ข่าวทั้งหมด

Date : 29 / 11 / 2017

  • Date : 29 / 11 / 2017
    มอบดอกกุหลาบ อำลา " อนันตพร " ชูผลงานเด่น ลอยตัว NGV เปิดเสรี LPG
    " อนันตพร " อำลาข้าราชการกระทรวงพลังงาน ท่ามกลางข้าราชการระดับสูงกระทรวงพลังงาน มอบดอกไม้ให้กำลังใจ อย่างอบอุ่น ด้าน ผอ.สนพ. " ทวารัฐ " โพสต์เฟซบุก  ชูผลงานเด่นในช่วง2ปีเศษของ พลเอกอนันตพร ทั้งการประกาศลอยตัวก๊าซNGV  เปิดเสรีก๊าซLPG และการวางรากฐานเรื่องEnergy 4.0
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center -ENC) รายงานว่า ในช่วงบ่ายของวันที่29พ.ย.2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะ ประกอบด้วย พลเอกสุรศักดิ์  ศรีศักดิ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  พลเอกณัฐติพล กนกโชติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ได้เดินทางมาอำลาข้าราชการกระทรวงพลังงาน  โดยมีนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมข้าราชการระดับสูงจากทุกหน่วยงาน อาทิ นายยงยุทธ จันทโรทัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน  นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  นายวิฑูรย์  กุลเจริญวิรัตน์  อธิบดีกรมธรุกิจพลังงาน    นายประพนธ์  วงศ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) รอให้การต้อนรับ และมอบช่อดอกกุหลาบ เพื่อเป็นกำลังใจ ในการเข้าทำงานในตำแหน่งใหม่ คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  
     
    ทั้งนี้ในเฟชบุกส่วนตัวของ นายทวารัฐ สูตะบุตร  ในชื่อ " Twarath Sutabutr ได้โพสต์ข้อความ ในวันเดียวกัน โดยกล่าวถึง ผลงานสำคัญในช่วงที่พลเอกอนันตพร อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน ว่า เป็นผู้ที่ดำเนินนโยบายลอยตัวก๊าซ NGV  และ เปิดเสรีก๊าซแอลพีจี  ได้สำเร็จ   อีกทั้งยัง ริเริ่มโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงแบบผสมผสานเพื่อให้เกิดความเสถียร ( SPP Hybrid Firm)  และวางรากฐานนโยบาย Energy 4.0 ที่จะทำให้ประเทศไทยมีระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพและนำสมัยที่สุดในอาเซียน 
     
    อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าว รายงานว่า นโยบายสำคัญที่พลเอกอนันตพร ผลักดันเกือบจะบรรลุผล ในช่วงที่ยังอยู่ในตำแหน่ง 2ปีเศษ คือ การเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ คือแหล่งเอราวัณ บงกช ซึ่งขณะที่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้จัดทำร่างทีโออาร์การประมูลเสร็จแล้ว และรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ คือ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ เข้ามาดำเนินการต่อ   
     
    ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายปิโตรเลียม ที่มีการแก้ไขปรับปรุง ใหม่ ซึ่งมีการเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต( PSC) และ ระบบจ้างผลิต (SC)เข้ามา นอกเหนือจากระบบสัมปทานปิโตรเลียม  นั้น จะทำให้การประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช  ต้องดำเนินการตามระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต 
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า  รัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ มีกำหนดที่จะเข้ากระทรวงพลังงาน และประชุมร่วมกับข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงาน ในช่วงเช้าของวันที่1ธ.ค.2560 นี้ 
     
     
      
  • Date : 29 / 11 / 2017
    สนพ.เปิดรับฟังความเห็นLoad Forecast ใช้ตัวเลข GDPเฉลี่ยลดลง
    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดรับฟังความเห็น การจัดทำ“พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ หรือ Load Forecast” เพื่อนำไปใช้ประกอบการจัดทำแผน “พัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่” โดย คาดการณ์ใช้ไฟฟ้าปี 2561-2579 กรณีสูงสุดในปี2579จะอยู่ที่ 50,972 เมกะวัตต์​  และต่ำสุดอยู่ที่ 45,808 เมกะวัตต์ ​โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการใช้ไฟฟ้า ทั้งตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP)ที่ใช้เฉลี่ยลดลง จาก 3.9% เหลือ3.78% การส่งเสริมโครงการต่างๆ เช่น รถEV โครงการ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC โครงการรถไฟความเร็วสูง  และการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ เพื่อใช้เอง เป็นต้น คาดแผนPDP ฉบับใหม่จะเริ่มใช้จริงกลางปี 2561 
     
    เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2560 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ได้เปิดรับฟังความเห็นการจัดทำ “พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ หรือ Load Forecast” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะนำไปจัดทำ “แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศ หรือ Power Development Plan -PDP ” โดยเวทีรับฟังความเห็นประชาชนในครั้งนี้จัดขึ้นที่ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต 
     
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า เปิดเผยว่า สนพ. ได้เปิดรับฟังความเห็นการจัดทำ “การพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าของประเทศ หรือ Load Forecast “ ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในการวางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ เพราะค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าในอนาคตที่มีความแม่นยำจะช่วยให้การวางแผน และการลงทุนด้านการจัดหาไฟฟ้าของประเทศเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ 
     
    สำหรับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า เช่น ปัจจัยด้านนโยบายรัฐ อาทิ นโยบาย Energy 4.0 ที่ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV)  โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) รวมถึงปัจจัยด้านผู้ใช้ไฟฟ้า เช่น พฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนที่ลดลงอย่างมาก เป็นต้น 
    “การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดตามแผน PDPฉบับใหม่จะลดลงจากแผนเดิม มาจากตัวเลข GDP ที่ลดลงเฉลี่ย 20 ปี เติบโตที่ 3.78% ต่อปี จากแผนเดิม 3.9% ต่อปี นอกจากนี้พบว่ามีการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองมากขึ้น รวมทั้งอัตราการเติบโตของประชากรลดลง ซึ่ง สนพ.จะนำข้อเสนอจากการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ไปปรับปรุงแผน PDP ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2561”นายทวารัฐ กล่าว
     
    แหล่งข่าวสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า ตัวเลขพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศที่เปิดรับฟังความเห็นในครั้งนี้ ในกรณีการ พยากรณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2561-2579 สูงสุดในปี2579จะอยู่ที่ ระดับ 50,972 เมกะวัตต์​  และต่ำสุดจะอยู่ที่ 45,808 เมกะวัตต์ 
     
    โดยค่าพยากรณ์ดังกล่าว ได้มีการพิจารณาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในโครงการที่สำคัญไว้แล้ว ได้แก่ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า(EV)  1.2 ล้านคัน ในปี 2579 ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน(EEP 2015) จะทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นอีก 2,466 เมกะวัตต์,การสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง(เส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก,กรุงเทพฯ-นครราชสีมา, กรุงเทพฯ-หัวหิน และกรุงเทพฯ-ระยอง) จะเกิดการใช้ไฟฟ้า 163 เมกะวัตต์​ในปี 2579  นอกจากนี้การใช้ไฟฟ้าในโครงการเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC)คาดว่าจะอยู่ระดับ 404 เมกะวัตต์ เป็นต้น  รวมทั้งได้นำแผนอนุรักษ์พลังงาน(EEP2015) ที่กำหนดเป้าหมายลดใช้พลังงานให้ได้ 30% ในปี 2579 มาหักลบกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศแล้ว จึงออกเป็นตัวเลขการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าดังกล่าว
     
