ข่าวทั้งหมด

Date : 25 / 08 / 2017

  • Date : 25 / 08 / 2017
    PTTGCลงนามร่วมทุนพันธมิตรญี่ปุ่นจัดตั้งบริษัทGC Polyols
    PTTGC ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท Sanyo Chemical และ Toyota Tsusho จากญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัท GC Polyols ผลิตเม็ดพลาสติกโพลีออลส์ หนุนเศรษฐกิจในพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC )คาดเดินเครื่องผลิตปี 2563 และสร้างรายได้เพิ่มกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยมีสถาบันการเงิน 4 รายประกอบด้วย กรุงไทย ,แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ,ธนชาต และ,เกียรตินาคิน ร่วมสนับสนุนวงเงินลงทุน 23,100 ล้านบาท 
     
    นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)หรือ PTTGC เปิดเผยว่า  การลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท Sanyo Chemical Industries จำกัด (SCI) และบริษัท Toyota Tsusho Corporation (TTC) ในโครงการ Polyols & PU System เพื่อร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัท GC Polyols  ทาง PTTGC จะถือหุ้นสัดส่วน 82.1 % ส่วน SCI ถือหุ้น 14.9 % และ TTC 3 %
     
    สำหรับบริษัท GC Polyols นั้นตั้งอยู่ในนิคมเหมราชตะวันออก จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่การลงทุนภายในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)นับเป็นก้าวที่สำคัญของ PTTGC ที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S- Curve) ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ที่จะสามารถต่อยอดการดำเนินธุรกิจไปสู่ Performance Chemical เป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์
     
    โดยจะมีการสร้างโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกโพลีออล เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์(E&E)และอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง โดยโรงงานมีกำลังการผลิตโพลีออล 130,000 ตัน และเม็ดพลาสติก PU Systems กำลังการผลิต 20,000 ตันต่อปี คาดจะเริ่มการก่อสร้างในเดือน ก.ย.2560 และจะผลิตเชิงพาณิชย์ได้ประมาณปี 2563  โดยระยะแรกจะเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ 70-80%ก่อน จากนั้นอีก 2-3 ปีจะเต็มกำลังผลิตและสร้างรายได้ถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี
     
    ด้าน นายปฏิภาณ สุคนธมาน ประธานกรรมการ บริษัท GC Polyols จำกัด กล่าวว่า ภายใต้การร่วมลงทุน PTTGC จะเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบหลัก Propylene Oxide (PO) และ Ethylene Oxide (EO) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต Polyols สำหรับใช้ในการผลิตโพลียูรีเทนคุณภาพสูงที่ใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยบริษัท SCI จะเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์โพลีออลส์ ประเภทต่างๆ   เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ส่วนบริษัท TTC จะให้การสนับสนุนด้านการตลาด การจัดจำหน่ายและการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ในทวีปเอเชีย และจะทำให้โครงการมีศักยภาพในการแข่งขันในภูมิภาคนี้ยิ่งขึ้น
     
    โครงการลงทุนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก สถาบันการเงิน 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารธนชาต และธนาคารเกียรตินาคิน วงเงินลงทุนรวม 23,100 ล้านบาท   โดยเป็นกลุ่มธนาคารที่ให้การสนับสนุนกับการลงทุนภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)  
  • Date : 25 / 08 / 2017
    "อารีพงศ์"คาดเริ่มซื้อไฟโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ได้ในปี2561
    ปลัดพลังงาน "อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม "คาดสิ้นปี 2560 ได้ข้อสรุปโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี และเริ่มดำเนินการซื้อไฟเข้าระบบได้ในปี2561 ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา ครม.เห็นชอบในหลักการแล้ว รอจัดทำ EIA และสรุปราคาค่าไฟฟ้าในปี2561 เช่นเดียวกัน ก่อนให้รัฐบาลตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการต่อหรือไม่  
     
    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สิ้นปี 2560 นี้กระทรวงพลังงานจะได้ข้อสรุปโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรีว่าจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าปริมาณกี่เมกะวัตต์ และรับซื้อในราคาเท่าไหร่ จากนั้นคาดว่าจะเริ่มโครงการได้ในปี 2561 เป็นต้นไป โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอผลสรุป “โครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบไม่อนุญาตให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบ” ที่ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างรอผลสรุปการศึกษาโซลาร์รูฟท็อปเสรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่จะส่งมาให้กระทรวงพลังงานพิจารณาเร็วๆนี้
     
