ข่าวทั้งหมด

Date : 05 / 12 / 2017

  • Date : 05 / 12 / 2017
    นายกรัฐมนตรียังคงมอบอำนาจ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน
    นายกรัฐมนตรีลงนามแบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง ยังคงรับผิดชอบงานของกระทรวงพลังงาน โดยหากไม่อยู่หรือไม่สามารถปฎิบัติราชการได้  ก็ให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายวิษณุ เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนตามลำดับ 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงาน ว่า นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมตรี  ที่323/2560  ลงวันที่ 4 ธ.ค.2560 ที่ผ่านมา เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฎิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี  โดยในส่วนของ พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี  นั้น ยังคงได้รับการมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกระทรวงพลังงาน   นอกจากนี้ ยังมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  กระทรวงศึกษาธิการ  กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  
     
    ส่วนการกำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ นั้น มีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน)  สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(องค์การมหาชน)  สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย    
     
    ทั้งนี้หากพลอากาศเอก ประจิน ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฎิบัติราชการได้  ก็ให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนตามลำดับ 
     
    ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ก่อนหน้าที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี  ครม.ประยุทธ์ 5 นั้น พลอากาศเอกประจิน  ก็ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้กำกับดูแลงานของกระทรวงพลังงานมาก่อน
     

Date : 04 / 12 / 2017

  • Date : 04 / 12 / 2017
    เสนอรัฐใช้โมเดล "เพื่อนชุมชน" ขยายผล ในโครงการ EEC
    ซีอีโอ ปตท.มีแนวคิดที่จะเสนอให้ภาครัฐใช้ โมเดล "เพื่อนชุมชน" ขยายผลในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) หลังสมาคมเพื่อนชุมชน  ดำเนินงานบรรลุเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดคอมเพล็กซ์ เข้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory)
     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท. มีแนวคิดที่จะเสนอภาครัฐ ให้ใช้ โมเดล " เพื่อนชุมชน" ขยายผลเข้าไปในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)ในอนาคต   ให้ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จ.ชลบุรี จ.ระยอง และ จ.ฉะเชิงเทรา หลังจากสมาคมเพื่อนชุมชน ได้ดำเนินงานบรรลุเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดคอมเพล็กซ์ เข้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ  โดยในส่วนของกลุ่ม ปตท. หากจะต้องมีการสร้างโรงงานใหม่ในอนาคตพื้นที่ใดก็ตามจะนำคอนเซ็ปต์ของสมาคมเพื่อนชุมชนไปใช้ด้วย
     
    ด้าน นายสมชาย หวังวัฒนาพาณิช นายกสมาคมเพื่อนชุมชน  ซึ่งมีการจัดตั้ง ก้าวสู่ปีที่ 8 แล้ว โดยในแผนงานปี 2561 นี้จะเน้นเป้าหมายพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดคอมเพล็กซ์ เข้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town)ให้ได้ภายในปี 2562 ด้วยการให้โรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิกต้องปฏิบัติตามเกณฑ์โรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ(Eco Factory) เช่น การดำเนินกิจกรรมการผลิตที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยในโรงงานรวมถึงการดูแลชุมชนรอบโรงงาน เป็นต้น
     
    ทั้งนี้คาดว่าในปี 2561 จะมีโรงงานที่เป็นสมาชิกของสมาคมเพื่อนชุมชน ที่ผ่านการรับรองเกณฑ์ Eco Factory ได้ทั้งหมดจำนวน 76 โรงงาน จากสมาชิก 18 บริษัท  โดยปัจจุบันผ่านเกณฑ์อยู่ 60 โรงงาน และมีเป้าหมายจะผลักดันโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดให้ผ่านเกณฑ์ดังกล่าว 120 โรงงาน จากทั้งหมด 137 โรงงาน ภายในปี 2562 
     
    “การผลักดันให้เกิดโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หรือ   Eco Factory จะสามารถตอบโจทย์ในหลายมิติของเศรษฐกิจ ทั้งมิติพลังงาน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย รวมไปถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตทางสังคมให้กับประชาชน โดยนำโครงการ "เพื่อนช่วยเพื่อน”เข้าไปถ่ายทอดและเกิดการพัฒนาไปพร้อมกัน ระหว่างชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ตามแนวทางของรัฐบาลที่มีเป้าหมายในขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในระยะ 20 ปีข้างหน้า ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0" นายสมชายกล่าว
     