    อย่างไรก็ตามหลังจากรับฟังความเห็นในครั้งนี้แล้ว สนพ.จะนำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าประเทศดังกล่าว ไปจำลองกับสถานการณ์ต่างๆ เช่น กรณีเกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้า(EV) มากกว่าแผนที่คาดการณ์ไว้ 1.2 ล้านคัน ในปี 2579 รวมถึงกรณีเกิดการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงได้รวดเร็วกว่าแผน และกรณีเกิดการใช้ไฟฟ้าใน EEC มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ยังรวมถึงกรณีการผลิตไฟฟ้าใช้เองจำนวนมาก โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) และเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage System ) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ได้ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าประเทศที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนจะนำไปใช้เป็นองค์ประกอบหลักในการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ 
     
    ทั้งนี้ คณะทำงานจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า นั้นมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ 3 การไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ที่จะทำหน้าที่ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล รวมทั้งปรับปรุงและพัฒนาวิธีการพยากรณ์ฯ เพื่อให้ได้ค่าพยากรณ์ฯ ที่มีความถูกต้องและแม่นยำ เสนอต่อคณะอนุกรรมการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าและจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ  ที่มีนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ซึ่งเมื่อผ่านการพิจารณาจึงจะนำไปประกอบในแผน PDP ฉบับใหม่ และนำแผนPDP เสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานต่อไป
     
     
     
     
      
  • Date : 29 / 11 / 2017
    พลังงานจังหวัดกระบี่ หนุนชุมชนใช้ " เตามณฑล "ช่วยประหยัดค่าก๊าซหุงต้ม
    พลังงานจังหวัดกระบี่ " ศิวเรศ ธรรมวิเศษ " เดินหน้า โครงการเพิ่มสมรรถนะการบริหารและจัดการพลังงานครบวงจรในชุมชนระดับตำบล ผ่านการส่งเสริมการใช้เตาประหยัดพลังงาน "เตามณฑล"ที่ช่วยประหยัดการใช้เชื้อเพลิงก๊าซหุงต้ม ลดรายจ่ายด้านพลังงาน ได้สูงถึง 2,550 บาท/เดือน  ทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
     
    เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 นายศิวเรศ ธรรมวิเศษ  พลังงานจังหวัดกระบี่ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า พลังงานจังหวัด ได้ดำเนินการส่งเสริมการใช้เตาประหยัดพลังงานให้กับกลุ่มพลังสตรีบ้านเขาตั้ง  หมู่ที่ 8 ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่     เพื่อเพิ่มรายได้ในกระบวนผลิต “กล้วยหินฉาบ”    ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จัดจำหน่ายในท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง   โดยจากเดิมทางกลุ่มฯ ได้ใช้ก๊าซแอลพีจี ในกระบวนการทอดกล้วย  ทำให้มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูง ต่อมาพลังงานจังหวัดได้ส่งเสริมการใช้เตาประหยัดพลังงาน หรือที่เรียกว่า “เตามณฑล”  ซึ่งใช้ไม้ฟืนที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเป็นเชื้อเพลิงหลัก และทำให้ทางกลุ่มฯ สามารถลดรายจ่ายด้านพลังงานลงได้เป็นอย่างมาก
     
    ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนมาใช้เตามณฑลดังกล่าวนั้น ในช่วงก่อนการปรับปรุงทางกลุ่มพลังสตรีได้ใช้แก๊สหุงต้มหรือ LPG เป็นเชื้อเพลิงในการทอด ประมาณ 150 กก./เดือน หรือมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสูงถึง 3,750 บาท /เดือน  ต่อมาเมื่อพลังงานจังหวัด ได้เข้าไปส่งเสริมให้ใช้เตาประหยัดพลังงานแทน จากเตาที่ใช้ก๊าซหุงต้ม มาเป็นเตามณฑล ที่สามารถใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงทดแทน จะใช้ประมาณ  1,200 กก./เดือน หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายจากฟืนเพียง 1,200 บาท  ซึ่งโดยภาพรวมได้ช่วยให้กลุ่มพลังสตรี สามารถประหยัดเงิน ได้สูงถึง 2,550 บาท/เดือน
     
     นายศิวเรศ  กล่าวว่า การดำเนินโครงการ ฯ ครั้งนี้ เป็นการขยายผลจากที่สำนักงานพลังงานจังหวัดกระบี่ ได้ดำเนินงานโครงการเพิ่มสมรรถนะการบริหารและจัดการพลังงานครบวงจรในชุมชนระดับตำบล ประเภทกลุ่มวิสาหกิจชุมชน/otop ประจำปี 2559   และในปี 2561 สำนักงานพลังงานจังหวัดกระบี่ได้ขยายผลความสำเร็จไปยัง วัด มัสยิด และกลุ่มวิสาหกิจต่างๆ จำนวน 82 เตา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดกระบี่ จำนวน 32 เตา และจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 50 เตา โดยเน้นการมีส่วนร่วมการจัดรูปแบบด้านการผลิต การใช้ และการแก้ปัญหา เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการตนเองทางด้านพลังงานตามศักยภาพด้านพลังงานที่มีอยู่ในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนสามารถผลิตพลังงานขึ้นได้เอง ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย
     
     
    การทอด"กล้วยหินฉาบ" ด้วย "เตามณฑล " ซึ่งใช้ไม้ฟืนแทนก๊าซหุงต้มช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องเชื้อเพลิง

Date : 28 / 11 / 2017

  • Date : 28 / 11 / 2017
    เริ่มกระบวนการเปิดรับฟังความเห็นประชาชน เพื่อจัดทำแผนปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน

    คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เริ่มเปิดรับฟังความเห็นประชาชนและหน่วยงานรัฐ เพื่อจัดทำแผนปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร  โดย” มนูญ ศิริวรรณ” เสนอแยกงานด้านการกำกับ (Regulation) และการดำเนินงาน(Operation) ออกจากกัน ภายในสัญญาแบ่งปันผลผลิตปิโตรเลียม  รวมทั้ง การขึ้นทะเบียนเอ็นจีโอเพื่อสร้างธรรมาภิบาล ในขณะที่ “พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช” เน้นปฏิรูปด้านอนุรักษ์พลังงาน ตั้งเป้าภาคอุตสาหกรรม ที่มีโรงงานมากถึง 135,000 แห่ง

    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 “คณะอนุกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน” ซึ่งมี พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธานได้จัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานครั้งที่ 1 โดยหลังจากนี้ จะมีการจัดรับฟังความเห็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 8 ธ.ค. 2560 ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือจังหวัดนครราชสีมา  ครั้งที่ 3 จัดขึ้นวันที่ 18 ธ.ค. 2560 ที่ภาคเหนือ คือจังหวัดนครสวรรค์ และครั้งที่ 4 จัดขึ้นวันที่ 23 ธ.ค. 2560 ที่ภาคตะวันออก คือ จังหวัดระยอง 

    จากนั้นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ที่มีนายพรชัย รุจิประภา เป็นประธาน จะนำร่างปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเสนอต่อที่ประชุมร่วมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ในเดือนธ.ค. 2560 ก่อนที่จะเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาประมาณเดือนก.พ.-มี.ค.  2561 และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) และรัฐสภาเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

    นายมนูญ ศิริวรรณ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กล่าวว่า การปฏิรูปพลังงานจะเน้นไปใน 3 ส่วน คือ 1.การปฏิรูปองค์กร 2.การปฏิรูปข้อมูลประเทศและ 3. การปฏิรูประบบธรรมาภิบาล 

