ข่าวทั้งหมด

Date : 24 / 09 / 2017

  • Date : 24 / 09 / 2017
    พพ.ชงโซลาร์รูฟท็อปเสรี เข้า กบง.4ต.ค.นี้ ระบุราคาซื้อต่ำกว่าราคาขายส่งกฟผ.
    กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เตรียมนำโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรี เข้าสู่ที่ประชุม คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ในวันที่ 4 ต.ค.2560 โดยราคารับซื้อจะแตกต่างระหว่างบ้านที่อยู่อาศัยและโรงงาน และต้องต่ำกว่าราคาขายส่งที่กฟผ. ขายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง  รวมทั้งระยะแรกจะรับซื้อไม่ถึง1,000เมกะวัตต์  ในขณะที่จะเปิดให้โครงการนำร่องก่อนหน้านี้ สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินได้ 
     
    นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า พพ.เตรียมนำโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรี เสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ในวันที่ 4 ต.ค.นี้ เพื่อพิจารณารายละเอียดและกำหนดรูปแบบโครงการ
     
    โดยเบื้องต้น โครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี จะทยอยเปิดรับซื้อไฟฟ้าเป็นระยะ  ซึ่งระยะแรก คาดว่าจะรับซื้อไม่ถึง 1,000 เมกะวัตต์ และราคารับซื้อจะแตกต่างกันระหว่างภาคบ้านอยู่อาศัย กับโรงงานและอาคารพาณิชย์ เพราะมีต้นทุนติดตั้งแตกต่างกัน   อย่างไรก็ตามราคารับซื้อจากทุกกลุ่มจะต้องต่ำกว่าราคาขายส่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)
     
    นายประพนธ์ กล่าวว่า โครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี จะยังคงใช้หลักการเดียวกับโซลาร์รูฟท็อปนำร่อง 100 เมกะวัตต์ที่เปิดโครงการไปเมื่อปี 2559 คือจะเน้นการผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นหลัก ส่วนที่เหลือสามารถขายเข้าระบบได้ และต้องไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า รวมถึงต้องช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ช่วงกลางวัน ขณะเดียวกันอาจพิจารณาให้โครงการนำร่องที่มีผู้ร่วมโครงการ 38.38 เมกะวัตต์ สามารถเข้าร่วมขายไฟฟ้าส่วนเกินได้
     
    โดยหาก กบง. อนุมัติรูปแบบโซลาร์รูฟท็อปเสรีแล้ว จะต้องนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพลเอก ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเห็นชอบโครงการอีกครั้ง จากนั้นคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) จะจัดทำรายละเอียดและกำหนดกติกาต่างๆ เพื่อออกประกาศเปิดโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีต่อไป ซึ่งแต่ละพื้นที่จะกำหนดสัดส่วนรับซื้อไฟฟ้าโดยจะพิจารณาจากความสามารถของสายส่งเป็นหลัก
     
    ก่อนหน้านี้ พพ.ได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาวิเคราะห์ โครงการนำร่องการส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเสรี 100 เมกะวัตต์ และเสนอให้กระทรวงพลังงาน ตัดสินใจเดินหน้าโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี โดยกำหนดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า แบ่งเป็น 3 กรณี คือ กรณีที่ 1. รับซื้อ 6,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579 หรือ 300 เมกะวัตต์ต่อปี จะมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า 0.7-1.4 สตางค์ต่อหน่วย 
     
