ข่าวทั้งหมด

Date : 30 / 08 / 2017

  • Date : 30 / 08 / 2017
    สนพ.คาดเปิดให้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จEVตั้งราคาค่าไฟได้อย่างเสรีภายในปีนี้

    สนพ. เตรียมเปิดให้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จสามารถตั้งราคาจำหน่ายไฟฟ้าได้อย่างเสรี  ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี2560นี้  พร้อม แนะผู้ประกอบการปั๊มชาร์จรถไฟฟ้ารีบจดแจ้งขออนุญาตกับทาง กกพ.ให้ถูกต้อง ก่อนกฟน.และ PEA ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พร้อมเน้นระบบชำระค่าชาร์จไฟฟ้าผ่านบัตร เรียกเก็บเงินในบิลค่าไฟฟ้าแทนการใช้เงินสด  ด้านบีโอไอ เผยบอร์ดบีโอไออนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการรถยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภทแล้ว

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา "Create The Future Energy: พลังงานไทย 4.0" ซึ่งจัดโดย สนพ.ร่วมกับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจว่า กระทรวงพลังงานคาดว่าจะเปิดให้ ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือEV สามารถตั้งราคาจำหน่ายได้อย่างเสรี  ภายในปี 2560 นี้ ซึ่งทางการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)จะมีการประกาศราคาจำหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) หรือปั๊มชาร์จ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้กับลูกค้าที่ใช้รถ EVต่อไป 

    อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ยังไม่สามารถตั้งราคาจำหน่ายไฟฟ้ากับผู้ใช้บริการได้ โดยต้องรอกระบวนการให้ กฟน. และ PEA ออกประกาศอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ EV ในเร็วๆนี้ก่อน  ขณะเดียวกันผู้ประกอบการปั๊มชาร์จก็ต้องดำเนินการขออนุญาตและจดแจ้งกับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ให้ถูกต้องด้วย ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2560 นี้จะมีปั๊มชาร์จทั้งสิ้นกว่า 200 สถานี ได้แก่ ปั๊มชาร์จที่อยู่ในโครงการที่สนพ.สนับสนุน 150 แห่ง รวมทั้งของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) 20 แห่ง ของกฟน. 10 แห่ง ของ PEA 5-6 แห่ง และของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 1-2 แห่ง  


     ส่วนอัตราค่าจำหน่ายไฟฟ้าสำหรับรถ EV ที่ทางการไฟฟ้าจะจำหน่ายให้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จนั้น จะเป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ(กพช.)ที่ผ่านมาได้กำหนดไว้ คือ  "อัตราการใช้ไฟฟ้าตามช่วงเวลา(TOU)" แบ่งเป็นกลางวันคิดในราคา 4.10 บาทต่อหน่วย และกลางคืน และเสาร์ อาทิตย์ หรือช่วงออฟพีค คิดอัตรา 2.60 บาทต่อหน่วย โดยอัตราดังกล่าวถือเป็นอัตราชั่วคราว ส่วนอัตราถาวร ทาง กกพ.จะเป็นผู้พิจารณาต่อไป 

    นอกจากนี้รูปแบบการซื้อไฟฟ้าสำหรับการชาร์จรถ EV นั้น จะพยายามกำหนดให้เป็นระบบอี-เพย์เม้นท์ คือการใช้บัตร โดยลูกค้าที่ใช้บริการชาร์จไฟฟ้ารถ EV จะชำระเงินโดยการแตะบัตร และจะมีการเรียกเก็บเงินไปอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าแทนการใช้เงินสด 

    นายทวารัฐ กล่าวว่า สำหรับโครงการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กให้เป็นตุ๊กตุ๊กไฟฟ้านั้น สนพ.มีเป้าหมายที่จะรับเปลี่ยนรถตุ๊กแก๊สและน้ำมัน ให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า จำนวน100 คัน ภายในปี 2561 นี้โดยใช้งบกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  76 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ขั้นตอนการเปิดรับสมัครผู้ร่วมโครงการ ซึ่งมีเงื่อนไขเบื้องต้นว่า เมื่อนำรถตุ๊กตุ๊กมาเทิร์นแล้วจะต้องไม่ของเปลี่ยนคืน และต้องเป็นรถที่ถูกต้องตามกฎระเบียบกรมขนส่งทางบก เป็นต้น สำหรับการเทิร์นรถนั้น สามารถดำเนินการได้ที่ผู้ประกอบการค่ายรถตุ๊กตุ๊กในประเทศที่มีประมาณ 7-8 ค่าย โดยราคาตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณกว่า 3 แสนบาทต่อคัน  

    นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า สำหรับทิศทางพลังงานไทย ปัจจุบันกำลังจะก้าวไปสู่ Go green Go electric โดยเฉพาะธุรกิจโรงไฟฟ้ากับรถยนต์ ซึ่งกุญแจสู่อนาคตดังกล่าวคือ Energy storage ดังนั้น กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินโยบาย Energy  4.0 ซึ่งเปลี่ยนจากการพึ่งพาฟอสซิลไปสู่นวัตกรรมมากขึ้น 

    แบ่งเป็น 1. ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกระทรวงกำลังผลักดันรถ EV และปั๊มชาร์จอย่างจริงจัง 2.ด้าน energy storage กระทรวงให้ความสำคัญมาก เพราะสามารถช่วยเก็บพลังงานไฟฟ้ามาใช้ช่วงที่ราคาค่าไฟฟ้าสูงขึ้นได้  3.โรงไฟฟ้ารุ่นใหม่ต้องเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน(ไฮบริด) ซึ่งจะช่วยผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง และอนาคตจะกลายเป็นพลังงานที่ทดแทนพลังงานหลักได้ โดยตอนนี้ ทาง กกพ. อยู่ระหว่างเปิดรับซื้อไฟฟ้า SPP Hybrid แบบสัญญาเสถียร(firm) รอบแรก 300 เมกะวัตต์  และสุดท้ายประเทศไทยจะก้าวไปสู่เมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ที่ใช้พลังงานทดแทนแบบครบวงจร 



    นายยศพงษ์​ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาทางสมาคมฯได้รับมอบหมายจากกระทรวงพลังงานให้ดำเนินโครงการส่งเสริมการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยเป้าหมายอยู่ที่ 150 สถานีหรือหัวจ่าย ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครในรอบที่ 4 ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ก.ย. 2560  สำหรับเอกชนที่สนใจลงทุนและให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะสามารถสมัครเพื่อขอรับเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า 30% ของราคาหัวจ่าย 

    นอกจากนี้สมาคมฯยังได้รับมอบหมายจากสำนักงานเพื่อการพัมนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(สกรศ.) หรือ EEC ให้สมาคมฯหารือผู้ประกอบการในการเสนอแนวทางการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อจะช่วยให้เกิดความชัดเจนกับผู้ประกอบการยานยนต์ไฟฟ้าที่จะมาผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในเขต EEC ต่อไป 

    นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการของBOI ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการรถยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภท ได้แก่ 1) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) 2) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือ PHEV) 3) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Bettery Electric Vehicle หรือ BEV) นอกจากนี้ ยังให้การส่งเสริมกิจการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Bus) กิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

  • Date : 30 / 08 / 2017
    ยืนยัน รายงาน EHIA โครงการเทพา ทำตามขั้นตอนกฎหมาย

    กฟผ.-สผ. ย้ำ โครงการโรงไฟฟ้าเทพา ทำตามแผน PDP2015 และมติ ครม. ที่เห็นชอบตั้งแต่ปี 2555 และใช้เวลาศึกษา รวมถึงพิจารณารายงาน EHIA โดย คชก. อย่างรอบคอบรวมเกือบ 3 ปี ชี้ยังต้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี พิจารณาอนุมัติโครงการก่อน จึงจะเริ่มก่อสร้างได้

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าเทพา จังหวัดสงขลา เป็นโครงการที่เกิดขึ้นตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2579 (PDP2015) เพื่อแก้ปัญหาความไม่มั่นคงระบบไฟฟ้าในภาคใต้ที่ปัจจุบันยังต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง โดยมี กฟผ. เป็นผู้รับผิดชอบศึกษาโครงการตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555

    โฆษก กฟผ. กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่ กฟผ. ได้รับมอบหมายให้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเทพา ได้มีการลงพื้นที่ให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกระตุ้นให้คนในชุมชนใช้สิทธิ์แสดงความคิดเห็นอย่างเสรีในหลายช่องทาง สำหรับในขั้นตอนการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) นั้น กฟผ. ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งชาวจังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดปัตตานี ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำ EHIA ตั้งแต่ต้น และจัดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างโปร่งใสทั้งจากผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย พร้อมรับทุกข้อห่วงกังวลมาปรับปรุงเพื่อพัฒนาโครงการร่วมกัน ข้อคิดเห็นและข้อวิตกกังวลทุกประเด็น ได้ถูกบันทึกและรวบรวมเป็นมาตรการเพื่อลดความวิตกกังวลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น 