    “แม้ทางสถาบันวิจัยพลังงานจุฬาฯจะส่งผลศึกษาโซลาร์รูฟท็อปเสรีมาแล้ว แต่ทางกระทรวงพลังงานก็ต้องดูปัจจัยความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศประกอบควบคู่ไปกับการพิจารณาว่าจะเปิดโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีในปริมาณเท่าไหร่  โดยราคารับซื้อก็ต้องอยู่ระดับที่เหมาะสม แต่ยอมรับว่าขณะนี้ต้นทุนโซลาร์ยังแข่งขันกับฟอสซิลไม่ได้ ก็ต้องดูๆกันไป เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวเข้ามาทุกทีแล้ว” นายอารีพงศ์ กล่าว
     
    นายอารีพงศ์ ยังกล่าวถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ประเทศกัมพูชาว่า เป็นโครงการที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)และคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติเห็นชอบในหลักการดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว ซึ่งภาครัฐมองว่าโครงการนี้จะช่วยให้ไทยสามารถบริหารจัดการได้ทั้งไฟฟ้าและน้ำ รองรับนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) อย่างไรก็ตามจากนี้ไปจะเข้าสู่กระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)และแผนการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี และต่อจากนั้นจึงจะสรุปเรื่องราคาค่าไฟฟ้า
     
    ทั้งนี้อัตราค่าไฟฟ้าอาจจะแพงกว่าทั่วไป เนื่องจากเป็นค่าไฟฟ้ารวมกับค่าน้ำที่จะผันเข้ามาให้ไทย ส่วนจะอยู่อัตรา 10 บาทต่อหน่วยหรือไม่นั้นจะมีการพิจารณาอีกทีในภายหลัง โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องอัตราค่าไฟฟ้าในปี 2561 และจากนั้นจะสรุปอีกครั้งว่าจะดำเนินการโครงการหรือไม่ 

Date : 24 / 08 / 2017

  • Date : 24 / 08 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานยืนยันปรับแผนพีดีพี2015ใหม่ให้ความสำคัญพลังงานทดแทนมากขึ้น
    รัฐมนตรีพลังงาน ยืนยันปรับแผน PDP2015 มีความชัดเจนภายในสิ้นปี 2560 ซึ่งจะให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น  โดยคำนึงปัจจัยความมั่นคงพลังงาน  ราคาที่เป็นธรรมไม่เป็นภาระประชาชน และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  
     
    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานสัมมนาอนาคตธุรกิจพลังงานไทย ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันที่24 ส.ค.2560 ว่า กระทรวงพลังงานยืนยันให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 ซึ่งคาดว่าจะชัดเจนภายในสิ้นปี 2560 นี้ 
     
    โดยเบื้องต้นกำลังศึกษาความเหมาะสมว่าจะขยายสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งหมด(พลังงานรวมกับความร้อน) จาก 30% เป็น 40% ของปริมาณพลังงานทดแทนทั้งหมดตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ระบุได้หรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณา 3 ด้านประกอบกัน ได้แก่ ด้านความมั่นคงพลังงาน  ด้านราคาที่เป็นธรรมไม่เป็นภาระประชาชน และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  
     
    นอกจากนี้จะปรับเปลี่ยนการพิจารณาปริมาณสำรองไฟฟ้าประเทศใหม่ จากปัจจุบันที่เน้นดูปริมาณสำรองไฟฟ้าโดยรวมทั้งประเทศ ซึ่งขณะนี้มีสูงถึง 30% ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมด แต่การปรับแผน PDP ใหม่ครั้งนี้จะพิจารณาปริมาณสำรองเป็นรายภูมิภาคแทน รวมถึงศึกษาการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าตามภูมิภาคด้วย เพื่อทำให้สำรองไฟฟ้าเกิดความเหมาะสม หากพื้นที่ใดสำรองไฟฟ้ามากก็สามารถแบ่งปันให้ภาคอื่นได้ เป็นต้น 
     
    พลเอกอนันตพร กล่าวด้วยว่า กระทรวงพลังงานกำลังเดินหน้าเรื่องการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสานสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP Hybrid ) ซึ่ง 2-3 เดือนนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบไฮบริดจะเข้ามาทดแทนพลังงานหลักได้ดีเพียงใด และจะทำให้ราคาต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลงได้หรือไม่ โดยหากประสบผลสำเร็จกระทรวงพลังงานจะผลักดันพลังงานทดแทนให้ได้มากขึ้นต่อไป
     
    สำหรับความคืบหน้าการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ(แหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ)นั้น หากร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และเงื่อนไขการประมูล(TOR) ผ่านกฤษฎีกาและเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ทันในสิ้นเดือนส.ค.2560 นี้ กระทรวงพลังงานก็จะสามารถประกาศ TOR ได้ภายในเดือน ก.ย.- ต.ค. 2560 และจะรู้ผลการประมูลต้นปี 2561 ได้ โดยหากดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าวได้เร็วก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ชัดเจนขึ้นและจะช่วยให้กำลังผลิตก๊าซธรรมชาติของไทยเดินหน้าได้ต่อเนื่อง

