ข่าวทั้งหมด

Date : 24 / 08 / 2018

  • Date : 24 / 08 / 2018
    บอร์ดกฟผ.อนุมัติ ลงทุนโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ที่เขื่อนสิรินธร กำลังผลิต45เมกะวัตต์

     บอร์ด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เห็นชอบอนุมัติลงทุน โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำขนาดใหญ่ (โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ) ระยะที่ 2 ในเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี กำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ โดยต้องรอการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ก่อน

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ และโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ(บอร์ด) กฟผ.ที่มีนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานเป็นประธาน ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้ กฟผ.ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำขนาดใหญ่ (โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ)ระยะที่2 ในเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี กำลังผลิต 45 เมกะวัตต์  แต่ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก่อน

    ส่วนโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ระยะที่1 ที่ กฟผ. กับเครือเอสซีจี จะนำร่องโครงการขนาดกำลังผลิต ราว 250-500 กิโลวัตต์ ติดตั้งที่เขื่อนท่าทุ่งนา จ. กาญจนบุรี เพื่อผลิตและใช้ไฟฟ้าภายในเขื่อนเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องรอ กพช. พิจารณา เนื่องจากเป็นโครงการขนาดเล็ก และคาดว่าจะดำเนินการสร้างเสร็จในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 นี้

    สำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการขยายผลไปสู่เชิงพาณิชย์ ที่กระทรวงพลังงานมอบหมายให้ กฟผ.ดำเนินการนั้น เบื้องต้นกฟผ.มีแนวทางที่จะดำเนินการในเขื่อนของ กฟผ. ที่ปัจจุบันมีอยู่ 11 แห่ง กำลังการผลิตรวมประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ แต่ทั้งนี้จะต้องรอดูความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP ฉบับใหม่ ที่อยู่ระหว่างการจัดทำแผน เนื่องจากแผน PDP ฉบับปัจจุบัน คือ PDP2015 นั้น ไม่ได้มีการบรรจุโครงการดังกล่าวไว้

    อย่างไรก็ตามโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำระยะที่ 3  หากได้ดำเนินการจะต้องใช้วิธีเปิดประมูลหาผู้ร่วมโครงการ ซึ่งไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นผู้ประกอบการในประเทศหรือต่างประเทศ แต่จะกฟผ.จะพยายามหนุนผู้ประกอบการภายในประเทศก่อน   

    ในส่วนของความคืบหน้าแผน PDP ฉบับใหม่นั้น แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนประชุมหารือเป็นนัดแรกในวันที่ 24 ส.ค. 2561 อาทิ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อสรุปศักยภาพปริมาณพลังงานทดแทนและจัดลำดับความสำคัญของพลังงานทดแทนที่จะเกิดขึ้นในไทย เนื่องจากที่ผ่านมาข้อมูลด้านพลังงานทดแทนของไทยยังไม่ครบถ้วนเพียงพอ และข้อมูลดังกล่าวจะนำไปใช้ในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP ฉบับใหม่ของประเทศไทยที่กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการอยู่ด้วย

  • Date : 24 / 08 / 2018
    บอร์ดปตท.ยังไม่เลือก BTS เป็นพันธมิตรร่วมทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3 สนามบิน

    บอร์ด ปตท.ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือก “BTS”เป็นพันธมิตรร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน( ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)โดยล่าสุดยังอยู่ระหว่างเจรจากับเอกชน 2-3 ราย  ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนต.ค.-พ.ย.2561นี้ 

    นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 ท่าอากาศยาน (ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานอู่ตะเภา)ว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด ปตท.) ยังไม่ตัดสินใจเลือกบริษัท บีทีเอส กรุ๊ปโฮล ดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS  เป็นพันธมิตรเข้าร่วมทุนแต่อย่างใด โดย ปตท. ยังอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร 2-3 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในไทยเป็นหลัก หลังจากในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ปตท.ได้เปิดการหารือกับผู้ที่สนใจเข้าร่วมลงทุนกับปตท.มากกว่า 10 ราย  และคาดว่าการเจรจาเพื่อคัดเลือกพันธมิตรร่วมลงทุน น่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนต.ค.-พ.ย. 2561 นี้  