    กรณีที่2 รับซื้อ 12,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579 หรือ 600 เมกะวัตต์ต่อปี จะมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า 1.4-2.8 สตางค์ต่อหน่วย และกรณีที่3 รับซื้อ 3,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563 หรือ 1,000 เมกะวัตต์ต่อปี จะมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า 0.8-1.4 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งทั้ง 3 กรณีส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 สตางค์ต่อหน่วย โดย พลเอก อนันตพร ได้สั่งการให้ พพ.และจุฬาฯ ประมวลผลโครงการให้ชัดเจนอีกครั้งก่อนนำเสนอ กบง.พิจารณาในเดือน ต.ค.นี้
  • Date : 24 / 09 / 2017
    บอร์ดปตท.ไฟเขียวเซ็นสัญญาระยาวซื้อแอลเอ็นจีจากโครงการโมซัมบิก 2.6ล้านตันต่อปี
    บอร์ด ปตท. ไฟเขียวเซ็นสัญญารับซื้อแอลเอ็นจี โครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ปริมาณ 2.6 ล้านตันต่อปี เตรียมชง กพช.อนุมัติ คาดลงนามสัญญาได้ในปีหน้า และเริ่มส่งมอบก๊าซล็อตแรกในปี 2565-2566 ตอบโจทย์ความต้องการใช้ในประเทศ ในขณะที่การประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ บงกช แนะให้รัฐ วางเงื่อนไขต้องรักษาอัตราการผลิตต่อเนื่อง ใช้บุคคลากรไทยไม่ต่ำกว่า 99% 
     
    นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) ปตท.เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2560 ที่ผ่านมา ประชุมอนุมัติให้ ปตท. เซ็นสัญญารับซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)ระยะยาวในโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ปริมาณ 2.6 ล้านตันต่อปี  หลังจากที่รัฐบาลโมซัมบิกเปิดทางผู้พัฒนาโครงการดำเนินการพัฒนาการผลิตแอลเอ็นจีได้ 
     
    โดยขั้นตอนจากนี้จะต้องนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาอนุมัติโครงการ ก่อนรายงานคณะรัฐมนตรี(ครม.) และส่งร่างสัญญาดังกล่าวให้สำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาความถูกต้องตามข้อกฎหมายต่อไป  คาดว่าจะสามารถเซ็นสัญญารับซื้อก๊าซได้ภายในปี 2561 และเริ่มส่งก๊าซป้อนความต้องการใช้ในประเทศไทยได้ ปี 2565-2566
     
    นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า แอลเอ็นจี จาก โมซัมบิกจะสามารถส่งป้อนให้กับไทยได้ไม่ต่ำกว่า 20 ปี เพราะแหล่งนี้มีปริมาณสำรองก๊าซมากถึง 70 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือ มากกว่าอ่าวไทย 10 เท่า  ทั้งนี้ สัญญารับซื้อแอลเอ็นจี โครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน  ราคาจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ดีกว่าสัญญาซื้อแอลเอ็นจี ที่ ปตท. ทำไว้กับกาตาร์,เชลล์,บีพี และเปโตรนาส แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะขึ้นไปถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาแอลเอ็นจีระยะยาว ก็จะไม่เกิน 10-12 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู 
     
    สำหรับประเด็นการเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย 2 แหล่งหมดอายุปี 2565-2566 คือแหล่งเอราวัณและบงกช  นั้น นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า ยังน่าเป็นห่วงหากผู้ชนะการประมูลเป็นรายใหม่ เพราะจะต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ถึงจะเพิ่มอัตราการผลิตก๊าซให้ใกล้เคียงกับปัจจุบันได้ และมีความเสี่ยงที่พนักงานคนไทยที่ความเชี่ยวชาญหรือมีฝีมือตกงาน
     
    ดังนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ควรจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเปิดประมูล(ทีโออาร์)โดยเอาประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง และกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น การกำหนดรักษาอัตราการผลิตให้ต่อเนื่องตั้งแต่ยังไม่หมดอายุสัมปทานเดิม และอัตราการผลิตขั้นต่ำ รวมถึงต้องมีบุคคลากรคนไทยที่มีประสบการณ์ทำงานในพื้นที่ปิโตรเลียมในอ่าวไทย ไม่ต่ำกว่า 99 % เพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตก๊าซจะเกิดความต่อเนื่องและบุคคลากรจะไม่ตกงาน