    ทั้งนี้ กฟผ. ใช้เวลาในการศึกษาและจัดทำรายงาน EHIA ประมาณ 1 ปี จากนั้นคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ได้ใช้เวลาในการพิจารณารายงาน EHIA อย่างรอบคอบอีกถึง 1 ปี 10 เดือน รวมเป็นเวลาเกือบ 3 ปี คชก. จึงได้พิจารณาเห็นว่าข้อมูลในรายงานฉบับดังกล่าวมีความครบถ้วน ซึ่งจากนี้จะได้มีการนำรายงานฉบับสมบูรณ์เสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) อีกครั้ง ก่อนจะนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เพื่อประกอบการพิจารณาของ ครม. ตามขั้นตอนต่อไป

    “กฟผ. เลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินการของโรงไฟฟ้าเทพาเป็นไปตามมาตรการติดตามตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในรายงาน EHIA ฉบับสมบูรณ์ ที่เปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ที่ www.egat.co.th โดย กฟผ. ต้องรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุก 6 เดือน รวมถึงเปิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นภาคีในการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าอีกทางหนึ่งด้วย จึงมั่นใจได้ว่า กฟผ. จะดูแลให้โรงไฟฟ้าเทพาเป็นมิตรกับชุมชนอย่างแท้จริง”ณ์ ที่เปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้นายรายงาน ่ละประเด็ โฆษก กฟผ. กล่าว

    ด้านนางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ชี้แจงประเด็นที่มีการคัดค้านการโครงการโรงไฟฟ้าเทพาว่า คชก. ได้พิจารณารายงาน EHIA และให้ความเห็นตามหลักวิชาการ ซึ่งความเห็นของ คชก. ไม่ใช่การอนุมัติโครงการ แต่จะใช้ประกอบการพิจารณาของ กก.วล. เพื่อเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาอนุมัติโครงการของ ครม. โดย คชก. ได้ประชุมเพื่อพิจารณารายงานดังกล่าว รวมทั้งรายงานชี้แจงเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้นถึง ๖ ครั้ง ทั้งได้พิจารณาหนังสือและประเด็นการคัดค้านโครงการจาก 3 เครือข่าย (เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ เครือข่ายคนสงขลาปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเครือข่ายนักวิชาการภาคใต้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน) ประกอบการพิจารณารายงานนี้ด้วย ก่อนที่จะมีมติในวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่ารายงาน ดังกล่าวมีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอสำหรับการพิจารณาของ กก.วล.  

    ในส่วนของการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น นางรวีวรรณชี้แจงว่า กฟผ. ได้ดำเนินการตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน 3 ครั้ง (ค.1, ค. 2 และ ค. 3) เพื่อประกอบการศึกษาข้อมูลและจัดทำมาตรการให้สมบูรณ์ โดยครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย อย่างน้อย 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ผู้รับผลกระทบจากโครงการ 2) หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำรายงาน EHIA ได้แก่ เจ้าของโครงการ และนิติบุคคลผู้มี สิทธิจัดทำรายงาน 3) หน่วยงานที่ทำหน้าที่พิจารณารายงาน 4) หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับโครงการ 5) องค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา และนักวิชาการอิสระ 6) สื่อมวลชน และ 7) ประชาชนทั่วไป

    ทั้งนี้ ตามกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการต้องจัดรับฟังความคิดเห็นอีกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะมีการอนุญาตให้ก่อสร้างได้  นอกจากนั้น ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทางช่องทางต่างๆ ได้โดยตลอด ทั้งในขั้นระหว่างการจัดทำรายงาน EHIA ขั้นการพิจารณารายงาน และขั้นการอนุมัติโครงการ

    ในประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมและข้อเท็จจริงของทรัพยากรชีวภาพในพื้นที่ ทั้งบนบกและในทะเล นั้น คชก. ได้ลงตรวจสอบพื้นที่โครงการและสภาพแวดล้อมโดยรอบเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณารายงานด้วย และมีประเด็นข้อคิดเห็นที่มอบให้ กฟผ. และบริษัทที่ปรึกษาชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมและแก้ไขข้อมูลในแต่ละประเด็นอย่างละเอียดชัดเจน ทั้งนี้ เห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าเทพา มีการกำหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการในการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อเสนอดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปแล้ว