Date : 23 / 08 / 2018

  • Date : 23 / 08 / 2018
    เอ็กโก กรุ๊ป ยื่นข้อเสนอถึงกระทรวงพลังงานพร้อมสร้างโรงไฟ้าก๊าซแห่งใหม่ 800เมกะวัตต์ที่ภาคใต้

    บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ยื่นหนังสือถึงกระทรวงพลังงานเสนอตัวสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดประมาณ 800 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ภาคใต้ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP เฟส2 ในภาคตะวันออก รองรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP ฉบับใหม่ ที่ภาครัฐกำลังจัดทำแผนการผลิตและใช้ไฟฟ้าเป็นรายภูมิภาค

    นายจักษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า เอ็กโกฯ ได้ยื่นหนังสือถึงกระทรวงพลังงานเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา เพื่อแสดงความพร้อมในการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดประมาณ 800 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ภาคใต้ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP เฟส 2 ที่จ.ระยองด้วย เพื่อรองรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP ฉบับใหม่ของประเทศที่ภาครัฐมีนโยบายกำหนดการผลิตไฟฟ้าเป็นรายภูมิภาคของประเทศ

    โดยในส่วนข้อเสนอความพร้อมการก่อสร้างโครงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากเห็นว่า เป็นภูมิภาคที่จะมีปัญหาความมั่นคงไฟฟ้า และจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้  ซึ่งทางเอ็กโกฯ ยังมีพื้นที่เหลือจากการสร้างโรงไฟฟ้าขนอมทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่หมดอายุ จ.นครศรีธรรมราช ที่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฯได้อีก 1 โรง  และหากได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล ทางเอ็กโกฯคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างเพียง 4 ปี ก็จะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ ส่วนวงเงินลงทุนคาดว่าจะอยู่ประมาณ 6-7 แสนเหรียญสหรัฐฯต่อเมกะวัตต์​

    ในขณะนี้ข้อเสนอการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP เฟส 2 ที่จ.ระยอง ยังไม่สามารถสรุปว่าจะเป็นขนาดกำลังการผลิต 1,000 เมกะวัตต์หรือไม่

    สำหรับการยื่นหนังสือแสดงความพร้อมสร้างโรงไฟฟ้าทั้ง2แห่งดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้ภาคเอกชนหลายรายได้ส่งหนังสือแสดงความสนใจสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับแผนPDP ฉบับใหม่ไปยังกระทรวงพลังงานเช่นกัน ดังนั้นเอ็กโกฯ ซึ่งมีแผนงานและความพร้อมอยู่แล้ว จึงต้องทำหนังสือยื่นข้อเสนอถึงภาครัฐเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสการลงทุน เช่นเดียวกัน  

    ส่วนกรณีโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก(SPP) (โรงไฟฟ้าขนาด 10-90 เมกะวัตต์) ของเอ็กโกฯ จะหมดอายุ 4 โรง ใน 5-6 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหนองแค,นิคมอุตสาหกรรมสระบุรี,นิคมอุตสาหกรรมสมุทรปราการและนิคมอุตสาหกรรมระยอง  นั้น นายจักษ์กริช กล่าวว่า ทางเอ็กโกฯ ได้แจ้งและหารือกับลูกค้าไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเป็นไปตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน

    โดยเอ็กโกฯยังรอความชัดเจนจากนโยบายของกระทรวงพลังงานต่อกรณีโรงไฟฟ้า SPP หมดอายุว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อนำมาพิจารณาว่าคุ้มกับการลงทุนในอนาคตหรือไม่ หากไม่คุ้มค่าอาจจะยกเลิกโครงการที่หมดอายุและมองหาการลงทุนใหม่ต่อไป

  • Date : 23 / 08 / 2018
    เอ็กโก กรุ๊ป เผยกำไรสุทธิครึ่งปีแรกสูงกว่า17,000ล้านบาท เตรียมจ่ายปันผลระหว่างกาลหุ้นละ6บาท

    เอ็กโก กรุ๊ป เผยผลประกอบการ ครึ่งปีแรก มีกำไรสุทธิ สูงกว่า 17,000 ล้านบาท เตรียมจ่ายปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 6 บาท ในขณะที่3โครงการ ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ทั้งโรงไฟฟ้า “ไซยะบุรี” และ “น้ำเทิน 1” ใน สปป.ลาว และโรงไฟฟ้า “ซานบัวนาเวนทูรา” ประเทศฟิลิปปินส์ มีความก้าวหน้าตามแผนงาน

    นายจักษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก 2561 นั้น เป็นไปตามแผนงาน โดยมีกำไรสุทธิ 17,807 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จำนวน 11,313 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 174 หากพิจารณาเฉพาะผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ของปี 2561 บริษัทฯ ขาดทุนสุทธิ จำนวน 2,364 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 5,894 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 167 โดยมีสาเหตุหลักจากผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 3.50 บาท และจ่ายเงินปันผลพิเศษ ในอัตราหุ้นละ 2.50 บาท รวมเป็นหุ้นละ 6 บาท ในวันที่ 14 กันยายน 2561”

    ปัจจุบันเอ็กโก กรุ๊ป มีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 3 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้า “ไซยะบุรี” และ “น้ำเทิน 1” สปป.ลาว และโรงไฟฟ้า “ซานบัวนาเวนทูรา” ประเทศฟิลิปปินส์ มีความก้าวหน้าตามแผนงาน โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ ในปี 2562 และ 2565 คิดเป็นปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายและตามสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 544 เมกะวัตต์

    สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561 นั้น นายจักษ์กริช กล่าวว่า เอ็กโก กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องให้แก่ผู้ถือหุ้น ตามแผนกลยุทธ์ ที่วางไว้ โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจไฟฟ้าซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญ และเน้นขยายธุรกิจในต่างประเทศที่มีฐานอยู่แล้วและสามารถขยายตลาดได้อีก รวมทั้งแสวงหาโอกาสขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยการซื้อสินทรัพย์ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและการพัฒนาโครงการประเภท Greenfield สำหรับ ลงทุนในประเทศ บริษัทฯ มีความพร้อมสำหรับการลงทุนตามนโยบายของภาครัฐและแผนพัฒนากำลัง การผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (พีดีพี) ที่กำลังปรับปรุงใหม่ 

  • Date : 23 / 08 / 2018
    GC เปิดโรงงานพลาสติกแห่งแรกในเมียนมา รองรับตลาดอาเซียนเติบโต

    SP PETPACK จับมือ GC เปิดโรงงานพลาสติกแห่งแรกในประเทศเมียนมา โดยระยะแรก มีกำลังการผลิต 3,000 ตันต่อปี และจะขยายเป็น 8,000 ตันต่อปี ภายในปี 2569 เพื่อรองรับลูกค้าทั้งในตลาดเมียนมาและอาเซียน

    บริษัท เอส.พี.เพ็ทแพ็ค จำกัด ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลาสติกในประเทศไทย และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) โครงการพัฒนาตลาดบรรจุภัณฑ์พลาสติกในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (PTTGC & S.P. Petpack) กำลังการผลิตรวมประมาณ 3,000 ตันต่อปีในระยะแรก และขยายกำลังการผลิตต่อเนื่องเป็น 8,800 ตันต่อปี ในปี 2569 มูลค่าโครงการรวมประมาณ 12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา

    นายธเนศ ปณิธานศิริกุล ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัท เอส.พี.เพ็ทแพ็ค จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ขยายฐานการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกมายังนิคมเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เนื่องจากมีความเหมาะสมทั้งด้านการซัพพลายสาธารณูปโภค และความพร้อมด้านแรงงานชาวเมียนมา ทำให้การรวมกลุ่มกันของนักลงทุนในภาคการผลิตอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์อย่างครบวงจร ทั้งจากอาเซียนและทวีปยุโรป บริษัทจึงมีความมุ่งมั่นในการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าทั้งในเมียนมาและในอาเซียน

    โดยพันธมิตรที่แข็งแกร่ง อย่าง GC จะให้การสนับสนุนวัตถุดิบหลัก คือ เม็ดพลาสติก InnoPlus คุณภาพสูง เพื่อการพัฒนาตลาดผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก ในเมียนมา ทำให้โรงงานผลิตภัณฑ์พลาสติกจากประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นโรงงานแรก นับเป็นความก้าวหน้าสำคัญของกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกไทย โดย GC ถือหุ้นในสัดส่วน 25%

    นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GC กล่าวว่า GC ขยายการลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีทั้งในและต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) ด้วยการสนับสนุนผู้ประกอบการพลาสติกของไทย ไปลงทุนขยายการผลิตในกลุ่มประเทศ CLMV เพื่อพัฒนาตลาดผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น โครงการความร่วมมือในเมียนมา ที่จะสามารถพัฒนาและต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งไปพร้อมกัน

    สำหรับตลาดพลาสติกของ CLMV มีศักยภาพดีมาก เนื่องจากประเทศในกลุ่มนี้ มีอัตราการเจริญเติบโต สะท้อนความต้องการใช้พลาสติกซึ่งนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน มีอัตราสูงขึ้น 1.5 - 2.0 เท่าของ GDP หากเจาะลึกไปที่ตลาดเมียนมา ซึ่งมีความต้องการพลาสติกจำนวน 250,000 - 300,000 ตันต่อปี มีอัตราการเจริญเติบโตอยู่ที่ 1.7 เท่าของ GDP สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูง สามารถเชื่อมโยงไปสู่ความต้องการใช้พลาสติกในอัตราสูงกว่า 10%

    ทั้งนี้ โรงงาน SP Petpack ในเมียนมา ดำเนินงานโดย บริษัท S.P. Petpack Intergroup Inter Group (Myanmar) Co., Ltd. ประกอบธุรกิจและสร้างโรงงานเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบเป่าและแบบฉีดโดยใช้เม็ดพลาสติก InnoPlus ชนิด HDPE, LDPE, PET เพื่อผลิตเป็นถังน้ำมันเครื่อง ถังแกลลอน ถังสี เป็นต้น เป็นโรงงานที่มีความพร้อมทางเทคโนโลยีการผลิตที่มีเครื่องจักรที่ทันสมัย ที่มีประสิทธิภาพและกำลังการผลิตที่สูง และได้มาตรฐานสากล

Date : 22 / 08 / 2018

  • Date : 22 / 08 / 2018
    บอร์ดGGCเตรียมพิจารณาโครงการ"นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์" มูลค่า7,650ล้านบาท ก.ย.นี้

    บอร์ด โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ GGC เตรียมพิจารณาลงทุนโครงการ นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ หรือ NBC ระยะที่ 1 มูลค่า 7,650 ล้านบาท ในเดือนก.ย. 2561 นี้  พร้อมจับมือกับบริษัท KTIS ร่วมลงนามกับบริษัท Chempolis ของประเทศฟินแลนด์ พัฒนานวัตกรรมนำชานอ้อยมาผลิตเป็นไบโอพลาสติก สร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจและเกษตรกร

     นายเสกสรร อาตมางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า  ในการประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) บริษัท GGC ปลายเดือน ก.ย. 2561 นี้ จะมีวาระการพิจารณาการลงทุนโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ หรือ NBC ระยะที่ 1 ที่จ. นครสวรรค์ มูลค่าลงทุน 7,650 ล้านบาท ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพครบวงจร ประกอบด้วย โรงงานผลิตเอทานอล 6 แสนลิตรต่อวัน และโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อย 85 เมกะวัตต์ เน้นใช้ในโรงงานเป็นหลัก และหากมีไฟฟ้าส่วนที่เหลือจึงจะขายเข้าระบบ  โดยโครงการแรกเป็นการร่วมทุนระหว่าง GGC และ บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ KTIS ในสัดส่วนรายละ 50% อย่างไรก็ตามหลังจากบอร์ดอนุมัติแล้วคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2-3 ปี และจะผลิตเอทานอลเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2563

    ทั้งนี้ โครงการ NBC ระยะที่ 2 จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากชานอ้อย ด้วยการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานเคมีและพลาสติกชีวภาพ โรงงานอาหารเสริม มูลค่าลงทุนประมาณ 10,000-30,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ โดยเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2561 บริษัท GGC และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ KTIS ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU)กับบริษัท Chempolis ซึ่งเป็นบริษัทนวัตกรรมด้านไบโอเคมิคอล จากประเทศฟินแลนด์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยี Cellulosic ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากชานอ้อยไปเป็นไบโอพลาสติกได้ และคาดว่าจะเดินเครื่องผลิตจริงประมาณปี 2566  