Date : 23 / 08 / 2017

  • Date : 23 / 08 / 2017
    พีทีจี เอ็นเนอยี่ ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นร้านค้าปลีกรถยนต์ AUTOBACSจากญี่ปุ่น
    พีทีจี เอ็นเนอยี ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นร้านค้าปลีก รถยนต์ AUTOBACS 38.26% ซึ่งเป็นศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรอันดับ1 จากญี่ปุ่น โดยจะได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการขยายศูนย์บริการในประเทศไทย ตั้งเป้าเพิ่มจาก7สาขาเป็น 240 สาขาในอีก 5 ปี  พร้อมวางกลยุทธ์เพิ่ม 2-3 ธุรกิจใหม่ต่อปี ใช้เงินลงทุนปีละ 5 พันล้านบาท
     
    นายพิทักษ์ รัชกิจประการประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นและสัญญาร่วมทุนกับบริษัท ออโต้แบคส์ เซเว่น จำกัด และ บริษัท สยาม ออโต้แบคส์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรคุณภาพอันดับ1 จากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ AUTOBACS ด้วยการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทสยาม ออโต้แบคส์ จำกัด ในสัดส่วน 38.26% คิดเป็นมูลค่า 65 ล้านบาท 
     
    โดยภายหลังการเข้าซื้อหุ้นของสยาม ออโต้แบคส์แล้วนั้น จะส่งผลให้ศูนย์บริการรถยนต์ AUTOBACS จะเป็นผู้ได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการขยายศูนย์บริการในประเทศไทย ปัจจุบันเปิดให้บริการในไทยแล้ว 7 สาขา  และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 240 สาขาในอีก 5 ปี เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นอันดับ 1 ของธุรกิจบริการศูนย์รถยนต์ครบวงจรในไทย
     
    "ในปี 2560 นี้ PTG ตั้งเป้าขยายศูนย์บริการรถยนต์ AUTOBACS ในปั๊มน้ำมัน PT จำนวน 5 สาขา และขยายนอกปั๊มน้ำมันอีก 10 สาขา ซึ่งการขยายสาขาดังกล่าวจะส่งผลให้ PTG สามารถขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการ AUTOBACS และผู้ที่เข้ามาใช้บริการในปั๊มน้ำมัน PT ให้เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน PTG ยังไม่มีศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรในปั๊มน้ำมัน "นายพิทักษ์ กล่าว 
     
     นายพิทักษ์ กล่าวด้วยว่า บริษัทฯวางแผนขยายธุรกิจ non-oil เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าให้ปี 2565 มีกำไรจากธุรกิจ non-oil คิดเป็นสัดส่วน 60% และกำไรจากธุรกิจน้ำมัน 40% จากปัจจุบันมีกำไรจาก non-oil เพียง 9% นอกนั้นเป็นกำไรจากธุรกิจน้ำมันเป็นหลัก โดยแนวทางที่จะมุ่งไปสู่ non-oil ดังกล่าวทางบริษัทฯ จะต้องเพิ่มธุรกิจnon-oil ใหม่ๆ 2-3 ธุรกิจต่อปี และใช้เงินลงทุน 5,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้เชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มสมาชิกบัตร PT Max Card เพิ่มขึ้นจาก7.6ล้านรายเป็น 17 ล้านราย ในปี 2565 
  • Date : 23 / 08 / 2017
    ปตท.ยืนยันยังร่วมธุรกิจกับเซเว่น อีเลฟเว่น ในปั๊มปตท.
    ปตท. ยืนยันยังคงร่วมธุรกิจกับ เซเว่น อีเลฟเว่น หลังเป็นพันธมิตรที่ดีกันมายาวนาน เผยมีแผนงานที่จะร่วมกันขยายให้มีจำนวนรวมกว่า 1,700 แห่ง ในอีก 4-5 ปีนี้
     
    นายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ยืนยันเดินหน้าธุรกิจค้าปลีกในประเทศด้วยการจับมือกับร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เปิดให้บริการในสถานีบริการ ปตท. ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความสัมพันธ์อันดีกันมายาวนาน โดยปัจจุบันมีร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เปิดให้บริการในสถานีบริการ ปตท. แล้วกว่า 1,400 แห่งทั่วประเทศ และยังคงมีแผนงานที่จะร่วมกันขยายให้มีจำนวนรวมกว่า 1,700 แห่ง ในอีก 4-5 ปีนี้

