ข่าวทั้งหมด

Date : 18 / 07 / 2017

  • Date : 18 / 07 / 2017
    "อนันตพร"ยันปลัดพลังงานคนใหม่ไม่มีข้ามห้วย

    รัฐมนตรีพลังงานยันเสนอตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ สัปดาห์หน้า การันตีไม่มีข้ามห้วยจากกระทรวงอื่น  ในขณะที่ตัวเต็ง เหลือ3ชื่อ “ธรรมยศ” “วิฑูรย์” และ “ประพนธ์”

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ตอบคำถามสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2560 ถึงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ว่าแทนนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือน ก.ย. 2560  ว่า  กระทรวงพลังงานจะเสนอรายชื่อปลัดกระทรวงพลังงานใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในสัปดาห์หน้านี้( 25ก.ค. 2560)  โดยยืนยันว่าปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่จะมาจากผู้บริหารในกระทรวงพลังงานแน่นอน ไม่มีการข้ามห้วยจากกระทรวงอื่น

    พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า การคัดเลือกตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ไม่มีการล็อคสเปคหรือเอื้อประโยชน์ต่อใครแน่นอน ทั้งนี้พิจารณาจากอาวุโส มีความสามารถ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในช่วงที่ผ่านมา  และเชื่อว่าจะทำงานประสานกับทุกฝ่ายได้ดีในอนาคต

    “คนที่เลือกมาเป็นปลัดคนใหม่เป็นคนในกระทรวงพลังงานแน่นอน ไม่ใช่คนนอก เคยเป็นอธิบดีในกระทรวงพลังงานมาก่อนอยู่แล้ว ผมไม่ได้คัดเลือกโดยยึดตัวบุคคล แต่ใครทำดีย่อมได้ดี ต้องเป็นคนที่ทำงานในระบบเราได้” พล.อ.อนันตพร กล่าว

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า สำหรับบุคคลที่มีการคาดหมายว่าจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ยังคงมีชื่อของนายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งเคยเป็นอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)มาก่อน โดยถูกย้ายสลับตำแหน่ง กับนายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ  ที่เป็นแคนดิเดทอีกคน  ส่วนนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นั้นถึงแม้ยังไม่เคยผ่านงานการเป็นรองปลัดกระทรวง พลังงาน  แต่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความอาวุโสสูงสุด    

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนายธรรมยศ และนายวิฑูรย์ นั้นเหลืออายุราชการอีกเพียง 1ปี โดยจะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.ปี 2561 ในขณะที่นายประพนธ์ นั้นเหลืออายุราชการอีก 4 ปี เกษียณอายุราชการในปี 2564

    สำหรับนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) นั้นถึงแม้จะมีสิทธิ์ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปลัดกระทรวงพลังงานได้เพราะเคยผ่านงานเป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน มาก่อน แต่เมื่อพิจารณาโดยเทียบอาวุโสในบรรดาแคนดิเดท ทั้งหมดแล้ว ถือว่ายังเหลืออายุราชการอีก 12ปี  ในขณะที่ นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ไม่ได้เป็นตัวเต็งมาตั้งแต่ต้น

    ทั้งนี้หลังการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่แล้ว กระทรวงพลังงานจะยังมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับอธิบดีและผู้ตรวจราชการ และรองปลัดกระทรวงที่ว่างลงด้วย เพื่อมาแทนนายสมนึก บำรุงสาลี  รองปลัดกระทรวงพลังงาน และนางบุญบันดาล  ยุวนะศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ที่จะเกษียณอายุราชการ ในเดือนก.ย.2560 พร้อมนายอารีพงศ์ 

    ส่วนกระแสข่าวที่มีออกมาก่อนหน้านี้ว่า หากตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ยังจัดสรรไม่ลงตัว จะมีการส่งนาย มณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง จากกระทรวงมหาดไทย ข้ามห้วยมาเป็นแทน  แต่ประเด็นดังกล่าวถูกตัดออกไปแล้ว 

     

  • Date : 18 / 07 / 2017
    ปตท.เตรียมเจรจาซื้อLNGเพิ่มช่วงตลาดเป็นของผู้ซื้อ

    ปตท.เตรียมเจรจาซื้อLNG กระจายตามแหล่งต่างๆ ในช่วงตลาดเป็นของผู้ซื้อ เพื่อให้ได้ปริมาณที่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจากการเปิดเสรีก๊าซฯ หลังคาดการณ์ตลาดก๊าซฯโลกอีก 5 ปี ปริมาณผลิตและการใช้กลับสู่สมดุล และอำนาจการตลาดจะกลับไปเป็นของผู้ขาย ดันราคาปรับสูงขึ้น  ด้านบริษัทพีทีที โกลบอล แอลเอ็นจี ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อทำธุรกิจก๊าซLNG ครบวงจร เตรียมลงนามกับปิโตรนาส ซื้อหุ้นโรงงานผลิต LNG มาเลเซีย 10% ช่วงไตรมาส 3ปี 2560 นี้  

    นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.คาดการณ์ทิศทางตลาดก๊าซธรรมชาติโลก ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยอำนาจทางการตลาดจะกลับไปเป็นของผู้ขาย เนื่องจากกำลังการผลิตและความต้องการใช้จะกลับมาสมดุลและทำให้ราคาปรับขึ้นได้จากปัจจุบันที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)อยู่ระดับ 6 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู ดังนั้นเมื่ออำนาจทางการตลาดยังเป็นของผู้ซื้ออยู่ในปัจจุบัน ทาง ปตท.จึงเตรียมพิจารณาทำสัญญาซื้อก๊าซฯLNG จากแหล่งต่างๆ ในลักษณะกระจายตัว แต่ไม่รีบร้อนเพื่อให้ได้ราคาดีที่สุด

    อย่างไรก็ตาม ปตท.มีความเป็นห่วงกรณีการเปิดเสรีก๊าซฯของประเทศ ซึ่งอาจเกิดปัญหาความมั่นคงด้านการนำเข้า LNG เพราะในระยะแรกจะเกิดผู้นำเข้าหลายราย แต่หากธุรกิจไม่ได้กำไรผู้ประกอบการอาจหยุดนำเข้า จึงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงได้ ซึ่งภาครัฐอาจต้องพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้ดูแลความมั่นคงการนำเข้าที่จะเกิดขึ้น  

     ทั้งนี้ ปตท.ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติ จะเตรียมรองรับปัญหาดังกล่าวด้วยการลงทุนหรือซื้อก๊าซ LNG กระจายในแหล่งต่างๆ และให้มีปริมาณ LNG มากพอสมควรที่จะสามารถบริหารจัดการรองรับความเสี่ยงได้ อย่างไรก็ตามหากภาครัฐกำหนดให้มีการสำรอง LNG ตามกฎหมายก็จะมีส่วนช่วยให้เกิดความมั่นคงขึ้นได้

    นายวิรัตน์ กล่าวว่า สำหรับปี 2560 นี้ คาดว่าความต้องการใช้ LNG ของประเทศจะไม่ถึง 5 ล้านตันตามที่คาดไว้ โดยน่าจะอยู่ระดับ 3-4 ล้านตัน เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ของประเทศไม่สูงเท่าที่คาดการณ์ ทำให้ความต้องการใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าน้อยลงไปด้วย ขณะที่การลงทุนสร้างคลัง LNG ของปตท.ปัจจุบันเตรียมรองรับ LNG ขนาดรวม 19  ล้านตัน แบ่งเป็นTerminal 1 รวม 11.5 ล้านตันและTerminal 2 รวม 7.5 ล้านตัน ซึ่งถือว่าไม่มากเกินไป เพราะเป็นไปตามการคาดการณ์ปริมาณการใช้ในอนาคตของกระทรวงพลังงาน แต่จะขยายคลังเพิ่มอีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ความต้องการใช้ LNG ในระยะยาวของกระทรวงพลังงาน ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ พีดีพี 2015

    นายวิรัตน์ กล่าวว่า สำหรับการลงทุนธุรกิจ LNG ของ ปตท. นั้น ได้เตรียมลงนามสัญญากับบริษัท ปิโตรนาส ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติของมาเลเซีย เพื่อเข้าไปถือหุ้นในโรงงานผลิตแอลเอ็นจี(Liquefaction) สัดส่วน 10% ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2560 นี้ หลังจากได้บรรลุการเจรจาร่วมกัน โดยให้บริษัทร่วมทุน คือ พีทีที โกลบอล แอลเอ็นจีเป็นผู้ถือหุ้นในโครงการดังกล่าว รวมถึงยังอยู่ระหว่างเจรจาเข้าไปถือหุ้นในแหล่งก๊าซ LNG ของปิโตรนาสด้วย จากปัจจุบัน ปตท.มีสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาว 15 ปี กับปิโตรนาส จำนวน 1.2 ล้านตันต่อปี

    ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติจัดตั้งบริษัท พีทีที โกลบอล แอลเอ็นจี จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับก๊าซ LNG ขยายไปสู่ธุรกิจ LNG Value Chain แบบครบวงจร ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ปตท.สผ.ศูนย์บริหารธุรกิจ จำกัด และ ปตท. สัดส่วนการถือหุ้นเท่ากัน 50%

Date : 17 / 07 / 2017

  • Date : 17 / 07 / 2017
    วงเสวนา วิศวฯ เชื่อคนหันมาติดโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้นเพราะต้นทุนถูกลง
    นักวิชาการพลังงาน เชื่อผู้บริโภคหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้นในอนาคตเพราะต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกลงเรื่อยๆ  หนุนเก็บค่าback up เฉพาะรายใหญ่  ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรม  ระบุติดโซลาร์รูฟท็อปมีความคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่ายค่าไฟลงถึง1ใน3  เสนอรัฐเปิดเสรี ควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน  ด้านนายกสมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย แนะรัฐให้ความสำคัญเรื่องการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุ ในอนาคต
     
    เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2560 วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดเสวนาเรื่อง "โซลาร์รูฟท็อป จะพลิกโฉมระบบไฟฟ้าอย่างไร" ณ อาคารวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ 
     
    ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการพลังงานอิสระ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าการที่ภาครัฐจะเรียกเก็บค่าสำรองไฟฟ้า(backup rate ) กับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ที่มาขอไฟฟ้าสำรองจากการไฟฟ้า แต่ไม่เรียกเก็บกับกลุ่มผู้ผลิตรายเล็กที่ผลิตต่ำกว่า 10 กิโลวัตต์ เป็นเรื่องที่ดี  ถือว่ารัฐเดินมาถูกทาง เพราะการเรียกเก็บค่า back up  จะช่วยลดภาระผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวมได้ในอนาคต
     