    การลงนามMOU ดังกล่าวมีขึ้นเมื่อ ในวันนี้ ( 22 ส.ค. 2561) ซึ่งมี Mr. Mika Tapani Lintilä รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ สาธารณรัฐฟินแลนด์และ Her Excellency Miss Satu Suikkari-Kleven เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานการลงนามของทั้ง 3 บริษัทด้วย

    นายเสกสรร กล่าวว่า  บริษัท GGC คาดว่าโครงการ NBC ระยะ 1และ 2 จะเป็นการนำร่องให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจชีวภาพและมูลค่าเพิ่มจากอ้อยจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม และช่วยต่อยอดด้านการวิจัยและนวัตกรรม และอาจมีการสร้างศูนย์นวัตกรรมในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงต่อไป

    ในส่วนของธุรกิจปาล์มน้ำมันนั้น GGCยัง ตั้งเป้าหมายผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100% หรือ B100 ในปี 2561 ให้ได้ 3.6 แสนตันต่อปี แต่จะพยายามทำให้ได้ถึง 4 แสนตันต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่อยู่ระดับ 3.2 แสนตันต่อปี โดยตลาดหลักยังคงจำหน่ายให้กับบริษัทในกลุ่ม ปตท. และตั้งเป้าหมายจะส่งออกไปยังตลาดกลุ่มประเทศ CLMV (ประเทศกัมพูชา,สปป.ลาว , เมียนมาและเวียดนาม) เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากร 600 ล้านคน ที่มีความต้องการใช้ B100 สูงในอนาคต

    ส่วนกรณีที่วัตถุดิบคงคลังหาย 71,848 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 2,400 ล้านบาทนั้น ขณะนี้คดีความยังอยู่ขั้นตอนหาข้อเท็จจริง ส่วนการทำธุรกิจเมื่อพบว่ามีข้อบกพร่องให้เกิดการทุจริตได้ บริษัทฯ ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการเพื่อไม่ให้เกิดข้อบกพร่องอีก ส่วนบุคคลภายในที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตนั้นจะมีความผิดทางวินัยและการลงโทษเป็นไปตามขั้นตอนของบริษัทฯและกฎหมายต่อไป

  • Date : 22 / 08 / 2018
    บี.กริม ผนึกเทคโนโลยีระดับโลก ก่อตั้ง บี.กริม แบบคอค เพาเวอร์ รุกตลาดพลังงานในอาเซียน

    บี.กริม ร่วมทุนบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ตั้ง บี.กริม แบบคอค เพาเวอร์ รุกขยายตลาดอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี และเทคโนโลยีเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม  ร่วมลงนามในการร่วมทุนกับ บริษัท แบบคอค เพาเวอร์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Mr. Xavier Doral, Chief Operating Officer และ Mr. Manfred Pouzar, Vice President International Sales  เพื่อก่อตั้ง บริษัท บี.กริม แบบคอค เพาเวอร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 15 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจทำการตลาดและการขายสินค้าและบริการจากกลุ่มบริษัท แบบคอค เพาเวอร์ ซึ่งมีเทคโนโลยีมาตรฐานระดับโลกด้านอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยมุ่งเป้าหมายครอบคลุมการขยายฐานธุรกิจและการตลาดเพื่อเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมชูจุดเด่นประสบการณ์และเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน และปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

    ทั้งนี้ การลงนามมีขึ้น ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารอัลม่า ลิงค์ เมื่อ เร็วๆ นี้ โดยมีผู้ร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ อัชดา เกษรศุกร์ ที่ปรึกษา บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), อัญชนา โลหบูรณนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.กริม เทรดดิ้ง คอร์เปอเรชั่น จำกัด, ดวงจิตร วิภาเจริญวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท บี.กริม จอยน์ เว็นเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด, ปรีชา เจตสิริโรจน์ ผู้จัดการแผนก บริษัท บี.กริม เทรดดิ้ง คอร์เปอเรชั่น จำกัด, อมรินทร์ ธนจิตต์สุวรรณ ผช.กรรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บี.กริมแอนโก จำกัด และ Mr. Maxwell Meyer, CEO of Masii