    โดยในส่วนของการปฏิรูปองค์กรด้านพลังงานนั้น การปฏิรูปที่สำคัญได้แก่ จะต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับโครงสร้างการจัดการพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป เฉพาะ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับใหม่ที่มีทั้งรูปแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC)สัญญาจ้างบริการ(SC)และระบบสัมปทาน  ด้วยการแยกงานด้านการกำกับ (Regulation) และการดำเนินงาน(Operation) ออกจากกัน 

    โดยต้องแบ่งการดำเนินการเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงแรก จัดตั้งกองบริหารสัญญาภายใต้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพื่อกำกับดูแล โดยผ่านอนุกรรมการปิโตรเลียมที่ทำหน้าที่เป็นคู่สัญญากับผู้ประกอบการ และช่วงที่ 2 จัดตั้งหน่วยงานใหม่ แยกออกจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเพื่อรับผิดชอบเรื่องOperation ตามระบบ PSC 

    นอกจากนี้ต้องจัดทำกติกา(Code of Conduct)ในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยนโยบาย หน่วยกำกับ และหน่วยปฏิบัติให้เกิดความชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน  รวมทั้งกระบวนการอนุมัติและอนุญาตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดทำแบบเบ็ดเสร็จ ( One stop service ) อย่างแท้จริง

    ส่วนการปฎิรูปข้อมูลประเทศนั้น ส่วนสำคัญคือ ควรจัดตั้งศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติภายใต้กระทรวงพลังงานขึ้น โดยการดำเนินงานในระยะแรกให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนระยะกลางจะต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาดูแล และในระยะยาว หน่วยงานใหม่ดังกล่าวควรเป็นหน่วยงานอิสระ ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวได้นำต้นแบบมาจากทบวงพลังงานสากล(IEA) ที่แม้จะขึ้นกับกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ แต่การดำเนินงานเป็นอิสระและเป็นศูนย์ข้อมูลด้านพลังงานสากลที่สามารถใช้อ้างอิงได้ จึงเป็นต้นแบบที่ดีในการนำมาปรับใช้กับประเทศไทย

    สำหรับการปฏิรูปการสร้างธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วนนั้นที่สำคัญ ควรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐอย่างเป็นทางการดังนั้นจึงควรตั้งคณะกรรมการภาคประชาสังคมขึ้นโดยมีคณะกรรมการจากผู้มีส่วนได้เสีย 3 ฝ่ายคือ1. ผู้ใช้ผู้บริโภคพลังงาน 2. ตัวแทนผู้ผลิตผู้จำหน่ายพลังงานและ3. ฝ่ายนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญต่างๆ 

    รวมถึงกรณีการสร้างโรงไฟฟ้า ควรให้ประชาชนมามีส่วนร่วมโดยเป็น ผู้เสนอพื้นที่จัดสร้างโรงไฟฟ้าเอง พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้กระทรวงพลังงานพิจารณาซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้  

    นอกจากนี้ในส่วนของการกำหนดค่าภาคหลวงสำหรับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น ควรปรับสัดส่วนการให้ผลประโยชน์ใหม่ โดยผลประโยชน์ควรส่งถึงองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)และเทศบาลในพื้นที่สำรวจและผลิตปิโตรเลียม 25% จากเดิมให้แค่ 20% ขณะที่ อบต.และเทศบาลจังหวัด ควรได้ 20% จากเดิมให้ 10% ส่วน อบต.ทั่วประเทศควรได้ 15% จากเดิมได้ 10% สำหรับองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ที่เคยได้ 20% นั้น ควรถูกตัดการให้ผลประโยชน์ในส่วนนี้ลง เพื่อให้เม็ดเงิน ไม่กระจายตัวและลงสู่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากขึ้น 

    รวมถึงกรณีการสร้างระบบธรรมาภิบาลในองค์กรพัฒนาเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มเอ็นจีโอ จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้และจะกลายเป็นองค์กรที่โปร่งใส นำไปสู่การสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศได้อย่างแท้จริง

    พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานกล่าวถึงการปฏิรูปการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพว่า จะต้องมีการปฏิรูปการอนุรักษ์พลังงานใน 3 ด้าน คือ 1.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าในกลุ่มอุตสาหกรรม 2.การใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน(Building Energy Code: BEC) และ3.การใช้มาตรฐานการใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน(ESCO)สำหรับหน่วยงานภาครัฐ

    โดยภาคอุตสาหกรรมนับเป็นเป้าหมายของการลดใช้พลังงานหลัก ปัจจุบันมีโรงงานมากถึง 135,000 โรงงาน กระจายอยู่ทั่วประเทศ การใช้พลังงานปริมาณมากดังนั้นแผนอนุรักษ์พลังงาน(  EEP2015) จึงกำหนดเป้าหมายการลดใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมลง 36% ภายในปี 2579 

    ดังนั้นข้อเสนอแนวทางการปฏิรูป สำคัญได้แก่ ให้กระทรวงพลังงานสนับสนุน 7 โครงการคือ 
    1. โครงการศึกษาแนวทางบูรณาการระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)โดยใช้กลไกการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว(Green industry)
    2.โครงการนำร่องการขยายผลการเพิ่มประสิทธิภาพน้ำโดยวิศวกรด้านหม้อน้ำหรือวิศวกรพลังงาน
    3.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบไอน้ำสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล
    4. โครงการยกระดับประสิทธิภาพพลังงานหม้อต้ม
    5. โครงการพัฒนาประสิทธิภาพหม้อไอน้ำสำหรับโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม
    6. โครงการวิศวกรรมเชิงลึกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม
    7. โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรม

    นอกจากนี้ควรปฏิรูปการใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน(Building Energy Code: BEC) โดย พพ. ควรเร่ง “นำร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทหรือขนาดของอาคารและมาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานพ.ศ....” หรือ BBC เสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ให้ทันภายในเดือนธ.ค.  2560 และ พพ. ต้องปรับปรุงกฎกระทรวงและระเบียบต่างๆเพื่อยกระดับมาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานให้เข้มข้นขึ้นทุกๆ 5 ปี 

    ส่วนการใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงานสำหรับหน่วยงานภาครัฐนั้น ควรนำ 2 รูปแบบมาใช้ ได้แก่ 1. เจ้าของอาคารเป็นผู้ลงทุนโดยมีบริษัท ESCO  รับประกันผลการดำเนินงานซึ่งเรียกว่า โดยประกันผลประโยชน์สุทธิของโครงการที่สามารถดำเนินการได้จะเท่ากับหรือมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เจ้าของอาคารจะต้องจ่ายในการลงทุนถ้าต่ำกว่าผลประโยชน์สุทธิที่กำหนดในสัญญา ESCO จะเป็นผู้ชดเชยส่วนที่ขาดให้กับเจ้าของอาคาร
    2.ESCO จะเป็นผู้ลงทุนให้โดย อาจกู้เงินมาแล้วดำเนินการตามแผนประหยัดพลังงานโดยเจ้าของอาคารมีหน้าที่จ่ายเงินตอบแทน เป็นค่าบริการให้แก่ESCO และนำเอาค่าพลังงานที่ประหยัดได้มาแบ่งผลประโยชน์ระหว่างเจ้าของอาคารกับบริษัทESCO ที่เรียกว่า Shared Saving 

    ทั้งนี้เห็นว่าทั้งสองรูปแบบมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้กับหน่วยงานภาครัฐเพราะว่ารัฐไม่ต้องจัดงบประมาณทั้งหมดมาลงทุนแต่แรก