Date : 29 / 08 / 2017

  • Date : 29 / 08 / 2017
    บอร์ดกฟผ.ระงับเจรจาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา รอความชัดเจนนโยบาย

    บอร์ดกฟผ.ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ซึ่งประชุมเมื่อวันที่28ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ให้ระงับการเจรจาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้บริหารโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา เอาไว้ก่อน โดยรอความชัดเจนด้านนโยบายจากกระทรวงพลังงาน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือบอร์ดกฟผ. ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีวาระการพิจารณาที่สำคัญคือเรื่องของการซื้อไฟฟ้าจากโครงการ โรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา  โดยกฟผ.ถือเป็นหน่วยงานฝ่ายปฎิบัติ ที่เป็นคู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนผู้บริหารโครงการดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า ควรจะระงับการเจรจาซื้อขายไฟฟ้าเอาไว้ก่อน เพื่อรอความชัดเจน ทางด้านนโยบายจากทางกระทรวงพลังงาน  เสียก่อน  ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ทางกระทรวงพลังงานได้มีการรายงานความคืบหน้าให้คณะรัฐมนตรี รับทราบไปเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา   ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะใช้ทางเลือกใดที่คุ้มค่าการลงทุนและเป็นประโยชน์ต่อ 2 ประเทศอย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของ กัมพูชา เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 24 เมกะวัตต์ ซึ่งนอกจากจะผลิตได้กระแสไฟฟ้าแล้ว ยังได้น้ำที่ผันมาจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า ปริมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มาสนับสนุนความต้องการใช้น้ำจืดในภาคตะวันออก  สอดคล้องกับแผนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อรองรับการลงทุนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะทำให้เกิดความใช้น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเพิ่มปริมาณขึ้น

    โดยในเบื้องต้นที่เอกชนผู้พัฒนาโครงการได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนนั้น ได้เลือกรูปแบบดำเนินโครงการจะมีการสร้างเขื่อนเก็บน้ำและโรงไฟฟ้าในฝั่งกัมพูชาขนาด 24 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าที่ผลิตได้ 105.6 ล้านหน่วยต่อปี ราคาค่าไฟฟ้า 10.75 บาทต่อหน่วย มูลค่าไฟฟ้า 2.60 บาทต่อหน่วย และมูลค่าน้ำ 2.87 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งค่อนข้างเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ว่า โครงการดังกล่าวมีราคาค่าไฟฟ้าค่อนข้างสูง  และทำให้กระทรวงพลังงานต้องออกมาชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นโครงการโดยมีการรายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)รับทราบไป เมื่อวันที่ 15  พ.ค. 2560 ว่าเป็นโครงการที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทยและกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2543 และต่อมาเมื่อวันที่ 18-19 ธ.ค. 2558 นายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา ได้หารือความร่วมมือโครงการเพื่อให้เกิดความร่วมมือด้านพลังงานและการบริหารจัดการน้ำร่วมกันแบบบูรณาการ

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยังจะต้องพิจารณาในประเด็นอื่น ๆ ร่วมกับผู้พัฒนาโครงการ เช่น สัดส่วนการลงทุน มูลค่าของโครงการเพิ่มเติมด้วย ในส่วนขั้นตอนการผันน้ำเข้ามาใช้ประโยชน์นั้น จะมีกรมทรัพยากรน้ำเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดแนวทางเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำ และกรมชลประทานจะเข้ามาร่วมพิจารณาในรายละเอียดความเหมาะสมของเส้นทางการผันน้ำ การใช้เครือข่ายคลองและระบบส่งน้ำต่าง ๆ เพื่อรองรับการใช้ในช่วงที่ขาดแคลนในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตที่สำคัญของประเทศ โครงการ ฯ ดังกล่าวถึงแม้จะช่วยเสริมความมั่นคงทางด้านไฟฟ้าไม่มากนัก แต่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมาก

Date : 28 / 08 / 2017

  • Date : 28 / 08 / 2017
    กลุ่มปตท.ร่วมลงนามจัดตั้ง"บริษัทสานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม"ภายในเดือนก.ย.นี้
    กลุ่ม ปตท. ยกระดับการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) สู่การดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)โดยลงนามจัดตั้ง"บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ผ่านการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาวิสาหกิจจากฐานราก สอดคล้องกับนโยบายรัฐ ที่ต้องการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน
     
