ข่าวทั้งหมด

Date : 20 / 12 / 2017

  • Date : 20 / 12 / 2017
    ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นปตท.ปรับตัวรับทิศทางรถยนต์ไฟฟ้า ในอนาคต
    ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น ปตท.เร่งปรับตัวรับทิศทางรถยนต์ไฟฟ้า(EV) มาแรง เตรียมหันไปทำตลาดน้ำมันหล่อลื่นในกลุ่มอุตสาหกรรมและเจาะตลาดต่างประเทศเพิ่ม โดยตั้งเป้า 5 ปีข้างหน้า จะเพิ่มสัดส่วนจำหน่ายต่างประเทศเป็น 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 15% คาดปี 2561 การแข่งขันธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นรุนแรง มีคู่แข่งมากขึ้น แต่ยังมั่นใจครองตำแหน่งผู้นำธุรกิจหล่อลื่นในประเทศ  โดยปตท.ตอบรับการเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของศึกโมโตจีพีครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2561 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค.2561 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ภายใต้ชื่อรายการแข่งขัน “พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2018” (PTT Thailand Grand Prix 2018)
     
    นายบุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.เตรียมปรับตัวรับทิศทางรถยนต์ไฟฟ้า(EV)ที่กำลังมาแรงในอนาคต เนื่องจากรถ EV ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันหล่อลื่น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายของปตท. ได้ ดังนั้นแนวทางแก้ไขปัญหาคือการหันไปจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมให้มากขึ้น รวมทั้งหันไปเจาะตลาดน้ำมันหล่อลื่นในประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งยังมีความต้องการใช้ในกลุ่มยานยนต์สูง
     
    โดยตั้งเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า(2561-2565) จะเพิ่มสัดส่วนจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นในต่างประเทศเป็น 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 15% ส่วนในประเทศจะลดเหลือ 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 85% โดยในตลาดต่างประเทศจะเน้นกลุ่มอาเซียน  และ จีน  รวมถึงกลุ่มประเทศในแอฟริกา ซึ่งยังมีความต้องการใช้น้ำมันหล่อลื่นสำหรับยานยนต์สูง 
    สำหรับในปี 2561 คาดว่าการแข่งขันธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นจะรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น   ทำให้ ปตท.ต้องมีการกิจกรรมส่งเสริมการตลาดใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยในปี 2561 ตั้งงบลงทุน 400-500 ล้านบาท เพื่อทำการตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจะกระตุ้นยอดขายในกลุ่มมอเตอร์ไซด์ เรือเร็ว เจ็ทสกี และเตรียมจะหันไปเจาะในกลุ่มรถบรรทุก รถขนส่งขนาดใหญ่ เป็นต้น
     
    สำหรับในปี 2560  ปตท.ได้ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทยและ บริษัท ดอร์นา สปอร์ต จำกัด (Dorna Sport)เจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” โดย ปตท.  ตอบรับการเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของศึกโมโตจีพีครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2561 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค.2561 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ภายใต้ชื่อรายการแข่งขัน “พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2018” (PTT Thailand Grand Prix 2018) เชื่อมั่นว่าคนไทยจะได้รับความตื่นตาตื่นใจจากการแข่งขันในครั้งนี้ พร้อมความภาคภูมิใจของคนไทยด้วยการเปิดเส้นทางนักแข่งไทยสู่กีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลก  และประกาศศักยภาพความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดงานะดับโลก ดึงนักท่องเที่ยวและแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตจากทั่วโลกหลั่งไหลมาเยือนเมืองไทย รวมทั้งทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของชาวโลกมากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้มหาศาลจากการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ที่พัก อาหาร และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ ของประเทศ
     
     
    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.  สนับสนุนการจัดการแข่งขันโมโตจีพี เพื่อดึงงานระดับโลกที่คนทั่วโลกให้ความสนใจมาให้คนไทยได้สัมผัสกัน พร้อมแสดงให้คนทั้งโลกได้เห็นศักยภาพของคนไทย ว่ามีสนามแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีความสามารถในการจัดการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลกได้อย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใดในโลก และที่สำคัญ ปตท. จะร่วมสร้างความภาคภูมิใจกับคนไทยทั้งประเทศในการเป็นเจ้าบ้านต้อนรับแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตจากทั่วโลก พร้อมช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยสมตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลในครั้งนี้
     
    ทั้งนี้ ประเทศไทยได้บรรลุสัญญากับ ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์โมโตจีพี ภายใต้การตกลงกับการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นเวลา 3 ปี ระหว่างปี 2018-2020 โดยมี บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด เป็นผู้บริหารสิทธิในการจัดการแข่งขัน “โมโตจีพี” ครั้งแรกในประเทศไทย ระบุเป็นสนามที่ 15 ของปี จากทั้งสิ้น 19 สนาม โดยนอกจากเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันแล้ว ยังได้รับสิทธิเป็นสนามในการทดสอบช่วงวินเทอร์เทสต์ โดยจะมีขึ้นในวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2561 นี้อีกด้วย
     
    ซึ่งศึก โมโตจีพี นับเป็นสุดยอดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบอันดับหนึ่งของโลก ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากแฟนมอเตอร์สปอร์ตจากทั่วโลก มากกว่า 800 ล้านคน และมีการถ่ายทอดสดไปมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก และเป็นรายการแข่งขันที่มีแฟนโมโตจีพี ชาวไทย มากกว่า 1 ล้านคน มีนักบิดชั้นนำของโลกอย่าง มาร์ค มาร์เกซ , ฮอร์เก ลอเรนโซ และ วาเลนติโน รอสซี่ เป็นตัวชูโรง พร้อมกับนักบิดระดับ มือพระกาฬอีกกว่า 90 คน รวมถึงนักบิดไทยหนึ่งเดียวในรุ่น “โมโตทรี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ” ที่ลงแข่งขันทั้งฤดูกาล อย่าง “นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์”  จาก ฮอนด้า ทีม เอเชีย พร้อมด้วยนักแข่งไทยที่ได้รับสิทธิ  Wild Card ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันในครั้งนี้ จะลงทำการแข่งขันโฮมเรซ ต่อหน้าแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตจากทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย
     

Date : 19 / 12 / 2017

  • Date : 19 / 12 / 2017
    เครือข่ายภาคประชาชนเทพา 66 องค์กรนัดรวมพลัง หนุนสร้างโรงไฟฟ้าเทพา 21ธ.ค.นี้

    เครือข่ายภาคประชาชนเทพา 66 องค์กร นัดชุมนุมแสดงพลังหน้าที่ว่าการอำเภอ  หนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 21 ธ.ค.นี้  ระบุการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจของชุมชน ตลอดทั้งเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ  

    เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560  กำนันจาก 7 ตำบล นำโดย นายหลี สาเมาะ อดีตกำนันตำบลท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา ในฐานะผู้แทนชาวเทพา ประกอบด้วย องค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.) และตัวแทนองค์กรเครือข่ายคนเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน 66 องค์กร เป็นตัวแทนแถลงผลการประชุมและแนวทางการเคลื่อนไหวของชาวเทพา เรื่อง โครงการโรงไฟฟ้าเทพา ที่มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557  โดยได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่คนไทย และเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของภาคใต้ และที่สำคัญคือ จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ ของชาวอำเภอเทพา ให้มีความมั่นคงในอาชีพ จะทำให้เทพาพัฒนาเป็นเมืองพัก ไม่ใช่เพียงเมืองผ่าน ที่สำคัญ ผู้ที่อยู่ข่ายจะต้องโยกย้าย จะได้รับการดูแล ชดเชย เยียวยาเป็นอย่างดี รวมทั้ง ศาสนสถานทั้งมัสยิด กุโบร์ และวัดต่างๆ จะต้องไม่ได้รับการกระทบกระเทือน หากจะมีการย้ายโรงเรียนปอเนาะ จะต้องจัดพื้นที่และสถานที่ซึ่งดีกว่าเดิม เพื่อเป็นหลักประกันว่า ลูกหลานของชาวเทพาจะได้เล่าเรียนทั้งด้านศาสนา และวิชาการอย่างมีคุณภาพ และมีอนาคต ตามวิถีชีวิตของชาวเทพา

    ทั้งนี้ การประชุมผู้แทนของทุกตำบลในครั้งนี้ ยังได้ทบทวนสถานการณ์ความเคลื่อนไหวการกดดันรัฐบาลของกลุ่มต่าง ๆ ในปัจจุบัน โดยเห็นว่า ยังมีการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่เสียงอันแท้จริงชาวเทพา และการแสดงออกบางครั้ง ไม่มีการเคารพต่อสิทธิของชุมชน และมีการให้ข้อมูลแก่สังคมที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือมีการบิดเบือนโดยแอบอ้างความต้องการของคนเทพา

    โดยที่ประชุม ยังมีมติร่วมกันว่า ชาวเทพา จะร่วมกันแสดงพลังความสามัคคีของชาวเทพา ในวันที่ 21 ธ.ค. นี้ ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ที่หน้าที่ว่าการอำเภอเทพา ซึ่งจะมีการประกาศจุดยืน และกำหนดขั้นตอนการเคลื่อนไหว โดยได้เชิญสื่อมวลชนทุกแขนง ร่วมทำข่าวในวันดังกล่าวด้วย

  • Date : 19 / 12 / 2017
    ปตท.สผ.ปรับลดประมาณการรายจ่ายและปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยในแผนดำเนินงานปี2561

    ปตท.สผ.แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงแผนดำเนินงาน ประจำปี 2561 โดยมีการปรับลดประมาณการรายจ่ายโดยรวมและปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย ลงจากแผนเดิม แต่ยังมุ่งเน้นรักษาระดับปริมาณการผลิต ในโครงการหลักที่สำคัญ ได้แก่ โครงการบงกช โครงการอาทิตย์ โครงการเอส 1 โครงการคอนแทร็ค 4 และโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ซึ่งคาดว่าจะมีรายจ่ายการลงทุนคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 59 

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่าเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2560 นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.ได้มีหนังสือที่ ปตท.สผ. 13061/00-10021/2017 ถึง กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อ แจ้งแผนการดำเนินงานประจำปี 2561 ของ ปตท.สผ. และบริษัทย่อย โดยมีประมาณการรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 3,103 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา  (ดอลลาร์ สรอ.) แบ่งเป็นรายจ่ายดำเนินงาน (Operating Expenditure) 1,332 ล้านดอลลาร์ สรอ. และรายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure) 1,771 ล้านดอลลาร์ สรอ.

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า แผนการดำเนินการประจำปี 2561 ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น มีตัวเลข ประมาณการรายจ่ายรวม ที่ลดลงจากแผนเดิมที่เคยจัดทำไว้เมื่อปี 2560  โดยแผนเดิม มีประมาณรายจ่ายรวม ทั้งสิ้น 3,167 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา  (ดอลลาร์ สรอ.) แบ่งเป็นรายจ่ายดำเนินงาน (Operating Expenditure) 1,272 ล้านดอลลาร์ สรอ. และรายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure) 1,895 ล้านดอลลาร์ สรอ.   ในขณะเดียวกัน การคาดการปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย ก็ลดลงจากแผนเดิม โดย แผนใหม่ปี2561 ที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น จะมีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย 302 พันลาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ในขณะที่แผนเดิม ในปี2561 เคยคาดว่าจะมีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย 311 พันลาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

    ทั้งนี้รายละเอียดรายจ่ายลงทุนปี 2561 ล่าสุดที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ  จำแนกตามภูมิภาคได้ดังต่อไปนี้

    1. โครงการในประเทศไทย มีประมาณการรายจ่ายลงทุนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 59 โดยกิจกรรมส่วนใหญ่มุ่งเน้นเพื่อรักษาระดับปริมาณการผลิต มีโครงการหลักที่สำคัญ ได้แก่ โครงการบงกช โครงการอาทิตย์ โครงการเอส 1 โครงการคอนแทร็ค 4 และโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย

    2. โครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น มีประมาณการรายจ่ายลงทุนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายลงทุนเพื่อรักษาระดับการผลิตสำหรับโครงการในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ได้แก่ โครงการซอติก้า โครงการยาดานา และโครงการเยตากุน รวมถึงรายจ่ายสำหรับการสำรวจ (Exploration) ในโครงการเมียนมาร์ เอ็มโอจีอี 3 และโครงการเมียนมาร์ เอ็ม 11

    3.โครงการในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งประกอบด้วย ออสเตรเลีย แอฟริกา อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ มีประมาณการรายจ่ายลงทุนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9 โดยกิจกรรมที่สำคัญส่วนใหญ่เพื่อการดำเนินงานในโครงการพีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย รวมถึงรายจ่ายในการพัฒนาโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) 

    สำหรับรายจ่ายในการสำรวจ (Exploration) ของปี 2561 นั้น บริษัทได้ประมาณการไว้จำนวนทั้งสิ้น 232 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายในการขุดเจาะหลุมสำรวจและประเมินผลสำหรับโครงการในประเทศไทย เมียนมา มาเลเซียและออสเตรเลีย รวมถึงการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนทางธรณีวิทยา และการศึกษาทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์

    ทั้งนี้ ปตท.สผ. และบริษัทย่อยมีประมาณการรายจ่ายรวม 5 ปี ในช่วงปี 2561 – 2565 โดยได้รวมประมาณการรายจ่ายในการพัฒนาโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน โครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ โครงการเวียดนาม บี และ 48/95 และเวียดนาม 52/97 และโครงการคอนแทร็ค 4 (แหล่งอุบล) ซึ่งโครงการดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) โดยมีรายละเอียดของประมาณการรายจ่าย 5 ปีดังนี้

     

     

    จากแผนงานดังกล่าว ส่งผลให้ ปตท.สผ. คาดการณ์ตัวเลขประมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยต่อวันจากโครงการปัจจุบัน ซึ่งยังไม่รวมปริมาณการขายในกรณีที่บริษัทชนะการประมูลแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในอ่าวไทยและการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม ระหว่างปี 2561 - 2565 ดังรายละเอียดต่อไปนี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปตท.สผ.แจ้งด้วยว่า บริษัท ยังตระหนักถึงความสำคัญในการเพิ่มปริมาณสำรองและปริมาณการผลิต เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต โดยมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเข้าซื้อกิจการ การประมูลแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในอ่าวไทยและการเข้าร่วมประมูลแปลงสำรวจในโครงการใหม่ๆ ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ รวมถึงการเร่งพัฒนาโครงการที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย โดยคาดว่าจะมีปริมาณการผลิตส่วนใหญ่เข้ามาหลังจากปี 2565     เป็นต้นไป นอกจากนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการรักษาระดับต้นทุนโดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

  • Date : 19 / 12 / 2017
    กฟผ.ได้สิทธิ์เช่าคลังLNGของปตท38ปี รองรับการนำเข้าLNG 1.5 ล้านตันต่อปี

    กฟผ.ได้สิทธิ์ เช่าคลังเก็บ LNG ปริมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี จากปตท. ในกรอบระยะเวลา 38 ปี เพื่อรองรับการนำเข้า LNG ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) พร้อมเข้าจองสิทธิ์ใช้ท่อก๊าซฯ ของ ปตท. ในเดือน ม.ค. 2561  และคาดว่าจะเริ่มทดสอบนำเข้า LNG เพื่อใช้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ.ได้ในช่วงไตรมาส4 ปีหน้า ก่อนใช้จริงปี 2562 
     

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC )รายงานว่า บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้อนุมัติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ใช้คลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ที่อำเภอมาบตาพุด จังหวัดระยองแล้ว เพื่อรองรับการนำเข้า LNG ในปริมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี ตามที่ กฟผ.ได้ยื่นขอจองสิทธิ์ใช้คลังดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนส.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยมีระยะเวลาการใช้คลังเก็บ LNG รวม  38 ปี (นับตั้งแต่ปี 2562-2600)

    แหล่งข่าวจาก กฟผ. กล่าวว่า  กฟผ.ยังเหลือขั้นตอนการเข้าจองสิทธิ์การใช้ท่อก๊าซธรรมชาติของ ปตท.อีก โดย ปตท.จะเปิดให้จองถึงเดือนม.ค. 2561 นี้ ซึ่ง กฟผ.อยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกโรงไฟฟ้าที่จะใช้ทดสอบ LNG นำเข้าดังกล่าว  จึงจะทราบว่าควรจองท่อก๊าซฯ ต้นทางและปลายทางที่ใด ทั้งนี้มั่นใจว่าจะสามารถจองทันภายในเดือน ม.ค. 2561 แน่นอน 

    โดย กฟผ.คาดว่าจะสามารถทดสอบการนำเข้า LNG เพื่อมาใช้จริงกับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ได้ประมาณช่วงไตรมาส4 ของปี 2561 เนื่องจากการนำเข้า LNG ต้องมีกระบวนการลงนามและขออนุมัติจากภาครัฐให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจะเริ่มนำเข้ามาใช้จริงในระบบปี 2562 ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2560 ซึ่งอนุมัติให้ กฟผ.ทดลองนำเข้า LNG   ปริมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับการเปิด LNG เสรี 

    สำหรับอัตราการใช้บริการคลังเก็บ LNG ของ ปตท.นั้น  ปัจจุบันคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ได้กำหนดไว้ที่ประมาณ 24 บาทต่อล้านบีทียู ส่วนค่าใช้บริการท่อก๊าซฯ อยู่ที่ประมาณ 21 บาทต่อล้านบีทียู อย่างไรก็ตาม กกพ.เตรียมจะออกเกณฑ์อัตราการใช้บริการคลังและท่อก๊าซฯใหม่เร็วนี้  ดังนั้นคาดว่าราคาค่าบริการที่ กฟผ.ใช้จะเป็นอัตราใหม่ ณ ราคาประกาศที่จะลงนามใช้จริงตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป

    แหล่งข่าวจากกฟผ. กล่าวว่า LNGนำเข้าในปริมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี ของกฟผ.  จะใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ ของ กฟผ.เอง ซึ่งการนำไปใช้นั้นอาจพิจารณาใช้กับโรงไฟฟ้าเพียงโรงเดียวหรือมากกว่า  แต่เกณฑ์เบื้องต้น ต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ โดยอาจเป็นโรงไฟฟ้าปัจจุบัน หรือ โรงไฟฟ้าใหม่ที่จะสร้างขึ้นในปี 2562 เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่หมดอายุก็ได้ ทั้งนี้จะเริ่มทดลองระบบการนำเข้า LNG ในปี 2561 และเปิดนำเข้าจริงในปี  2562 เป็นต้นไป 

    สำหรับมติ กพช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2560 เห็นชอบหลักการและแนวทางการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติทั้งระบบ โดยให้กฟผ. เป็นผู้นำร่องจัดหา LNGรายใหม่ เพื่อทดสอบระบบต่างๆ ในระยะที่ 1 ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดแข่งขันเสรีเต็มรูปแบบในอนาคต จากเดิมที่มี บริษัท  ปตท. เป็นผู้จัดหา LNG แต่เพียงรายเดียว  

    โดยมติดังกล่าว กฟผ.จะต้องจัดหา LNG ในปริมาณไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี และเริ่มจัดหาภายในปี 2561 ซึ่งจะใช้หลักเกณฑ์การนำเข้าเช่นเดียวกับ ปตท. รวมถึงให้ กฟผ. แยกธุรกิจการจัดหาและจำหน่ายก๊าซออกจากกิจการผลิตไฟฟ้าให้เกิดความชัดเจน 
     

Date : 18 / 12 / 2017

  • Date : 18 / 12 / 2017
    เริ่มแล้ว กระบวนการสรรหาผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ แทน " กรศิษฏ์ "
    คณะกรรมการ กฟผ.เริ่มกระบวนการ สรรหา  “ ผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ” คนใหม่  แทน นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่า กฟผ.คนปัจจุบัน ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือน พ.ค. 2561 นี้แล้ว โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 2560- 10 ม.ค. 2561  พร้อม เปิดทางให้ผู้บริหารภาคเอกชน คนนอก ที่บริหารองค์กรที่มีรายได้(Turnover )ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี ลงสมัครแข่งกับผู้บริหารคนใน  ระดับรองผู้ว่าการ  คาดรู้ผลผู้ได้รับตำแหน่ง เดือนมี.ค. 2561 นี้  เพื่อให้มีระยะเวลาเพียงพอในการถ่ายโอนงาน 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center - ENC )รายงานว่า คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่มีนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธาน ได้เริ่มกระบวนการสรรหาผู้ว่า กฟผ. คนใหม่แล้ว โดยได้ออกประกาศเปิดรับสมัครผู้ว่าการ กฟผ.คนใหม่ ระหว่างวันที่ 13 ธ.ค. 2560- 10 ม.ค. 2561  นี้ เพื่อที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ต่อจาก นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่า กฟผ.คนปัจจุบัน ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือน พ.ค. 2561 
    โดยกระบวนการสรรหา ผู้ว่า กฟผ. คนใหม่นั้น ยังคงใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาเช่นเดียวกับผู้ว่า กฟผ. ที่ผ่านมา ตามกฎหมายที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยจะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำ กฟผ. ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ เพื่อทำการพิจารณาคัดเลือกต่อไป  ส่วนการแสดงวิสัยทัศน์ต่อพนักงาน กฟผ.นั้น อยู่นอกเหนือกระบวนการของคณะกรรมการสรรหาฯ แต่องค์กร กฟผ.สามารถจัดกิจกรรมดังกล่าวได้ตามความเหมาะสม 
     
    ทั้งนี้เมื่อคัดเลือกผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ได้แล้ว คณะกรรมการสรรหา จะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ(บอร์ด)กฟผ. เพื่อกำหนดพิจารณาอัตราเงินเดือน และนำรายงานต่อกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติต่อไป 
     
     แหล่งข่าว จากกฟผ. ระบุว่า คณะกรรมการสรรหาฯ น่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในการดำเนินการสรรหาให้แล้วเสร็จ และจะทราบผลผู้ที่ได้เป็น ผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ประมาณเดือน มี.ค. 2561 นี้  ซึ่งจะเป็นการรู้ตัวผู้ว่ากฟผ. คนใหม่  ล่วงหน้า ก่อนที่นายกรศิษฏ์ ผู้ว่ากฟผ. คนปัจจุบัน จะครบวาระ ประมาณ2 เดือน เพื่อให้นายกรศิษฏ์  มีเวลาเพียงพอในการถ่ายโอนงาน
     
    สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่า กฟผ.คนใหม่นั้น ประกอบด้วยหลักเกณฑ์เบื้องต้น ดังนี้ ต้องมีอายุไม่เกิน 58 ปี(นับจากวันเกิด),  ไม่เป็นข้าราชการการเมือง, ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง และในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาต้องไม่เคยเป็นกรรมการหรือผู้มีส่วนได้เสียในนิติบุคคลที่ได้รับสัมปทาน ผู้ร่วมทุน หรือมีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกับกิจการของ กฟผ. เว้นจากกรณีที่ได้รับมอบหมายจาก กฟผ.เท่านั้น นอกจากนี้ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะ คือ ในกรณีที่เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารเอกชน จะต้องดำรงตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าระดับรองผู้บริหารสูงสุดขององค์กรที่มีรายได้(Turnover )ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี  และในกรณีที่เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารส่วนราชการ จะต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า ระดับรองผู้บริหารสูงสุดของส่วนราชการระดับกรม หรือเทียบเท่า และ ในกรณีที่เป็นหรือเคยเป็น ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจหรือองค์กรอื่นของรัฐ  จะต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับรองผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรอื่นของรัฐนั้น  รวมทั้งต้องมีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการในกิจการพลังงาน โดยเฉพาะในด้านธุรกิจที่เกี่ยวกับไฟฟ้า เป็นต้น
    ทั้งนี้ การดำรงตำแหน่งผู้ว่า กฟผ. นั้นจะมีวาระอยู่ในตำแหน่ง 4 ปี โดยจะใช้วิธีนับอายุเป็นหลัก และการสมัครยังกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีอายุไม่เกิน 58 ปี เพื่อสามารถดำรงตำแหน่งอย่างน้อยเกือบ 2 ปี ก่อนจะครบอายุ 60 ปี  เช่นเดียวกับนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่า กฟผ.คนปัจจุบัน ที่จะดำรงตำแหน่งครบ  1 ปี 10 เดือน (นับตั้งแต่ 1 พ.ค. 2559) และจะครบวาระงานในวันที่ 1 พ.ค. 2561 นี้ 
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากคุณสมบัติที่คณะกรรมการสรรหากำหนด นั้น ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ จะสามารถมาได้ทั้งบุคคลภายใน กฟผ.เองหรือมาจากองค์กรภายนอกอื่นๆได้  โดยในส่วนของ กฟผ.นั้นมีระดับ รองผู้ว่า กฟผ. ทั้งหมด 5 คนที่มีคุณสมบัติสมัครได้ ประกอบด้วย นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)  นาย จักษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO  นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง  นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ  และนายพัฒนา แสงศรีโรจน์  รองผู้ว่าการนโยบายและแผน   ส่วน นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ และ นายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์ รองผู้ว่าการกิจการสังคม มีอายุเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 
     
    อย่างไรก็ตามบุคคลที่คนในกฟผ.คาดว่าเป็นตัวเก็ง ที่จะมาเป็นผู้ว่า กฟผ.คนใหม่นั้น มี2คน คือ  นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)  และนาย บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ กฟผ. 
     

Date : 15 / 12 / 2017

  • Date : 15 / 12 / 2017
    ปลัดพลังงาน ลงนามต่อหน้าสื่อ ประกาศนโยบาย No Gift policy

    ปลัดพลังงาน “ธรรมยศ ศรีช่วย” ลงนามออกประกาศ ต่อหน้าสื่อมวลชน “ ขอความร่วมมืองดรับของขวัญของข้าราชการกระทรวงพลังงาน” โดยออกแนวทางปฏิบัติให้งดรับของขวัญมูลค่าเกิน 3,000 บาท และงดให้ของขวัญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อเน้นย้ำการปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต  ด้าน“ศิริ จิระพงษ์พันธ์”รัฐมนตรีพลังงาน ระบุจับมือ กฟผ.และปตท.เตรียมมอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เป็นของขวัญปีใหม่ประชาชน โดยจะเสนอ ครม.พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป

    วันที่ 15 ธ.ค. 2560 นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ลงนามในประกาศกระทรวง “ขอความร่วมมืองดรับของขวัญของข้าราชการกระทรวงพลังงาน” ตามนโยบายเรื่อง “Open Office, No Gift policy- เปิดเผย โปร่งใส มีน้ำใจ ไม่รับของกำนัล”  โดยเป็นการลงนามต่อหน้าสื่อมวลชน ในระหว่างงาน "พลังงานพบสื่อมวลชน " ครั้งที่ 2 โดยได้ออกแนวทางให้ข้าราชการกระทรวงพลังงาน ปฏิบัติร่วมกัน ดังนี้ 1.งดรับของขวัญที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท จากบุคคลหรือหน่วยงาน 2.งดการให้ของขวัญแก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา   

    นายธรรมยศ กล่าวว่า การลงนามดังกล่าวเพื่อเน้นย้ำให้บุคลากรกระทรวงพลังงานปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งการสร้างทัศนคติและวัฒนธรรมที่ไม่ทนต่อการทุจริต โดยที่ผ่านมาในโอกาสเทศกาลต่างๆ หน่วยงานราชการจะมีการรับมอบของขวัญจากบริษัท ห้างร้าน หรือ หน่วยงานเอกชนต่างๆ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่อาจจะไม่สอดคล้องกับนโยบายข้างต้นดังกล่าว

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า No Gift policy ว่า เป็นความต่อเนื่อง จากเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ที่ได้ไปร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  ซึ่งมีแคมเปญเรื่อง " zero tolerance " คือคนไทยจะไม่ทนต่อการทุจริต  โดยดัชนีชี้วัดเรื่องของการคอร์รัปชั่นเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆนั้น ไทยยังอยู่ในกลุ่ม 120ประเทศ ที่มีคะแนน ต่ำกว่า 50% ภาครัฐจึงต้องช่วยกันที่จะทำให้ประเทศ ก้าวพ้นจากกลุ่มดังกล่าว ให้ได้โดยเร็ว   จึงได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพลังงาน ไปหารือเรื่องมาตรการในส่วนของกระทรวงพลังงาน ที่จะสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน ที่จะไม่ไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต คอร์รัปชั่นร่วมกัน โดยเริ่มจากการ งดรับของขวัญและของกำนัล หรือ No Gift policy

    นายศิริ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ในส่วนของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นหลักการ “แจกให้ทั่ว ลงให้ถึง” คือเป็นของขวัญที่ประชาชนต้องได้รับอย่างทั่วถึงและลงลึกไปถึงเกษตรกร นั้น ทางกระทรวงพลังงานได้ร่วมกับรัฐวิสาหกิจในกำกับดูแล ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)และบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ในการกำหนดเป็นมาตรการออกมาช่วยเหลือเกษตรกร  ซึ่งรายละเอียดจะนำเสนอต่อ ครม.ในการประชุมครั้งต่อไป และทางโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะมีการแถลงให้ประชาชนได้รับทราบ รวมเป็นแพคเกจเดียวกันกับกระทรวงอื่นๆ 

  • Date : 15 / 12 / 2017
    พลังงาน ขอความร่วมมือ โรงงานB100 ผู้ค้ามาตรา7ช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบ 1แสนตันต่อเดือน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานขอความร่วมมือผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์(B100) ผู้ค้ามาตรา7 ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและเก็บสต็อกเพิ่ม เพื่อให้สามารถดูดซับ น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ออกจากตลาด ได้ประมาณ 100,000 ตันต่อเดือน หวังช่วยแก้ปัญหาปาล์มล้นตลาดในฤดูกาลนี้ ในขณะที่เตรียมมาตรการบริหารระยะยาว ให้บริษัทน้ำมันสามารถผลิตดีเซล บี 7 ได้ตลอดทั้งปี ระบุมาตรการแก้ปัญหาด้วยการนำน้ำมันปาล์มดิบไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า เป็นแนวทางที่สร้างผลกระทบ และได้ไม่คุ้มเสีย

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการแถลงข่าว "พลังงานพบสื่อมวลชน" ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2560 ถึงมาตรการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มดิบล้นตลาดในฤดูกาลนี้ ว่า   กระทรวงพลังงานรับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในการช่วยดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ(CPO) ออกจากตลาดในปริมาณ 100,000-150,000 ตัน จากปริมาณน้ำมันปาล์มดิบที่มีมากกว่าความต้องการใช้อยู่ประมาณ 500,000 ตัน   โดยได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์(B100) และผู้ค้ามาตรา7ที่จะนำB100 ไปผสมในน้ำมันดีเซล เป็นน้ำมันดีเซล B7 ให้เพิ่มปริมาณการผลิตและการเก็บสต็อก ขึ้น รวมประมาณ 100,000 ตัน ต่อเดือน

    ทั้งนี้ ปัจจุบันโรงงานมีการนำCPO ไปผลิตเป็น B100 อยู่ประมาณ 105,000 ตันต่อเดือน ได้ปริมาณ B100  อยู่ที่ประมาณ 4.0 ล้านลิตรต่อวัน และมีการเก็บสต็อกเอาไว้ในผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา10 อยู่ที่ 92 ล้านลิตรต่อวัน (ข้อมูล 5 ธ.ค.2560)  ในขณะที่ กำลังการผลิตB100 ยังสามารถเพิ่มได้ถึง 6.6 ล้านลิตรต่อวัน  ดังนั้น การดูดซับCPO ให้ได้ 100,000 ตันต่อเดือน จึงสามารถทำได้ โดยเพิ่มปริมาณการผลิตในโรงงานขึ้นได้อีกประมาณ 2 ล้านลิตรต่อวัน  (คิดเป็น CPO ประมาณ 50,000 ตันต่อเดือน)  โดย B100 ที่ผลิต เพิ่มขึ้น จะส่งขายให้กับผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา10 เพื่อนำไปเก็บเป็นสต็อก ได้อีก 60 ล้านลิตร   รวมเป็น สต็อกที่จะต้องเก็บไว้ 152 ล้านลิตร หรือประมาณ 90% ของความจุถัง

    สำหรับ CPO ที่เหลืออีก 50,000 ตัน จะให้โรงงานผลิตB100  เป็นผู้ที่เก็บสต็อกเพิ่ม   โดยมาตรการบริหารจัดการCPO ดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดีเซล และกระทบต่อผู้ประกอบการ เนื่องจากเป็นการซื้อ CPO ในราคาต่ำ อยู่ที่ประมาณ 19 บาทต่อลิตร

    นายศิริ กล่าวตอบคำถามถึงการคาดการณ์ถึงผลผลิตปาล์มน้ำมัน ที่จะออกสู่ตลาดในฤดูกาล ใหม่ ที่จะมีปริมาณที่มากขึ้นและจะทำให้ การดูดซับ น้ำมันปาล์ม และการระบายสต็อกน้ำมันปาล์มที่มีอยู่เดิม มีปัญหา ว่า กระทรวงพลังงาน มีการเตรียมมาตรการ ที่จะแก้ปัญหาในระยะยาว  โดยพยายามที่จะบริหารสต็อกB100  เพื่อให้ เป็นน้ำมันดีเซลB7 ได้ตลอดทั้งปี จากในปีนี้ สามารถที่จะผสมเป็น ดีเซล B7 ได้ตั้งแต่ เดือน พ.ค. 2560 จนถึงปัจจุบัน เท่านั้น  

    ทั้งนี้ หากสามารถผสมB100 เป็นดีเซล B7 ได้ตลอดทั้งปี จะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้CPO ได้เพิ่มขึ้น จากประมาณ 8แสนตันต่อปี เป็นประมาณ 1.2ล้านตันต่อปี  ซึ่งจะทำให้การผลิตปาล์มน้ำมันในระยะยาว เป็นไปเพื่อเป้าหมายการเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ  แทนการใช้เพื่อการบริโภค นอกจากนี้ ยังมีแนวทางที่จะออกน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ คือ ดีเซล B20 เพื่อนำมาใช้เฉพาะเครื่องจักรดีเซลในโรงงาน 

    สำหรับแนวทางการนำน้ำมันปาล์มดิบ ไปผสมน้ำมันเตาเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ในโรงไฟฟ้าของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)  นั้น ได้รับรายงานจาก กฟผ. ว่าเป้นแนวทางที่ได้ไม่คุ้มเสีย โดยช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 10,000-15,000 ตัน คิดเป็นเงินที่ช่วยเกษตรกรได้ประมาณ 35 ล้านบาท  แต่เกิดภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้า จากต้นทุนค่าเอฟที ที่เพิ่มขึ้น ประมาณ 450 ล้านบาท  จึงเป็นมาตรการที่ได้ไม่คุ้มเสีย

  • Date : 15 / 12 / 2017
    " ศิริ " คาดออกทีโออาร์ประมูล เอราวัณ บงกช ได้ ก.พ.2561
    รัฐมนตรีพลังงาน“ศิริ จิระพงษ์พันธ์”  พร้อมออกประกาศเงื่อนไขการประมูล(TOR) สัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุแหล่งเอราวัณและบงกชได้ในเดือน ก.พ. 2561 ชี้หากทุกอย่างมีความชัดเจน จะทำให้ทราบผลผู้ชนะ เร็วกว่า7เดือน ระบุเรื่องดังกล่าวเป็นงานสำคัญเร่งด่วนเพราะเป็นดัชนีชี้วัดผลงานกระทรวงพลังงานว่าสอบผ่านหรือสอบตก  โดย 16 ธ.ค. 2560 นี้นัดหมายปลัดกระทรวงและอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สรุป 5 องค์ประกอบสำคัญของการประมูล ก่อนประกาศเป็นหลักการ ในเดือน ม.ค. 2561 
     
    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเร่งกระบวนการเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ(แหล่งเอราวัณหมดอายุปี 2565 และบงกช หมดอายุปี 2566) โดยจะเรียกประชุมร่วมกับนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน,นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และคณะทำงานจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในวันที่ 16 ธ.ค. 2560 นี้ เพื่อหารือให้ได้ข้อสรุปในรายละเอียดการเตรียมความพร้อมเปิดประมูลดังกล่าว 
     
    ทั้งนี้กระทรวงพลังงานคาดว่าจะประกาศหลักการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุที่ชัดเจนในเดือน ม.ค. 2561 จากนั้นจะออกเอกสารเงื่อนไขการประมูล หรือ TOR ในเดือน ก.พ. 2561 ก่อนเปิดประมูลจริงต่อไป โดยคาดว่าหากทุกอย่างมีความชัดเจน อาจจะรู้ผลผู้ชนะประมูลได้เร็วกว่า7-8เดือน ภายหลังจากการออกประกาศ TOR  
     
    นายศิริ กล่าวว่า การเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ เพื่อหาผู้ประมูลมาดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้ประเทศต่อเนื่องนี้ ถือเป็นตัวชี้วัดผลงานของกระทรวงพลังงานว่าจะสอบผ่านหรือสอบตก 
     
    ด้านนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ในการประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ ด้วยระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) วันที่ 16 ธ.ค. 2560 นี้ จะหารือ 5 องค์ประกอบสำคัญของการประมูลในครั้งนี้ ได้แก่
    1.ข้อมูลปริมาณสำรองและปริมาณการผลิตในระดับความเป็นไปได้ที่ต่างกัน คือ ระดับความเป็นไปได้ว่ามีสำรองแน่นอน(Proved), ระดับที่คาดว่าจะมีสำรอง(Probable) และระดับสำรองในแหล่งที่ยังไม่ได้สำรวจ(Contingent Resource) 
    2.การรื้อถอนแท่นผลิตที่ไม่จำเป็น รวมถึงไม่ต้องการเก็บและการโอนแท่นที่ยังต้องการเก็บไว้ใช้งาน และต้องหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายการรื้อถอนแท่นที่ยังต้องการเก็บไว้ใช้งาน รวมถึงหลักการและข้อตกลงสำหรับการโอนแท่นผลิต และค่าใช้จ่ายการรื้อถอนสำหรับแท่นผลิตที่ต้องการเก็บไว้ใช้งาน ระหว่างผู้รับสัมปทานปัจจุบัน รัฐ และผู้ชนะประมูลภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิตและการทำสัญญาการโอนดังกล่าว เป็นต้น
    3.มาตรการที่สนับสนุนให้ผู้รับสัมปทานปัจจุบันลงทุนเพื่อรักษาระดับการผลิตจนสิ้นสุดอายุสัมปทาน 
    4.มาตรการที่สนับสนุนให้ผู้ชนะประมูลภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิตลงทุน เพื่อรักษาระดับการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเริ่มสัญญาใหม่
    และ5.หลักการเกี่ยวกับราคาก๊าซธรรมชาติและผู้ซื้อ