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน Energy news center: ENC รายงานว่า การเปิดรับฟังความเห็นในครั้งนี้ มีการนำเสนอในหลายประเด็นจากภาคประชาชน โดยเฉพาะ แสดงความเห็นให้เก็บปิโตรเลียมในประเทศเอาไว้และควรใช้พลังงานสีเขียวให้คุ้มค่าก่อน  นอกจากนี้ในส่วนของการสร้างโรงไฟฟ้านั้น ควรเปิดให้ภาครัฐลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า 50% และอีก 50% เปิดให้มีการแข่งขันของภาคเอกชน  รวมถึงการแสดงความเห็นเรื่องการเปิดแข่งขันเสรีภาคพลังงานว่า อาจไม่ทำให้ราคาพลังงานถูกลงจริง ดังนั้นภาครัฐควรพิจารณาให้รอบคอบ เป็นต้น

  • Date : 28 / 11 / 2017
    ทีโออาร์ประมูลเอราวัณ บงกช ตั้งแท่นรอ รมว. พลังงานคนใหม่พิจารณา

    อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุทีโออาร์ประมูลคัดเลือกเอกชนบริหารแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ เอราวัณ และ บงกช ตั้งแท่นรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่พิจารณา โดยหากยืนตามกฎหมายปิโตรเลียมที่มีการแก้ไข จะต้องใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC)

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าของการทำทีโออาร์ประมูลคัดเลือกเอกชนบริหารแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ เอราวัณ และ บงกช ว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะจัดทำทีโออาร์ดังกล่าวเสร็จสิ้นภายในเดือน พ.ย. นี้  ส่วนการออกประกาศทีโออาร์ จะดำเนินการเมื่อไหร่ นั้น จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่

    นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ร่างทีโออาร์ประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ บงกช นั้น ดำเนินการภายใต้กฎหมายปิโตรเลียมที่มีการแก้ไขปรับปรุงใหม่  โดยจะมีการใช้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) แทนระบบ สัมปทานเดิม  โดยขั้นตอนหลังจากนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติต้องการที่จะส่งร่างทีโออาร์ให้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา ก่อนที่จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี หรือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณา ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งหากเป็นการเลือกนำเสนอไปที่ กพช. ก็ขึ้นอยู่กับว่า กพช.จะจัดประชุมครั้งต่อไปเมื่อไหร่   อาจจะเป็นช่วงปลายเดือน ธ.ค. หรือเดือน ม.ค.ปี2561

    ก่อนหน้านี้นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ให้สัมภาษณ์ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) ถึงกระบวนการเตรียมเปิดประมูลสำรวจและผลิตแหล่งปิโตรเลียมหมดอายุ ในแหล่งเอราวัณและบงกช ว่า ทีโออาร์ประมูลเอราวัณ บงกช จะดำเนินการควบคู่ไปกับ “ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....” ซึ่งเป็นกฎหมายลูกฉบับสุดท้ายจากทั้งหมด 4 ฉบับ (ไม่นับรวม TOR) โดยขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

    ที่ผ่านมา ครม. ได้เห็นชอบร่างกฎหมายลูกไปแล้ว 3 ฉบับ โดยฉบับล่าสุดเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 21 พ.ย.2560 คือ “ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต และสัญญาจ้างบริการ พ.ศ. ....

    ทั้งนี้ กฎหมายลูกที่เห็นชอบแล้วรวม 3 ฉบับประกอบด้วย

    1. ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....

    2. ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....

    3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต และ สัญญาจ้างบริการ พ.ศ. ....

    โดยฉบับสุดท้าย ฉบับที่ 4. ร่างกฎกระทรวง กำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. .... นั้นกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของกฤษฎีกา เพื่อรอเข้าสู่การพิจารณาของครม.ต่อไป

Date : 27 / 11 / 2017

  • Date : 27 / 11 / 2017
    คาดแผนPDPฉบับใหม่ เริ่มใช้กลางปี2561
    กระทรวงพลังงาน คาดความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงหลังนำปัจจัย “การผลิตไฟฟ้าใช้เอง” มาประกอบการพิจารณาจัดทำLoad Forecast ที่จะมีการจัดประชุม 29พ.ย.นี้ 
     
     แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมสรุปความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ( LOAD FORECAST ) ภายในสิ้นเดือน พ.ย. 2560 นี้ เพื่อนำไปจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDPฉบับใหม่ แทนแผน PDP 2015 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันที่กำหนดใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558-2579 โดยแผนPDPใหม่นี้คาดว่าจะเริ่มใช้จริงกลางปี 2561 
     
    ทั้งนี้เมื่อได้ข้อสรุปความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาวของประเทศแล้ว ทางกระทรวงพลังงานจะเริ่มดำเนินการกำหนดสัดส่วนโรงไฟฟ้าแต่ละชนิดลงไปในแผน เพื่อเตรียมกำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในระยะยาว  หรือประมาณ 18 ปี ตามแผนPDPฉบับใหม่ที่คาดว่าจะกำหนดใช้ระหว่างปี 2561-2579
     
    อย่างไรก็ตามเบื้องต้นพบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศในระยะยาวดังกล่าวจะปรับลดลงและต่ำกว่าคาดการณ์ของแผน PDP 2015 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
    เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่จะนำกรณีการผลิตไฟฟ้าใช้เองมาประกอบการพิจารณา ร่วมกับระบบการจัดหาไฟฟ้าปกติ นอกจากนี้ยังพบว่าแผนอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนประสบผลสำเร็จทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศลดลงรวมถึงการนำกรณีที่ไม่เกิดเหตุการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ของปี 2560 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี มาพิจารณาร่วมด้วย
     
    สำหรับแผน PDP 2015 ได้พยากรณ์ไว้ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2558-2579 ไว้ที่ระดับ 49,655 เมกะวัตต์ และกำหนดแผนกำลังผลิตไฟฟ้าไว้ที่ 70,335 เมกะวัตต์
     
    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวด้วยว่า คาดว่าไตรมาสแรกของปี 2561 กระทรวงพลังงานจะสามารถบรรจุโรงไฟฟ้าในแผน PDP ฉบับใหม่เสร็จ และจะเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จากนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 และคาดจะประกาศใช้แผน PDP ฉบับใหม่ได้กลางปี 2561 ต่อไป
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center: ENC รายงานว่า ในวันที่ 29 พ.ย. 2560 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะจัดงานสัมมนา “LOAD FORECAST: ทิศทางการใช้ไฟฟ้าในอนาคต" เพื่อนำเสนอค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าในระยะยาว และการวางแผนจัดทำแผน PDPฉบับใหม่ โดยมีดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สนพ.และโฆษกกระทรวงพลังงาน และดร.เทียนไชย  จงพีร์เพียง ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ร่วมบรรยาย ณ ห้องเทวกรรมรังรักษ์ สโมสรทหารบก (วิภาวดี) 
     
     
     
     
  • Date : 27 / 11 / 2017
    เตรียมเสนอบอร์ดปตท.พิจารณาเลือกพันธมิตรธุรกิจโรงแรมในปั๊ม ธ.ค.นี้

    ปตท. เตรียมเสนอบอร์ดฯ พิจารณาคัดเลือกพันธมิตรธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดในปั๊ม ปตท. ช่วงเดือน ธ.ค. 2560 นี้ คาดลงนามร่วมทุนได้ไตรมาสแรกของปี 2561 ส่วนความคืบหน้าการตั้งบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด หรือ PTTOR ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของภาครัฐ ชี้การโอนมูลค่าทรัพย์สินน่าจะเสร็จภายในครึ่งหลังปี 2561 และจะเข้าสู่กระบวนการยื่นแบบเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(IPO) ได้ภายในปี2562