Date : 22 / 09 / 2017

  • Date : 22 / 09 / 2017
    ชธ.แจงบินเชิญมูบาดาลา หวังสร้างบรรยากาศการประมูลแข่งขันเอราวัณ-บงกช
    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติแจงการเดินทางไปเชิญMubadala Petroleum(MP)หวังสร้างบรรยากาศการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ-บงกช 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า  แหล่งข่าวในกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.)ได้ตอบคำถามและชี้แจงถึงการเดินทางของนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดี ชธ.ที่ไปพบกับรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี)  ที่อาบูดาบี เพื่อเชิญบริษัท Mubadala Petroleum(MP) ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่รัฐบาลยูเออี ถือหุ้น100% ให้เข้าร่วมประมูลในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม ทั้งเอราวัณ และบงกช  เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2560 ที่ผ่านมา อยู่ในแผนที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะทาบทามบริษัทที่เห็นว่ามีศักยภาพ  เพื่อสร้างบรรยากาศในการประมูลแข่งขัน โดยยังไม่ได้ถือว่าเป็นการโรดโชว์  
     
     
  • Date : 22 / 09 / 2017
    กกพ.ประกาศรับฟังความเห็นซื้อไฟจากขยะชุมชน78เมกะวัตต์ ช่วง21ก.ย.-5ต.ค.นี้
    กกพ.ประกาศรับฟังความเห็นระเบียบรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน 78 เมกะวัตต์ ระหว่างวันที่ 21 ก.ย.- 5 ต.ค. 2560 ผ่านทางเว็บไซต์ www.erc.or.th  โดยโฆษก กกพ.ระบุเป็นการเดินหน้าโครงการต่อหลังชะลอเพื่อรอความชัดเจนด้านกฏหมายของกระทรวงมหาดไทย   ซึ่งมีการปรับเกณฑ์ใหม่  เพิ่มบทนิยาม"เจ้าของโครงการ"ที่หมายความถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัด ,เทศบาล ,องค์การบริหารส่วนตำบล,กรุงเทพมหานคร ,เมืองพัทยาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น  ทั้งนี้จะต้องแจ้งแสดงความเป็นเจ้าของโครงการก่อนจับคู่กับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินโครงการ
     
    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. ได้ออกประกาศรับฟังความเห็น "ร่างประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเรื่องการจัดหาไฟฟ้า โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (Fit) ฉบับที่... พ.ศ....." ระหว่างวันที่ 21 ก.ย.-5 ต.ค. 2560 ผ่านทางเว็บไซต์ของ กกพ. แล้ว โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูในรายละเอียดได้ที่  www.erc.or.th
     
    ทั้งนี้การเดินหน้าโครงการรอบนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนให้คล้ายกับโครงการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 ที่ผ่านมา โดยจะให้ อบต. ยื่นแสดงความเป็นเจ้าของโครงการก่อน จากนั้นเมื่อได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการแล้ว ทาง อบต.สามารถจับคู่กับผู้ร่วมทุน เพื่อมาแจ้งกับ กกพ.ตามกำหนดต่อไป ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่ให้จับคู่ผู้สนับสนุนมาก่อนคัดเลือกคุณสมบัติ ซึ่งวิธีใหม่จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินโครงการมากขึ้น
     
    โดยในร่างประกาศดังกล่าว ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมของประกาศกกพ.ฉบับลงวันที่1ธ.ค.2559 ให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง(ฉบับที่2) พ.ศ.2560  ซึ่งมีการเพิ่มเติมนิยามคำว่า"เจ้าของโครงการ" ต่อจากบทนิยามคำว่า"โครงการ"ในประกาศเดิม โดย"เจ้าของโครงการ"หมายความว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัด ,เทศบาล ,องค์การบริหารส่วนตำบล,กรุงเทพมหานคร ,เมืองพัทยาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น  ซึ่งจะได้รับการพิจารณาเป็นเจ้าของตามประกาศนี้ 
     
