ข่าวทั้งหมด

Date : 29 / 03 / 2018

  • Date : 29 / 03 / 2018
    ASEAN+3 ชี้ น้ำมัน ก๊าซฯ และถ่านหิน ยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในภูมิภาค แม้มีพลังงานทดแทน

    กระทรวงพลังงาน เป็นเจ้าภาพประชุมเวที  ASEAN + 3 ด้านตลาดน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แผนการสำรองน้ำมัน เพื่อหารือความมั่นคงด้านพลังงาน ระหว่าง 27- 30 มี.ค.  ระบุที่ประชุมเชื่อน้ำมันยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ยังมีการลงทุนต่อเนื่อง แม้มีพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีเข้ามา และในอนาคตมีโอกาสสำรองน้ำมันร่วมกันในภูมิภาค พร้อมชี้ความต้องการ LNG ในอาเซียนเพิ่มขึ้น ขณะถ่านหินและเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดยังเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญในภูมิภาคนี้

    กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญด้านตลาดการค้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แผนงานการสำรองน้ำมัน และความมั่นคงด้านพลังงาน ภายใต้ความร่วมมือ ASEAN+3 ได้แก่ การประชุม The 7th ASEAN+3 Oil Market and Natural Gas Forum (OM&NG) and Business dialogue, The 6th Workshop of the ASEAN+3 Oil Stockpiling Road Map (OSRM) และ The 15th ASEAN+3 Energy Security Forum (ESF) ในระหว่างวันที่ 27 - 30 มี.ค. 2561 โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนบวก 3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) คณะมนตรีอาเซียนด้านปิโตรเลียม หรือ ASEAN Council on Petroleum (ASCOPE) ศูนย์พลังงานอาเซียน ASEAN Centre on Energy (ACE) และสถาบันการเงิน อาทิ Asian Development Bank (ADB) เป็นต้น เข้าร่วมประชุม และมีนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน  เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมฯ เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีการหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และข้อคิดเห็น ตลอดจนแนวทางความร่วมมือระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนบวกสามในอนาคต โดยมีข้อสรุปสำคัญๆ จากการหารือร่วมกันในที่ประชุม ได้แก่

    1.) เวทีด้านตลาดน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และการหารือภาคธุรกิจพลังงาน โดยที่ประชุมมีความเห็นว่าน้ำมันยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ แม้ว่าจะมีพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา โดยสถาบันวิจัยระหว่างประเทศหลายแห่ง คาดการณ์ว่าความต้องการด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และ LNG ในภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 33% ในปี 2573 และศักยภาพในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานยังมีสูง เช่น ท่าเรือรองรับ LNG และโครงข่ายท่อก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาค

    นอกจากนั้น ในเวทีการประชุมยังได้เปิดโอกาสให้สมาชิกอาเซียนพบปะและขอรับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากสถาบันการเงิน เช่น  ADB และแหล่งทุนจากญี่ปุ่นในโครงการต่างๆ อาทิ โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ การขนส่งและกระจายก๊าซธรรมชาติไปยังโรงแยกก๊าซ การกระจายผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม ตลอดจนการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในด้านการขนส่งน้ำมันและ LNG ซึ่งถือว่าเป็นการส่งเสริมเรื่องการซื้อขายไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคอีกด้วย

    สำหรับธุรกิจ LNG ภูมิภาคอาเซียนนับว่าเป็นตลาดใหม่และจะได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น โดย Japan Oil, Gas and Metals National Corporation (JOGMEC) ในการจัดฝึกอบรม Capacity Building Training Program on LNG รวมทั้งด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปี 2561 และประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากกิจกรรมนี้ เพื่อส่งเสริมในเรื่องการเป็นตลาด LNG ของภูมิภาคในอนาคตต่อไป

    2.) เวทีด้านการสำรองน้ำมัน นั้น ที่ประชุมได้หารือแนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์การสำรองน้ำมันในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของภูมิภาคนี้ในอนาคต เนื่องจากระดับการพัฒนาการสำรองน้ำมันในแต่ละประเทศในภูมิภาคมีความแตกต่างกัน ทั้งในเชิงนโยบาย กฎหมายและแนวทางปฏิบัติ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นโดย The Institute of Electrical Engineers of Japan (IEEJ) ได้นำเสนอผลการศึกษาศักยภาพของการสำรองน้ำมัน รวมทั้งหารือแนวทางความร่วมมือในการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ และการพัฒนาขีดความสามารถของสมาชิกอาเซียนต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ ชาติในอาเซียนยังคงต้องการเงินลงทุน และการเสริมสร้างศักยภาพจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อพัฒนาการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ โดยญี่ปุ่นได้เสนอแนวทางการศึกษา และพัฒนาขีดความสามารถให้บุคลากรอาเซียน ซึ่งไทยจะได้รับประโยชน์ในการเข้าร่วมดังกล่าวด้วย 

