ข่าวทั้งหมด

Date : 06 / 08 / 2017

  • Date : 06 / 08 / 2017
    หญ้าเนเปียร์ผลิตไฟฟ้า ตอบโจทย์ประชารัฐพลังงาน

    สนพ.พาสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการผลิตไฟฟ้าจากพืชพลังงาน ที่ช่วยให้เกิดการสร้างงานและกระจายรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่  ตอบโจทย์นโยบายประชารัฐของรัฐบาล

    เมื่อวันที่5 ส.ค.2560นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ ต.นาฝาย อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น เพื่อเยี่ยมชมโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงาน ของ บริษัท ยูเอซี  แอนด์ ทีพีที เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด โดยมีนายกิตติ ชีวะเกตุ ผู้บริหารของบริษัทให้การต้อนรับ

    สำหรับโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงาน(หญ้าเนเปียร์) มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า3.12 เมกะวัตต์ และปริมาณเสนอขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 2.78 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนประมาณ300 ล้านบาท

    โดยในกระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพจะใช้หญ้าเนเปียร์สด  อายุประมาณ 60 วัน ที่ผ่านการเก็บเกี่ยวและหั่นให้ละเอียดด้วยรถตัดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ  มาเข้าสู่กระบวนการหมัก ให้เกิดการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Digestion และ Gas Engine) ได้ผลผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ โดยหญ้าเนเปียร์สด 1 ตัน สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 90 ลูกบาศก์เมตร เปลี่ยนเป็นพลังงาน ไฟฟ้าประมาณ 170 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/วัน

    ทั้งนี้โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงาน แห่งนี้ได้รับเงินสนับสนุนบางส่วนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยตอบโจทย์นโยบายประชารัฐของรัฐบาลในมิติพลังงาน ที่สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากก่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ เพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงาน 

    โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ดังกล่าว ต้องการวัตถุดิบจากหญ้าเนเปียร์ ประมาณ 300ตันต่อวัน หรือคิดเป็นพื้นที่ปลูกประมาณ2,000 ไร่ แต่ต้องอยู่ในรัศมีไม่เกิน20 กิโลเมตรห่างจากโรงงานจึงจะมีความคุ้มทุนในการขนส่ง  โดยปัจจุบันโรงไฟฟ้าดังกล่าวพร้อมถังหมัก ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยพร้อมที่จะผลิตไฟฟ้าจ่ายเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการอนุมัติให้เชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งของทางการไฟฟ้าเท่านั้น

     นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานต้องการที่จะส่งสัญญาณถึงการส่งเสริมพลังงานทดแทนว่านอกเหนือจากมูลสัตว์ และนำเสียที่นำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพได้แล้ว การปลูกพืชพลังงานคือหญ้าเนเปียร์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในอนาคตที่สามารถนำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ ได้

    โดยหญ้าเนเปียร์นั้นเป็นที่คุ้นเคยกันในวงการปศุสัตว์อยู่แล้ว เพราะมีการปลูกเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ แต่ประโยชน์อีกทางหนึ่งของหญ้าเนเปียร์ คือสามารถนำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพที่นำมาประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบ ทั้งเป็นพลังงานความร้อนและผลิตกระแสไฟฟ้า หรือใช้เป็นก๊าซไบโอมีเทนอัด (compressed bio-methane gas) หรือCBG  เพื่อใช้เติมในรถยนต์ที่ใช้ก๊าซเป็นการทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ได้  แต่ต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ดี  โดยในส่วนของบริษัท ยูเอซี  แอนด์ ทีพีที เอ็นเนอร์ยี่ นั้นมีการนำมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า

    นายกิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บมจ.ยูเอซี โกลบอล(UAC) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงาน(หญ้าเนเปียร์)ที่ดำเนินการโดยบริษัท ยูเอซี  แอนด์ ทีพีที เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้า โดยมีราคารับซื้อที่กิโลกรัมละ1 บาท โดยเกษตรกรที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ จะมีรายได้ประมาณ20,000 บาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งถือเป็นรายได้ที่ดีกว่าการปลูกพืชประเภทอื่นๆเช่นอ้อย หรือข้าวโพด ในขนาดพื้นที่เท่ากัน

     

     