    เมื่อวันที่28 สิงหาคม 2560 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด ได้ร่วมลงนามในพิธีลงนามสัญญาผู้ถือหุ้น รวมกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. จำนวน 7 บริษัท เพื่อจัดตั้ง บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจการด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ของ กลุ่ม ปตท. โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมสนับสนุนการจ้างงานชุมชนในท้องถิ่น ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ภาคเอกชนและประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ผ่านการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ  
     
    โดยบริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด จะมีการจัดตั้งขึ้นภายในเดือนกันยายน นี้ ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 10 ล้านบาท โดยมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 20 บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 15 บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 15 บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 15 บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 15 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 10 และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด ร้อยละ 10 ซึ่งบริษัทฯ จะดำเนินธุรกิจขายสินค้าหรือการให้บริการเพื่อสังคมแบบรวมศูนย์ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำไรที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการจะถูกจัดสรรนำไปสร้างโครงการวิสาหกิจเพื่อสังคมใหม่หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมต่อไป 
     
    ทั้งนี้ โครงการวิสาหกิจเพื่อสังคมนำร่องของบริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้แก่ โครงการคาเฟ่ อเมซอนสำหรับผู้ด้อยโอกาส โครงการจัดหาเมล็ดกาแฟจากชุมชนสำหรับร้านคาเฟ่อเมซอน  ศูนย์พัฒนาศักยภาพเด็กก่อนประถมวัย เป็นต้น
     
    “กลุ่ม ปตท. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในการดำเนินงานในครั้งนี้ จะเป็นการดำเนินกิจการเพื่อสังคมที่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจและการลงทุนที่ให้สังคมและชุมชนมีส่วนร่วม (Inclusive Business) มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน และเป็นการขับเคลื่อนกลุ่ม ปตท. ไปสู่การเป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศต่อไป” นายเทวินทร์ กล่าว
  • Date : 28 / 08 / 2017
    ปตท.มอบรางวัลPTT Group Logistics Zero AccidentและรางวัลEco-Driving
    ปตท.มอบรางวัลPTT Group Logistics Zero Accidentให้ผู้รับจ้างขนส่งและพนักงานขับรถขนส่ง ที่ปฏิบัติตามเกณฑ์ความปลอดภัยในการขนส่งผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. และรางวัล Eco-Driving เป็นรางวัลที่มอบให้ผู้รับจ้างขนส่งที่สามารถลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยรางวัลดังกล่าวช่วยลดอุบัติเหตุจากการขนส่งและขับขี่ประหยัดพลังงาน
     
    เมื่อวันที่28ส.ค.2560 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล PTT Group Logistics Zero Accident และรางวัล Eco-Driving  ประจำปี 2560  ณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ โดยรางวัล PTT Group Logistics Zero Accident เป็นรางวัลที่มอบให้ผู้รับจ้างขนส่งและพนักงานขับรถขนส่ง ที่ปฏิบัติตามเกณฑ์ความปลอดภัยในการขนส่งผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. และรางวัล Eco-Driving เป็นรางวัลที่มอบให้ผู้รับจ้างขนส่งที่สามารถลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
     
    โดยนายเทวินทร์ กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. มีความมุ่งมั่นที่จะลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน ผ่านแนวคิด “ ปตท. ปลอดภัยตลอดเส้นทาง ” เพื่อย้ำเตือนให้ผู้ขับขี่คำนึงถึงความปลอดภัยตลอดการขับขี่ นอกจากนี้ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยได้กำหนดทิศทางและจัดทำแผนกลยุทธ์ระยะยาว หรือ PTT Group Zero Logistics Accident และ Eco-Driving Roadmap จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในปัจจุบัน ที่เท่ากับ 0.07 ครั้ง/1 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 15 ล้านกิโลเมตรเกิดอุบัติเหตุเพียงหนึ่งครั้ง โดย กลุ่ม ปตท. มีเป้าหมายโครงการ ฯ ในการลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขนส่งทางรถยนต์ขั้นร้ายแรงให้เท่ากับ 0 ครั้ง/1 ล้านกิโลเมตร ภายในปี 2564
     