    นอกจากนี้ จะเตรียมผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SME)เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศด้วย เนื่องจากปัจจุบัน SME มีมากถึง 8 หมื่นรายทั่วประเทศ หากสามารถดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมได้ จะก่อให้เกิดธุรกิจแบบยั่งยืนในอนาคต อย่างไรก็ตามเบื้องต้นสมาคมเพื่อนชุมชนจะหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท) เพื่อร่วมกันกำหนดเกณฑ์มาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศสำหรับ SME ต่อไป 
     
    สำหรับการดำเนินงานของสมาคมเพื่อนชุมชนตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จ โดยใช้งบสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนปีละ 70 ล้านบาทรวมเกือบ 500 ล้านบาท ซึ่งสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับชุมชนและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้กระบวนการผลิตของโรงงานไม่สร้างความเดือดร้อนและทำให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกับโรงงานได้อย่างมีความสุข  โดยโครงการที่ดำเนินการแล้ว เช่น โครงการนักเรียนทุนพยาบาล 440 ทุน โครงการเพื่อนชุมชนติวเตอร์ โครงการส่งเสริมเยาวชนในการศึกษาต่อสายอาชีพ โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และโครงการพัฒนาศักยภาพครูแนะแนว เป็นต้น
     

Date : 03 / 12 / 2017

  • Date : 03 / 12 / 2017
    กองทุนอนุรักษ์ฯหนุนงบปี2561 ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ใน ม.นราธิวาสราชนครินทร์
    กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  หนุนงบประมาณปี 2561  ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ขนาดรวม 1,500 กิโลวัตต์ ในพื้นที่ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์  จ.นราธิวาส  หวังช่วยลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าได้ 8.32 ล้านบาทต่อปี และใช้เป็นระบบผลิตไฟฟ้าสำรองในกรณีเหตุความไม่สงบ
     
    นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเล็งเห็นความสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ยังมีปัญหาเหตุความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งมีการทำลายระบบสายส่งไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภค  ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมด้านต่างๆ อาทิ การดูแลรักษาผู้ป่วยในสถานพยาบาล และการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา   
       
    ดังนั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ นักศึกษา ผู้ป่วย และประชาชนทั่วไป ตลอดจนเพื่อให้สถานศึกษา สามารถดำเนินกิจกรรมด้านการเรียนการสอน และสถานพยาบาลดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  กระทรวงพลังงาน จึงให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์  จ.นราธิวาส ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ขนาดรวม 1,500 กิโลวัตต์ เพื่อใช้ในหน่วยงาน ภายใต้ “โครงการจัดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับใช้งานในโรงพยาบาล วิทยาลัยเทคนิค และหน่วยงานของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์” โดยเป็นงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ 2561
     
    โครงการดังกล่าวจะมีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ ในพื้นที่มหาวิทยาลัยและหน่วยงานภายใต้กำกับ ประกอบด้วย 1. ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม ในพื้นที่คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลกัลยาณิวัฒนาการุณย์ และพื้นที่ว่างเปล่าใน ม.นราธิวาสราชนครินทร์ (ส่วนกลาง) ขนาด 1,000 กิโลวัตต์ จำนวน 1 ระบบ และระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ความจุพลังงานไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 150 กิโลวัตต์ชั่วโมง จำนวน 2 ระบบ 2. ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ขนาด 300 กิโลวัตต์ ณ  ม.นราธิวาสราชนครินทร์ วิทยาเขตวิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส และ 3. ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ขนาด 200 กิโลวัตต์ ณ  ม.นราธิวาสราชนครินทร์ วิทยาเขตวิทยาลัยเกษตรนราธิวาส โดยจะเริ่มดำเนินการติดตั้งประมาณต้นปี 2561
     
    ทั้งนี้การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ดังกล่าว จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในหน่วยงานได้ 2,006,314 หน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 8,326,202 บาท/ปี ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 1,183 ตันต่อปี และสามารถใช้เป็นระบบผลิตไฟฟ้าสำรองในกรณีเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ สาธิตและเผยแพร่เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรอื่นๆ และประชาชนทั่วไปในอนาคต

Date : 01 / 12 / 2017

  • Date : 01 / 12 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ เน้นขับเคลื่อนงาน4เรื่องเร่งด่วน
    "ศิริ จิระพงษ์พันธ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ถือฤกษ์ 6.39 น.เริ่มเข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรก เปิดประชุมพร้อมมอบนโยบายกับข้าราชการระดับสูง เน้น 4 เรื่องเร่งด่วนต้องดำเนินการ “การเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมหมดอายุ, การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน, การผลักดันนโยบาย Energy 4.0 และการสร้างเสถียรภาพไบโอดีเซล” 
     