    โดยแนวโน้มต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ จะทำให้ผู้บริโภค จะหันมาติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟใช้เอง เพิ่มมากขึ้น   ซึ่งปัจจุบันการติดโซลาร์รูฟท็อปในประเทศไทยเป็นแบบกระจายตัว ดังนั้นในช่วงเวลาที่แดดหายไปไม่ได้หมายความว่า การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์โซลาร์รูฟท็อปจะหายไปพร้อมกันทั้งประเทศ  แต่ในทางกลับกันกลุ่มบ้านเรือนที่ติดตั้งโซลาร์กลับช่วยให้เกิดการใช้ไฟฟ้าในระบบน้อยลง ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาลต้องการ ดังนั้นจึงยังไม่ควรพิจารณาเก็บค่า back up กับผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยในเวลานี้
     
    ส่วนการเปิดโซลาร์รูฟท็อปเสรีนั้น เห็นว่าภาครัฐควรเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเสรี โดยรับซื้อในอัตราใกล้เคียงต้นทุนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) คือประมาณกว่า  2 บาทต่อหน่วย ซึ่งเชื่อว่าเป็นอัตราที่จะไม่กระทบต่อภาระค่าไฟฟ้า  และที่สำคัญภาครัฐจะต้องควบคุมการติดตั้งให้กระจายตัวทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า 
     
    นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากผลการศึกษาของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่าผลกระทบจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)จะเกิดในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ดังนั้นหากรัฐออกกฎเกณฑ์การเรียกเก็บค่าสำรองไฟฟ้า(back up) รวมถึงกฎเกณฑ์จัดเก็บอัตราค่าบริการสายส่งและจำหน่าย(Wheeling Charges) ในเร็วๆนี้ จะกลายเป็นอุปสรรคต่อระบบการเกิดของโซลาร์รูฟท็อปในประเทศไทยได้ 
     
    นายสุวิทย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ธุรกิจโซลาร์เซลล์กำไรไม่ได้ดีเหมือนสมัยก่อน IRR อยู่ที่ 7-8% ซึ่งหากถูกเก็บ Backup Rate และจัดเก็บอัตราค่าบริการสายส่งและจำหน่าย(Wheeling Charges) อีก จะฉุดให้ IRR เหลือ 3% ซึ่งทำให้ธุรกิจโซลาร์เซลล์ไม่เกิดขึ้น
     
    โดยเอกชนต้องการให้รัฐเปิดโซลาร์รูฟท็อปเสรีอย่างแท้จริง โดยภาครัฐควรปรับกฎระเบียบทั้งการรับซื้อไฟฟ้า การเชื่อมต่อไฟฟ้าให้เกิดเสรีมากขึ้น  อีกทั้งต้องไม่กำหนดเสรีเฉพาะโซลาร์รูฟท็อปเพียงอย่างเดียว  แต่ควรจะส่งเสริมการติดตั้งในพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่หลังคาได้ เช่น บนผิวน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ควรต้องมีการส่งเสริมการลงทุนติดตั้งโซลาร์ เซลล์ ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage )เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าโดยรวม 
     
    เขากล่าวว่า  ปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคอุตสาหกรรม มีความคุ้มค่าและช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าลงได้ 1 ใน 3 ของต่อโรงงาน 1 แห่ง ทำให้มองเห็นความนิยมของติดตั้งมากขึ้นในอนาคต  และลดการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าลง ซึ่งจะส่งผลกระทบรายได้ของการไฟฟ้า และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาครัฐมีแนวคิดจะเก็บค่า Backup
     
    ด้าน ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร นายกสมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดโซลาร์เสรีในไทย จำเป็นที่ ทั้งสามการไฟฟ้าต้องเตรียมพร้อมในด้านสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ทกริด)ก่อน และมีแผนที่ชัดเจนที่แจ้งให้เอกชนได้รับทราบ เพื่อเตรียมพร้อมก้าวไปสู่โซลาร์เสรีพร้อมกัน อย่างไรก็ตามเห็นว่าพลังงานทดแทนจะเป็นพลังงานหลักในอนาคตได้จะต้องมีความพร้อมด้านแบตเตอรี่มารองรับก่อน 
     
    นอกจากนี้ยังเห็นว่า ในอนาคตรัฐควรจะต้องหันมาเน้นเรื่องการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุแล้ว เพื่อให้นำกลับมาใช้ใหม่ป้องกันปัญหามลภาวะ   
     
     

Date : 14 / 07 / 2017

  • Date : 14 / 07 / 2017
    "สุรศักดิ์"ย้ำ4แผนงานประยุกต์ใช้Energy Storage ขับเคลื่อนEnergy 4.0

    กระทรวงพลังงานย้ำกรอบแผนงาน4ด้านประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) สอดคล้องนโยบายพลังงาน 4.0 สำหรับประเทศไทย เผยความคืบหน้างบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 765 ล้านบาท อนุมัติแล้ว32โครงการรวมวงเงิน 295 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดสัมมนา “ความพร้อมของประเทศไทยกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน” เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัย นักวิชาการ ผู้ประกอบการ องค์กรภาครัฐ และเอกชน ได้ทราบถึงทิศทางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมด้านระบบกักเก็บพลังงานในระดับสากล รวมถึงกรณีศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับประยุกต์ใช้ในประเทศไทย โดยมี พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4.0 สำหรับประเทศไทย”

