ข่าวทั้งหมด

Date : 25 / 06 / 2018

  • Date : 25 / 06 / 2018
    กฟผ.ชี้อนาคตต้องปรับระบบไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่นเปิดทางพลังงานหมุนเวียนเสริมความมั่นคงมากขึ้น

    กฟผ.พร้อมปรับตัว รับมือยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก โดยสร้างความยืดหยุ่นในระบบไฟฟ้า ด้วยการกระจายแหล่งผลิตไฟฟ้าและศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าไปสู่ชุมชน พัฒนาระบบส่งและจำหน่ายเข้าสู่ระบบ Smart Grid ทำงานผ่านรีโมทมอนิเตอร์ (Remote Monitor) เพื่อเปิดทางให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เข้ามาช่วยเสริมความมั่นคง ซึ่งมีการลงนามกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) และมหาวิทยาลัยฮาวาย ศึกษาสภาพระบบไฟฟ้าของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อมีพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น

    เมื่อวันที่25 มิถุนายน 2561การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดสัมมนาสื่อมวลชนในหัวข้อ “เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกพลังงาน” โดยนายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. เป็นผู้บรรยาย ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว

    นายพัฒนา กล่าวว่า ระบบไฟฟ้าไทยในปัจจุบันเป็นระบบแบบรวมศูนย์ คือ มีโรงไฟฟ้า ระบบส่งขนาดใหญ่ และระบบจ่ายไฟฟ้าครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ในอนาคตจะมีกระจายแหล่งผลิตไฟฟ้าและศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าไปสู่ชุมชน รวมถึงมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เพิ่มมากขึ้นด้วย ดังนั้น การเดินหน้าของอุตสาหกรรมไฟฟ้าในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกต้องรองรับการเข้ามาของพลังงานหมุนเวียน คือ การสร้างความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า โดยโรงไฟฟ้าต้องมีความยืดหยุ่น สามารถเริ่มเดินเครื่องได้รวดเร็ว ส่วนในระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าจะต้องพัฒนาสู่ระบบ Smart Grid ทำงานผ่านรีโมทมอนิเตอร์ (Remote Monitor) สามารถเรียกดูข้อมูลและสั่งการจากศูนย์ควบคุมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที ต้องบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานภายนอกทำให้สามารถคาดเดาหรือพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตได้

    ในส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ยังมีข้อจำกัดเรื่องความไม่เสถียร ควรพัฒนาในรูปแบบของการผสมผสานระหว่างพลังงานหมุนเวียนกับเชื้อเพลิงหลัก (RE Hybrid Firm) เพื่อลดความผันผวน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามระยะเวลาสัญญาที่กำหนด เช่น โซลาร์เซลล์กับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ พลังงานลมกับเซลล์เชื้อเพลิง เชื้อเพลิงชีวมวลกับโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะกลายเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในอนาคต ควบคู่กับการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเพื่อช่วยให้การจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีเสถียรภาพ ซึ่ง กฟผ. ได้นำร่องโครงการติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานแล้วจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ขนาด 4 เมกะวัตต์ สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์-ชั่วโมง และสถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

    ทั้งนี้ กฟผ.ได้มีการลงนามความร่วมมือ(MOU)กับสำนักงานพลังงานสากล(IEA) และมหาวิทยาลัยฮาวาย เพื่อให้ทั้งสองหน่วยงานศึกษาสภาพระบบไฟฟ้าของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อมีพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น เช่น กรณีไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้าระบบ 10-30% จะมีผลกระทบอย่างไร ระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Grid)จะต้องเป็นระดับใด เป็นต้น เพื่อเป็นแนวทางการสนับสนุนพลังงานทดแทนในประเทศไทยต่อไป โดยคาดว่ารายละเอียดชุดแรกจะเสร็จปลายปี 2561 นี้ และรายละเอียดเจาะลึกข้อมูลต่อไปจะเสร็จในปลายปี 2562

     

  • Date : 25 / 06 / 2018
    แหล่งก๊าซภาคใต้ปิดซ่อมบำรุง ก.ค.–ส.ค. นี้

    ปตท. เผย แหล่งเจดีเอ เอ-18 ปิดซ่อมบำรุงท่อส่งก๊าซฯ ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2561 ส่งผลหยุดจ่ายก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าจะนะ และสถานีก๊าซธรรมชาติหลักจะนะ จ.สงขลา ระบุประสาน กฟผ. จัดหาและสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนเพียงพอต่อความต้องการใช้ของโรงไฟฟ้าแล้ว และนำก๊าซเอ็นจีวีจากส่วนกลางมาทดแทนได้ 85% ของปริมาณจำหน่ายปกติ