    วันที่ 1ธ.ค.2560  นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คนใหม่ ถือฤกษ์ 6.39 น.เข้าสักการะพระพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพลังงาน ในการเริ่มงานวันแรก โดยมีนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน และข้าราชการระดับสูงทุกกรม พร้อมด้วยผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ อาทิ  นายยงยุทธ จันทโรทัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน  นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.), นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์  ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมในพิธี  และจากนั้น นายศิริได้ร่วมประชุมพร้อมมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน 
     
    นายศิริ เปิดเผยว่า  มีงาน 4 เรื่องเร่งด่วนที่จะเข้ามาดำเนินการก่อน ได้แก่ 1.การเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ (แหล่งเอราวัณ หมดอายุปี 2565 และแหล่งบงกชหมดอายุปี 2566) 2. การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้  3. การผลักดันนโยบาย Energy 4.0 (นวัตกรรมด้านพลังงานที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ) และ4.การสร้างเสถียรภาพไบโอดีเซล 
     
    โดยในส่วนของการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมหมดอายุนั้น จะเริ่มหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในวันนี้ (1 ธ.ค.) ทั้งผู้รับซื้อปิโตรเลียมอย่าง บริษัท ปตท. ผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติอย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากที่สุด ก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยมีกรอบระยะเวลาการดำเนินงานอยู่แล้ว แต่ต้องขอเวลาพิจารณาให้เหมาะสมและชัดเจนที่สุดก่อนจะเปิดเผยต่อสาธารณชนให้รับทราบต่อไป
     
    ทั้งนี้ การประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศ ถ้าปล่อยให้เกิดการติดขัดจะกลายเป็นการฉุดเศรษฐกิจประเทศ เพราะปัจจุบันนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศรับรู้ว่าไทยจะเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุและมองหาโอกาสการลงทุนกันแล้ว ดังนั้นหากไทยไม่สามารถสร้างความมั่นใจหรือไม่มีความชัดเจนจะกลายเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดในการบริหารจัดการปิโตรเลียมในประเทศ 
     
    สำหรับในเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ นั้น จะขอหารือกับผู้เกี่ยวข้องประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะชี้แจงกับสาธารณชนให้ทราบแนวทางว่ากระทรวงพลังงานจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่เป็นเรื่องสำคัญต่อความมั่นคงพลังงานและเกี่ยวข้องกับค่าไฟฟ้าที่เป็นค่าครองชีพประชาชนทั้งประเทศ ขณะเดียวกันชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้ายังกังวลเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชนให้ได้ด้วย 
     
    ส่วนการผลักดันนโยบาย Energy 4.0 เนื่องจากเห็นว่านวัตกรรมช่วยทำให้เกิดการก้าวกระโดดด้านพลังงานและเป็นนิมิตรใหม่ของประเทศ ดังนั้นจะมีการวางแผนให้ชัดเจนว่าจะเดินไปอย่างไร เพื่อทำให้พลังงานของประเทศไทยสร้างความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนให้ประเทศต่อไป
     
    ในขณะที่การสร้างเสถียรภาพไบโอดีเซลนั้น เบื้องต้นได้นัดหารือกับ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ในสัปดาห์หน้าเพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งปริมาณและราคาปาล์มให้เกิดขึ้นในประเทศ โดยจะมีการหารือเกี่ยวกับสัดส่วนการผสมปาล์มน้ำมันบริสุทธิ์ (B100) ในน้ำมันดีเซล เพราะจะมีผลเกี่ยวเนื่องกับปริมาณสำรอง (สต๊อก) ราคาปาล์มในประเทศ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานไม่สร้างภาระให้ผู้ใช้น้ำมันดีเซลมากเกินไปด้วย
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงานว่า นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ ถือเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คนที่ 12 ของประเทศ โดย ก่อนหน้านี้นายศิริเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) มาก่อน 
     
    ทั้งนี้ในการแถลงข่าว นายศิริระบุว่า ได้รู้จักกับนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน และเคยทำงานร่วมกันมาหลายปี พร้อมกล่าวชื่นชมความสามารถของผู้บริหารทุกคน โดยหวังว่าจะเดินไปข้างหน้าด้วยกัน  ในการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และขอให้สื่อมวลชนร่วมสนับสนุนการทำงาน โดยยินดีจะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในทุกวันศุกร์ด้วย