    ในขณะที่กรอบระยะเวลาการดำเนินงาน กำหนดเปิดรับตรวจสอบจุดเชื่อมโยงโครงข่ายระบบไฟฟ้าระหว่างวันที่ 2-15 พ.ย. 2560 จากนั้นให้ยื่นคำขอเป็นเจ้าของโครงการระหว่างวันที่  16-30 พ.ย. 2560 ประกาศรายชื่อเจ้าของโครงการวันที่5 ม.ค.2561 และประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือก 4 พ.ค. 2561 และลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายใน 120 วันถัดจากวันที่มีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือก หรือภายใน 24 ส.ค. 2561 ส่วนการกำหนดผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD)ในปี 2562 
     
     
     
     สำหรับการออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าขยะชุมชน ในครั้งนี้ เป็นการเดินหน้าตามพ.ร.บ.ร่วมทุน ซึ่งจะไม่มีการประมูลรับซื้อไฟฟ้า แต่จะพิจารณาคุณสมบัติโครงการตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้  โดยเมื่อปลายปี 2559 ที่กกพ.ได้เปิดรับผู้ร่วมโครงการนี้ไปแล้ว มีผู้เสนอเข้าร่วมโครงการ 9 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) รวม 78 เมกะวัตต์ แต่ภายหลังเมื่อมีการออกกฎหมายใหม่ด้านการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ของกระทรวงมหาดไทย  ทำให้กกพ.ต้องชะลอโครงการดังกล่าวออกไปก่อน เพื่อขอความเห็นจากกฤษฎีกา และเมื่อกฤษฎีกาให้รับการตอบกลับว่าสามารถดำเนินการต่อได้ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน  จึงได้มีการเปิดรับฟังความเห็นตามขั้นตอน ให้สามารถรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนได้ตามเป้าหมาย 
     
  • Date : 22 / 09 / 2017
    "ปิยสวัสดิ์"แนะรัฐเลิกอุดหนุนราคาพลังงานหมุนเวียน ปล่อยโซลาร์รูฟท็อปให้เสรีอย่างแท้จริง
    "ปิยสวัสดิ์" แนะการปฏิรูปพลังงานไทย ต้องก้าวสู่พลังงานหมุนเวียน ที่มีการแข่งขันด้านราคาอย่างแท้จริง โดยรัฐควรยกเลิกระบบเงินสนับสนุนเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบค่าไฟฟ้าแพง เพราะปัจจุบันต้นทุนการผลิตของพลังงานหมุนเวียนถูกลงมากแล้ว   รวมทั้งต้องลดขั้นตอนการขออนุญาตต่างๆที่เป็นอุปสรรค  และยกเลิกการจำกัดโควต้าการรับซื้อไฟฟ้าในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรี เพื่อให้เกิดการผลิตอย่างเสรีแท้จริง    ชี้ช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านของพลังงานหมุนเวียนเพื่อก้าวสู่การเป็นพลังงานหลักของประเทศ อาจต้องใช้เวลาถึง 20 ปี    ซึ่งรัฐควรทบทวนแผนการกระจายเชื้อเพลิงไฟฟ้าใหม่ จากเดิมที่เน้นเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหินเพราะต้นทุนถูก  เพราะปัจจุบัน โรงไฟฟ้าจากก๊าซLNG มีต้นทุนค่าไฟฟ้าไม่แตกต่างจากถ่านหิน
     
    นาย ปิยสวัสดิ์​ อัมระนันทน์​ ประธานมูลนิธีพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม(E for E) ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ปฏิรูปพลังงานไทย...ไปทางไหนดี" ซึ่งจัดโดยมูลนิธิ E for E ณโรงแรมรอยัลปริ้นเซส  เมื่อวันที่22 ก.ย.2560 ว่า ทิศทางพลังงานไทยหนีไม่พ้นที่ต้องมุ่งไปสู่การลดภาวะเรือนกระจก ตามพันธสัญญาของที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558 (COP 21) ซึ่งในอนาคตความเข้มข้นในการลดภาวะโลกร้อนจะยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นพลังงานหมุนเวียนจะกลายเป็นทางเลือกที่สำคัญ แม้ตอนนี้จะยังไม่สามารถทดแทนพลังงานหลักได้ 100% เพราะการผลิตไฟฟ้ายังไม่เสถียร โดยต้องรอให้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ซึ่งช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านของพลังงานหมุนเวียนเพื่อก้าวสู่พลังงานหลักของประเทศ อาจต้องใช้เวลาถึง 20 ปี โดยระหว่างนี้จึงยังต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าของประชาชนต่อไปก่อน
     
    อย่างไรก็ตามการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของไทยจะต้องปรับโครงสร้างการรับซื้อไฟฟ้าใหม่ โดยเฉพาะการรับซื้อไฟฟ้ากลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP)ขนาดไม่เกิน 90 เมกะวัตต์​ และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก(VSPP)ขนาดต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ ซึ่งต้องเปิดให้มีการประมูลแข่งขันด้านราคาอย่างแท้จริง ไม่จำเป็นต้องให้เงินสนับสนุนการผลิตเหมือนในอดีต เพราะปัจจุบันต้นทุนการผลิตถูกลงมาก สามารถแข่งขันกันผลิตไฟฟ้าได้ และจะช่วยแก้ปัญหาภาระค่าไฟฟ้าแพงที่มาจากกลุ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียนลงได้ด้วย 
     
    นอกจากนี้ภาครัฐควรลดอุปสรรคในการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยต้องลดขั้นตอนการขออนุญาตต่างๆ รวมถึงการเลิกจำกัดโควต้าการรับซื้อไฟฟ้าในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรี เพื่อให้เกิดการผลิตอย่างเสรีแท้จริง  เนื่องจากปัจจุบันประชาชนให้ความสนใจมากและราคาต้นทุนผลิตถูกลงคุ้มค่ากับการผลิตเพื่อใช้เองเป็นหลักแล้ว และการเห็นว่าเจ้าของโครงข่ายพลังงานอย่างภาครัฐวิสาหกิจไม่ควรลงมาทำธุรกิจโซลาร์รูฟท็อปแข่งกับเอกชน เพราะเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมอีกทั้งยังขัดกับรัฐธรรมนูญด้วย 
     
    นาย ปิยสวัสดิ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลถึงเวลาที่ต้องทบทวนนโยบายการกระจายแหล่งเชื้อเพลิงเพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าใหม่ จากเดิมที่มีแนวทางให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม เพราะเห็นว่ามองว่าต้นทุนถูก ช่วยลดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศลงได้ แต่เหตุปัจจัยดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะปัจจุบันราคาก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ไม่ได้แตกต่างจากถ่านหิน เนื่องจาก LNGโลกมีปริมาณการผลิตล้นตลาด และมีการพัฒนาตลาดจรขึ้นมาก ทำให้สามารถจับจองซื้อโดยทำแบบสัญญาระยะยาวด้วยราคาที่ถูกลงมาก ดังนั้นหากราคาน้ำมันโลกขึ้นไปถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคา LNG ก็จะอยู่เพียง 10-12 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียูเท่านั้น 
     
    "เดิมรัฐคิดว่าการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้ามากเกินไปมีความเสี่ยง ซึ่งจุดเริ่มต้นมีสาเหตุจากเมื่อ 30 ปีมาแล้ว ที่เกิดพายุเข้าอ่าวไทยรุนแรง มีคนงานด้านขุดเจาะตายหลายคน และขณะนั้นก๊าซฯอ่าวไทยก็มาจากท่อเพียงเส้นเดียว เมื่อเกิดพายุ ก๊าซฯก็เอาขึ้นมาใช้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเตา น้ำมันดีเซลผลิตไฟฟ้าแทน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายแหล่งเชื้อเพลิง แต่ตอนนี้ก๊าซฯมาจากหลายแหล่ง ทั้งในอ่าวไทย และจากเมียนมา รวมถึงการนำเข้า LNG ดังนั้นถึงเวลาต้องทบทวนการกระจายแหล่งเชื้อเพลิง ใหม่ การจะใช้ถ่านหินให้มากขึ้นก็ต้องทบทวน เพราะราคาไม่ได้ถูกกว่าก๊าซฯแล้ว" นายปิยสวัสดิ์ กล่าว 
     
    ส่วนการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นการเปิดเสรีต้นทาง แต่ปลายทางด้านการเปิดให้แข่งขันในกิจการไฟฟ้ายังไม่มีความชัดเจน แม้มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2560 จะมีมติเปิดให้แข่งขันกิจการไฟฟ้าได้ แต่เมื่อแนวทางปฏิบัติไม่ชัดเจนก็จะทำให้นโยบายการปรับโครงสร้างก๊าซฯและไฟฟ้าไม่ราบรื่น กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการผลิตปิโตรเลียมของไทยในอนาคตด้วย 
     

Date : 21 / 09 / 2017

  • Date : 21 / 09 / 2017
    ผู้ผลิตก๊าซแหล่งสินภูฮ่อมแจ้งหยุดซ่อมบำรุงประจำปีช่วง23-30ก.ย.2560นี้
    ผู้ผลิตก๊าซแหล่งสินภูฮ่อมแจ้งหยุดซ่อมบำรุงประจำปีช่วง 23-30 ก.ย. 2560 นี้ส่งผลกระทบต่อการให้บริการ ณ สถานีบริการเอ็นจีวีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รวม 14 แห่ง ในพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น อุดรธานี เลย มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร  ซึ่งมีปริมาณความต้องการใช้เอ็นจีวีปกติรวม 220 ตันต่อวัน  โดย ปตท. เตรียมจัดสรรเอ็นจีวี จากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักแก่งคอย จ.สระบุรี มาช่วยได้บางส่วน 120ตันต่อวัน และจำเป็นต้องแจ้งปิดสถานีบริการเอ็นจีวีแนวท่อ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นการชั่วคราว 
     
    นายศักดิ์เฉลิม สิทธิวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผู้ผลิตแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม จ.อุดรธานี แจ้งแผนซ่อมบำรุงอุปกรณ์ประจำปี  ซึ่งจะส่งผลให้สถานีก๊าซธรรมชาติหลักน้ำพอง จ.ขอนแก่น จำเป็นต้องหยุดการผลิตก๊าซเอ็นจีวีชั่วคราว ระหว่างวันที่ 23-30 กันยายน 2560 รวม 8 วัน โดย ปตท. ได้เตรียมแผนการบริหารจัดสรรก๊าซเอ็นจีวีมาทดแทนให้กับสถานีบริการเอ็นจีวีในพื้นที่แล้ว ขออภัยผู้ใช้เอ็นจีวีทุกท่านในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้
     
    การหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อการให้บริการ ณ สถานีบริการเอ็นจีวีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รวม 14 แห่ง ในพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น อุดรธานี เลย มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร  ซึ่งมีปริมาณความต้องการใช้เอ็นจีวีปกติรวม 220 ตันต่อวัน  โดย ปตท. สามารถจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักแก่งคอย จ.สระบุรี เพื่อรองรับการให้บริการได้ประมาณ120 ตันต่อวัน และจำเป็นต้องปิดสถานีบริการเอ็นจีวีแนวท่อ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นการชั่วคราว ซึ่งคาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป
     