    โดยพลเอกสุรศักดิ์ กล่าวว่า นโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล เป็นโมเดลทางธุรกิจที่เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่ง กระทรวงพลังงาน มีนโยบายในการเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4.0 หรือ Energy 4.0 ให้มีความสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยการใช้ “การวิจัย พัฒนา เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ดังจะเห็นได้จากนวัตกรรมที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และมีผลกระทบต่อการผลิตและใช้พลังงานของประเทศ เช่น การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ที่เปลี่ยนการใช้พลังงานน้ำมันเป็นไฟฟ้า หรือการนำพลังงานจากธรรมชาติ เช่น แสงแดด ลม หรือชีวมวลมาใช้ผลิตไฟฟ้าแทนพลังงานน้ำจากเขื่อน ฉะนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการวิจัย พัฒนา เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรับมือให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ สนพ.เป็นผู้ดำเนินการ ในกรอบแผนงาน 4 ด้าน คือ 1 Firm Renewable Energy ที่ต้องทำให้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม หรือชีวมวล ที่ผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า มีความเสถียร สามารถใช้เป็นพลังงานหลักของประเทศได้  2 EV (Electric Vehicle) หรือยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดมลพิษที่เกิดจากการเผาผลาญน้ำมัน โดยรัฐบาลไทยประกาศสนับสนุนการผลิตและใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ทั้งจากบ้านเรือนที่พักอาศัย หรือที่ปั๊มชาร์จไฟฟ้า โดยขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการผลักดันให้ภาคเอกชนสร้างปั๊มชาร์จไฟฟ้าให้ได้ 150 หัวจ่าย  3  Smart City - Smart Grid คือการพัฒนาชุมชนหรือเมืองอัจฉริยะ ให้ผลิตและใช้ไฟฟ้าได้เอง ทำให้สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 4 Energy Storage หรือระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักที่จะทำให้เกิดการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ให้ใช้ได้นาน ทำให้การบริหารจัดการพลังงานทดแทนให้มีความเสถียร (Firm Renewable) ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle) ใช้งานได้นานขึ้น

    โดยปัจจุบันเทคโนโลยี Energy storage มีความหลากหลาย ทั้งเทคโนโลยีเดิมที่มีการใช้มานาน หรือเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจ เช่น แบตเตอรี่ลิเที่ยม รวมถึงเทคโนโลยีอนาคต เช่น supercapacitor แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยหลักๆ คือ ราคาต้นทุนเป็นสำคัญ นอกจากนี้การลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทย ต้องคำนึงถึงการมีวัตถุดิบในประเทศ หรือการมี supply chain ที่ครบถ้วน รวมถึงการมีนโยบายและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

    การสัมมนาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดี ที่จะได้สำรวจองค์ความรู้และหารือแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี นโยบาย มาตรการส่งเสริม และทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรม Energy storage เพื่อประเมินความพร้อมและกำหนดบริบทการพัฒนาเทคโนโลยี Energy storage ที่เหมาะสมกับประเทศไทย ทำให้เรารู้ว่า ประเทศไทยควรจะเดินอย่างไร จะเตรียมความพร้อมเรื่อง Energy storage อย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย Energy 4.0 เพื่อการพัฒนาให้ประเทศมีความยั่งยืน

    ด้าน นางเอมอร ชีพสุมล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้มติอนุมัติงบประมาณ 765 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดทำโครงการสนับสนุนการศึกษาวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ภายในระยะเวลา 2 ปี

    งบประมาณดังกล่าว สนับสนุนให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานในด้านต่างๆ โดยนำร่องการใช้งานในด้านความมั่นคงและภัยพิบัติ ด้านอุตสาหกรรม และยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างฐานการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระยะยาว โดยได้ร่วมมือและมอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเป็นผู้บริหารจัดการโครงการ”

    ทั้งนี้ในความคืบหน้าในการดำเนินงานระยะที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 สวทช. เปิดรับข้อเสนอโครงการจัดกระบวนการพิจารณา และเสนอคณะทำงานกำกับงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Steering Committee) อนุมัติการสนับสนุนโครงการแล้ว รวม 32 โครงการ งบประมาณรวม 301,897,000 บาท เป็นงบประมาณจากกองทุนฯ 295,634,000 บาท และงบประมาณร่วมสนับสนุนจากภาคเอกชน 6,263,000 ซึ่งยังมีงบประมาณคงเหลืออีก 400,320,000 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อให้ทิศทางและแนวทางในการดำเนินงานมีความสอดคล้องและต่อเนื่องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล สนพ. ในฐานะเลขานุการกองทุนฯ จึงร่วมมือกับ สวทช. จัดสัมมนาขึ้น เพื่อสำรวจองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี นโยบาย มาตรการส่งเสริม และทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมด้านระบบกักเก็บพลังงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนา การกำหนดนโยบายและมาตรการส่งเสริมด้านระบบกักเก็บพลังงาน สำหรับเป็นกรณีศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับประยุกต์ใช้ในประเทศไทย”