Date : 22 / 08 / 2017

  • Date : 22 / 08 / 2017
    ปตท.คาดPTTORเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯได้เร็วสุดภายในปี2561

    ปตท.คาด PTTOR เข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เร็วสุดภายในปี 2561 เร่งทำเอกสารโอนเช่าช่วงทรัพย์สินส่งกระทรวงพลังงานให้เสร็จปลายปีนี้  ส่วนการเปิดเสรี LPG ยืนยันไม่กระทบขายปลีกในประเทศ ขณะภาพรวมธุรกิจน้ำมันครึ่งแรกของปี 2560 ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.3%  จากความเชื่อมั่นในคุณภาพน้ำมัน และจำนวนปั๊มที่มีมากขึ้น

     นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (PTTOR)ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำเอกสารส่งให้กระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับการโอนทรัพย์สินหรือเช่าช่วงพื้นที่หน่วยงานราชการในนามของ ปตท. ไปเป็นของ PTTOR จากนั้นจะเสนอเข้าสู่คณะกรรมการ(บอร์ด) ปตท.  ทั้งนี้หากโอนทรัพย์สินเสร็จในเดือน ธ.ค. 2560 นี้จะสามาถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ได้ในปี 2561 แต่ถ้าไม่ทันธ.ค.นี้ อาจต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2562 แทน ส่วนมูลค่าทรัพย์สินจะต้องประเมินใหม่เพื่อให้เป็นมูลค่าปัจจุบันมากที่สุด จากเดิมที่คาดว่ามีมูลค่ารวม 1.2  แสนล้านบาท  

    ในขณะที่ การเปิดเสรีธุรกิจก๊าซหุงต้ม(LPG) ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐนั้น ไม่ได้ทำให้ยอดจำหน่ายปลีกของ ปตท. ตกลงแต่อย่างใด เพราะสามารถแข่งขันได้ทั้งด้านบริการ ความปลอดภัย มาตรฐานถัง และจำนวนร้านค้าปลีกที่มี ส่วนการเปิดเสรีนำเข้า LPG ถือเป็นเรื่องดีช่วยให้มีผู้นำเข้าหลายราย ซึ่ง ปตท.จะปรับตัว โดยอยู่ระหว่างหารือกับภาครัฐเพื่อปรับแนวทางเป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกมากขึ้น ทั้งประเทศที่อยู่ใกล้และไกลจากไทย เนื่องจากคลัง LPG ของปตท.มีกำลังรองรับได้ถึง 2.5 แสนตันต่อเดือน ขณะที่การใช้มีไม่ถึง 50% ของพื้นที่คลัง อย่างไรก็ตามการมีปริมาณ LPG ในคลังมากถือเป็นเรื่องดี เพราะสามารถช่วยสำรองกรณีก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยทยอยลดลงและลดความเสี่ยง LPG ได้ส่วนหนึ่ง     

    สำหรับภาพรวมส่วนแบ่งตลาดธุรกิจน้ำมันของ ปตท. ช่วงครึ่งแรกของปี 2560(ม.ค.-มิ.ย.) มีสัดส่วน 40.8% ของทั้งประเทศ หรือ ขยายตัวเพิ่ม 1% โดยเติบโตจากการจำหน่ายน้ำมันโดยรวมเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 หรือคิดเป็นปริมาณ 9,840 ล้านลิตร แบ่งเป็นยอดจำหน่ายน้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้น 7.5% ปริมาณ 1,990 ล้านลิตร, ดีเซลเพิ่มขึ้น 5.8% เป็นปริมาณ 3,956 ล้านลิตร,น้ำมันเครื่องบิน เพิ่มขึ้น 5.3% เป็นปริมาณ 1,612 ล้านลิตร ส่วนการใช้ก๊าซหุงต้ม(LPG)ลดลงเล็กน้อย 0.6% อยู่ที่ 793 ล้านกิโลกรัม

    ทั้งนี้ยอดการจำหน่ายน้ำมันโดยรวมที่เพิ่มขึ้น 4.3% ของปตท.ดังกล่าว ถือว่าสูงกว่ายอดจำหน่ายน้ำมันโดยรวมของประเทศที่เติบโตเพียง 1.5% คิดเป็นปริมาณ 25,690 ล้านลิตร โดยสาเหตุมาจากความเชื่อมั่นในคุณภาพน้ำมัน และปั๊มที่มีจำนวนมากเป็นหลัก อย่างไรก็ตามคาดว่าครึ่งหลังของปี 2560 ปริมาณการจำหน่ายน่าจะทรงตัวในระดับดังกล่าว เนื่องจากไม่มีปัจจัยเด่นมากระตุ้นการบริโภค และประเมินว่าราคาน้ำมันทั้งปี 2560 จะอยู่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล