ.รวมอยู่ด้วย ซึ่งกฟผ.จะต้องไปศึกษามาว่าแต่และภาคจะต้องมีโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงจำนวนกี่โรง และกำลังการผลิตเท่าไหร่ จึงจะช่วยค้ำระบบไม่ให้มีปัญหาเรื่องความมั่นคงไฟฟ้า และจะต้องมีต้นทุนที่แข่งขันได้กับโรงไฟฟ้าของเอกชนด้วย จึงเป็นไปไม่ได้ที่แผน PDP ฉบับใหม่ จะไปทาให้กำลังการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศลดต่ำลงกว่า 10,000 เมกะวัตต์ในปลายปี 2579

    “ผมต้องขอสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ว่า ไม่ได้ส่งผลทำให้หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่หลักในการรักษาความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศอย่าง กฟผ. จะต้องลดกำลังการผลิตลงต่ำกว่า 10,000 เมกะวัตต์ในปลายแผนฯ แต่อย่างใด ตรงกันข้าม หาก กฟผ. มีศักยภาพที่สามารถผลิตไฟฟ้าให้มีต้นทุนต่ำ เพื่อให้ค่าไฟฟ้าที่จำหน่ายแก่ประชาชนมีราคาถูกที่สุด กลับจะยิ่งทำให้ กฟผ. มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้เพิ่มขึ้นในอนาคตด้วยซ้ำ” นายทวารัฐ กล่าว

    สำหรับประเด็น บอกว่าปริมาณสำรองไฟฟ้าในระบบล้น และเป็นต้นทุนค่าไฟแฝง นั้น ทางกระทรวงพลังงานรับทราบ ในปัญหาดังกล่าว ซึ่งถ้าหากจะต้องแก้ไขในระยะยาว กลไกของการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตจะต้องแม่นยำ แต่ยอมรับว่าด้วยปัจจัยในหลายๆประการที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องของเทคโนโลยีที่พัฒนาจน มีผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองและต้องการที่จะขายเข้ามาในระบบด้วย มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้ายากยิ่งขึ้นไปอีก

  • Date : 13 / 06 / 2018
    เครือข่ายผู้บริโภคบุกกระทรวงยื่นข้อเสนอ8ข้อถึงรัฐมนตรีพลังงาน

    คณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) เดินทางมายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีพลังงาน 8 ข้อ เรียกร้องปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน LPG ครัวเรือน ให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ระบุให้เวลารัฐ 30 วัน ชี้แจง ชี้หากไม่แก้ไขตามข้อเสนอจะเรียกร้องให้นายกฯ ทบทวนตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 มิ.ย.2561 คณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) นำโดย น.ส.บุญยืน ศิริธรรม และ นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา และตัวแทนภาคประชาชนประมาณ 30 คน ได้เดินทางมายังกระทรวงพลังงานเพื่อยื่นหนังสือ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่จัดทำจากเวทีสภาผู้บริโภค ต่อนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมี นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงานมารับหนังสือแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    สำหรับข้อเสนอที่ยื่นประกอบด้วย 1. ให้รัฐบาลยกเลิกการกำหนดสูตรราคาน้ำมันที่อ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ โดยให้เปลี่ยนมาใช้อ้างอิงราคาของโรงกลั่นที่ส่งออกไปสิงคโปร์แทน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง 2 บาทต่อลิตรได้

    2. เสนอให้ราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ภาคครัวเรือน กลับไปใช้สูตรอ้างอิงราคาฐาน 333 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือกิโลกรัมละ 10 บาท ส่วน LPG ภาคอื่นๆ สามารถใช้สูตรอ้างอิงนำเข้าจากต่างประเทศได้เพื่อการแข่งขัน

    3. ให้กำหนดสูตรราคาเอทานอลในประเทศใกล้เคียงกับราคาตลาดโลก หรือสูงกว่าไม่เกิน 10%

    4.ให้ยกเลิกการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแลราคาน้ำมัน เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    5.ให้หยุดเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและให้ทบทวนวัตถุประสงค์การใช้เงินใหม่ว่าเป็นการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ เนื่องจากเป็นการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันไปช่วยเหลือด้านไฟฟ้า

    6. ให้ใช้ภาษีเป็นกลไกดูแลการขึ้นลงของราคาน้ำมันแทนกองทุนน้ำมันฯ

    7. ยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) บนฐานภาษีในโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยให้เก็บจากตัวเนื้อน้ำมันเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน

    และ 8. ให้รัฐจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ให้เสร็จก่อนการเปิดประมูลให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ

    น.ส.บุญยืน กล่าวว่า หลังจากยื่นหนังสือข้อเสนอแล้ว ทาง คอบช. จะให้เวลากระทรวงพลังงานพิจารณาภายใน 30 วัน จากนั้นถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะกำหนดท่าทีในการเคลื่อนไหวต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นการปรับราคา LPG แม้ว่าจะมีการตรึงราคาถัง 15 กิโลกรัม อยู่ที่ 363 บาท แต่เป็นการนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปดูแล ซึ่งเป็นการบิดเบือนกลไกราคา ทั้งที่ก๊าซ LPG ผลิตจากแหล่งก๊าซในประเทศจึงควรเป็นสูตรอ้างอิงราคาในประเทศ แทนการอ้างอิงราคาในตลาดโลกโดยเฉพาะราคา LPG ภาคครัวเรือน

    นายอิฐบูรณ์ กล่าวว่า คอบช.จะติดตามการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานอย่างต่อเนื่อง หากยังไม่มีการแก้ไขตามข้อเสนอ อาจเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาความเหมาะสมการปฏิบัติหน้าที่ของนายศิริต่อไป รวมถึงอาจพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อเข้ามาดำเนินการด้วย หากเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากมองว่า การกำหนดโครงสร้างราคาพลังงานในปัจจุบันบิดเบือนกลไกตลาดทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

Date : 12 / 06 / 2018

  • Date : 12 / 06 / 2018
    กบง.ส่งสัญญาณเลิกอุดหนุนแก๊สโซฮอล์E20และE85แต่ยังอุ้มดีเซลไม่ให้เกิน30บาทต่อลิตร

    คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ส่งสัญญาณเลิกอุดหนุนแก๊สโซฮอล์E20และE85 โดยลดการชดเชยลง0.37บาทต่อลิตร ในขณะที่เพิ่มอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของเบนซิน แก๊สโซฮอล์95และ91 อีก0.37บาทต่อลิตร เช่นเดียวกัน หวังสะสม เงินในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในระดับ30,000ล้านบาท เพื่อดูแลราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรให้ได้ถึงสิ้นปี 2561

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยถึงมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ซึ่งประชุมไปตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุม เห็นชอบแนวทางการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ทั้งกลุ่ม (5ประเภท)อีก 37 สตางค์ต่อลิตร ได้แก่น้ำมันเบนซิน จากเดิม จัดเก็บ 6.31 บาทต่อลิตร เป็น 6.68 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์95E10  จาก 0.35 บาทต่อลิตร เป็น 0.72 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์91E10จาก0.35 บาทต่อลิตร เป็น 0.72 บาทต่อลิตร  น้ำมันแก๊สโซฮอล์95E20 ลดการชดเชยลงจาก -3.00 บาทต่อลิตร เป็น -2.63 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์E85 ลง 37 สตางค์ต่อลิตร ลดการชดเชยลงจาก -9.35บาทต่อลิตร เป็น -8.98บาทต่อลิตร โดยมีผลไปแล้วตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา  ซึ่งแนวโน้มจะให้การชดเชยมีค่าใกล้เคียงศูนย์

    ทั้งนี้แนวทางดังกล่าว เพื่อต้องการสะสมเงินกองทุนฯไว้ให้อยู่ในระดับ 30,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมดูแลราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศไม่ให้เกินระดับ 30 บาทต่อลิตรไปจนถึงสิ้นปี 2561 นี้ เนื่องจากแนวโน้มทิศทางราคาน้ำมันยังผันผวนและแนวโน้มทิศทางน้ำมันโลกปลายปีนี้อาจขยับสูงขึ้นอีกได้  รวมทั้งยังนำมาอุดหนุนราคาน้ำมันไบโอดีเซล B20 (ดีเซลเกรดพิเศษที่เตรียมจะออกจำหน่ายสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่ในเดือน ก.ค. 2561) ให้มีราคาต่ำกว่าดีเซลทั่วไป(ไบโอดีเซลB7) 3 บาทต่อลิตร

    นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการดูแลราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) ของประเทศนั้น กบง.ให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ในบัญชี LPG ดูแลราคาให้อยู่ระดับ 363 บาท ต่อถังขนาด 15 กิโลกรัมต่อเนื่อง รวมทั้งให้ต่ออายุโครงการลดราคา LPG ราคาถูกให้กลุ่มผู้ค้าหาบเร่ แผงลอย และผู้ใช้บัตรสวัสดิการประชารัฐ โดยลดจาก 363 บาทต่อถังเหลือ 325 บาทต่อถัง จนถึง 31 ธ.ค. 2561 มีจำนวนผู้ได้รับประโยชน์คือครัวเรือนรายได้น้อย 7,569,867 ครัวเรือน และร้านค้าหาบเร่ 395,544 ร้าน รวมเป็นเงิน 49 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) จะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ซึ่ง ปตท.เตรียมเงินไว้ประมาณ 250 ล้านบาท

    สำหรับเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบันเหลืออยู่ 30,697 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีดูแลน้ำมัน 30,305 ล้านบาท และบัญชีดูแลLPG 392 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเงินกองทุนLPG ไหลออกถึง 346 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่ง กบง.ต้องพิจารณาการใช้เงินอย่างใกล้ชิดเป็นรายสัปดาห์ แต่หากเงินบัญชีLPG หมดลง จะมีการเสนอ กบง.พิจารณาจากหลายแนวทางที่เตรียมไว้ แต่ยืนยันว่าเงินกองทุนฯ รวมยังมีมากเพียงพอที่จะดูแลราคา LPG ได้ แต่ไม่รับปากว่าจะดูแลราคาที่ระดับ 363 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ไปตลอดสิ้นปี 2561 นี้หรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาLPG ตลาดโลกด้วย ซึ่งจะพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป

     

  • Date : 12 / 06 / 2018
    เปิดแผนลงทุนโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ของ กฟผ.มีศักยภาพดำเนินการได้11เขื่อน รวม1,000เมกะวัตต์

    ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดแผนลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำขนาดใหญ่ (โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ) ของกฟผ. ที่กบง.รับทราบ แบ่งเป็น 3 ระยะดำเนินการ ชี้มี 11 เขื่อนที่มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าได้ถึง  1,000 เมกะวัตต์  และจะดำเนินการภายใต้รูปแบบ Hybrid Firm  ระบุผลดีของโครงการจะเป็นการใช้พื้นที่ผิวน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เป็นการแย่งพื้นที่เกษตรกรรม

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2561 ถึงผลการประชุม คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2561รับทราบตามที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เสนอในแนวทางดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำขนาดใหญ่ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

    ระยะที่ 1 : สนับสนุนความร่วมมือ (EGAT-SCG Collaboration Project) เป็นความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับบริษัท SCG เคมิคอลส์ จำกัด โดยโครงการความร่วมมือฯ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาระบบทุ่นลอยน้ำและระบบยึดโยงโดยวิศวกรไทย เพื่อใช้เป็นต้นแบบของการผสมผสานการผลิตไฟฟ้าระหว่างเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกับไฟฟ้าจากเขื่อน มีกำลังผลิต 500 kW ติดตั้งในพื้นที่เขื่อนท่าทุ่งนาจ. กาญจนบุรี โดยมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ คาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จเดือนธันวาคม 2561 

    ระยะที่ 2 : เป็นการต่อยอดโดยการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ (Economic Scale Pilot Solar Floating Project)  เพื่อต่อยอดผลการวิจัยและพัฒนา โดยใช้ระบบเชื่อมต่อที่มีอยู่เดิมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากโครงการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี มีกำลังผลิต 45 MW ใช้พื้นที่ 450 ไร่ จะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 89.53 ล้านหน่วยต่อปี

    ระยะที่ 3 : กำหนดศักยภาพพื้นที่ติดตั้งใน 11 เขื่อนทั่วประเทศ (Potential Commercial Project) เป้าหมาย 1,000 เมกะวัตต์  ประกอบด้วย1. เขื่อนท่าทุ่งนา 2. เขื่อนสิรินธร 3.เขื่อนสิริกิติ์ 4. เขื่อนวชิราลงกรณ์ 5. เขื่อนศรีนครินทร์  6.เขื่อนภูมิพล 7.เขื่อนจุฬาภรณ์ 8.เขื่อนบางลาง 9.เขื่อนอุบลรัตน์ 10. เขื่อนน้ำพุง 11.เขื่อนรัชชประภา  เพื่อให้โครงการฯ สามารถแข่งขัน ภายใต้รูปแบบ Hybrid Firm และขยายผลการพัฒนาโครงการสู่ภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นการใช้พื้นที่ผิวน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เป็นการแย่งพื้นที่เกษตรกรรม อีกทั้ง แผงเซลล์แสงอาทิตย์ยังสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลงจากการอยู่ใกล้ผิวน้ำ 

Date : 11 / 06 / 2018

  • Date : 11 / 06 / 2018
    กกพ. ออกมาตรการสมัครใจลด Peak ไฟฟ้า จ่ายถูกกว่าหากเลี่ยงช่วง Critical Peak 13.30-15.30 น.

    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จับมือ 3 การไฟฟ้า ทดลองมาตรการลดใช้ไฟฟ้าภาคสมัครใจ (Demand Response-DR) เพื่อลด Peak ไฟฟ้าประเทศ  ใช้อัตราค่าไฟเป็นแรงจูงใจโดยผู้เข้าร่วมโครงการจะจ่ายค่าไฟถูกกว่าหากเลี่ยงใช้ช่วง Critical Peak ระหว่าง 13.30-15.30 น. ตั้งเป้าหมาย 100 เมกะวัตต์ ในรอบบิลค่าไฟฟ้า ส.ค. 2561 หากสำเร็จ จะนำมาใช้เป็นมาตรการถาวรในช่วงหน้าร้อนประมาณเดือน พ.ค. ของทุกปี

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. ได้ร่วมกับ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ทดลองมาตรการความร่วมมือลดใช้ไฟฟ้า (Demand Response - DR) ภาคสมัครใจ สำหรับกรณีลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ประเทศ หรือ Critical Peak (CCP) โดยจะเปิดให้ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 -30 มิ.ย. 2561 เพื่อทดสอบการลดใช้ไฟฟ้าในรอบบิลเดือน ส.ค. 2561 ซึ่ง กกพ. ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 100 เมกะวัตต์

    โดยผู้ร่วมโครงการจะได้รับอัตราค่าไฟฟ้าที่จูงใจ ซึ่งแตกต่างจากผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ โดย กกพ.กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเป็น 3 ช่วง ตามแรงดันไฟฟ้า ได้แก่ 1. ช่วง Critical Peak (CCP) ระหว่างเวลา 13.30-15.30 น. ค่าไฟฟ้าจะอยู่ประมาณ 9 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นอัตราที่กำหนดขึ้นมาใหม่สำหรับช่วงเวลาดังกล่าว (จากปกติที่กำหนดอัตราค่าไฟเป็น 2 ช่วงคือ Peak และ   Off-Peak) 2. ช่วง Peak ระหว่างเวลา 09.00-13.29 น. และ 15.31-22.00 น. ค่าไฟฟ้าจะอยู่ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งถูกกว่าผู้ไม่ร่วมโครงการที่ถูกคิดเงินอัตรา 4 บาทต่อหน่วย และ 3. ช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ (Off-Peak) ระหว่างเวลา 00.00-8.59 น.และ 22.01-24.00 น. ค่าไฟฟ้าอยู่ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย (เท่ากับผู้ไม่ร่วมโครงการ)