    สำหรับกลุ่มบริษัท แบบคอค เพาเวอร์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำทางด้านอุปกรณ์ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า  โรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีระดับโลก ดำเนินธุรกิจมากว่า 100 ปี จึงนับเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งและเสริมศักยภาพทางธุรกิจให้กับ บี.กริม ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคนี้มากว่า 140 ปี โดยที่ผ่านมา กลุ่ม บี.กริมได้ร่วมธุรกิจในฐานะตัวแทนจำหน่ายสินค้าและบริการให้กับกลุ่มบริษัท แบบคอค เพาเวอร์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2548 หรือกว่า 13 ปี สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมมากกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จึงนำมาสู่การร่วมทุนก่อตั้ง บริษัท บี.กริม แบบคอค เพาเวอร์ จำกัด ในครั้งนี้

Date : 21 / 08 / 2018

  • Date : 21 / 08 / 2018
    กกพ.เตรียมออกหลักเกณฑ์ Code of Practice สำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ

    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เผยเตรียมออกหลักเกณฑ์ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม(Code of Practice- CoP) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำสิ้นปี 2561 คาดเปิดรับฟังความคิดเห็นเร็วๆนี้  ด้านกระทรวงพลังงาน เร่งจัดทำกรอบรายละเอียดโครงการโซลาร์  3รูปแบบ  ได้แก่ โซลาร์ภาคประชาชน  โซลาร์เสรี และ ประชารัฐโซลาร์เซลล์ ให้เสร็จสิ้นปี 2561เช่นเดียวกัน  ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.อยู่ระหว่างร่างระเบียบประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ(โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ) ซึ่งจะเป็นการกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม สําหรับผู้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)     โดยคาดว่าจะสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในเร็วๆนี้ และประกาศใช้ได้ในช่วงสิ้นปี 2561นี้

     “ระเบียบ CoP ดังกล่าว จะเน้นกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย อุปกรณ์ติดตั้ง ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และจะใช้เป็นหลักปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการทุกรายที่ต้องการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ไม่ใช่ แค่รองรับเฉพาะโครงการของกฟผ.เท่านั้น” นายวีระพล กล่าว

    ส่วนการจัดทำระเบียบเพื่อรองรับโครงการประชารัฐโซลาร์เซลล์นั้น กกพ.ยังรอนโยบายจากภาครัฐ ซึ่งคาดว่ากระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายละเอียดโครงการ และน่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆนี้

    ด้าน แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ใน 3 รูปแบบ คือ 1. โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) สำหรับประชาชนทั่วไปแบบขายกำลังผลิตส่วนเกินเข้าระบบได้ หรือ โซลาร์ภาคประชาชน  2.โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา สำหรับประชาชนทั่วไปแบบไม่จำกัดปริมาณและไม่ขายเข้าระบบ หรือ โซลาร์เสรี และ3.โครงการประชารัฐโซลาร์เซลล์  ซึ่งคาดว่า ทั้ง 3 โครงการจะมีความชัดเจนในสิ้นปี 2561 นี้

    โดยเหตุผลที่กระทรวงพลังงาน จะต้องทำโครงการโซลาร์ภาคประชาชน และโซลาร์เสรี ควบคู่กันนั้น เพราะต้องปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน ซึ่งนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะร่วมทั้ง 3 โครงการเข้าเป็นโครงการเดียวกันได้หรือไม่ เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติ

     สำหรับโครงการประชารัฐโซลาร์เซลล์ เป็นโครงการใหม่ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 31 ก.ค.2561 มีมติมอบหมายให้กระทรวงพลังงานประสานกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลการดำเนินการ ซึ่งกระทรวงพลังงานยังอยู่ระหว่างประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อกำหนดรูปแบบโครงการ เบื้องต้นอาจเป็นการใช้งบประมาณจากกระทรวงมหาดไทย และกระจายการผลิตไฟฟ้าให้ทั่วถึงในทุกภูมิภาค  ซึ่งตามหลักการของนโยบายประชารัฐนั้น  จะต้องมีผู้เกี่ยวข้องกับโครงการ 3 ฝ่าย คือ รัฐ เอกชน และประชาชน และจะน่าจะเป็นการติดตั้งในลักษณะโซลาร์บนภาคพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม)ที่มีขนาดไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าและมีความเสถียรในการผลิตด้วย