    งานสัมมนาที่จัดขึ้นได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงพลังงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา มาบรรยายเรื่อง A review of U.S. market reforms for renewable integration, flexibility, and storage และผู้เชี่ยวชาญจาก DNV GL Clean Technology Center ประเทศสิงคโปร์ มาบรรยายเรื่อง Evolution of Energy Storage Systems Technology: Current and future รวมทั้งการเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของประเทศไทยกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน” โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ผู้แทนจากหน่วยงานดูแลกำกับนโยบาย และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศ มาแลกเปลี่ยนความรู้และอภิปรายร่วมกัน เพื่อหารือถึงบริบทการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานที่เหมาะสมกับประเทศไทยต่อไป
     

  • Date : 14 / 07 / 2017
    กรมธุรกิจพลังงานเผย ยอดใช้NGVครึ่งปี2560ตก14%

    กรมธุรกิจพลังงาน เผยยอดใช้NGVครึ่งปีแรก ปรับลดลงกว่า 14% จากการที่ผู้ใช้รถหันไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ปั๊มNGVทยอยปิดตัวลงต่อเนื่อง ในขณะที่การใช้น้ำมันเบนซิน โต4.3% และดีเซล โต2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว   

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า ยอดการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 เฉลี่ยอยู่ที่ 6.9ล้านกิโลกรัมต่อวัน ลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นปี2559 ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ และรถบรรทุกสินค้าที่เคยเติมNGV เปลี่ยนมาใช้รถที่เติมน้ำมันเชื้อเพลิงแทน ที่เห็นว่ามีความคุ้มค่ามากกว่า  ซึ่งส่งผลให้สถานีบริการ NGV ทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนการใช้ก๊าซหุงต้ม(LPG) เพิ่มขึ้น 2.3% อยู่ที่ 16.6 ล้านกิโลกรัมต่อวัน โดยเป็นของการใช้ทุกภาคยกเว้นภาคการขนส่ง

     ปัจจุบันมีจำนวนสถานีบริการ LPG อยู่ที่ 2,091 แห่ง เทียบกับปีก่อนที่ 2,092 แห่ง ส่วนสถานี NGV ปัจจุบันอยู่ที่ 462 แห่ง เทียบกับปีก่อนที่ 487 แห่ง และคาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

    สำหรับ ภาพรวมการใช้น้ำมัน เชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวัน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560  เติบโตขึ้น โดยการใช้ของกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้น 4.3% อยู่ที่ 29.8 ล้านลิตรต่อวัน ส่วน การใช้ดีเซล เติบโต 2.3% อยู่ที่ 65.4 ล้านลิตรต่อวัน  

    ขณะที่แนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 นี้ คาดว่ายังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งดูตัวเลขคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ที่คาดว่าจะโต 3.2% ดังนั้นการใช้น้ำมันจะเติบโตขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ กรมฯคาดว่ายอดใช้น้ำมันปี 2560 นี้จะเติบโต 3% เทียบกับปี 2559

    นายวิฑูรย์  กล่าวfด้วยว่า การปรับส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ให้ใกล้เคียงกับแก๊สโซฮอล์ 95 เริ่มส่งผลให้การใช้แก๊สโซฮอล์ 91 มียอดการใช้ลดลง โดยช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามียอดการใช้ลดลง 3.7% เหลือ 10.8 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่แก๊สโซฮอล์95 ปรับเพิ่มขึ้น 11.2% เป็น 11.6 ล้านลิตร ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่กระทรวงพลังงานต้องการจะให้มีการเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์91 ในอนาคต โดยสมัครใจ ปัจจุบันราคาแก๊สโซฮอล์91 อยู่ที่25.28 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 25.55 บาทต่อลิตร

  • Date : 14 / 07 / 2017
    ธุรกิจก๊าซLPGผันผวนก่อนเปิดเสรี1ส.ค.2560

    กรมธุรกิจพลังงาน เผยธุรกิจก๊าซ LPG ผันผวนหนัก ก่อนเปิดเสรีทั้งระบบ 1 ส.ค. 2560 ระบุผู้ค้าเร่งปรับแผนนำเข้าส่งออก โดยปตท.หยุดนำเข้า 5 เดือน เพื่อปรับแผนธุรกิจLPGใหม่ เตรียมออกประกาศรองรับ 2 ฉบับ เน้นป้องกันขาดแคลน LPG และสั่งเพิ่มสำรองจาก 5 วัน เป็น 9 วัน เริ่ม 1 ม.ค. 2564

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า ธุรกิจก๊าซหุงต้ม(LPG)ในไทยกำลังอยู่ในช่วงผันผวน เนื่องจากกำลังเร่งปรับตัวรองรับการเปิด LPG เสรี ที่จะเริ่มมีผล 1 ส.ค. 2560 นี้ โดยล่าสุดบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้หยุดนำเข้า LPG นับตั้งแต่เดือนก.พ. 2560 เพื่อปรับแผนธุรกิจใหม่ เนื่องจากเห็นว่าในอนาคตจะเกิดคู่แข่งการนำเข้า LPG มากขึ้น ประกอบกับลูกค้าของ ปตท.อาจหันไปซื้อ LPG จากผู้ค้ารายใหม่แทนได้