    ดังนั้น หากผู้ร่วมโครงการหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วง CCP ได้ แต่ยังคงใช้ไฟฟ้าช่วงเวลา Peak อยู่ ค่าไฟฟ้าโดยรวมก็ยังถูกลง เพราะ กกพ. ได้ปรับลดค่าไฟฟ้าช่วง Peak ให้ จากปกติประมาณ 4 บาทต่อหน่วย เหลือประมาณ 3 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้ร่วมโครงการลดใช้ไฟฟ้าช่วง CCP เป็นหลัก เพื่อตัดยอดการเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศที่เกิดขึ้นเกือบทุกปีในช่วงเวลาดังกล่าว  ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าสูงสุดได้ในอนาคต   

    สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ กกพ. ต้องการให้ร่วมโครงการ คือ ผู้ใช้พลังงานประเภท4 (กิจการขนาดใหญ่) ที่ใช้ไฟฟ้าอัตรา TOU (Time of Use)  และมีเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแบบ AMR หรือ มิเตอร์อิเล็คทรอนิคส์  เป็นต้น

    ทั้งนี้ หากมาตรการดังกล่าวประสบผลสำเร็จจะนำร่องใช้เป็นมาตรการถาวรในอนาคต โดยอาจนำมาใช้ในเดือน พ.ค. ของทุกปีที่มักจะเกิด Peak โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป ซึ่งจะพิจารณาเป้าหมายตามความเหมาะสม แต่ในระยะยาว กกพ.ตั้งเป้าหมายการลดใช้ไฟฟ้าตามโครงการดังกล่าวไว้ 500 เมกะวัตต์ ในปี 2567-2568 เนื่องจากเป็นช่วงที่สำรองไฟฟ้าจะเหลือน้อยหรือไม่มีไฟฟ้าสำรอง หากไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น   

    นายธวัชชัย จักรไพศาล ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้า กฟผ.ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ร่วมโครงการได้มีทั้งสิ้น 5 ราย จาก 8 ราย ได้แก่ ฐานทัพเรือสัตหีบ, บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด, บริษัท เหล็กสยาม , บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ท่าหลวง) จำกัด  รวมกำลังการใช้ไฟฟ้า 190    เมกะวัตต์ ซึ่งรับไฟฟ้าโดยตรงจาก กฟผ. โดยการประสานเข้าร่วมโครงการนั้น ทาง กฟผ.จะประสานโดยตรง เนื่องจากผู้ร่วมโครงการจำนวนไม่มาก

    นายพูลสิริ ธรรมสโรช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) กล่าวว่า ลูกค้า PEA ที่อยู่ในเกณฑ์เข้าร่วมโครงการได้มีทั้งสิ้น 5,400 รายทั่วประเทศ รวมกำลังการใช้ไฟฟ้า 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่ง PEA ตั้งเป้าอย่างน้อยมีผู้ร่วมโครงการ500 ราย คาดลดใช้ไฟฟ้าได้ 1,000 เมกะวัตต์ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์ www.pea.co.th และขอยกเลิกได้ภายใน 12 ก.ค. 2561

    นายพรศักดิ์ อุดมทรัพยากุล ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจพลังไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า กลุ่มผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการของ กฟน. ได้มีประมาณ 680 ราย หากทั้งหมดร่วมโครงการจะลดใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ โดยผู้ที่สนใจสมัครร่วมโครงการได้ที่ www.mea.or.th  โดยยกเลิกสมัครได้ภายใน 19 ก.ค. 2561