    น.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท  ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.เตรียม เสนอรายชื่อพันธมิตรร่วมลงทุน (พาร์ทเนอร์) ธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (บัดเจท โฮเทล) ในสถานีบริการน้ำมันปตท. ให้ที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)ปตท. อนุมัติภายในเดือน ธ.ค.2560 โดยจะเสนอรายละเอียดการพิจารณาคัดเลือกพันธมิตรให้เหลือ 1 ราย จากผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมทั้ง 5 รายที่ผ่านการคัดเลือก และคาดว่าจะลงนามเซ็นสัญญาได้ภายในไตรมาส 1 ของปี  2561

    “ตอนนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่เสนอมา 5 แห่ง ซึ่งมีนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติสนใจ  และจะคัดเลือกให้เหลือรายเดียว ก่อนเสนอให้บอร์ดอนุมัติต่อไป ซึ่งตามแผนเดิมปี 2561 เตรียมโครงการนำร่อง 5 แห่งแรก โดยจะคัดเลือกจากปั๊มน้ำมันปตท. เป็นเจ้าของก่อน ส่วนสัดส่วนการลงทุนยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้ปตท.ลงทุนเท่าไร พันธมิตรลงทุนเท่าไร โดยข้อสรุปจะเสนอให้ที่ประชุมบอร์ดอนุมัติภายในเดือนธ.ค.2560 เช่นกัน”

    น.ส.จิราพร กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดตั้ง บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด หรือ PTTOR ว่า การโอนทรัพย์สินธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกให้กับ  PTTOR จะต้องเลื่อนออกไปเป็นช่วงครึ่งหลังปี 2561 จากเดิมที่คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในวันที่ 1 ธ.ค. 2560  เนื่องจากยังอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พ.ร.บ.ร่วมทุน) หรือ กฎหมายPPP ซึ่งล่าสุดได้ส่งเรื่องให้กระทรวงพลังงานในฐานะต้นสังกัดพิจารณา จากนั้นต้องส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พิจารณา ก่อนส่งให้คณะกรรมการPPP อนุมัติต่อไป 

    โดยหลังจากผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการPPP แล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนประเมินมูลค่าทรัพย์สินธุรกิจใหม่อีกครั้งเพื่อให้เป็นมูลค่าปัจจุบันมากที่สุด จากเดิมที่ประเมินเบื้องต้นราว 1.2 แสนล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลา 6-7 เดือน ซึ่งการโอนมูลค่าทรัพย์สินน่าจะเสร็จสิ้นภายในครึ่งหลังปี 2561 จากนั้นคาดว่าจะสามารถเข้าสู่กระบวนการยื่นแบบเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(IPO) ได้ภายในปี2562

  • Date : 27 / 11 / 2017
    ก. พลังงานลงพื้นที่ภาคใต้ หนุนโรงงานปาล์ม-ยาง ผลิตก๊าซชีวภาพ

    กระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ภาคใต้ ดูโครงการพลังงานทดแทนในจังหวัดนครศรีธรรมราชและสงขลา หนุนโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มผลิตก๊าซชีวภาพรูปแบบไบโอมีเทนอัด (CBG) ใช้ในภาคขนส่ง และส่งเสริมผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียสหกรณ์สวนยาง พร้อมติดตามการพัฒนาปิโตรเลียมในพื้นที่ 

    นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 27 -28 พฤศจิกายน 2560 กระทรวงพลังงานได้มีภารกิจลงพื้นที่ใน 2 จังหวัดภาคใต้ เพื่อเยี่ยมชมและติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการด้านพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา โดยได้ติดตามดูความก้าวหน้าของ ​โครงการส่งเสริมการผลิตไบโอมีเทนแบบอัด (Compressed Bio-Methane Gas) หรือ CBG  โดย บริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด  จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเพื่อลงทุนในระบบปรับปรุงคุณภาพก๊าซชีวภาพ และระบบบรรจุก๊าซ CBG โดยปัจจุบัน มีปริมาณน้ำเสียจากโรงงาน ที่สามารถผลิตก๊าซ CBG ได้ประมาณ 3 ตันต่อวัน และได้นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในรถบรรทุกของบริษัท เพื่อขนส่งน้ำมันปาล์มดิบไปส่งจังหวัดชุมพรและจังหวัดชลบุรี รวมทั้งมีการขนส่งสินค้าทั่วไป ซึ่งช่วยให้ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงถึง 14.27 ล้านบาทต่อปี 

    สำหรับโครงการส่งเสริม CBG นี้ เป็นความร่วมมือด้านเทคโนโลยีของเอกชนไทย-ญี่ปุ่น โดย บริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด  ร่วมมือกับ บริษัท โอซาก้าแก๊ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแก๊สขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่น ทำการพัฒนาเทคโนโลยีระบบก๊าซชีวภาพเป็นก๊าซ CBG ได้เป็นผลสำเร็จ จนสามารถเปิดเป็นสถานีบริการก๊าซ CBG แห่งแรกของภาคใต้

    ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ของกระทรวงพลังงาน มีเป้าหมายส่งเสริมการใช้ CBG ที่มีประสิทธิภาพ ประมาณ 4,800 ตันต่อวัน ในปี 2579 เพื่อลดการใช้น้ำมันเบนซิน ดีเซล และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ที่มีข้อจำกัดในหลายพื้นที่ซึ่งไกลจากสถานีแม่หรือแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ นอกจากนั้น โรงงานในประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะผลิต CBG จากน้ำเสีย/ของเสีย เพื่อนำมาใช้ในภาคขนส่ง ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

    ​คณะของปลัดกระทรวงพลังงาน ยังได้ตรวจติดตามโครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียกระบวนการผลิตยางแผ่นรมควันทอนไม้ไผ่ จากสหกรณ์กองทุนสวนยาง บ้านทอนไม้ไผ่ จำกัด จ.สงขลา ซึ่งเป็นสหกรณ์ฯ นำร่องของโครงการส่งเสริมสาธิตการผลิตก๊าซชีวภาพในสหกรณ์กองทุนสวนยาง ระยะที่ 1 จากการส่งเสริมของกองทุนอนุรักษ์พลังงาน โดยมีระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสีย ขนาด 521 ลูกบาศก์เมตร (กว้าง 15 เมตร ยาว 21 เมตร ลึก 3.5เมตร) ซึ่งสหกรณ์ฯ ได้นำก๊าซชีวภาพไปใช้ประโยชน์ในการรมยางร่วมกับไม้ฟืน ทำให้ลดการใช้ไม้ฟืนได้เฉลี่ยร้อยละ 30 โดยทดแทนไม้ฟืนได้ 203.86 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าที่ประหยัดได้ 132,510 บาทต่อปี และก๊าซชีวภาพบางส่วน ยังสามารถนำไปใช้ทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) ในการประกอบอาหารของคนงานในสหกรณ์ฯ รวมทั้งในภาพรวมยังช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ 127.2 ตันต่อปี

    ​นอกจากการติดตามความคืบหน้าโครงการพลังงานทดแทนดังกล่าวแล้ว คณะของกระทรวงพลังงาน ยังได้เข้าเยี่ยมฐานสนับสนุนการพัฒนาปิโตรเลียม ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัทย่อยของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ซึ่งฐานดังกล่าวทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของโครงการบงกช โครงการอาทิตย์ โครงการพื้นที่ร่วมไทยมาเลเซีย รวมถึงโครงการอื่นๆ ในอ่าวไทย โดยเป็นท่าเรือรับส่งสินค้าและพัสดุอุปกรณ์ และให้บริการสนับสนุนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนอกชายฝั่ง ซึ่งมีระบบความปลอดภัยและการปฏิบัติการเป็นไปตามมาตรฐานสากล

Date : 24 / 11 / 2017

  • Date : 24 / 11 / 2017
    ย้อนรอย รัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ "ศิริ จิระพงษ์พันธ์ "เคยคิดอย่างไรเรื่องพลังงาน
    ย้อนรอย รัฐมนตรีพลังงาน คนใหม่ " ศิริ จิระพงษ์พันธ์ "  เคยคิดอย่างไรเรื่องพลังงาน 
     
    เป็นอันว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา .ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด  หรือ ครม.ประยุทธ์5  มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นคนที่สาม  และมาลงตัวสุดท้ายที่ " ดร. ศิริ  จิระพงษ์พันธ์ " อดีต ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  โดยรัฐมนตรีพลังงานคนแรกที่ตั้งมาเมื่อเดือน สิงหาคม 2557 คือ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี  ซึ่งอยู่ในตำแหน่งได้เกือบครบหนึ่งปี  คนที่สอง คือพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์  ที่มานั่งในตำแหน่งต่อเมื่อเดือนสิงหาคม 2558  และก็อยู่ได้ สองปี สามเดือน  ส่วนดร.ศิริ นั้นถ้าไม่มีอะไรที่ผิดพลาด ก็น่าจะนั่งทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน  ไปจนกระทั่งมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เข้ามา คือประมาณ1ปีเศษ
     
    ย้อนดู ในช่วง3ปี เศษ ของรัฐมนตรีพลังงาน ทั้งสองคน คือดร.ณรงค์ชัย และพลเอก อนันตพร นั้น  ก็จะเห็นว่า งานชิ้นสำคัญที่ยังผลักดันไม่สำเร็จ คือการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ ทั้งที่จังหวัดกระบี่ และ จังหวัดสงขลา เพื่อกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง  และงานเรื่องปิโตรเลียม ทั้งในส่วนของการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนมาบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ทั้งเอราวัณ และบงกช   รวมทั้งการเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  และการเจรจาให้ได้ข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ดังนั้นการวางตัวให้ ดร.ศิริ มานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ในช่วงท้ายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์   ซึ่งถือว่าเป็นการวางคนที่มีความรู้ความสามารถตรงกับสายงานมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐมนตรีพลังงานสองคนก่อนหน้านี้  ก็น่าจะเป็นความหวังให้กับคนในวงการพลังงานว่า ดร.ศิริ จะผลักดันงานสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของแหล่งปิโตรเลียม ทั้งแหล่งที่จะหมดอายุสัมปทาน และแหล่งใหม่ที่จะเปิดให้เอกชนเข้าสำรวจและผลิต รอบใหม่ ที่ยังค้างอยู่ ได้สำเร็จภายในปีงบประมาณ2561 นี้ 
     
    สำหรับประวัติ ความเป็นมา และแนวคิดของ ดร. ศิริ  จิระพงษ์พันธ์ นั้นถือว่าน่าสนใจ  โดยดร.ศิริ เกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2497 ถ้านับจนถึงปัจจุบันก็มีอายุ 63  ย่างเข้า64ปี จบการศึกษา Bachelor of Science (วิศวกรรมเคมี) เกียรตินิยม สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาและ Doctor of Science (วิศวกรรมเคมี) สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเซ็ทส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประวัติการทำงานที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศ  ซึ่งตำแหน่งสุดท้ายก่อนที่จะลาออก เพื่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คือ  ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย 
     
    ช่วงปี2557 ที่เริ่มต้นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นั้น ดร.ศิริ มีบทบาทสำคัญอยู่ในกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) (ก่อตั้งโดยดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ ปัจจุบันเป็นประธานบอร์ด ปตท. )  และการเป็นกรรมาธิการสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดย ดร.ศิริ ออกมาแสดงความคิดเห็นสู่สาธารณะ เรื่องของแนวทางการปฎิรูปพลังงาน เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล อยู่บ่อยครั้ง 
     
    แนวคิดที่น่าสนใจ ที่ ดร.ศิริ เคยนำเสนอไว้ งาน Energy Forum  ครั้งที่1 ในช่วงที่ ดร.ณรงค์ชัย เป็นรัฐมนตรีพลังงาน เมื่อเดือนตุลาคม 2557  คือการนำเสนอแบบจำลองของสถานการณ์ของก๊าซธรรมชาติในอนาคตว่า จะมีใช้ไปได้อีกเพียง8ปีเท่านั้น (รวมปริมาณสำรอง ที่พิสูจน์แล้ว P1 8.4ล้านล้านลูกบาศ์กฟุต และปริมาณสำรองที่มีความเป็นไปได้ว่าจะพบ50% หรือP2)  หากไม่มีการค้นพบปิโตรเลียมในแหล่งนอกสัมปทานอื่นๆเพิ่มเติม
     
    ดร.ศิริ บอกว่า ในปี2564 กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติจะเริ่มลดลงต่ำกว่า 2,750 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ส่งป้อนให้โรงแยกก๊าซปัจจุบัน  นั้นหมายถึงว่า โรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 1 ของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) จะต้องปิดตัวลงไปเนื่องจากมีปริมาณก๊าซฯไม่พอสำหรับการผลิต  และหากไม่มีก๊าซจากแหล่งใหม่ๆมาเพิ่ม ในปี2566 ประเทศจะต้องนำเข้าแอลเอ็นจี มาทดแทนก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ถึง100%   
     
    ดร.ศิริ เคยคาดการณ์ไว้ด้วยว่า  ไทยอาจจะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมากถึง 40-50 ล้านตัน หรือเกือบ 50% ของการนำเข้าแอลเอ็นจีของประเทศญี่ปุ่น ที่จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 3.90 บาทต่อหน่วย เป็น 5.50 บาทต่อหน่วยในอนาคต เนื่องจากราคาแอลเอ็นจีมีราคาแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทยกว่าเท่าตัว  โดยต้นทุนค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงจะทำให้บริษัทต่างชาติ ไม่กล้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะกระทบการจ้างงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องเป็นลูกโซ่  จึงสนับสนุนให้มีการเร่งเปิดให้เอกชนเข้ามายื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ หลังจากที่การเปิดสัมปทานครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี2550  ในขณะเดียวกันยังเสนอให้เร่งการประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ทั้งเอราวัณ และบงกช เพื่อให้รู้ผลผู้ชนะประมูลโดยเร็ว   
     
    สำหรับข้อเสนอของดร.ศิริ ต่อรัฐบาลในเรื่องของการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ที่ต้องการให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง นั้น ได้รับการตอบรับและแก้ไขมาเป็นลำดับแล้ว จากทั้ง ดร.ณรงค์ชัย และพลเอกอนันตพร  และถือว่าเป็นผลงานสำคัญของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ในช่วงที่ผ่านมา
     