    รวมทั้งการเปิด LPG เสรี ที่กระทรวงพลังงานเตรียมจะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ช่วงปลายเดือน ก.ค. 2560 นี้ จะมีผลกระทบให้ ปตท.ต้องหลักเกณฑ์การใช้คลัง LPG ที่เขาบ่อยาใหม่ นอกจากนี้ ปตท.ยังต้องปรับตัวรองรับกรณีการผลิต LPG เพื่อใช้เองในโรงงานปิโตรเคมี เนื่องจากยังมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบการผลิต โดยเฉพาะกรณีการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565-2566

    อย่างไรก็ตาม ธพ.ได้รับแจ้งการนำเข้า LPG ในเดือน ก.ค. 2560 นี้ มีการแจ้งขอนำเข้า LPG รวม 113,500 ตัน โดยปตท.ได้กลับมานำเข้า LPG อีกครั้งหลังหยุดนำเข้าไป 5 เดือน โดยนำเข้าจำนวน 66,000 ตัน แบ่งเป็นนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศ 7,000 ตันและส่งออก 59,000 ตัน ซึ่งถือเป็นยอดส่งออกที่สูงสุดของปตท.ที่เคยผ่านมา นอกจากนี้ยังมีบริษัท สยามแก๊ส ที่ขอนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศ 44,000 ตัน และบริษัท ยูนิค นำเข้าเพื่อส่งออกจำนวน 3,500 ตัน ส่วนในเดือน ส.ค.-ก.ย. 2560 ปตท.จะหยุดนำเข้าอีกครั้ง ก่อนจะกลับมานำเข้าต่อในเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2560

    ทั้งนี้กรมฯเชื่อว่ายังมีอีกหลายบริษัทที่กำลังปรับแผน LPG อยู่ เพื่อรองรับนโยบาย LPG เสรี โดยคาดว่าทุกบริษัทจะส่งแผนนำเข้าและส่งออกที่เป็นแผนใหม่มายังกรมฯ หลังจากมีการประกาศใช้ LPG เสรีอย่างเป็นทางการ   

    นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ในส่วนของกรม ธพ. ก็ต้องเร่งออกประกาศกรมฯ 2 ฉบับ เพื่อรองรับการเปิด LPG เสรี ได้แก่ 1. ประกาศการเปลี่ยนแปลงอัตราสำรอง LPG เพิ่มขึ้น จากเดิมที่กำหนดให้ผู้ค้าสำรอง 1.5% ของปริมาณการจำหน่าย ให้เพิ่มเป็น 2.5% หรือจากเดิมสำรองไว้ใช้ได้ 5 วัน เป็น 9 วันแทน เพื่อป้องกันการขาดแคลน LPG โดยประกาศดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2564 และ 2. ประกาศกระทรวงพลังงานกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมป้องกันการขาดแคลน LPG

Date : 13 / 07 / 2017

  • Date : 13 / 07 / 2017
    "ดุสิต" "พรายพล"จับมือค้านจัดเก็บค่าback up โซลาร์รูฟท็อป

    วงเสวนา จุฬาฯ ร้อน  “ดุสิต เครืองาม “อ่านแถลงการณ์ 4 ข้อ  ค้านการเรียกเก็บค่า back up โซลาร์รูฟท็อป  ด้าน “พรายพล” ยกกรณี เยอรมัน ออสเตรเลีย หนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปใช้เอง  ในขณะที่ โฆษก กกพ. ยืนยัน แนวคิดจัดเก็บเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อดูแลผลกระทบรายได้ของการไฟฟ้าที่ลดลง ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ายังคงอยู่

    เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2560 สถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย ร่วมกับหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนา TGWA Advocacy ครั้งที่2 เรื่อง "ทิศทางและมายาคติ โซลาร์รูฟท็อปของประเทศไทย:มิติเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีผลิกโฉม" ที่ อาคารศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย

     ศ.ดร.ดุสิต เครืองาม นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทยและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งประเทศไทย(สปท.) หนึ่งในวิทยากรได้อ่านแถลงการณ์ 4 ข้อ โดยมีเนื้อหาไม่เห็นด้วยกับการที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) มีแนวคิดที่จะจัดเก็บค่า back up สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองดังนี้
     1.สมาคมฯไม่เห็นด้วยกับมาตรการการเก็บค่าธรรมเนียมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปทั้งสิ้น โดยเฉพาะการเรียกเก็บค่า Back up  

    2. เรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคนโยบาย กำกับ และภาคปฏิบัติ ช่วยเร่งเปิดโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี โดยให้เปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบได้ ส่วนจะคิดราคาเท่าไหร่ก็ได้ แต่อย่ากีดกันการผลิต
    3.ต้องการให้การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ปรับแก้ระบบ การแก้โครงข่ายตัดต่อไฟฟ้าอัตโนมัติ (relay เบรกเกอร์) เพื่อไม่ให้เกิดการจำกัดการซื้อและขายไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตโซล่าร์รูฟท็อปกับการไฟฟ้า
    และ4.ขอให้ กฟน.และ PEA ทบทวนการทำธุรกิจให้บริการรับเหมาติดตั้ง ซ่อมบำรุงโซลาร์รูฟท็อปให้บ้านและอาคารพาณิชย์ โดยสมาคมฯ ไม่เห็นด้วย ที่การไฟฟ้าจะเข้ามาทำธุรกิจแข่งกับเอกชน ซึ่งเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญว่าด้วยการไม่ให้รัฐทำธุรกิจแข่งกับเอกชน ซึ่งภาระกิจหลักของการไฟฟ้าคือให้บริการจ่ายไฟฟ้าให้ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ดูแลความมั่นคงไฟฟ้า ไม่ได้มีหน้าที่เข้ามาให้บริการดังกล่าว และมองว่า เอกชนทำได้ดีอยู่แล้ว  