    3.) เวทีด้านความมั่นคงพลังงาน ที่ประชุมได้มีการนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดพลังงานโลกและอาเซียน ซึ่งคาดว่าความต้องการใช้พลังงานในภูมิภาคอาเซียนและบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการใช้พลังงานมากที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก โดยถ่านหินและเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดยังเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญในภูมิภาคนี้ในอนาคต นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือแนวทางในการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในมิติของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในเชิงการสำรองน้ำมันในอาเซียนและการพัฒนาความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม (ASEAN Petroleum Security Agreement : APSA) ให้สามารถนำมาใช้ในเชิงปฏิบัติได้ในอนาคต ตลอดจนหาแนวทางเพิ่มศักยภาพของอาเซียนในเรื่องเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด รวมทั้งสนับสนุนความร่วมมือให้มากขึ้นจากประเทศบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี)

Date : 28 / 03 / 2018

  • Date : 28 / 03 / 2018
    "ศิริ" เจรจากลุ่มหนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ได้ข้อยุติลงนาม MOU 5 ข้อ

    รัฐมนตรีพลังงาน เจรจาผู้ชุมนุมกลุ่มหนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา พร้อมลงนาม MOU 5 ข้อ ยอมรับร่วมกันให้ศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ก่อนสรุปว่าจะสร้างที่เทพาหรือไม่  ด้านแกนนำพอใจโรงไฟฟ้าถ่านหินยังอยู่ในแผน PDP  ในขณะที่รองปลัดพลังงานซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการร่วมศึกษา SEA ระบุสัปดาห์หน้าเริ่มประชุมคณะกรรมการ SEA นัดแรก

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. วันนี้ (28 มี.ค. 2561)  นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้เดินทางไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำนักงานใหญ่ บางกรวย เพื่อลงนาม (MOU) กับเครือข่ายคนเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย MOU ดังกล่าวมีสาระสำคัญ 5 ข้อ ดังนี้

    1. ฝ่ายสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าเทพา ยินดีให้มีการจัดทำการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ โดยมีคณะกรรมการที่เป็นกลางและมีกระบวนการทำงานตามหลักสากลที่เป็นกลาง

    2.การทำ SEA จะต้องให้ความสำคัญไปที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเนื่องจากถูกพิจารณาให้เป็นพื้นที่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) มาตั้งแต่ต้นตามนโยบายของรัฐ

    3. ให้กระทรวงพลังงานนำข้อมูลรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของท่าเทียบเรือสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่ดำเนินการแล้วมาเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ SEA

    4.หากผลการศึกษา SEA ได้ข้อสรุปให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาได้ ให้ กฟผ. นำรายงาน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่มีอยู่แล้ว ยื่นต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และดำเนินการศึกษา EHAI ของท่าเทียบเรือสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

    5. หากผลการศึกษา SEA ไม่เห็นชอบกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา ให้ กฟผ. พิจารณาพื้นที่อื่นที่เหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อไป

    ทั้งนี้ หลังการลงนาม นายศิริ กล่าวกับเครือข่ายคนเทพาฯว่า  นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ของเครือข่ายคนเทพาฯ จึงฝากบอกให้ กฟผ. ดูแลทุกคนและเข้าใจว่าทุกคนรักท้องถิ่นและประเทศชาติ ซึ่งก็จะทำให้ดีที่สุด ความเห็นต่างกันได้แต่ต้องไม่แตกแยก ประเทศไทยจะต้องเดินหน้าไปด้วยกัน กระทรวงพลังงานและรัฐบาลก็เข้าใจถึงความสำคัญของการพัฒนาภาคใต้ให้ทัดเทียม ไม่ใช่แค่กับไทยแต่ต้องทัดเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว

    นายศิริ กล่าวด้วยว่า สัปดาห์หน้าจะลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อจะนำเอากิจการด้านพลังงานมาสร้างเศรษฐกิจ และความมั่นคงให้กับประเทศ โดยเฉพาะชุมชนจะต้องได้รับประโยชน์

    นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ หรือ SEA กล่าวว่า ขณะนี้รายชื่อกรรมการ SEA ได้มีการเสนอชื่อปรับเปลี่ยนบางท่านเพื่อให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายเพื่อเสนอรมว.พลังงานเห็นชอบอีกครั้งเร็วๆ นี้หากไม่มีปัญหาใดๆ ก็คาดว่าจะประชุมได้ในสัปดาห์หน้า

    "เดิมกำหนดกรอบให้ศึกษา SEA เป็นเวลา 9 เดือน นั้น อาจต้องใช้เวลามากขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่ง MOU ครั้งนี้ ระบุว่าจะต้องรอผลศึกษาของ SEA ว่าจะเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ ซึ่งทางกลุ่มผู้ชุมนุมเองก็พอใจ" น.ส.นันธิกากล่าว

    นายพณวรรธน์ พงศ์ประยูร เลขาธิการเครือข่ายคนเทพาฯ กล่าวว่า ผู้ชุมนุมรู้สึกสบายใจเมื่อทราบว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะยังคงอยู่ในแผน PDP แต่คงต้องรอผลการศึกษา SEA ภายในราว 1 ปีก่อน ว่าจะเป็นอย่างไร ยังไม่อยากให้สมมติว่าโครงการจะเกิดไม่ได้ แต่หากที่สุดผลศึกษาไม่สามารถเดินหน้าได้จริง ก็ต้องดูเหตุและผล อย่างไรก็ตาม รมว.พลังงานเองก็ยืนยันว่าพร้อมจะดูแลชาวเทพาไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

    "รมว.พลังงานบอกว่าถ่านหินจะยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในแผน PDP เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งจากการที่ท่านลงนามครั้งนี้ ผู้ชุมนุมก็พอใจ พร้อมจะเดินทางกลับบ้านหลังชุมนุมมาร่วมเดือนแล้ว" นายพณวรรธน์กล่าว

     

  • Date : 28 / 03 / 2018
    พลังงานศึกษาความเป็นไปได้จำหน่ายไบโอดีเซลเกรดพิเศษ B10

    รัฐมนตรีพลังงานสั่ง พพ. ศึกษาความเป็นไปได้ในการจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษ  B10 หรือสูงกว่า B10 ควบคู่ไบโอดีเซล B7 พร้อมขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันเก็บสต๊อกน้ำมันปาล์มต่อไปอีก 1 เดือน หวังพยุงราคาปาล์มรองรับผลผลิตฤดูกาลใหม่ โดยอาจต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันมาสนับสนุนด้านราคาไบโอดีเซลเกรดพิเศษ

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2561 ได้เห็นชอบให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ไปศึกษาการผลิตและใช้ไบโอดีเซลเกรดพิเศษขึ้น เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่จำหน่ายไบโอดีเซล B7 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7% ในทุกลิตร)

    ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศให้มากขึ้น เนื่องจากผลผลิตปาล์มออกสู่ตลาดมาก อีกทั้งผู้ค้าน้ำมันไม่สามารถช่วยเก็บสำรองน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือ B100 ได้เพิ่มขึ้นอีก หากผลผลิตฤดูกาลใหม่ออกมา เนื่องจากผู้ค้าน้ำมันได้เก็บสต็อก B100 เต็มความจุของถังแล้ว ตั้งแต่ที่ภาครัฐขอความร่วมมือไปเมื่อปลายปี 2560 ที่ผ่านมา รวมช่วยลดปริมาณน้ำมันปาล์มในระบบได้ 1-1.2 แสนตัน  ดังนั้น จึงต้องมาส่งเสริมภาคการใช้ให้มากขึ้น

    โดยการจำหน่ายไบโอดีเซลเกรดพิเศษดังกล่าว อาจจะเป็นไบโอดีเซล B10 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มากกว่า 10% ในทุกลิตร) หรือสูงกว่า B10 โดยภาครัฐจะใช้มาตรการด้านราคาเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ ซึ่งถ้าผู้ผลิตน้ำมันพร้อมผลิตออกมาจำหน่ายและผู้บริโภคต้องการใช้ ก็ไม่จำเป็นต้องรอความพร้อมของค่ายรถยนต์แต่อย่างใด

    นายศิริ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของมาตรการขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันให้เก็บ B100 เต็มความจุของถัง และกำลังจะสิ้นสุดมาตรการดังกล่าวสิ้นเดือน มี.ค. 2561 นี้ กระทรวงพลังงานจะดำเนินการขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันให้รักษาระดับสต็อก B100 เต็มความจุถังต่อไปอีก 1 เดือน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อราคาและปริมานปาล์มที่กำลังออกสู่ตลาดในฤดูกาลใหม่ต่อไป  

    นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า กรม พพ. อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ค่ายรถยนต์ ผู้ผลิตเอทานอล ผู้ค้าน้ำมัน  รวมถึงสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เพื่อดำเนินมาตรการออกผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซลชนิดพิเศษจำหน่ายในปั๊มน้ำมันทั่วไป ตามมติของ กบง. เมื่อวันที่ 26  มี.ค. 2561 ที่กำหนดให้ พพ. ศึกษาการใช้น้ำมันไบโอดีเซลมากกว่า B10  โดย พพ.จะเร่งดำเนินการศึกษาให้เร็วที่สุด

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะกำหนดให้จำหน่ายไบโอดีเซลชนิดพิเศษที่สูงกว่า B10 อย่างไร เนื่องจากต้องทดสอบค่ามาตรฐานหลายอย่าง เช่น ค่าโมโนกรีเซอไรส์ ความสอดคล้องกับมาตรฐานน้ำมันและมาตรฐานรถยูโร3 และยูโร4 รวมทั้งต้องทดสอบในรถยนต์เพื่อวิ่งจริง เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องให้ค่ายรถยนต์และผู้ผลิตไบโอดีเซลยอมรับได้ด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่อเครื่องยนต์และเครื่องจักรในการผลิต แต่เห็นว่าไบโอดีเซล B20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 20% ในทุกลิตร) เหมาะที่จะใช้กับรถบรรทุกมากกว่ารถยนต์ทั่วไป

    ทั้งนี้ การจำหน่ายไบโอดีเซลที่มากกว่า B10 นั้น จำเป็นต้องนำเงินกองทุนน้ำมันมาช่วยสนับสนุนเพื่อให้ราคาถูกกว่าไบโอดีเซล B7 ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน จึงจะจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษได้ โดยขณะนี้ ไบโอดีเซลB7 ราคาอยู่ที่ 27.29 บาทต่อลิตร