    สำหรับโครงการลดการใช้เชื้อเพลิงของผู้รับจ้างขนส่งทางรถ หรือ Fuel Saving Program  ได้ริเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งการประเมินผลการลดการใช้พลังงาน จะประเมินจากอัตราการใช้พลังงานเชื้อเพลิงหลังเข้าร่วมโครงการ ฯ เปรียบเทียบกับอัตราการใช้พลังงานเชื้อเพลิงก่อนเข้าร่วมโครงการฯ โดยมีเป้าหมายในการลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงเท่ากับ 15% ภายในปี 2561  โดยที่ผ่านมาสามารถ ลดการใช้เชื้อเพลิงได้ 2.5 ล้านลิตร/ปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศได้ 6,929 ตัน/ปี หรือ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 7.3 แสนต้น/ปี 
  • Date : 28 / 08 / 2017
    เปิดตัว"บ้านปู อินฟิเนอร์จี"ลุยธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร
    บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดตัว "บ้านปู อินฟิเนอร์จี " หนึ่งในบริษัทลูกอย่างเป็นทางการ ในฐานะผู้ให้บริการด้านการวางระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร One Stop Service โดยในระยะแรกจะให้บริการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ระบบไฟถนน และอุปกรณ์ไฟส่องสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ หวังเจาะตลาดลูกค้าภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่ เผยแผนกลยุทธ์ในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้รวม 300 เมกะวัตต์
     
    นางสมฤดี ชัยมงคล กรรมการ บริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด กล่าวว่า  บริษัทบ้านปูฯ ไม่เพียงพัฒนาธุรกิจเหมืองถ่านหินและธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการมามากกว่า 30 ปี แต่ยังมุ่งพัฒนาพลังงานทดแทนโดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามาผนวกกับการผลิตพลังงานเพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น  สะอาดขึ้น  และสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนที่สูงขึ้น  รวมทั้งการเชื่อมต่อสังคมยุคดิจิตอล  จึงได้เปิดตัวบริษัทบ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญจากการดำเนินธุรกิจโซลาร์ฟาร์มของบ้านปูฯ ในประเทศจีนและญี่ปุ่น มาสู่ธุรกิจวางระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ อีกทั้งยังเป็นการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้านพลังงาน หรือนโยบายพลังงาน 4.0 ที่มุ่งเน้นผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านพลังงานใหม่ๆ ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ
     
    โดยในระยะแรก บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ จะให้บริการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Rooftop Solar) ระบบไฟถนน และอุปกรณ์ไฟส่องสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Streetlight and Accessories) ด้วยอุปกรณ์ชั้นนำที่มีคุณภาพสูง เน้นแพ็คเกจ Signature Infinergy ที่คุ้มค่ามากที่สุด  โดยลูกค้าไม่ต้องลงทุนค่าติดตั้งหรือค่าอุปกรณ์เลย(zero investment) และจ่ายค่าไฟจากระบบโซลาร์ในราคาที่ถูกลง พร้อมบริการดูแลรักษาระบบ และฟรีอุปกรณ์ตลอดอายุสัญญา 20-25 ปี นอกจากนี้ยังมีอีก 2 แพ็คเกจให้ลูกค้าเลือกตามความต้องการ ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจะแตกต่างกัน  โดยลูกค้าในปัจจุบันประกอบไปด้วยหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น โรงงานขนาดใหญ่ โรงแรม โรงเรียน และสถานีบริการน้ำมัน
     
     สำหรับแผนกลยุทธ์ในอีก 5 ปีข้างหน้า บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้รวม 300 เมกะวัตต์ เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าในอนาคต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการร่วมสนับสนุนแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (Alternative Energy Development plan : AEDP 2015) ของกระทรวงพลังงาน ที่ตั้งเป้าเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนโดยรวมของประเทศจาก 13.9% ในปัจจุบัน เป็น 30 % ภายในปี 2579 นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นที่จะศึกษาและนำระบบการบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) มาใช้ในการควบคุมการผลิต การส่ง และการกักเก็บพลังงาน เพื่อให้การใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ (Electric Vehicle)
     

Date : 26 / 08 / 2017

  • Date : 26 / 08 / 2017
    เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 2

    ประชาชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้เกือบ 1,000 คน ร่วมเวทีรับฟังและเสนอความคิดเห็นเพื่อกำหนดขอบเขตการศึกษาในเวที ค.1 โครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 2 มุ่งพัฒนาท้องถิ่นควบคู่กับพลังงานไฟฟ้า โดยข้อคิดเห็นของประชาชนทั้งหมด บริษัทที่ปรึกษาจะนำไปกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในรายงาน EHIA ให้ครอบคลุมข้อห่วงกังวลของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มต่อไป

    วันนี้ (26 สิงหาคม 2560) นายศิริวัฒน์ ธนะผลเลิศ พลังงานจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย (ค.1) โครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 2 ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ซีคอท จำกัด โดยมีว่าที่ พ.ต. อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ และนายจิรยุตย์ ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าพระนครใต้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายสรรเกียรติ กุลเจริญ นายกเทศมนตรีเมืองปู่เจ้าสมิงพราย หน่วยงานราชการ ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตร โดยรอบพื้นที่โครงการครอบคลุม 2 จังหวัด 3 อำเภอ 1 เขต ได้แก่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ และเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานครฯ และบริเวณใกล้เคียงโรงไฟฟ้าพระนครใต้ สื่อมวลชน ตลอดจนผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟัง จำนวน 955 คน ตั้งแต่เวลา 8.30-12.00 น. ณ อาคารเอนกประสงค์ 2  เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

    นายขรรชัย เกรียงไกรอุดม ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม บริษัท ซีคอท จำกัด กล่าวว่า การจัดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ เพื่อชี้แจงเหตุผล ความเป็นมา และรายละเอียดของโครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 2 รวมถึงนำเสนอร่างขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ พร้อมรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อห่วงกังวล ของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อนำไปจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 2 ให้ครอบคลุมข้อห่วงกังวลของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

    สำหรับประชาชนที่ร่วมนำเสนอความคิดเห็นบนเวทีส่วนใหญ่มีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การเข้ามาของแรงงานนอกพื้นที่จำนวนมากที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนทั้งด้านการจัดการขยะ น้ำเสีย การจราจร และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ ยังเสนอแนะให้มีการบริหารจัดการการคมนาคมขนส่งและการจราจร ทั้งช่วงก่อนและระหว่างดำเนินการก่อสร้างให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด รวมทั้งอยากให้มีสวนสาธารณะและโรงพยาบาลเกิดขึ้น เพื่อส่งเสริมและบริการด้านสุขภาพให้กับประชาชนในพื้นที่ 

    ด้านว่าที่ พ.ต. อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ขอขอบคุณประชาชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ รวมถึงผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นและข้อห่วงกังวลในเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.1 ครั้งนี้ สำหรับข้อห่วงกังวลต่างๆ บริษัทที่ปรึกษาจะนำไปกำหนดขอบเขตการศึกษาและหาแนวทางในการจัดการผลกระทบร่วมกับ กฟผ. อย่างรอบด้านที่สุด โดยคำนึงถึงประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก และขอให้มั่นใจในแนวนโยบายการพัฒนาพลังงานของ กฟผ. ที่เน้นความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าในภาพรวม ให้มีราคาเหมาะสมและสามารถแข่งขันได้ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นสำคัญ เพื่อให้โรงไฟฟ้าเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เติบโตและอยู่ร่วมกันกับชุมชนอย่างช่วยเกื้อกูลและมีความสุข

    สำหรับโครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 2 กำลังการผลิตติดตั้ง 1,470 เมกะวัตต์ จะก่อสร้างในบริเวณพื้นที่ของโรงไฟฟ้าพระนครใต้ในปัจจุบัน เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ชุดที่ 1 และ 2 ที่จะปลดออกจากระบบภายใน ปี พ.ศ.2563 และ พ.ศ.2565 ตามลำดับ โดยโครงการนี้ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก และน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงรอง ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าใหม่จะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในเขตนครหลวงตอนล่าง

    ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นต่อการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ได้ที่ แผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ : นายทินกร ลิมปนสุทธิพงศ์/นางอรัญญา แสนชื่น ที่อยู่ : 112 หมู่ที่ 1 ตำบลบางโปรง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โทรศัพท์ : 02-3830510-21 ต่อ 2007,4010 โทรสาร : 02-3830510-21 ต่อ 4014 E-mail  : [email protected] และ บริษัท ซีคอท จำกัด : นางสาวจันทิมา ยะนิล ที่อยู่ : 239 ถนนริมคลองประปา แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800 โทรศัพท์ : 02-959-3600 ต่อ 412, 413 หรือ โทรสาร : 02-959-3535 E-mail: [email protected] ภายใน 15 วัน (11 กันยายน 2560) นับจากวันจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นฯ โดยความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการต่อไป