    ในส่วนแนวคิด ต่อการเลือกใช้ระบบสัมปทานหรือระบบแบ่งปันผลผลิตในการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช นั้น ถือว่า ดร.ศิริ มีความเข้าใจในทั้งสองระบบค่อนข้างดี  และเคยแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ ว่า รัฐควรต้องออกแบบระบบบริหารจัดการปิโตรเลียม  ที่ไม่กีดขวางโอกาสของประเทศมากเกินไป  โดยมองว่า สัมปทานเป็นระบบที่ควบคุมได้ดีพอสมควร ข้าราชการคุ้นเคย ทำงานเข้ากันได้ รู้วิธีการตรวจสอบ พูดง่าย ๆ ก็คือ ระบบนี้ควบคุมง่าย มีความโปร่งใส โอกาสคอร์รัปชั่นแทบจะไม่มี เพราะมีการประกาศทุกเงื่อนไขในการให้สัมปทานเป็นกฎหมาย เมื่อให้สิทธิ์ไปแล้ว สิ่งที่ผู้รับสัมปทานต้องทำก็คือ ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย 
     
    ในขณะที่ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี  ดร.ศิริ แสดงความกังวลว่า รัฐอาจจะต้องมีความพร้อมที่มากกว่านี้ โดยยังเป็นห่วงในต้นทุนการผลิตปิโตรเลียมที่มาจากระบบพีเอสซี ที่ สูงกว่าระบบสัมปทาน และ มีกระบวนการทำงานที่ล่าช้ากว่า โดยยกตัวอย่างของอินโดนีเซีย    อย่างไรก็ตาม  ดร.ศิริ มองว่า หากรัฐจำเป็นต้องใช้ระบบพีเอสซี   ก็ต้องเรียนรู้และสร้างระบบให้ดี   ซึ่งในแนวทางการเปิดประมูล แหล่งเอราวัณ บงกช ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม และจัดทำร่างทีโออาร์ อยู่ในขณะนี้นั้น เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต  ที่ต้องติดตามดูว่า ดร.ศิริ จะสั่งให้มีการแก้ไขปรับปรุงอะไร หรือไม่ 
     
    อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเส้นทางการทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ของดร.ศิริ จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ  เพราะทันทีที่มีข่าวการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ในครม.ประยุทธ์5 และมีชื่อของ ดร.ศิริ  จิระพงษ์พันธ์  เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ถูกโยกไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น  ก็มีแรงต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอที่คัดค้านเรื่องพลังงาน ต่างออกมาโพสต์ข้อความ ดิสเครดิต กระหึ่มอยู่ในโลกโซเชียล  ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย ต่อ ดร.ศิริ  จะมีกลยุทธ์การทำงาน และกระบวนการสื่อสารกับประชาชนที่แตกต่างออกไปจากรัฐมนตรีพลังงานสองคนก่อนหน้านี้ อย่างไร เพื่อฝ่ากระแสต้านของเอ็นจีโอกลุ่มนี้  และผลักดันงานเร่งด่วนสำคัญที่รออยู่ข้างหน้า ในช่วงท้ายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม  
     
  • Date : 24 / 11 / 2017
    " อย่าโลกสวย " รองผู้ว่าการ กฟผ.ชี้ถ่านหิน จำเป็นต่อความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ
    รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ.เปิดบ้านให้ผู้ร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ CM& USD 2017 พิสูจน์อากาศ แม่เมาะ ระบุ กลุ่มต้านโรงไฟฟ้า"อย่าโลกสวย" ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานเพิ่มมากขึ้นในอนาคต และพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถเป็นเชื้อเพลิงหลักที่จะมาทดแทนได้ทั้งหมด  ดังนั้น  ถ่านหิน  จึงเป็นคำตอบของเชื้อเพลิงที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้ประเทศ โดยเฉพาะในภาคใต้ ที่กำลังการผลิตติดตั้งในพื้นที่ มีน้อยกว่าความต้องการใช้
     
    นายถาวร  งามกนกวรรณ รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ด้านการทำเหมืองถ่านหินและการใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Coal Mining and Utilization for Sustainable Development International Conference (CM&USD 2017) เมื่อวันที่23 พ.ย.2560 ที่ อาคารสมานฉันท์ธัชชวาล ศูนย์ฝึกอบรมแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง  ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ที่ไปร่วมงาน ว่า ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงที่มีความจำเป็นต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งทั่วโลกก็มีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลักในสัดส่วนกว่า30-40% ในขณะที่ประเทศไทยยังใช้ถ่านหินอยู่ประมาณ10กว่า%เท่านั้น โดยถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูก เมื่อเทียบกับก๊าซธรรมชาติ และพลังงานทดแทน  ในขณะที่เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทันสมัย ก็สามารถที่จะดูแลจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้   โดยยกตัวอย่างของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งใช้ถ่านหินลิกไนต์ เป็นเชื้อเพลิง ที่กรมควบคุมมลพิษ ได้ใช้เครื่องมือ ตรวจวัดคุณภาพอากาศแล้ว ก็พบว่าเป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศดีติดอันดับต้นๆของประเทศ  หมายความว่า โรงไฟฟ้าแม่เมาะสามารถบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี และ ผู้ร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ CM& USD 2017  ในครั้งนี้ ต่างได้มาเห็นและพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้ว 
     
    สำหรับความคืบหน้าของ แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ และที่อำเภอเทพา จ.สงขลา นั้น นายถาวร กล่าวว่า ยังคงดำเนินการไปตามขั้นตอน  โดยพื้นที่ภาคใต้นั้น จะเห็นว่ากำลังการผลิตในพื้นที่  มีน้อยกว่าความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอนาคต  ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลางที่จัดส่งไปช่วยผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง  อีกส่วนก็ต้องอาศัยไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียมาช่วย 
     
    นายถาวร กล่าวว่า ถ่านหินมีความจำเป็นสำหรับการใช้ในประเทศ โดยจะใช้เท่าไหร่ ในสัดส่วนเท่าไหร่ ก็ต้องดูในมิติของสิ่งแวดล้อม  เรื่องของราคาพลังงาน ราคาค่าไฟฟ้า  โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินจะทำให้ประเทศมีราคาค่าไฟฟ้าที่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้   ถามว่าในอนาคตที่ก๊าซในอ่าวไทยจะลดปริมาณลง ก๊าซจากเมียนมาก็จะลดลง ถ้าจะใช้แอลเอ็นจี มาทดแทนได้หรือไม่ ก็บอกว่าได้ แต่ค่าไฟฟ้าจะแพงขึ้นอย่างแน่นอน   อยากให้ดูตัวอย่างประเทศมาเลเซีย  เขามีก๊าซ มีน้ำมัน แต่ประเทศเขาส่งออก  สัดส่วนถ่านหินในอดีตเขาใช้ไม่ถึง10% แต่ ปัจจุบันใช้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนถึง40%  ราคาค่าไฟฟ้าของมาเลเซียจึงถูกกว่าประเทศไทย 
     
    "ปัจจุบันเราใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าประมาณ60% ถ้าก๊าซไม่มีจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ต้องนำเข้าแอลเอ็นจีเข้ามาทดแทน  แต่แอลเอ็นจี นั้นมีราคาแพงกว่าถ่านหิน  ถึงบอกว่า อย่าโลกสวย ต้องดูความเป็นจริง ว่าบริบทของประเทศเราเป็นอย่างไร  ต้องดูข้อมูลให้ครบถ้วน อย่าดูแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง  กฟผ.ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน  ถามหน่อยว่า พลังงานทดแทน พอมีแสงแดด โรงไฟฟ้าของกฟผ. ก็ต้องลดกำลังการผลิต เพราะมีไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มาแทน   แต่พอช่วงเย็นกำลังการผลิตจากแสงอาทิตย์เริ่มตกลง โรงไฟฟ้าของกฟผ. ก็ต้องเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนรถเฟอรารี่  เพื่อมาชดเชย กำลังการผลิตที่หายไป จากระบบ ถ้าการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ไม่มาเกี่ยวข้องกับระบบรวม หรือมีระบบสายส่งเอง ก็จะไม่เป็นปัญหา  ที่นี่เขาผลิตโดยไม่ต้องลงทุนสร้างสายส่ง  แต่มาใช้สายส่งของกฟผ. ก็คือเงินของประชาชน  สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนส่วนเพิ่ม ไม่มีโซลาร์เซลล์ โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ก็สามารถเดินเครื่องได้เต็มที่ และผลิตไฟฟ้าด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าโซลาร์เซลล์   กฟผ.นั้นเห็นด้วยกับการส่งเสริมพลังงานทดแทน แต่ต้องมีในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่เป็นภาระกับประชาชน  " นายถาวร กล่าว 
     