    “ปตท. ขออภัยผู้ใช้เอ็นจีวีในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น โดยได้เร่งเตรียมความพร้อมในการจัดส่งเอ็นจีวีมาทดแทนแล้ว เพื่อให้มีผลกระทบต่อผู้ใช้น้อยที่สุด ทั้งนี้ จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากผู้ใช้รถเครื่องยนต์ 2 ระบบ โปรดพิจารณาวางแผนการใช้เชื้อเพลิงในช่วงเวลาดังกล่าว  โดยผู้ใช้รถฯ สามารถติดตามสถานการณ์และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ PTT Contact Center โทรศัพท์ 1365 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” นายศักดิ์เฉลิม กล่าว

Date : 20 / 09 / 2017

  • Date : 20 / 09 / 2017
    สนพ.เตรียมเสนอปรับแผนพีดีพี2015 เข้าที่ประชุมกพช.เดือนต.ค.นี้

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)เตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ในการประชุมวันที่18 ต.ค. 2560 นี้ เพื่อรับทราบการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP2015) ซึ่งจะสอดรับกับพฤติกรรมความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า การปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ พีดีพี 2015 ที่จะนำเสนอให้กพช.รับทราบ ในการประชุมวันที่18ต.ค.2560 ครั้งนี้  จะมีการนำปัจจัยซึ่งจะมีผลต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต เข้ามาพิจารณาด้วย  เช่นการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบไอที  การคาดการณ์การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต นโยบายรัฐบาลที่จะส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การเติบโตของสังคมเมืองที่ทำให้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนไป การใช้ระบบไมโครกริด และสมาร์ทกริด รวมทั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage ) เข้ามาเป็นกลไกเสริม เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามในส่วนของซัพพลาย คือการสร้างโรงไฟฟ้าให้รองรับกับความต้องการ ยังยืนยันในหลักการที่จะต้องมีการกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิงโดยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง เหมือน แผนพีดีพี 2015 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะมีการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนให้มากขึ้น  รวมทั้งการกระจายโรงไฟฟ้าไปตามภูมิภาคให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ในแต่ละพื้นที่  โดยคาดว่าการจัดทำแผนพีดีพีจะเสร็จภายใน 6 เดือน หลังจากที่มีการนำเสนอเรื่องเข้า กพช. รับทราบถึงแนวทางการปรับปรุงแผน จากนั้นกระทรวงพลังงาน ก็จะมีการปรับแผนพลังงานอื่นๆ เช่น แผนพัฒนาพลังงานทดแทน  แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนก๊าซฯ และแผนน้ำมัน ให้มีความสอดคล้องกันกับแผนพีดีพีต่อไป

  • Date : 20 / 09 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานเผยการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ-บงกชอาจล่าช้าไป1-2เดือน

    รัฐมนตรีพลังงานเผยการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช อาจจะมีความล่าช้าไปอีก1-2เดือน เพราะอยู่ที่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ไม่ได้มีการสั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ออกเดินสายโรดโชว์ชักชวนให้นักลงทุนเข้ามาประมูลแข่งขัน แต่เป็นเรื่องที่กรมฯจะพิจารณาดำเนินการเอง

    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความ  คืบหน้าการเปิดประมูลเพื่อให้สิทธิเอกชนเข้ามาดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในแหล่งเอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุใน ปี 2565-2566 ว่า ในขั้นตอนของการจัดทำร่างทีโออาร์เพื่อเชิญชวนให้เอกชนเข้าร่วมการประมูลนั้น ในส่วนของกระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนด แต่ในขั้นตอนที่จะนำไปสู่การออกประกาศเชิญชวนได้นั้น จะต้องส่งเรื่องให้ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ตรวจร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) และร่างทีโออาร์  รวมทั้งเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ  ซึ่งต้องใช้เวลา  และอาจจะส่งผลให้การเปิดประมูลล่าช้าออกไป 1-2 เดือน จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถเปิดขายทีโออารได้ในเดือน ต.ค.นี้ 