    นายประพนธ์ กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ไบโอดีเซลเกรดพิเศษดังกล่าวมีราคาสูง เพราะหากเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มในน้ำมันดีเซลมากขึ้น ต้นทุนจะสูงขึ้นตามไปด้วย โดยปัจจุบันเนื้อน้ำมันดีเซลราคาอยู่ที่ 16 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B100) ที่ใช้ผสมในดีเซลอยู่ที่ 23 บาทต่อลิตร ซึ่งหากผลิตออกมาจำหน่ายในปั๊มจริง จะต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันมาช่วยสนับสนุนให้ราคาต่ำกว่าไบโอดีเซล B7 ต่อไป

Date : 27 / 03 / 2018

  • Date : 27 / 03 / 2018
    กลุ่มหนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ยังไม่ถอดใจ ยืนยันขอพบรัฐมนตรีพลังงาน

    “ ศักดิ์ศรีชาวเทพา ไม่กลับบ้านมือเปล่า “ แกนนำกลุ่มผู้สนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ยังไม่ถอดใจ  พร้อมย้ายที่ชุมนุมมาปักหลักหน้ากระทรวงพลังงาน เพื่อขอพบรัฐมนตรีพลังงาน ให้ได้  หลังยกขบวนเดินทางจาก อ.เทพา มาคัดค้านการลงนาม MOU ที่กรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค.2561 รวมแล้วกว่า20 วัน แต่ยังไม่ได้คำตอบ

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center - ENC) รายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันที่ 27 มี.ค. 2561 กลุ่มผู้สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ซึ่งนำโดย นายหลี สาเมาะ ประธานเครือข่ายคนเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน , นายพณวรรธน์ พงศ์ประยูร เลขาเครือข่ายฯ และนายมะนาวี มะ ผู้นำชุมชน  ได้นำชาวบ้านกว่า 60 คนเดินทางมายังกระทรวงพลังงาน  พร้อมชูบัตรประจำตัวประชาชน แสดงตัวว่าเป็นคนในพื้นที่อำเภอเทพา ตัวจริง เพื่อขอพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพราะต้องการทวงถามคำตอบเกี่ยวกับการยกเลิก MOU ที่รัฐมนตรีพลังงานไปลงนามร่วมกับกลุ่มเครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเลกระบี่-เทพา ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2561 จนมีผลให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ต้องถอนรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โรงไฟฟ้าเทพา ออกจากขั้นตอนการพิจารณาของทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)

    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ทาง กลุ่มชาวบ้านที่เทพาที่สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เทพา จ.สงขลา ซึ่งนำโดยนายพณวรรธน์ พงศ์ประยูร เลขาธิการเครือข่ายเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ก็ได้เดินทางจากจุดชุมนุม ที่สำนักงานใหญ่ กฟผ. บางกรวย มายังอาคารเอ็นเนอยี คอมเพล็กซ์ ที่ตั้งของกระทรวงพลังงาน เพื่อมายื่นหนังสือถึงนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ให้ยกเลิก MOUแล้ว ซึ่งในครั้งนั้น ทางกระทรวงพลังงานได้ให้เจ้าหน้าที่เปิดประตูรั้ว ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาในบริเวณด้านหน้าอาคาร เอ็นเนอยี คอมเพล็กซ์ ได้และส่ง นายธีระศักดิ์ จรัสศรีวิสิษฐ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนมารับหนังสือแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน    แต่การเดินทางมาทวงถามคำตอบในครั้งนี้ แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา ที่กลุ่มผู้ชุมนุมต้องปักหลักอยู่นอกรั้ว เนื่องจาก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้คล้องโซ่ประตูปิดล็อกประตูเอาไว้เพื่อกันกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้เข้ามาในบริเวณศูนย์เอ็นเนอยี คอมเพล็กซ์  

     ด้าน นายหลี สาเมาะ ประธานเครือข่ายคนเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มภาคีเครือข่ายต่างๆ ในอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา รวม 66 องค์กร มีสมาชิกกว่า 50,000กล่าวว่า รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับเสียงของชุมชนที่เป็นคนเทพาตัวจริง ที่ต้องการให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โดยการเดินทางมายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อครั้งที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ จึงรู้สึกหมดหวังกับกระทรวงพลังงาน

     “การลงนาม MOU ระหว่างกลุ่ม NGO กับกระทรวงพลังงาน เป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรม ไม่ฟังเสียงของคนทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ฟังเสียงของคนในพื้นที่ ทำไมรัฐบาลถึงไปให้ความสำคัญกับฝ่ายที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ชาวเทพาตัวจริง ยืนยันอยากได้โรงไฟฟ้าและไม่กลัวผลกระทบ ต้องการความมั่นคงด้านพลังงานและความเจริญให้กับประเทศและใน 3 จังหวัดภาคใต้ แต่กลุ่ม NGO สร้างประโยชน์อะไรให้ประเทศชาติบ้าง มีแต่รับผลประโยชน์มีผู้สนับสนุนเบื้องหลัง  โดยเห็นว่าการทำงานต้องยึดหลักประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก  วันนี้หากไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจจะไม่กลับ และจะนอนปักหลักอยู่ที่หน้ากระทรวงพลังงาน”  นายหลี กล่าว

    ด้าน นายพณวรรธน์ พงศ์ประยูร เลขาเครือข่ายคนเทพาฯ กล่าวว่า เครือข่ายฯได้แสดงจุดยืน ขอให้ยกเลิก MOU และเดินหน้าจัดทำรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม( EHIA) ท่าเทียบเรือ หากรัฐบาลมีข้อกังขาเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ขอชี้แจงว่า พื้นที่เทพามีความยากจน มีรายได้น้อย ประชากรที่เป็นเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุมีมาก เพราะบุคคลวัยทำงานออกไปทำงานนอกพื้นที่  คนเทพา คิดเอง ทำเองได้ ไม่ต้องให้คนอื่นมาตัดสินใจให้ คนเทพามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและร่วมทำ EHIAมาโดยตลอด และเห็นว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย( กฟผ.) ทำตามขั้นตอน และ กฎหมายทุกประการ จึงขอให้เดินหน้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาต่อไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กลุ่มชาวบ้านที่สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ได้เดินทางเข้ามากรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. 2561 โดยปักหลักชุมนุมอยู่ที่ริมฟุตบาธถนนหน้าประตูทางเข้าอาคารสำนักงานใหญ่ กฟผ. และมีกิจกรรมเคลื่อนไหว มาต่อเนื่อง ทั้ง การเดินทางมายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่อาคารศูนย์เอ็นเนอยี คอมเพล็กซ์ ที่ตั้งของกระทรวงพลังงาน   เดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล    การเดินหน้าไปชุมนมที่หน้าที่ทำการองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เช่นเดียวกับกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ และการไปขึ้นเวทีสัมมนาเรื่องถ่านหินที่ ไบเทค  แต่จนถึงขณะนี้ ผ่านมาแล้วกว่า 20 วัน แกนนำยังไม่ได้รับการติดต่อจากกระทรวงพลังงานที่จะมีการนัดหมายให้เข้าพบกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน   ซึ่งแตกต่างจากกรณีของกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เดินทางมากดดันรัฐบาลด้วยการอดอาหาร ที่หน้ายูเอ็นได้ประมาณสัปดาห์เศษ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็เดินทางไปเจรจากับแกนนำ และนำไปสู่การลงนามMOU ร่วมกัน ที่มีสาระสำคัญ4 ข้อ คือ  1.ให้ กฟผ.ถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ออกจากสำนักงานนโยบายและแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใน 3 วัน นับตั้งแต่วันลงนาม 2.ให้กระทรวงพลังงานจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA)เพื่อศึกษาว่าพื้นที่จังหวัดกระบี่และอำเภอเทพาจังหวัดสงขลามีความเหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ โดยดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 9 เดือน และมีนักวิชาการที่เป็นกลาง และเป็นที่ยอมรับทั้งสองฝ่าย หากผลออกมาว่าพื้นที่ไม่เหมาะสมทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ.จะต้องยุติสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองพื้นที่ 3.หากผลรายงานออกมาว่าเหมาะสมต่อการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในขั้นตอนการทำ EHIA จะต้องจัดทำโดยคนกลางที่ยอมรับร่วมกัน และ 4.ให้คดีระหว่างเครือข่ายผู้ชุมนุมกับ กฟผ.เลิกแล้วต่อกัน  

    ซึ่งการลงนามMOU ดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้กลุ่มผู้สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จนนำมาสู่การยกขบวนจากอ.เทพา มาชุมนุมประท้วงกดดัน ขอเข้าพบกับรัฐมนตรีพลังงาน เพื่อให้ยกเลิก MOU  ที่หน้ากระทรวงพลังงานในครั้งนี้

     

     

  • Date : 27 / 03 / 2018
    เร่งลดใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม เน้นกลุ่มเหล็ก กระดาษ อาหาร พลาสติก ปิโตรเคมี

    กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) จับมือกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) เร่งลดใช้พลังงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กระดาษ อาหาร พลาสติกและปิโตรเคมี ตั้งเป้า 5 ปี ลดใช้พลังงาน 1 แสนตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ คิดเป็นมูลค่า  1,000 ล้านบาท

    นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า พพ. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 97 ล้านบาท เพื่อดำเนิน “โครงการความร่วมมือในการขับเคลื่อนและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรม” ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) โดยมีเป้าหมายในการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นในภาคอุตสาหกรรม  โดยตั้งเป้าหมาย 5 ปี(พ.ศ. 2561 – 2565 )จะสามารถลดการใช้พลังงานไม่น้อยกว่า 1 แสนตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (Ktoe) และลดค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ให้ปริมาณการใช้พลังงานของโรงงานลดลง สามารถลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ รวมทั้งลดผลกระทบของสิ่งแวดล้อม เนื่องจากภาคอุตสาหกรรม เป็นสาขาหนึ่งที่มีการใช้พลังงานในปริมาณที่สูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนของทุกปี ระหว่างเดือนมี.ค.-เม.ย. มักมีการใช้พลังงานมาก โดยจากข้อมูลสถิติในปี 2560 ที่ผ่านมา พบว่าการใช้พลังงานในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ที่ 4,578 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ส่วนภาพรวมของปี 2560 ภาคอุตสาหกรรมมีการใช้พลังงาน 20,726 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ  ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปี 2558 มีการใช้พลังงานที่ 21,083 และปี 2559  มีการใช้อยู่ที่ 21,807 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมพยายามหาวิธีลดต้นทุนด้านพลังงานลง

    นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า สำหรับโครงการดังกล่าว ประกอบไปด้วย 7 โครงการกิจกรรมย่อย ได้แก่  1. โครงการศึกษาแนวทางการบูรณาการระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โดยใช้กลไกการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว 2. โครงการนำร่องการขยายผลการเพิ่มประสิทธิภาพหม้อน้ำโดยวิศวกรด้านหม้อน้ำหรือวิศวกรพลังงาน

    3. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบไอน้ำสำหรับโรงงานชีวมวล 4. โครงการยกระดับประสิทธิภาพพลังงานหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อนในภาคอุตสาหกรรม 5. โครงการพัฒนาประสิทธิภาพหม้อไอน้ำสำหรับโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 6. โครงการวิศวกรรมเชิงลึกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม 7. โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของโรงงานอุตสาหกรรม

    โดยการดำเนินโครงการจะมุ่งเน้นโรงงานที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง อาทิ โรงงานอุตสาหกรรมเหล็ก โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร โรงงานอุตสาหกรรมกระดาษ โรงงานอุตสาหกรรมพลาสติก โรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งคาดว่าจะมีโรงงานเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 180  โรงงาน

    สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ รวมถึงข้อมูลต่างๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ โทร. 0 2202-4215-6 หรือเข้าไปที่ www.diw.go.th

  • Date : 27 / 03 / 2018
    แหล่งก๊าซฯสิริกิติ์ กลับมาจ่ายก๊าซได้ตามปกติแล้ว

    แหล่งก๊าซฯ สิริกิติ์ จ่ายก๊าซฯ ได้ตามปกติแล้ว หลังปิดซ่อมบำรุงประจำปี ระหว่างวันที่ 15 – 25 มีนาคม 2561 และการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุดเพิ่มเติม ระหว่างวันที่ 25 – 26 มีนาคม 2561  โดย ปตท.มีการปิด “ศูนย์ติดตามสถานการณ์ผู้ผลิตแหล่งสิริกิติ์หยุดซ่อมบำรุงฯ” และสรุปผลการดำเนินงานเป็นที่เรียบร้อย โดยสามารถจัดสรรก๊าซเอ็นจีวีให้พื้นที่ภาคเหนือได้30แห่งใน13 จังหวัด หรือประมาณร้อยละ 80 ของปริมาณการใช้ปกติ  ในช่วงที่มีการปิดซ่อม 

    นายศักดิ์เฉลิม สิทธิวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ผลิตแหล่งสิริกิติ์ตรวจสอบพบอุปกรณ์ในระบบการผลิตชำรุด ทำให้ไม่สามารถจ่ายก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ระบบได้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ขณะนี้การดำเนินการซ่อมแซมอุปกรณ์ดังกล่าวแล้วเสร็จ  โดยผู้ผลิตแหล่งก๊าซฯ สามารถจ่ายก๊าซฯ เข้าสู่ระบบ ได้ตั้งแต่เวลา 02.30 น. ของวันที่ 27 มี.ค. 2561 ที่ผ่านมา และสถานการณ์ปริมาณก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคเหนือทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

    ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการซ่อมบำรุงประจำปี 2561 ระหว่างวันที่ 15 – 25 มีนาคม 2561 และการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุดเพิ่มเติม ระหว่างวันที่ 25 – 26 มีนาคม 2561  นั้น  ปตท. บริหารจัดการก๊าซฯ จากส่วนกลางมาชดเชยให้กับสถานีบริการเอ็นจีวีที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และติดตามสถานการณ์รายวันผ่าน“ศูนย์ติดตามสถานการณ์ผู้ผลิตแหล่งสิริกิติ์หยุดซ่อมบำรุงฯ” ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปตท. สามารถจัดสรรก๊าซเอ็นจีวีให้พื้นที่ภาคเหนือรวม 30 แห่ง ใน 13 จังหวัด ได้ประมาณร้อยละ80 ของปริมาณการใช้ก๊าซทั้งหมดในช่วงปกติ ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงกว่าแผนการจัดสรรเดิมที่วางไว้ อีกทั้งได้ประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าเอ็นจีวีทั้งในและนอกพื้นที่ได้รับทราบเป็นระยะ

    โดยในวันที่ 27 มีนาคม 2561สถานการณ์ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ปตท. จึงได้ปิด “ศูนย์ติดตามสถานการณ์ผู้ผลิตแหล่งสิริกิติ์หยุดซ่อมบำรุงฯ” และสรุปผลการดำเนินงานเป็นที่เรียบร้อย

  • Date : 27 / 03 / 2018
    ชะลอรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนยาว5ปี

    รัฐมนตรีพลังงานมีนโยบายชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใหม่ยาว 5 ปี ยกเว้นโครงการชีวมวล3จังหวัดชายแดนใต้ 300 เมกะวัตต์ หรือโครงการที่มีการเสนอขายไฟฟ้าที่มีอัตราค่าไฟต่ำกว่าที่กฟผ.ขายส่ง 2.40 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ การประชุม กบง. เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบการขอขยายระยะเวลากำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff สำหรับโครงการการจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Quick Win Projects) 12 โครงการ 77.9 เมกะวัตต์

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับสื่อมวลชนสายพลังงาน ว่า  กระทรวงพลังงานไม่มีนโยบายที่จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในช่วงระยะ 5 ปีนับจากนี้  ทั้งในส่วนที่เป็นการผลิตจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP)และรายเล็กมาก(VSPP)เนื่องจากมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบเพียงพอกับความต้องการใช้อยู่แล้ว  โดยที่ผ่านมาการส่งเสริมจากรัฐทั้งในรูปแบบของAdder และ Feed in Tariff (FiT)นั้น มีผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-25 สตางค์ต่อหน่วยในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวจะยกเว้นสำหรับโครงการที่จะส่งเสริมความมั่นคงให้กับชุมชน เช่นโครงการชีวมวลสำหรับ3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 300 เมกะวัตต์ และโครงการที่สามารถผลิตเพื่อขายไฟฟ้าได้ในอัตราที่ไม่แพงไปกว่าราคาขายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่2.40 บาทต่อหน่วย

    “ ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดรับซื้อไฟพลังงานหมุนเวียนรอบใหม่ ยกเว้นโครงการที่มีความสามารถที่จะขายไฟฟ้าไม่แพงกว่าที่กฟผ. ขายส่งที่ระดับ 2.40 บาทต่อหน่วยหรือต่ำกว่าก็ยิ่งดีก็พร้อมจะสนับสนุนการรับซื้อเพื่อให้พัฒนาไปข้างหน้าและโครงการที่จะส่งเสริมความมั่นคงให้ชุมชนเช่นชีวมวล 300 เมกะวัตต์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ส่วนกรณีที่เงินลงทุนในพลังงานทดแทนปีนี้จะลดลงไปแต่หากการลงทุนนั้นมาเป็นภาระประชาชน ผมคิดว่าเราไม่ควรสนับสนุน ” นายศิริกล่าว

     อย่างไรก็ตามในกรณีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาบ้านแบบเสรีหรือโซลาร์รูฟท็อปเสรีนั้นหากจะผลิตเองใช้เอง  กระทรวงพลังงานก็ไม่ได้ปิดกั้น   แต่หากจะขายเข้าระบบนั้นขณะนี้มีข้อจำกัดความพร้อมของสายส่งที่จะกระจายให้ทั่วถึงซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มเติมให้เป็น Smart Grid ที่จะมีทั้งระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage System -ESS)ด้วย   ส่วนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่นั้นคงต้องรอแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า(พีดีพี)ที่จะเสร็จในเบื้องต้นสิ้นเดือนมี.ค.นี้

    สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน นั้น นายศิริ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2561 ได้มีมติ เห็นชอบให้ขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) สำหรับโครงการการจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 8 พื้นที่ 12โครงการ จำนวนรับซื้อรวม 77.9 เมกะวัตต์ จากเดิมที่กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายในปี 2562 เป็นภายในปี 2564 โดยยังคงอัตรารับซื้อไฟฟ้าเดิม แต่ระยะรับซื้อให้สิ้นสุด ภายในปี 2572 สำหรับโครงการประเภทหลุมฝังกลบ  และปี 2582 สำหรับโครงการประเภทการจัดการขยะแบบผสมผสาน เพื่อให้มีระยะเวลาเพียงพอสำหรับการดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีขั้นตอนการดำเนินการทางกฎหมายร่วมทุนและกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่จำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมนโยบายรัฐบาลในการบริหารจัดการขยะของประเทศ และมีกระบวนการร่วมทุนที่ถูกต้อง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาโครงการมีเวลาในการชี้แจงโครงการและบริหารจัดการ การมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้โครงการสามารถพัฒนาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการแผนอนุรักษ์พลังงานพ.ศ. 2558 – 2579 (EEP 2015) โดยความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผน EEP 2015 ณ ปัจจุบัน (ไม่รวมมาตรการภาคขนส่ง) ซึ่งมีเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงาน ปี พ.ศ. 2560 อยู่ที่ 703 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ(ktoe)    โดย กระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินมาตรการหลักภายใต้แผน EEP 2015 ซึ่งมีผลการอนุรักษ์พลังงาน ถึงไตรมาสที่ 4

    ปี 2560 คิดเป็นผลรวมประมาณ 713.42 ktoe หรือคิดเป็นร้อยละ 101.48 ของเป้าหมายปี พ.ศ. 2560 ส่วนมาตรการการอนุรักษ์พลังงานภาคขนส่ง (EE7) ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการ ECO-Sticker ที่จำนวนรถใหม่ยังไม่เป็นไปตามเป้า และกรณีของการขนส่งระบบราง โดยเฉพาะรถไฟรางคู่ การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จจึงยังไม่มีการรับรู้ผลประหยัดพลังงาน

Date : 26 / 03 / 2018

  • Date : 26 / 03 / 2018
    บางจากแนะรัฐขยับใช้ไบโอดีเซลB10 ช่วงหน้าร้อน

    บางจากฯ แนะรัฐขยับใช้ไบโอดีเซลB10 ช่วงหน้าร้อน เหตุไม่เป็นไขและช่วยเกษตรกร ยืนยันพร้อมผลิตออกมาจำหน่าย หลังทดสอบแล้วไม่เกิดปัญหากับรถยนต์  เตรียมปัดฝุ่น “โครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่”อีกครั้ง หวังช่วยรัฐเพิ่มยอดใช้น้ำมันปาล์มเพิ่ม

    นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)เปิดเผยว่า บางจากฯ มีความพร้อมที่จะจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล B10 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 10% ทุกลิตร ) หากภาครัฐมีนโยบายให้จำหน่ายได้จริง ซึ่งที่ผ่านมาบางจากฯ เคยทดสอบการใช้ B10 และพบว่าไม่ก่อให้เกิดปัญหากับรถยนต์แต่อย่างใด ดังนั้นหากภาครัฐจะขยับการใช้ B10 แทน ไบโอดีเซล B7(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์7% ในทุกลิตร) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ควรเริ่มในช่วงฤดูร้อนนี้ เนื่องจากน้ำมันปาล์มจะไม่เป็นไขและยังช่วยเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มได้มากขึ้น

    นอกจากนี้ที่ผ่านมา บางจากฯ เคยเริ่มพัฒนาและทดลองการใช้ไบโอดีเซล B20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 20%) กับรถบรรทุกมาก่อน โดยร่วมมือกับ 3 ค่ายรถบรรทุก ซึ่งพบว่าสามารถใช้ได้ แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกโครงการไปแล้ว เพราะในขณะนั้นไทยประสบปัญหาน้ำมันปาล์มขาดตลาด อย่างไรก็ตามการใช้ B20 จะช่วยเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มได้มาก แต่ต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการช่วยสนับสนุนที่เหมาะสม เนื่องจากการใช้ B20  จะมีปัญหาที่เจ้าของรถจะต้องเปลี่ยนไส้กรองบ่อยขึ้น

    นายสมชัย เตชะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า บางจากฯ เตรียมที่จะนำ “โครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่” กลับมาดำเนินการใหม่ เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยมีผลผลิตปาล์มมากเกินความต้องการใช้ หากใช้ B20 จะเป็นผลดีต่อประเทศ 

    โดยโครงการดังกล่าวดำเนินการตั้งแต่ปลายปี 2559-2560 ซึ่งบางจากฯ ได้ร่วมกับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และผู้ประกอบการรถบรรทุกขนาดใหญ่ 3 ราย ประกอบด้วย บมจ.เกียรติธนาขนส่ง (KIAT) บริษัท เทพสมบัติ จำกัด และบริษัท โอพีจี เทค จำกัด ที่ร่วมกันศึกษา วิจัยและพัฒนา ซึ่งที่ผ่านมาผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่าสามารถใช้ B20 กับรถบรรทุกได้  ดังนั้นปัจจุบัน บางจากฯเตรียมจะหารือกับ 3 ค่ายรถบรรทุกดังกล่าวเพื่อทดสอบและวิจัย B20 เพิ่มเติมอีกครั้งให้เป็นผลสำเร็จต่อไป

    สำหรับธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในปี 2561 นี้ บางจากฯ เตรียมที่จะลงทุนเปิดปั๊มน้ำมันใหม่เพิ่มขึ้นอีก 80 แห่ง จากปัจจุบันมีปั๊มอยู่ทั้งหมด 1,115 แห่ง เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจปั๊มน้ำมันมีการแข่งขันสูงขึ้น บางจากฯจึงต้องขยายปั๊มเพิ่ม  โดยปี 2561 ตั้งเป้าหมายเพิ่มยอดขายให้เติบโตขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน  ซึ่งจะเป็นการเติบโตในส่วนของน้ำมันดีเซล 7% และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 5% สำหรับยอดขายน้ำมันของปั๊มบางจากช่วงไตรมาส1 ปี 2561 เฉลี่ยอยู่ที่ 335 ล้านลิตรต่อเดือน สูงขึ้นจากปี 2560 ที่อยู่ระดับ 320 ล้านลิตรต่อเดือน

  • Date : 26 / 03 / 2018
    พพ. ชี้แจงหลักเกณฑ์การขอรับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง

    กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์ ภายใต้โครงการส่งเสริมเครื่องจักรอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานโดยการติดฉลาก เผยปี 2561 ติดฉลากเพิ่มอีก 3 ผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าฉลาก 7 ล้านใบ

    นายสาร์รัฐ ประกอบชาติ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พพ. กล่าวว่า จากการวิเคราะห์การดำเนินการมาตรการต่าง ๆ ที่ผ่านมา มาตรการการประหยัดพลังงานโดยการติดฉลากเป็นมาตรการที่มีการใช้งบประมาณจากทางภาครัฐค่อนข้างน้อย แต่ได้ผลประหยัดค่อนข้างมาก ถือว่าเป็นมาตรการที่มีความคุ้มค่า

    “ในปี 2561 นี้ พพ. จะติดฉลากเพิ่มอีก 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เครื่องเชื่อมไฟฟ้า เครื่องดูดควัน เครื่องทอดน้ำมันท่วม รวมเป็น 19 ผลิตภัณฑ์ และตั้งเป้าหมายการติดฉลากประมาณ 7 ล้านใบ” นายสาร์รัฐ กล่าว

    นอกจากนี้ ผอ. สำนักส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พพ. ยังเปิดเผยอีกว่า ได้มีการปรับปรุงตัวฉลากใหม่ โดยการเพิ่ม QR Code ซึ่งจะสะดวกต่อการรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง QR Code นี้ และในอนาคตคาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงเข้าสู่ตลาดอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกในการเลือกใช้อุปกรณ์ได้มากขึ้นเช่นกัน

    นายสาร์รัฐ ประกอบชาติ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พพ