Date : 31 / 07 / 2017

  • Date : 31 / 07 / 2017
    กพช.เห็นชอบรวมสัญญาซื้อไฟน้ำงึม1กับเซเสด เป็นแบบNon-Firm
    ที่ประชุมกพช.เห็นชอบหลักการรวมสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนน้ำงึม 1 และโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนเซเสด ระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (ฟฟล.) เป็นสัญญาฉบับใหม่ ในลักษณะของการให้ความช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว แบบ Non – Firm โดยมีอายุสัญญาถึง 31 ธ.ค. 2567  พร้อมทั้งเห็นชอบร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการบูรณาการด้านไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ไปประเทศมาเลเซีย ผ่านระบบส่งไฟฟ้าของไทย (LTM-PIP) เพื่อส่งเสริมให้เกิดASEN POWER GRID (APG) เป็นรูปธรรม 
     
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่31ก.ค.2560 ได้เห็นชอบในหลักการร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (ฟฟล.) ซึ่งเป็นการรวมสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนน้ำงึม 1 และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนเซเสด เข้าด้วยกันเป็นสัญญาฉบับใหม่ สำหรับสัญญาดังกล่าวจะเป็นลักษณะของการให้ความช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว แบบ Non – Firm โดยมีอายุสัญญาถึง 31 ธ.ค. 2567 ทั้งนี้ ให้ กฟผ. ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฯ ดังกล่าว ภายหลังจากที่ร่างสัญญาฯ ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว 
     
    ที่ประชุมกพช.ยังเห็นชอบร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการบูรณาการด้านไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ไปประเทศมาเลเซีย ผ่านระบบส่งไฟฟ้าของไทย (LTM-PIP) โดยมีเป้าหมายให้มีการขายไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ไปยังมาเลเซีย ผ่านระบบส่งของไทย ในปริมาณไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ อายุสัญญา 2 ปี นับจาก 1 ม.ค. 2561 ซึ่งเป็นการดำเนินภายใต้โครงการเชื่อมโยงพลังงานไฟฟ้าระหว่าง 4 ประเทศ ได้แก่ สปป. ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ (LTMS-PIP) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงระบบโครงข่ายไฟฟ้าในประเทศสมาชิกอาเซียนตามแผน ASEN POWER GRID (APG) ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ให้นำเสนอ ครม. ตามลำดับต่อไป
     
     
     
       
  • Date : 31 / 07 / 2017
    กพช.อนุมัติปั๊มชาร์จรถEVเรียกเก็บค่าไฟฟ้าตามระบบTOU ที่กลางวันอัตราแพงกว่ากลางคืน
    กพช.  อนุมัติปั๊มชาร์จรถ EV คิดค่าไฟได้ เป็นอัตราชั่วคราว ตามTOU โดยกลางวันคิดอัตราแพงที่4.10 บาทต่อหน่วย ส่วนช่วงกลางคืนและเสาร์ อาทิตย์ คิดอัตราถูกลง ที่2.60 บาทต่อหน่วย หวังช่วยส่งเสริมการใช้รถ EV ให้มากขึ้นพร้อมมอบ กกพ.พิจารณาอัตราค่าบริการแบบถาวรที่เหมาะสมในอนาคต 
     
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่31ก.ค.2560 ได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย  โดยเห็นชอบให้สถานีอัดประจุไฟฟ้าสามารถใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามประกาศเรื่องอัตราค่าบริการสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในระยะแรก เพื่อรองรับการใช้งานรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า (โครงการนำร่อง) ของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (เทียบเท่าอัตราค่าไฟของกิจการขนาดกลาง) เป็นการชั่วคราวไปก่อน จนกว่าจะมีอัตราค่าไฟฟ้าถาวรสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า  โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย อำนวยความสะดวกแก่เจ้าของสถานีอัดประจุในการขออนุญาตต่างๆ
     
    ทั้งนี้ มติดังกล่าว ถือเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้งานรถ EV อย่างแพร่หลาย ซึ่งสถานีอัดประจุไฟฟ้าจะเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในลักษณะอัตราชั่วคราวตาม "อัตราการใช้ไฟฟ้าตามช่วงเวลา(TOU)" แบ่งเป็นกลางวันคิดในราคา 4.10 บาทต่อหน่วย และกลางคืน และเสาร์ อาทิตย์ หรือช่วงออฟพีค คิดอัตรา 2.60 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเริ่มใช้ได้ต่อเมื่อ กพช.ได้ส่งมติดังกล่าวให้กับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ได้ทราบและทาง กกพ.จะแจ้งให้การไฟฟ้าประกาศระเบียบเพื่อให้เกิดผลใช้จริงต่อไป  อย่างไรก็ตามอัตราค่าบริการปั๊มชาร์จรถ EV จะมีการพิจารณาเป็นอัตราถาวรในอนาคต  โดยทาง กกพ.จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม
     
  • Date : 31 / 07 / 2017
    กพช.เห็นชอบให้ปตท.ดำเนินธุรกิจคลังก๊าซLPGในเชิงพาณิชย์รองรับการเปิดเสรีเต็มรูปแบบ
    ที่ประชุมกพช.เห็นชอบให้ ปตท. สามารถดำเนินธุรกิจคลังก๊าซLPG ในเชิงพาณิชย์ รองรับนโยบายเปิดเสรีเต็มรูปแบบ โดยมอบสนพ. และกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ติดตามสถานการณ์ราคาอ้างอิงการนำเข้าก๊าซ LPG และต้นทุนโรงแยกก๊าซอย่างใกล้ชิดเป็นรายเดือน ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป  พร้อมปรับระบบและมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้านพลังงาน ให้กระทรวงการคลังรับผิดชอบ ผ่านระบบบัตรสวัสดิการ ซึ่งจะเข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้โดยตรงและช่วยบรรเทาค่าครองชีพได้ดีกว่าระบบเดิม
     
    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่31 กรกฎาคม 2560  ว่าที่ประชุม เห็นชอบแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG เต็มรูปแบบ ตามที่ กบง. ได้มีมติวางแนวทางไว้ เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2560 โดยให้ยกเลิกการกำหนดราคาโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมันและโรงอะโรเมติกส์  ยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ เพื่อให้ตลาดก๊าซ LPG มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ โดยให้ สนพ. และกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ติดตามและรายงานเฉพาะราคาอ้างอิงเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำกับดูแลราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในประเทศ พร้อมมีกลไกการติดตามสถานการณ์ราคาอ้างอิงการนำเข้าก๊าซ LPG และต้นทุนโรงแยกก๊าซอย่างใกล้ชิดเป็นรายเดือน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป พร้อมเห็นชอบให้ ปตท. สามารถดำเนินธุรกิจคลังก๊าซภายใต้โครงการ LPG Integrated Facility Enhancement (โครงการ LIFE) ในเชิงพาณิชย์ได้
     
    ที่ประชุม กพช. ยังได้รับทราบแนวทางการให้สวัสดิการแห่งรัฐผ่านบัตรสวัสดิการ สำหรับค่าพลังงาน ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่ประชุม กพช. จึงได้เห็นชอบให้ปรับระบบและมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้านพลังงาน โดยให้ดำเนินการผ่านระบบบัตรสวัสดิการตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 ของกระทรวงการคลัง ทดแทนนโยบายและมาตรการค่าไฟฟ้าฟรี ภายในวงเงิน 200 บาท/คน/เดือน และโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคครัวเรือน ของกระทรวงพลังงาน ภายในวงเงิน 45 บาท/คน/ 3 เดือน โดยรับทราบว่า ระบบใหม่ของกระทรวงการคลังนี้ จะขยายฐานการเข้าถึงผู้มีรายได้น้อยถึง 14 ล้านคน (จากเดิมเพียง 7 ล้านคน ภายใต้ระบบปัจจุบันของกระทรวงพลังงาน) และระบบใหม่นี้จะเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยตรง ทำให้ช่วยบรรเทาค่าครองชีพได้ดีกว่าระบบเดิมที่กระทรวงพลังงานดำเนินการอยู่
     
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า เดิมผู้มีสิทธิ์ซื้อ LPG ราคาถูกมีทั้งสิ้น 7-9 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย 7.5-7.6 ล้านคน แต่มาขอใช้สิทธิ์ประมาณ 1 แสนคน โดยซื้อ LPG ราคาถูกเพียงกว่า 4 หมื่นคนเท่านั้น ส่วนกลุ่มหาบเร่แผงลอยมีสิทธิ์ประมาณ 3.8 แสนคน แต่มาใช้สิทธิ์ 1.2 แสนคน ซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นหาบเร่แผงลอยที่มีเนื้อที่ไม่เกิน 50 ตารางเมตร แต่ปรากฏว่า หาบเร่แผงลอยบางรายใช้สิทธิ์ซื้อ LPG ราคาถูกแต่กลับไม่ลดราคาค่าอาหารให้ประชาชน ดังนั้นจึงต้องไปทบทวนการช่วยเหลือกลุ่มดังกล่าวใหม่  
     
    ที่ประชุมกพช. ยังรับทราบ สถานการณ์พลังงาน 6 เดือนแรกของปี 2560 และแนวโน้มปี 2560 โดยภาพรวมการใช้พลังงานขั้นต้น ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (GDP) ไตรมาสแรกที่ขยายตัวร้อยละ 3.3 ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการลงทุนรวม โดยมีการใช้พลังงานทดแทนทุกประเภทเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 31.9 ตามนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของภาครัฐ 
     
    สำหรับการจัดหาพลังงานขั้นต้น พบว่า การผลิตพลังงานจากแหล่งในประเทศลดลงร้อยละ 4.8 ในขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ1.8 หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของการใช้พลังงานขั้นต้น ส่วนแนวโน้มปี 2560 นั้น คาดว่า ความต้องการพลังงานขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว ในทุกประเภทยกเว้นก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะลดลงตามการใช้ไฟฟ้าในระบบของ 3 การไฟฟ้าที่ลดลงในช่วง 6 เดือนแรก โดยในส่วนของน้ำมันสำเร็จรูป คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก โดยอยู่ในช่วง 47-57 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว สำหรับการใช้ไฟฟ้า คาดว่าจะอยู่ที่ 186,484 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น และเมื่อพิจารณาประสิทธิภาพการใช้พลังงานรวมของประเทศ (Energy Intensity) คาดว่าจะลดลงร้อยละ 1.6 เทียบกับปีก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการใช้พลังงานของประเทศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
     
  • Date : 31 / 07 / 2017
    ไฟเขียวให้กฟผ.จัดหาLNGนำเข้า1.5ล้านตันต่อปีพร้อมแยกธุรกิจออกจากกิจการไฟฟ้า
    ที่ประชุมกพช.ไฟเขียวให้กฟผ. จัดหาLNGนำเข้าไม่เกิน1.5ล้านตันต่อปี ภายในปี2561 โดยใช้หลักเกณฑ์การนำเข้าแบบเดียวกับ ปตท. โดยที่กฟผ.จะต้อง แยกธุรกิจการจัดหาและจำหน่ายก๊าซออกจากกิจการผลิตไฟฟ้าให้เกิดความชัดเจน  พร้อมย้ำราคาLNGที่กฟผ.นำเข้าจะต้องไม่แพงหรือมีผลกระทบต่อค่าไฟให้น้อยที่สุด 
     
    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่31 กรกฎาคม 2560  ว่าที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ ทั้งระบบ ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหาและการให้บริการ  เพื่อผู้บริโภคได้รับบริการที่ดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม  โดยเห็นชอบหลักการและแนวทางการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ โดยให้ดำเนินโครงการนำร่องเพื่อทดสอบระบบต่างๆ ในระยะที่ 1  เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดแข่งขันเสรีเต็มรูปแบบในอนาคต โดยมอบหมายให้ กฟผ. ดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมเป็นผู้จัดหาก๊าซ LNG รายใหม่ จากเดิมที่มี ปตท. แต่เพียงรายเดียว ในปริมาณการจัดหา LNG ไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี และเริ่มจัดหาภายในปี 2561 โดยใช้หลักเกณฑ์การนำเข้าเช่นเดียวกับ ปตท. 
     
    ทั้งนี้ กฟผ.จะต้อง แยกธุรกิจการจัดหาและจำหน่ายก๊าซออกจากกิจการผลิตไฟฟ้าให้เกิดความชัดเจน  ในขณะที่ปตท.ก็จะต้อง แยกธุรกิจท่อส่งก๊าซทางบัญชีออกจากระบบจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้บริหารระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Transmission System Operator หรือ TSO) ภายใต้การกำกับดูแลของ กกพ.   โดยที่ประชุมกพช. ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เป็นหน่วยงานในการ บริหารนโยบายการจัดหาก๊าซธรรมชาติ รวมถึงติดตามอุปสงค์และอุปทานของก๊าซ LNG ให้มีความเหมาะสม สำหรับการดำเนินการในระยะที่ 2 และ 3 คือ ระยะเปลี่ยนผ่านจนถึงเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบ และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปศึกษาการดำเนินงาน และให้นำกลับมาเสนอ กบง. และ กพช. พิจารณาตามลำดับต่อไป
     
    พลเอกอนันตพร กล่าวด้วยว่า  การที่รัฐต้องการให้ กฟผ.เข้ามาเป็นผู้เล่นรายใหม่ในธุรกิจจัดหา LNG  เพราะในอนาคตกฟผ.จะหมดสัญญาซื้อก๊าซกับบ ปตท. จึงต้องการให้ธุรกิจเกิดการแข่งขัน ผู้บริโภคได้รับบริการได้รับบริการที่ดีมีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม   โดยLNG ที่กฟผ.นำเข้า จะต้องไม่แพงหรือกระทบค่าไฟให้น้อยที่สุด
     
    นอกจากนี้ กพช.ยังรับทราบการรายงานความคืบหน้าผลการศึกษาโครงการก่อสร้างคลังรับ LNG ลอยน้ำ(Floating Storage and Regasification Unit- FSRU) ที่ดำเนินการโดย ปตท. ใน 2 พื้นที่ คือ FSRU ในพื้นที่ภาคใต้ บริเวณโรงไฟฟ้าจะนะ ขนาด 2 ล้านตันต่อปี วงเงินลงทุน 2.6 หมื่นล้านบาท และFSRU ในเมียนมา ที่เมืองกันบ็อก ขนาด 3 ล้านตันต่อปี เงินลงทุน 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งโครงการมีความเป็นไปได้ แต่ กพช.ให้ไปศึกษาแผนการลงทุนเพิ่มเติมต่อไป
     

Date : 30 / 07 / 2017

  • Date : 30 / 07 / 2017
    สปท.พลังงานเสนอรัฐเก็บสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์30วันใช้งบ8หมื่นล้านบาท
    กรมธุรกิจพลังงาน คาดรู้ผลที่ปรึกษาโครงการศึกษาการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ ก.ย.-ต.ค.2560 นี้ ขณะที่ สปท.พลังงาน เสนอกระทรวงพลังงาน เก็บสำรองน้ำมันภาครัฐ  30 วัน ใช้งบประมาณ 8 หมื่นล้านบาท เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน 
     
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมฯ อยู่ระหว่างคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษา เพื่อศึกษาความจำเป็นในการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ประเทศ คาดว่าจะได้บริษัทที่ปรึกษาภายใน ก.ย.-ต.ค.2560 นี้ โดยมีกรอบการทำงานประมาณ 7-9 เดือน ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าวจะนำมาพิจารณาควบคู่กับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ( สปท.)ด้านพลังงาน ที่ส่งมอบให้กับกระทรวงพลังงานแล้ว ต่อไป
     
    ทั้งนี้ การว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา มาดำเนินการศึกษาถึงความจำเป็นในการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ประเทศ  ก็เพื่อให้ภาครัฐได้คำตอบชัดเจนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเก็บสำรองทางยุทธศาสตร์หรือไม่ ถ้ามีความจำเป็น หน่วยงานไหนควรจะเป็นผู้ดำเนินการโดยใคร  และควรจะเก็บสำรองในปริมาณเท่าไหร่  ต้องเตรียมการอะไรรองรับ แต่หากผลการศึกษาบอกว่าไม่มีจำเป็นต้องเก็บสำรองฯ  ก็ถือว่าจบโครงการไป
     
    ด้าน นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานคณะกรรมาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กล่าวว่า  ทางคณะกรรมาธิการฯได้เข้าพบ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่26 ก.ค.2560 เพื่อส่งมอบรายงานข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านพลังงาน 17 เรื่อง โดยหนึ่งในข้อเสนอที่สำคัญ คือ รัฐควรมีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทางยุทธศาสตร์ประเทศ โดยภาครัฐเอง ประมาณ  30 วัน เพิ่มจากปัจจุบันที่ไทยมีสำรองน้ำมันตามกฎหมายเฉพาะภาคเอกชน อยู่ที่ 25 วัน (เป็นน้ำมันดิบ 6% และน้ำมันสำเร็จรูป 1%) ซึ่งหากดำเนินการได้จะทำให้สำรองน้ำมันของประเทศรวมอยู่ที่ 55 วัน เพียงพอต่อการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน
     