    นายนพดล ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งเจดีเอ เอ-18 แจ้งปิดแหล่งก๊าซฯ เพื่อซ่อมบำรุงท่อส่งก๊าซฯ ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2561 รวมทั้งสิ้น 5 วัน ส่งผลให้ต้องหยุดจ่ายก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา โดย ปตท. ได้ประสานงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดหาและสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนเพียงพอต่อความต้องการใช้ของโรงไฟฟ้าแล้ว  รวมถึงจำเป็นต้องหยุดจ่ายก๊าซฯ ให้กับสถานีก๊าซธรรมชาติหลักจะนะ จ.สงขลา ส่งผลให้ผู้ใช้บริการเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างอาจได้รับผลกระทบในช่วงดังกล่าว

    ปัจจุบันมีสถานีบริการเอ็นจีวีจำนวน 12 แห่งในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี มียอดจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 117 ตันต่อวัน ซึ่ง ปตท. ได้วางแผนการบริหารจัดการสำหรับลดผลกระทบกับผู้ใช้รถฯ โดยขนส่งก๊าซเอ็นจีวีจากส่วนกลางมาให้บริการเป็นการทดแทนได้ในปริมาณไม่ต่ำกว่าร้อยละ 85 ของปริมาณการจำหน่ายฯ ในช่วงเวลาปกติ  และได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ให้ผู้ใช้รถฯ  ทราบล่วงหน้าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 เป็นต้นมา

    “การปิดซ่อมบำรุงประจำปีของแหล่งก๊าซฯ  ถือว่ามีความจำเป็นต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว  ปตท. พร้อมทำหน้าที่บริหารจัดการสถานการณ์ปิดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซฯ อย่างเต็มความสามารถ  และขอความร่วมมือผู้ใช้รถเชื้อเพลิง 2 ระบบ คือน้ำมันและก๊าซเอ็นจีวี โปรดใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนในช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมกันนี้ ขอรณรงค์ให้คนไทยทุกท่านร่วมใจกันใช้พลังงานอย่างประหยัดในทุกเวลา เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในรุ่นลูกหลาน” นายนพดล กล่าว

    ทั้งนี้ ผู้ใช้รถสามารถสอบถามข้อมูลการให้บริการของสถานีเอ็นจีวีได้ทาง PTT Contact Center 1365 ตลอด 24 ชั่วโมง

     

  • Date : 25 / 06 / 2018
    กบง.ไฟเขียวจำหน่ายดีเซลB20 วันที่2 ก.ค.นี้

    คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) มีมติเห็นชอบเริ่มจำหน่ายไบโอดีเซลB20 ในวันที่ 2 ก.ค. 2561 นี้ โดยผู้ค้าน้ำมันทั้ง 7 ราย จะจัดตั้งปั๊มเฉพาะเพื่อให้บริการกับกลุ่มรถบรรทุก 24 รายทั่วประเทศ พร้อมเริ่มทดลองใช้กับเรือด่วนเจ้าพระยาด้วย ยืนยันจะดูแลราคาน้ำมันกลุ่มดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร คาดราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยปี 2561 ไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

    นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)ว่า ที่ประชุม กบง. มีมติเตรียมประกาศน้ำมันไบโอดีเซลB20(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 20% ในทุกลิตร) ที่ราคาจะถูกกว่าB7(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 7% ในทุกลิตร) อยู่ที่ 3 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ ค่าโดยสาร และค่าขนส่งไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้น หลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจขึ้นไปแตะที่ระดับ 90 – 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    ดังนั้นกระทรวงพลังงานจะร่วมกับกระทรวงการคลัง หามาตรการพัฒนาB20 เพื่อใช้สำหรับรถบรรทุกสินค้าและรถโดยสารสาธารณะที่ได้มีการปรับสภาพเครื่องยนต์ไว้แล้ว ซึ่งเป้าหมายหลักในการสนับสนุนน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ มี 2 ประการควบคู่กันคือ เพื่อช่วยดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มส่วนเกิน สร้างเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันอยู่ระดับไม่ต่ำกว่า 3.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งภายหลังออกข่าวดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าราคาปาล์มปัจจุบันสูงขึ้นอยู่ที่ 4-4.40 บาทต่อกิโลกรัม

    ทั้งนี้ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้สามารถรักษาระดับราคาขายปลีกดีเซล B20 ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร แม้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะขยับเพิ่มแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก็ตาม ทำให้ไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาค่าโดยสารและค่าบริการขนส่งสินค้า

    สำหรับน้ำมันดีเซลB20 จะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 2561นี้เป็นต้นไป โดยเบื้องต้นผู้ค้าน้ำมันฯ 7 ราย เช่น ปตท. บางจาก ไออาร์พีซี ซัสโก้ เป็นต้น จะตั้งสถานีบริการเป็นการเฉพาะให้แก่ผู้ประกอบการรถขนส่งสินค้า 24 รายทั่วประเทศ รวมทั้งจะเริ่มทดลองใช้กับเรือด่วนเจ้าพระยาในวันเดียวกันด้วย สำหรับรถบรรทุก และรถโดยสารที่สามารถใช้B20ได้ จะต้องปรับสภาพเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าจะมีรถที่สามารถใช้B20 ได้กว่า 50% ของรถบรรทุกและรถโดยสารทั้งสิ้น 8.8 แสนคัน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน( พพ.)และกรมธุรกิจพลังงาน( ธพ.) จะเข้าไปดูแล รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลต่อไป หลังจาก พพ. ทำการทดสอบB20 แล้วเป็นเวลา 1 ปี ระยะทางกว่า 1 แสนกิโลเมตร ยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพเครื่องยนต์

    นายศิริ กล่าวด้วยว่า ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2561 นี้คาดว่าจะไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หรืออยู่ระดับ 90-100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ซึ่งกระทรวงฯจะรักษาระดับราคาB20 ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ขณะเดียวกันB7 ก็จะรักษาระดับไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรเช่นกัน จากปัจจุบันราคาขายปลีกB7 อยู่ที่ 28.79 บาทต่อลิตร คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถดูดซับน้ำมันปาล์มได้ 3-4 แสนตันต่อปี ปัจจุบันผลิตอยู่ที่ 2.5 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นภาคบริโภค 9 แสนตันต่อปี และB7 อยู่ที่ 1.2-1.3 ล้านลิตรต่อปี ดังนั้นB20 จะเข้ามาดูดซับส่วนเกินได้

     

Date : 24 / 06 / 2018

  • Date : 24 / 06 / 2018
    บอร์ดกฟผ.เห็นชอบแผนปรับโครงสร้างองค์กร รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

    บอร์ด กฟผเห็นชอบแผนปรับโครงสร้างองค์กร ตามการศึกษาของบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PWC) เน้นควบรวมงานที่ซ้ำซ้อน ลดตำแหน่งระดับรองผู้ว่าการ จาก12ตำแหน่งเหลือ7ตำแหน่ง และจำนวนพนักงานจะลดลงจาก2.18หมื่นคนเหลือประมาณ1.5 หมื่นในอีก 4-5ปีข้างหน้า จากการเกษียณอายุแต่ไม่รับเพิ่ม ยกเว้นตำแหน่งที่มีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมสั่งผู้บริหารรายงานผลความคืบหน้าทุกเดือน

    แหล่งข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กฟผหรือ บอร์ด กฟผที่มีนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานเป็นประธาน เมื่อเดือนพ..ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้อนุมัติแผนปรับโครงสร้างองค์กรของกฟผตามผลการศึกษาของบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PWC) และได้มอบหมายให้ระดับผู้บริหารของกฟผ.ไปทำความเข้าใจกับพนักงานเพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นำไปสู่การปฎิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยให้ฝ่ายบริหารรายงานความคืบหน้าต่อบอร์ด ทุกเดือน

    ทั้งนี้ในสาระสำคัญของการปรับโครงสร้างองค์กรของกฟผมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการ ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน สามารถที่จะมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่แข่งขันได้กับเอกชนในอนาคต โดยจะมีการปรับลดตำแหน่งผู้บริหารระดับรองผู้ว่าการลง ให้เหลือเฉพาะสายงานที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินงาน คือจากที่มีอยู่12ตำแหน่ง จะเหลือเพียง7ตำแหน่งตามภารกิจ ได้แก่ 1.รองยุทธศาสตร์ 2. รองบริหาร 3. รองบัญชีและการเงิน 4.เชื้อเพลิง 5. ระบบส่ง 6. ผลิตไฟฟ้า 7.ธุรกิจ เป็นต้น โดยภายหลังจากการปรับโครงสร้างองค์กร กฟผ.จะมีขนาดองค์กรที่เล็กลง จากจำนวนพนักงานที่มีอยู่2.18หมื่นคน เหลือประมาณ 1.5หมื่นคน ในอีก4-5ปีข้างหน้า แต่จะใช้วิธีการลดคนจากพนักงงานที่เกษียณอายุ แต่ไม่รับเพิ่ม ยกเว้นตำแหน่งที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง แทนการเลิกจ้าง

    แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า การปรับโครงสร้างฯครั้งนี้ ยังอยู่บนพื้นฐานของเนื้องานที่ กฟผ.ยังรักษาความมั่นคงไฟฟ้าให้กับประเทศ ได้ตามกฎหมาย ซึ่งจะมีการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่จะมีการปลดระวางออกไป ทำให้จะยังมีกำลังการผลิตอยู่ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 15,000-17,000 เมกะวัตต์ ส่วนการดำเนินการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ นั้นจะขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงพลังงาน

    โดยก่อนหน้านี้ นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ระบุในเอกสารข่าวของกฟผ.ว่า การปรับโครงสร้างองค์กร เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ในปัจจุบันและเตรียมรองรับการขยายงานในอนาคต โดยการปรับเปลี่ยนของกฟผ.จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แบ่งเป็น ระยะที่ ระยะ โดยเรื่องของจำนวนพนักงานนั้นจะมีจำนวนลดลงตามธรรมชาติ เนื่องจากการเกษียณอายุตามวาระ ซึ่งในช่วงปี 2560 – 2564 ประมาณ 6,200 คน และบางส่วนขอเกษียณทางเลือก จะทำให้ในปี 2564 กฟผจะมีพนักงานประมาณ 16,500 คน และ กฟผจะยังคงเปิดรับสมัครพนักงานในสาขาวิชาชีพที่มีความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อให้งานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

     

Date : 22 / 06 / 2018

  • Date : 22 / 06 / 2018
    GPSCยันซื้อกิจการGLOWคุ้มค่า หวังทำกำไรในอนาคต

    บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) มั่นใจซื้อกิจการบริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW) คุ้มค่าเพราะสามารถทำกำไรได้ในอนาคต ชี้ศักยภาพโรงไฟฟ้าเหลือมากกว่า 10 ปี โดยหลังหมดสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  จะหันมาผลิตไฟฟ้าขายอุตสาหกรรมเป็นหลักเพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าประเทศภาคตะวันออกรองรับ EEC

    นายเติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มั่นใจว่าการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท โกลว์ พลังงาน(GLOW) จะเกิดความคุ้มค่า เนื่องจากพิจารณาแล้วพบว่า โรงไฟฟ้าของ GLOW มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าสูงในระดับประเทศ แม้จะเป็นโรงไฟฟ้าเก่าหลายโรง แต่มีการดูแลอุปกรณ์เป็นอย่างดี รวมทั้งประเมินแล้วพบว่าเครื่องผลิตไฟฟ้ายังมีอายุเฉลี่ยเหลือไม่ต่ำกว่า 10 ปี หลังจากหมดสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ซึ่งสามารถขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะโรงงานด้านปิโตรเคมีในภาคตะวันออก สำหรับรองรับระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) เมื่อไฟฟ้ามีความมั่นคงจะสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้น 

    อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ นับเป็นผลดี เนื่องจากบริษัทฯ ไม่ต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อรองรับกิจการของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพราะโรงไฟฟ้าของ GLOW จะช่วยเพิ่มปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าให้กับบริษัทฯ เพิ่มขึ้นทันทีจาก 1,900 เมกะวัตต์ เป็น 4,800 เมกะวัตต์ ทำให้มีกำลังการผลิตเป็นอันดับ 3 ของประเทศ (อันดับ 1 กฟผ. อันดับ 2 บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน))จากเดิมอยู่อันดับที่ 6 ของประเทศ นอกจากนี้การเข้าซื้อกิจการของ GLOW ในครั้งนี้ถือว่าใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าหลักเพื่อรองรับกิจการของกลุ่ม ปตท. ด้วย

    สำหรับกำไรที่ได้หลังจากควบรวมกิจการแล้ว บริษัทฯจะนำไปขยายการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน และธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage) ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ 10% ของกำลังการผลิตทั้งหมด 1,900 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าอนาคตจะขยายกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งเมื่อใช้พลังงานหมุนเวียนรวมกับEnergy Storage จะทำให้การผลิตไฟฟ้าเกิดความมั่นคงเป็นไฟฟ้าฐานของประเทศได้ในอนาคต

    นายเติมชัย กล่าวว่า การที่บริษัทเตรียมเข้าซื้อกิจการ โดยเข้าซื้อหุ้นจำนวน 69.11% ของ บริษัท  GLOW จาก Engie Global Developments B.V.  ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อมในGLOW ที่ราคาหุ้นละ 96.5 บาท ถือเป็นราคาที่เหมาะสมตามการประเมินของสินทรัพย์ที่จะได้มา โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดที่จะเข้ามาภายหลังการเข้าถือหุ้นเป็นที่เรียบร้อย รวมถึงจะส่งผลต่อผลประกอบการที่ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างการเติบโตในธุรกิจพลังงานให้กับบริษัท และทำให้บริษัทมีโครงข่ายพลังงานที่เข้มแข็งขึ้น

    สำหรับระยะเวลาและขั้นตอนของการดำเนินการในการเข้าซื้อหุ้นของ GLOW หลังจากที่บริษัท ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้นกับกลุ่ม Engie Global Developments B.V.ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2561 นั้น จะต้องทำการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท GPSC (EGM) ในวันที่ 24 ส.ค.2561  เพื่อขออนุมัติใน 2 เรื่อง คือ 1.ขอเข้าซื้อหุ้นGLOW และ2.ขออนุมัติการกู้เงิน โดยหลังจากขออนุมัติเรียบร้อยแล้ว ในเดือนต.ค.นี้ จะทำการเข้าซื้อหุ้น 69.11% ซึ่งต้องใช้เงินกู้ระยะสั้นจากการกู้บริษัทแม่ และสถาบันการเงินรวม 1.42 แสนล้านบาท และในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.2561 จะทำคำเสนอซื้อหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์กับผู้ถือหุ้นรายย่อย จำนวน 31% จากนั้น จะเรียกประชุมEGM อีกครั้งในช่วงต้นปี 2562 เพื่อขออนุมัติขอวงเงินเพื่อการออกหุ้นกู้ เพื่อใช้ในการดำเนินการปรับโครงสร้างทางการเงินภายหลังการเข้าซื้อแล้วเสร็จ คาดว่า Deal นี้จะจบในเดือน ต.ค.2561 นี้ และเสร็จสมบรูณ์ ในไตรมาส 1 ปี 2562

    ส่วนกรณีเพจของนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า การซื้อหุ้น GLOW ในครั้งนี้จะก่อให้เกิดการผูกขาดกิจการไฟฟ้าของประเทศหรือไม่นั้น ยืนยันว่า บริษัทฯ เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีบริษัท ปตท.ฯถือหุ้นเพียง 22% เท่านั้น และเมื่อควบรวมกิจการแล้วจะทำให้บริษัทฯเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าอันดับ 3 ของประเทศ ซึ่งไม่ใช่รายใหญ่ที่สุดที่จะสามารถครอบงำตลาดด้านไฟฟ้าของประเทศได้ อีกทั้งกิจการไฟฟ้าของประเทศมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ดูแลและมีกฎกติกาที่ชัดเจน โดยบริษัทฯมั่นใจว่าจะทำให้เกิดความแข็งแกร่งด้านประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออก

    “เห็นว่าคุณกรณ์ คิดมากไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้ประเทศ ไม่ใช่ก่อให้เกิดการผูกขาดแต่อย่างใด”นายเติมชัย กล่าว

  • Date : 22 / 06 / 2018
    เชฟรอนพร้อมเกินร้อยประมูลแหล่งก๊าซฯ มั่นใจแข่งได้เพราะความน่าเชื่อถือของแผน

    ผู้บริหารเชฟรอนประเทศไทยย้ำ พร้อมเกินร้อยประมูลแหล่งปิโตรเลียม มั่นใจแข่งขันได้เพราะมีประสบการณ์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จะสามารถนำไปใช้ในอนาคตเพื่อพัฒนาการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หวังความน่าเชื่อถือของแผนและข้อเสนอทางเทคนิคจะทำให้ได้รับความไว้วางใจจากรัฐให้ดำเนินการต่อ

    นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด กล่าวในรายการ  “Suthichai Live: แหล่งก๊าซเอราวัณในอ่าวไทย” ทาง Facebook Suthichai Yoon ของนายสุทธิชัย หยุ่น ว่า เชฟรอนฯ มีความมั่นใจและความพร้อมเกิน 100% ในการเข้าร่วมประมูลสิทธิการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชที่กำลังจะหมดสัมปทานในปี 2565-2566  

    “เชื่อมั่นว่าจะสามารถแข่งขันได้เพราะมีประสบการณ์การดำเนินการในอ่าวไทย และนอกจากประสบการณ์แล้ว เชฟรอนยังมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะสามารถนำมาใช้ในอนาคตเพื่อการผลิตที่ต่อเนื่อง เพราะต่อไปการผลิตก๊าซฯ ในอ่าวไทยจะยากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น บุคลากรของเรายังมีความพร้อม ที่จะช่วยกันพัฒนาแหล่งก๊าซให้มีประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด” นายไพโรจน์กล่าว

    นอกจากนั้น ยังมั่นใจว่า ความน่าเชื่อถือของแผนและเทคนิคที่สามารถปฏิบัติได้จริง ที่เชฟรอนจะยื่นเป็นข้อเสนอการประมูลภายในวันที่ 25 กันยายน นี้ จะทำให้เชฟรอนได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการต่อไปได้

    ทั้งนี้ เชฟรอนฯเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งเอราวัณ และได้พัฒนาการผลิตในแหล่งเอราวัณมาตลอดระยะเวลา 36 ปีที่มีการผลิตก๊าซฯจากแหล่งดังกล่าว ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีความท้าทายเพราะลักษณะทางธรณีวิทยาที่มีความยากในการขุดเจาะและนำก๊าซฯ ขึ้นมา เพราะมีลักษณะเป็นหลุมเล็กๆ และแต่ละหลุมอยู่ห่างกระจัดกระจายกันไป รวมถึงเป็นหลุมที่มีอุณหภูมิสูงเป็นพิเศษ จึงต้องออกแบบอุปกรณ์ทนความร้อนเป็นการเฉพาะ ทำให้มีต้นทุนในการขุดและบริหารจัดการหลุมสูง

    อย่างไรก็ตาม นายไพโรจน์กล่าวว่า แม้ต้นทุนสูง แต่เชฟรอนสามารถบริหารจัดการให้อยู่ได้และสามารถทำการผลิตได้ตามสัญญามาโดยตลอด

    นอกจากแหล่งเอราวัณที่เป็นแหล่งสัมปทานในปัจจุบันของเชฟรอนแล้ว นายไพโรจน์กล่าวว่ากำลังพิจารณาข้อมูลรายละเอียดของแหล่งบงกชด้วย

     

Date : 21 / 06 / 2018

  • Date : 21 / 06 / 2018
    เผย5เขื่อน กฟผ.ทำโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำได้ แต่อีก6 เขื่อนยังติดปัญหาเรื่องพื้นที่

    เผยโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำขนาดใหญ่ (โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ) ใน11เขื่อนของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ที่มีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ1,000 เมกะวัตต์ จะมีเพียง 5เขื่อน ประกอบด้วยเขื่อนทุ่งนา  สิรินธร  สิริกิติ์ วชิราลงกรณ์  และศรีนครินทร์  กำลังการผลิตรวม 435 เมกะวัตต์เท่านั้น ที่ไม่มีปัญหาในเรื่องพื้นที่

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึง โครงการ แผนลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำขนาดใหญ่ (โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ) ของกฟผ. จำนวน 11 เขื่อนที่มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าได้ถึง  1,000 เมกะวัตต์   ที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)รับทราบ ในการประชุมไปเมื่อวันที่ 8มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่า  จะมีจำนวนเพียง 5เขื่อน กำลังการผลิตรวม 435 เมกะวัตต์เท่านั้น ที่กฟผ.จะสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีปัญหาในเรื่องของพื้นที่ ประกอบด้วย 1. เขื่อนทุ่งนา  จ.กาญจนบุรี จำนวน 4 เมกะวัตต์ โดย การผลิต 0.5 เมกะวัตต์ จะเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับบริษัท SCG เคมิคอลส์ (EGAT-SCG Collaboration Project)

    2.เขื่อนสิรินธร  จ. อุบลราชธานี กำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ โดยจะเป็นการต่อยอดผลการวิจัยและพัฒนา และใช้ระบบเชื่อมต่อที่มีอยู่เดิมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากโครงการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเฟสแรกจะดำเนินการก่อน 45 เมกะวัตต์ใช้พื้นที่ 450 ไร่  คาดว่าจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 89.53 ล้านหน่วยต่อปี

    3.เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีแผนจะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 40 เมกะวัตต์   4.เขื่อนวชิราลงกรณ์  จ.กาญจนบุรี  มีแผนจะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์  และ 5.เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี มีแผนจะดำเนินการ โครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 135 เมกะวัตต์

    สำหรับเขื่อนที่มีศักยภาพแต่ยังมีปัญหาเรื่องพื้นที่ อีก 6เขื่อน ประกอบด้วย 1. เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีแผนที่จะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์   โดยยังมีปัญหาเรื่องร่องน้ำลึก      2. เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีแผนที่จะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 70 เมกะวัตต์  แต่ติดปัญหาพื้นที่ลุ่มน้ำ1Aและลุ่มน้ำ1B     3.เขื่อนบางลาง จ.ยะลา  มีแผนที่จะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์  แต่ติดปัญหาเป็นพื้นที่ป่าอุทยาน   4.เขื่อนอุบลรัตน์ มีแผนที่จะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ แต่ติดปัญหาเป็นพื้นที่ป่าอุทยานและป่าสงวน  5.เขื่อนน้ำพุง จ.สกลนคร มีแผนที่จะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ แต่ติดปัญหาเป็นพื้นที่ป่าอุทยาน  และ 6.เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี  มีแผนที่จะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 120 เมกะวัตต์ แต่ติดปัญหาเป็นพื้นที่ป่าอุทยาน 

    แหล่งข่าว กล่าวว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำของ กฟผ.จะดำเนินการภายใต้รูปแบบ Hybrid Firm  ซึ่งจะมีข้อดีในการใช้พื้นที่ผิวน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เป็นการแย่งพื้นที่เกษตรกรรม และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ยังสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลงจากการอยู่ใกล้ผิวน้ำ   

    อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นเรื่องของต้นทุนการผลิตของโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ที่สูงกว่าการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มบนพื้นดิน ที่อาจจะทำให้ค่าไฟฟ้าไม่ได้ต่ำมากอย่างที่คิด รวมทั้งความเสถียรของระบบ ในช่วงเวลากลางคืนที่โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำไม่สามารถที่จะผลิตไฟฟ้าได้ และจะมีการผลิตน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของเขื่อนมาทดแทน  เนื่องจาก กฟผ.ไม่ได้มีอำนาจในการพิจารณาปล่อยน้ำจากเขื่อนแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันในรูปของคณะกรรมการ ที่ต้องคำนึงถึงเรื่องระบบชลประทานและเรื่องเกษตรกรรมด้วย

     

  • Date : 21 / 06 / 2018
    บอร์ดปตท.อนุมัติวงเงิน500ล้านช่วยเหลือร้านขายอาหารขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอยที่ได้รับผลกระทบก๊าซหุงต้ม

    บอร์ดปตท.อนุมัติวงเงิน 500 ล้านบาท ช่วยเหลือ ผู้ประกอบการอาชีพขายอาหารขนาดเล็ก (หาบเร่ แผงลอย) ตามโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคา LPG ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2561 

    นายมุนินทร์ ไตรภพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดพาณิชย์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. เมื่อวันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ ปตท. อุดหนุนค่าใช้จ่ายในการบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 ตามโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาขายปลีก LPG ภาคครัวเรือน โดยขยายอายุโครงการถึงเดือนธันวาคม 2561 ในวงเงิน 500 ล้านบาท

    มติประชุม (กบง.) เมื่อวันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ต่ออายุโครงการรักษาระดับราคา LPG ในราคา 363 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัมอย่างต่อเนื่อง และ มีมติต่ออายุโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาขายปลีก LPG ภาคครัวเรือนให้แก่ผู้ประกอบการอาชีพขายอาหารขนาดเล็ก (หาบเร่ แผงลอย) โดยลดลงถังละ 38 บาท จาก 363 บาทต่อถังเหลือ 325 บาทต่อถัง จนถึง 31 ธันวาคม 2561 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้ประกอบการร้านค้าขายอาหารหาบเร่ 395,544 ราย โดย ปตท. จะเป็นผู้อุดหนุนการลดราคาในครั้งนี้

    “ปตท. ได้ช่วยเหลือประชาชนในโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาขายปลีกก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภาคครัวเรือน แก่ผู้มีรายได้น้อย และร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร ตั้งแต่ปี2558 เป็นต้นมา และในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้วภายในกรอบวงเงิน 250 ล้านบาท” นายมุนินทร์ฯ กล่าว

  • Date : 21 / 06 / 2018
    บางจากขยายการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมแห่งใหม่ของนอร์เวย์

    บางจากฯ ขยายการลงทุนร่วมกับ Seacrest Capital Group ในแหล่งปิโตรเลียมDraugen Field และ Gjøa Field ในประเทศนอร์เวย์

    นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัท บางจากฯ มีมติให้จัดตั้งบริษัท BCPR Thailand ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท บางจากฯ ในประเทศไทย เพื่อจัดตั้งบริษัทย่อยในชื่อ BCPR ขึ้นในประเทศสิงคโปร์ เพื่อที่จะเข้าร่วมลงทุนกับ Seacrest Capital Group ในแหล่งปิโตรเลียมDraugen Field และ Gjøa Field จาก A/S Norske Shell (Shell) โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ OKEA AS (OKEA) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศนอร์เวย์ ในการดำเนินการพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมในประเทศนอร์เวย์

    รวมถึง BCPR จะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนใน OKEA ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 90 ของทุนจดทะเบียนส่วนที่เพิ่มขึ้นใน OKEA มูลค่ารวมไม่เกิน 939 ล้านโครนนอร์เวย์ (NOK) หรือประมาณ 3,760 ล้านบาทซึ่งน้อยกว่าร้อยละ 15 
    ตามหลักเกณฑ์การได้มาและจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน และภายหลังการเพิ่มทุนแล้วเสร็จ BCPR จะถือหุ้น OKEA ประมาณร้อยละ 45 ของทุนจดทะเบียนรวมทั้งหมด และ OKEAจะนำเงินเพิ่มทุนไปชำระค่าซื้อสิทธิในแหล่งน้ำมันดิบ Draugen Field และ Gjøa Field ในประเทศนอร์เวย์ จาก Shell ตามสัญญาซื้อขายสิทธิในแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าว โดยมีกำลังการผลิตในส่วนที่เป็นของ OKEA ประมาณ 25,000 บาร์เรลต่อวัน ทำให้เป็นผู้ผลิตรายสำคัญรายหนึ่งของประเทศนอร์เวย์

    “การลงทุนครั้งนี้เป็นการลงทุนร่วมกันในลักษณะของ Joint Partnership ในแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ (World Class Asset) ที่มีอายุการผลิตต่อเนื่องในระยะยาว โดยน้ำมันดิบที่ผลิตได้เป็นน้ำมันดิบเบา (light crude) 
    ที่มีราคาดี เหมาะกับการผลิตและการกลั่นของบางจากฯ นับเป็นการต่อยอดธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการกระจายความเสี่ยงที่สอดคล้องตามกลยุทธ์ของบริษัท บางจากฯ ซึ่งคาดว่าการทำธุรกรรมทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 และจะเข้าทำสัญญาจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนในเดือนพฤศจิกายน ก่อนที่จะทำสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น รวมทั้งสัญญาที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติม

     

  • Date : 21 / 06 / 2018
    ปตท.สผ.ถือสัดส่วนลงทุนแทนกลุ่มเชลล์ในแหล่งบงกช เสร็จสิ้นสมบูรณ์

    ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนในแหล่งบงกชเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66.6667เสร็จสิ้นสมบูรณ์ หลังได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน2561 และทุกฝ่ายได้ลงนามในสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มเติม (Supplementary Petroleum Concession) ไปเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561

    บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าการเข้าซื้อหุ้นในแหล่งบงกชจากบริษัทในเครือของกลุ่มเชลล์ในสัดส่วนร้อยละ 22.2222 ซึ่งได้มีการลงนามในสัญญาการโอนสิทธิสัมปทานเมื่อเดือนมกราคม 2561 นั้นมีผลสมบูรณ์แล้ว โดยได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน2561 และทุกฝ่ายได้ลงนามในสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มเติม (Supplementary Petroleum Concession) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 ส่งผลให้ ปตท.สผ. มีสัดส่วนการลงทุนในแหล่งบงกชเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66.6667

    โดยการเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในแหล่งบงกชเป็นไปตามกลยุทธ์ของ ปตท.สผ. ที่แสวงหาการลงทุนใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตและเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  ซึ่งการเข้าซื้อครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยให้กับ ปตท.สผ. ประมาณ 35,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันได้ทันที และที่สำคัญยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งก๊าซฯ บงกชในปัจจุบัน ที่มีความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลเพื่อเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งบงกชต่อไป

     นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. กล่าวว่า  ปตท.สผ. ซึ่งเป็นบริษัทไทยจะเข้าร่วมประมูลทั้งแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