    สำหรับในส่วนของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่จะเดินสายโรดโชว์เชิญชวนนักลงทุนให้เข้าร่วมการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชนั้น  พลเอกอนันตพร กล่าวว่า ไม่ได้ให้นโยบายหรือมีการสั่งให้ดำเนินการ แต่เป็นเรื่องที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะพิจารณาเองตามความเหมาะสม

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) รายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่14ก.ย. 2560 ที่ผ่านมาทาง อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี ได้เดินทางไปพบกับรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี)  ที่อาบูดาบี เพื่อเชิญ Mubadala Petroleum(MP) ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่รัฐบาลยูเออี ถือหุ้น100% เข้าร่วมประมูลในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม ทั้งเอราวัณ และบงกช  โดยทาง Mubadala Petroleum แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลแข่งขัน ทั้งในส่วนของแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ ที่มีกลุ่มเชฟรอน เป็นผู้รับสัมปทานอยู่เดิม และแหล่งบงกช ที่มีบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด(มหาชน) หรือปตท.สผ. เป็นผู้รับสัมปทาน   

  • Date : 20 / 09 / 2017
    ปตท.มอบบริษัทในเครือทั้งหมดปรับแผนลงทุน5ปี(2561-2565)ให้สอดคล้องนโยบายEECของรัฐบาล

    ปตท.มอบหมายให้บริษัทในเครือทั้งหมดไปวางแผนการลงทุนระยะ 5ปี (2561-2565) ให้สอดคล้องกับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของรัฐบาล และอยู่บนพื้นที่การต่อยอดจากทรัพย์สินและความชำนาญที่ ปตท. มีอยู่ เพื่อนำเสนอบอร์ด ปตท. พิจารณาในวันที่ 22 ธ.ค. 2560   

    นางศรีวรรณ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ได้มอบหมายให้ทุกบริษัทในเครือทั้งหมดไปดำเนินการจัดทำแผนการลงทุนในระยะ 5 ปี (2561-2565) ใหม่ ให้อยู่ภายใต้แนวทางการสร้างความเติบโตจากทรัพย์สินและความเก่งหรือศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่ และต้องสอดคล้องกับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของรัฐบาล เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจของ ปตท.ไปพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในอนาคต เช่น ปริมาณก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มลดลง และภาคขนส่งจะเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า(EV) มากขึ้น  โดยจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) ปตท.ในวันที่ 22 ธ.ค. 2560 นี้

    สำหรับแผนลงทุนเดิม 5 ปี (2560-2564) ของทั้งกลุ่ม ปตท.นั้นอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท โดยเป็นส่วนเฉพาะของ ปตท.อยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาท  โดยแผนการลงทุนใหม่ทั้งกลุ่ม ปตท. ที่ปรับใหม่ จะส่งผลให้งบลงทุนเพิ่มขึ้นจากแผนเดิมหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้

    ทั้งนี้ แผนการลงทุนใหม่นั้นอาจเป็นได้ทั้งการสร้างโครงการใหม่ หรือ การเข้าซื้อกิจการก็ได้ ขึ้นกับความเหมาะสมของบริษัทลูกแต่ละแห่งจะพิจารณา เช่น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) อาจลงทุนปรับปรุงโรงกลั่นที่ทันสมัยขึ้น เนื่องจากสเปกน้ำมันเตาโลกกำลังจะเปลี่ยนไป นอกจากนี้อาจต้องขยายธุรกิจน้ำมันเครื่องบินให้มากขึ้น เพื่อรองรับนโยบายการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของอาเซียน

    นอกจากนี้ กลุ่มปตท.จะปรับเปลี่ยนแนวทางโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility : CSR)ใหม่ เป็นรูปแบบ Creating Shared Value หรือ CSV คือต้องเป็นโครงการที่ทำให้สังคมและปตท.ได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน ซึ่งแตกต่างจาก CSRเดิม ที่ ปตท.จะนำเงินไปสนับสนุนเพียงอย่างเดียว