    “หลายประเทศเช่น เกาหลี ญี่ปุ่น มีการเก็บสำรองน้ำมันฯอยู่ที่ 90 วัน ซึ่งในส่วนของไทยได้ศึกษาความเหมาะสมทั้งระยะเวลาขนส่งน้ำมัน การจัดซื้อน้ำมันที่ปัจจุบันสามารถจัดหาได้หลายแหล่ง เช่น สหรัฐอเมริกา จากเดิมแหล่งใหญ่อยู่ที่ตะวันออกกลาง จึงไม่จำเป็นต้องสำรองในปริมาณมากเหมือนกับประเทศอื่น” นายคุรุจิต กล่าว
     
    สำหรับแผนการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ 30 วันนั้น ผลการศึกษาพบว่า ต้องใช้งบประมาณ  8 หมื่นล้านบาท (อ้างอิงจากราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล)โดยจะมาจากงบประมาณ เงินกู้ หรือพันธบัตรก็ได้  และควรทยอยเก็บสำรอง เป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เก็บสำรอง 7.5 วัน ใช้งบประมาณเริ่มต้น 2.2 หมื่นล้านบาท ระยะที่ 2 เก็บสำรอง 7.5 วัน เช่นกัน และระยะที่ 3 เก็บสำรอง 15 วัน   
     
    อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการฯมีบทบาทในการเสนอแนะเท่านั้น ส่วนภาครัฐจะดำเนินการตามข้อเสนอหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่รัฐจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม

Date : 29 / 07 / 2017

  • Date : 29 / 07 / 2017
    โฆษกพลังงานยืนยันร.พ.สกลนครมีสำรองน้ำมันดีเซลเพียงพอปั่นไฟฟ้าใช้เองรับมือน้ำท่วม
    โฆษกกระทรวงพลังงานยืนยันโรงพยาบาลศูนย์สกลนครไม่ขาดแคลนน้ำมันดีเซลใช้เติมเครื่องปั่นไฟสำรอง ในโรงพยาบาล เพื่อรับมือวิกฤตน้ำท่วม  โดยจากการตรวจสอบสถานการณ์ล่าสุด ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ยังคงสามารถจ่ายไฟฟ้าให้กับทางโรงพยาบาลได้ตามปกติ 
     
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวโรงพยาบาลศูนย์สกลนคร ขาดแคลนน้ำมันดีเซลเพื่อใช้เติมเครื่องปั่นไฟ หลังวิกฤตน้ำท่วมและบางพื้นที่ถูกตัดกระแสไฟฟ้า ที่ถูกแพร่กระจายผ่านทางLine และFacebook ในช่วงเช้ามืดของวันที่29 ก.ค.2560 ว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางพลังงานจังหวัดสกลนคร และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)แล้ว และได้รับข้อมูลยืนยันว่า  สถานการณ์ล่าสุด ในช่วง11.00น.ของวันเดียวกัน ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคยังคงจ่ายไฟฟ้าให้กับทางโรงพยาบาลศูนย์สกลนคร ได้ตามปกติ เพียงแต่ก่อนหน้านี่ ทางPEA ได้ประสานกับทางโรงพยาบาลให้เตรียมสำรองน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองในแต่ละตึกของโรงพยาบาล เผื่อเอาไว้ในกรณีที่อาจจะมีเหตุการณ์ที่ฉุกเฉิน เนื่องจากวงจรจ่ายไฟจากฟีดเดอร์ 1สถานีสกลนครยังคงมีการปลดไลน์แยกบางส่วนจากระดับน้ำท่วมสูง 
     
    อย่างไรก็ตามในกรณีที่ต้องมีการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง  หาก PEA ต้องหยุดจ่ายกระแสไฟฟ้าจากเหตุการณ์น้ำท่วมสูงในอนาคต  ก็ยืนยันว่าทางโรงพยาบาลสกลนคร มีน้ำมันดีเซลเพียงพอสำหรับการปั่นไฟ ใช้เอง  โดยตั้งแต่เมื่อคืนวันที่28ก.ค.2560  ทางสถานีบริการน้ำมันปตท. ของห้างหุ้นส่วนจำกัดวิมลรัตน์ ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ทหาร ในการจัดส่งน้ำมันไปเตรียมสำรองให้กับทางโรงพยาบาลจำนวน 800ลิตร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  จึงขอให้ประชาชนมีความมั่นใจ และไม่ตื่นตระหนกกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น