    ในขณะที่ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวยกตัวอย่างประเทศเยอรมัน ซึ่งมีประสบการณ์การติดตั้งโซลาร์รูปท็อปมากว่า 10 ปีขึ้นไปว่าเยอรมันใช้วิธีรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ทั้งหมด และหากมีการผลิตมากเกินความต้องการใช้การส่งออกไปขายประเทศเพื่อนบ้านในราคาถูก  ส่วนกรณีผลกระทบเรื่องรายได้ของการไฟฟ้าที่ลดลงนั้น เยอรมัน ใช้วิธีกระจายภาระไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง ยกเว้นภาคอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน แต่อาจมีการชดเชยให้ผู้ผลิตไฟฟ้าได้บางส่วน โดยเยอรมันไม่เคยพูดเรื่องการเก็บค่า back up จากผู้ผลิตโซลาร์รูฟท็อป แม้ว่าการผลิตโซลาร์เซลล์ของเยอรมันส่วนใหญ่จะเป็นโซลาร์รูฟท็อปมากกว่าโซลาร์ฟาร์มก็ตาม

    "เยอรมันไม่ได้ลงโทษผู้ผลิตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่กระจายให้ประชาชนรับผิดชอบ และหาวิธีชดเชยให้การไฟฟ้าบ้าง ถือว่าดี เพราะเขามองว่าการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปช่วยให้โลกสะอาด แม้จะมีปัญหาทางเทคนิคก็ยังแก้ไขเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ไม่ใช่แก้ไขเพื่อจำกัดพลังงานหมุนเวียน ประเทศไทยควรนำมาคิด เราไม่ควรเก็บค่า back up โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน ที่ไม่ต้องพูดถึงหรือศึกษาด้วยซ้ำ พลังงานหมุนเวียนควรเป็นการผลิตอันดับแรกเลย เพราะโลกต้องการพลังงานสะอาด" ศ.ดร.พรายพล กล่าว

    ส่วนกรณีของสหรัฐฯ ที่มีการพูดกันกว้างขวางในเรื่องการคิดจะเก็บค่า back up โดยเฉพาะในรัฐแคริฟอร์เนียที่มีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์สูงมาก และเคยศึกษาพบว่า หากมีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เกิน 10% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ จะส่งผลกระทบให้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าลดลง รวมทั้งกรณีการผลิตไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอขึ้นกับแสงแดด เมื่อมีการผลิตมากจะส่งผลกระทบให้แรงดันไฟฟ้าในระบบให้สูงเกินไป นั้น ก็ไม่เคยใช้วิธีหยุดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อฟ เพราะมีการใช้นำระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ(Net Metering )มาใช้ ซึ่งสามารถตรวจสอบการซื้อและขายไฟฟ้าระหว่างกันได้ 

    สำหรับประเทศไทยนั้น ส่วนตัวเห็นว่าไม่ต้องคิดค่า back up  เนื่องจากสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาพบว่า หากผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์เพิ่มเป็น 3,000 เมกะวัตต์ ผลกระทบกับรายได้การไฟฟ้าน้อยมากเพียง  1%  ของรายได้การไฟฟ้าเท่านั้น พร้อมกันนี้ เห็นว่า รัฐควรส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์รูปท็อปแบบเสรี ด้วยการนำระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะมาใช้ ในการซื้อขายไฟฟ้าเช่นเดียวกัน 

    อย่างไรก็ตามถ้ามีปัญหาทางเทคนิควรใช้วิธีป้องกัน โดยนำเทคโนโลยีสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ทกริด) ระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage)มาใช้ ซึ่ง ในประเทศออสเตรเลียเกิดการขายโซลาร์รูฟท็อปพ่วงแบตเตอรี่แล้ว  โดยถ้าติดตั้งบ้านต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 5 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ค่าไฟฟ้าออสเตรเลียอยู่ที่ 8-10 บาทแสดงให้เห็นว่าเริ่มคุ้มทุนแล้ว และเชื่อว่าอีกไม่นานจะเกิดการขายโซลาร์รูฟท็อปพ่วงแบตเตอรี่ ในประเทศไทยเช่นเดียวกัน 

    ในส่วนของการไฟฟ้าเอง เห็นว่า จะต้องปรับตัวเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ เพราะอนาคตคพลังงานหมุนเวียนทั้งโซลาร์เซลล์   ลม จะเกิดมากขึ้น จากต้นทุนการผลิตลดลง ดังนั้นควรเปิดโอกาสให้เอกชนผลิตและซื้อขายไฟฟ้ากันเอง ส่วนการไฟฟ้าสามารถทำธุรกิจติดตั้ง ซ่อมบำรุงโซลาร์รูฟท็อปได้ แต่การไฟฟ้าก็ควรเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนสายส่งโดยแบ่งเขตสัมปทาน ขณะที่ภาครัฐควรปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ พีดีพี โดยเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอีกเท่าตัว

     ด้าน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)และในฐานะโฆษก กกพ. ซึ่งเป็นวิทยากรร่วมเสวนาบนเวที กล่าวว่า แนวคิดจัดเก็บอัตรา back up สำหรับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเองใช้เอง(IPS) ยังอยู่ระหว่างการศึกษาอัตราที่เหมาะสม และจะจัดเก็บเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไม่ใช่ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดเล็ก เพื่อดูแลผลกระทบรายได้ของการไฟฟ้าที่ลดลง ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ายังคงอยู่

    สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(AEDP)กำหนดรับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ 16,778 เมกะวัตต์ ในปี 2579 ซึ่งข้อมูล ณ เดือนพ.ค.2560 พบว่า ที่ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PAA) แล้ว อยู่ที่ 9,200 เมกะวัตต์ และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD) ประมาณ 7,000 เมกะวัตต์ คิดเป็น 60% ของแผน AEDP

    ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์​ ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์ข้อมูลและคาดการณ์เทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวว่า การนำโซลาร์รูฟท็อปมาใช้เป็นเรื่องดี สามารถช่วยลดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดโดยเฉพาะในเขตเมืองได้  ถ้าระบบกักเก็บพลังงานทั้งระดับแบตเตอรี่ขนาดเล็ก หรือ ระบบกับเก็บระดับขนาดใหญ่ๆ เช่น ปั๊มไฮโดร ต้องการวิจัยอีกมาก ซึ่งต่างประเทศนำระบบกักเก็บพลังงานไปใช้ชาร์จกับรถไฟฟ้า(EV) หรือนำไปเปลี่ยนรูปพลังงานได้เพื่อนำกลับมาใช้ในยามที่ต้องการ แต่อาจต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม ทั้งนี้ในมุมนักวิชาการเห็นว่า รัฐควรพิจารณาด้านการประหยัดพลังงานมากขึ้น แทนที่จะมุ่งการผลิตไฟฟ้าปริมาณมากๆ 
     
     

  • Date : 13 / 07 / 2017
    โฆษก กกพ.จับตาแนวโน้มผลกระทบพลังงานหมุนเวียนต่อค่าเอฟที

    โฆษก กกพ. จับตาผลกระทบ ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน  ซึ่งน่าจะมีแนวโน้มที่ลดลงเล็กน้อยจากการที่กลุ่มโซลาร์ฟาร์มซึ่งได้รับ Adder 8 บาทเป็นระยะเวลา10ปี  จะทะยอยหมดอายุในปี2562  อย่างไรก็ตามก็จะมีโครงการจากพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นอีก แต่อัตราการส่งเสริมจะลดลง   ระบุค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน  ในงวด เดือน ก.ย.-ธ.ค.2560 กระทบต่อค่าเอฟที 25.81 สตางค์ต่อหน่วย  หรือคิดเป็นเงินประมาณ 14,497.07 ล้านบาท

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. ประเมินว่าผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม)ในยุคแรก เมื่อปี 2552 ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนในรูปแบบ "เงินส่วนเพิ่มในการรับซื้อไฟฟ้า หรือ Adder ในอัตรา8บาทต่อหน่วย  เป็นเวลา 10 ปี  จะเริ่มทยอยหมดอายุตั้งแต่ปี2562  นี้ ส่งผลให้  ผลกระทบต่อภาระค่าเอฟที  ที่จัดเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้า ลดลง

    ทั้งนี้ มีการประเมินค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของภาครัฐ  ในส่วน Adder และFeed in Tariff - FiT ในงวด เดือน ก.ย. – ธ.ค. 2560 มาอยู่ที่ 14,497.07 ล้านบาท  ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ค่าจริงเดือนพฤษภาคม 2560ที่14,312.97 ล้านบาท  หรือเพิ่มขึ้น 184.10 ล้านบาท หรรือกระทบต่อค่าเอฟที ประมาณ 25.81 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้น จากค่าจริงเดือนพฤษภาคม 2560 ซึ่งอยู่ที่ 23.91 สตางค์ต่อหน่วย ประมาณ 2.00 สตางค์ต่อหน่วย

    อย่างไรก็ตาม นายวีระพล กล่าวว่า กกพ.ยังจะมีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพิ่มขึ้นในส่วนของโครงการโซลาร์ฟาร์มสำหรับภาคราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส2 จำนวน 152 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเข้าระบบปลายปี 2561  และจะไปมีผลกระทบต่อค่า เอฟที ในปี 2562 เช่นเดียวกัน

    นอกจากนี้ ในปี 2562 และ2563 กกพ.ยังต้องติดตามผลกระทบค่าเอฟที  จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งอาจกลับมามีผลกระทบเพิ่มขึ้น เพราะ ยังจะมีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบอีกประมาณ 569 เมกะวัตต์ ได้แก่ จากโครงการประมูลผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน(Hybrid)สำหรับผู้ผลิตเอกชนรายเล็ก(SPP) สัญญาเสถียร(Firm)จำนวน 300 เมกะวัตต์ และโครงการประมูลHybrid สำหรับผู้ผลิตเอกชนรายเล็กมาก(VSPP) สัญญากึ่งเสถียร(Semi-Firm)จำนวน 269 เมกะวัตต์