    สำหรับการ ประชุม CM&USD 2017 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกนั้น ถือเป็นการร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการทำเหมืองเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมแสดงนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ถ่านหินของไทยสู่ระดับสากล โดยมีนักวิชาการ นักวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ตลอดจนนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ของไทยและต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น อินเดียและเยอรมนี เข้าร่วมงานกว่า 350 คน 
     
     ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว มีหัวข้อการสัมมนาด้านการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากการทำเหมืองถ่านหิน รวมถึงการบรรยายพิเศษจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่  1) การทำเหมืองถ่านหินภายใต้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 โดยนายวิษณุ ทับเที่ยง รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)  2) พลังงานหมุนเวียนจะสามารถแทนที่พลังงานจากถ่านหินทั้งหมดในอุตสาหกรรมโลกได้หรือไม่ โดย รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ  3) โรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด หรือเทคโนโลยี HELE (High Efficiency, Low Emission) โดย Mr. Mikio Ando วิศวกรอาวุโส ฝ่ายวางแผนเชิงกลยุทธ์และสารสนเทศจากศูนย์พลังงานถ่านหิน ประเทศญี่ปุ่น  4) ความท้าทายของการเริ่มต้นการวิจัยและพัฒนา และความร่วมมือระหว่างประเทศของการทำเหมืองถ่านหินในประเทศอินเดีย โดย Prof. Dr. Khanindra Pathak กรรมการอิสระจาก Coal India Limited Department of Mining Engineering Indian Institute of Technology (IIT) เมืองฆารคปุระ ประเทศอินเดีย และ 5) ความสำคัญ ความท้าทายและแนวทางการแก้ไขปัญหาในการปิดเหมือง โดย Mr. Karl Kleineberg จากสถาบันเทคโนโลยี จอร์จ อกริโคลา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี                                        
              
     
  • Date : 24 / 11 / 2017
    " อนันตพร " สั่งขยายผลโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์สำหรับสูบน้ำเพื่อการเกษตร
    รัฐมนตรีพลังงาน “พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์” สั่งพลังงานจังหวัดขยายผลโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์สำหรับสูบน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร  หวังช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่ม  ชู พลังงานจังหวัดน่าน เป็นต้นแบบ  ด้านปลัดพลังงาน "ธรรมยศ ศรีช่วย ระบุปี 2561 จะใช้งบกองทุนอนุรักษ์พลังงานกว่า 100 ล้านบาท ให้พลังงานจังหวัด ใช้เพื่อสนับสนุนพลังงานทดแทนในชุมชนทั่วประเทศ
     
    วันที่ 24 พ.ย. 2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายธรรมยศ  ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน  ลงพื้นที่  บ้านหาดเค็ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการใช้งบประมาณกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ภายใต้ “โครงการพลังงานชุมชนเพื่อชุมชนจัดการตนเองทางด้านพลังงาน (Block Grant)  ซึ่งให้การสนับสนุนโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำเพื่อการเกษตรกรรม
     
    พลเอก อนันตพร  กล่าวว่า ต้องการให้พลังงานจังหวัดต่างๆ นำเทคโนโลยีพลังงานมาเป็นส่วนช่วยสร้างรายได้ให้เกษตกรเพิ่มขึ้น โดยให้พลังงานจังหวัดน่านถือเป็นต้นแบบด้านการนำโซลาร์เซลล์มาผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้สูบน้ำเพื่อการเกษตร  ซึ่งส่งผลดีต่อพืชผลทางการเกษตรและช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น โดยตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ บ้านหาดเค็ดและบ้านสบยาว ตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน   ที่พลังงานจังหวัด ในพื้นที่อื่นๆสามารถนำไปขยายผลปรับใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ได้ต่อไป
     
    สำหรับบ้านหาดเค็ด ได้รับเงินสนับสนุนประมาณ 478,000 บาท ผลิตไฟฟ้าขนาด 4,200 วัตต์ พร้อมถังพักน้ำคอนกรีต ขนาด 30 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 1 ชุด นำไปติดตั้งบนพื้นที่สูงกว่าแหล่งน้ำประมาณ 30 เมตร และจ่ายน้ำด้วยระบบท่อไปยังแปลงเกษตรของเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงและเกษตรกรอื่นๆ จำนวน 293 ราย ในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านหาดเค็ด หมู่ที่ 9 บ้านใหม่สามัคคี และหมู่ที่ 4 บ้านเมืองหลวง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 700 ไร่ ซึ่งภายหลังจากที่มีการจัดการระบบน้ำที่มีประสิทธิภาพและทั่วถึงในแต่ละพื้นที่แล้ว ทำให้กลุ่มเกษตรกร เช่น กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงมีผลผลิตเพิ่มขึ้น 10% หรือเพิ่มเป็น 522 ตัน คิดเป็นมูลค่า 6.5 ล้านบาท ที่สำคัญยังสามารถพัฒนาเป็นมะม่วงส่งออกไปขายยังต่างประเทศสร้างรายได้เพิ่มให้กับกลุ่มเกษตรกร นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดไปสู่การปลูกพืชหลังนา  พืชผักนอกฤดูกาล ทำให้คนในชุมชนมีอาชีพเสริม มีรายได้ที่ยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
     
    ส่วนพื้นที่บ้านสบยาว ได้สนับสนุนระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และเกษตรกรอื่นๆ จำนวน 50 ราย ในพื้นที่ 620 ไร่ ภายใต้งบประมาณ 478,000 บาท ผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ขนาด 4,200 วัตต์ พร้อมถังพักน้ำคอนกรีต ขนาด 30 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 1 ชุด ติดตั้งบนพื้นที่สูงกว่าแหล่งน้ำประมาณ 70 เมตร และจ่ายน้ำด้วยระบบท่อไปยังแปลงเกษตรของเกษตรกร ซึ่งได้ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนสามารถเพิ่มรอบในการเลี้ยงหนอนไหมได้ 25-30%  ส่งผลให้เกษตรกรมีรายเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่ารายละ 20,000 บาท  
     
    ด้านนายธรรมยศ  ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า คาดว่าในปีงบประมาณ 2561 กระทรวงพลังงานจะนำเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาสนับสนุนโครงการของพลังงานจังหวัดต่างๆทั่วประเทศประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชน และอยู่บนเงื่อนไขว่าเมื่อ สนับสนุนไปแล้วจะต้องมีผู้ดูแลอุปกรณ์หรือโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืนตลอดไป 
     
    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาพลังงานจังหวัดต่างๆได้เข้าไปสนับสนุนชุมชนด้านพลังงานในรูปแบบที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น โครงการเตาอบ พลังงานแสงอาทิตย์และโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง และโคงการโซล่าร์สูบน้ำ900 บ่อ