ข่าวทั้งหมด

Date : 09 / 08 / 2016

  • Date : 09 / 08 / 2016
    พลังงานเล็งเปิดประมูลโซลาร์ฟาร์มแบบไม่อุดหนุนค่าไฟ

    กระทรวงพลังงานเตรียมแนวทางเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม) โดยไม่มีการอุดหนุน หลังต้นทุนอุปกรณ์ปรับลดลงมาก ในขณะที่บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ขานรับนโยบายยืนยันพร้อมร่วมประมูล วอนรัฐกำหนดโซนนิ่งและสายส่งไฟฟ้าให้ชัดเจน

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวEnergy News Center  ว่ากระทรวงพลังงานกำลังอยู่ในระหว่างพิจารณากำหนดแนวทางในการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม โดยไม่ต้องมีการอุดหนุนค่าไฟฟ้า ในรูปFeed in Tariff หรือFiT เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าแนวโน้มของราคาแผงเซลล์แสงอาทิตย์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ปรับลดลงมามากพอสมควร   ซึ่งจะเห็นได้จากการประมูลโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ดูไบ เมื่อเร็วๆนี้ ที่ผู้ชนะการประมูลเสนอราคาค่าไฟฟ้าที่ต่ำมากจนสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงที่มาจากฟอสซิล ได้   อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนว่าจะเปิดประมูลได้เมื่อไหร่ หรือกำหนดเป้าหมายว่าจะประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มในช่วงแรกกี่เมกะวัตต์

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มของกระทรวงพลังงาน ยังเหลือเฉพาะส่วนของโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์การเกษตร และส่วนราชการเท่านั้น โดยรัฐยังคงรับซื้อไฟฟ้าโดยมีการส่งเสริมในรูปของราคาค่าไฟฟ้าในระบบFiT ที่5.66 บาทตลอดอายุสัญญา 25 ปี ซึ่งหากมีการดำเนินการตามนโยบายได้ทั้งหมด จะทำให้ปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากพังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งหมดจะมีประมาณ3,800 เมกะวัตต์  ในขณะที่เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ตาม แผนพัฒนาพลังงานทดแทน นั้นมีเป้าหมายอยู่ที่6,000 เมกะวัตต์ ภายในปี2579 จึงเป็นที่คาดการณ์ว่า ในเป้าหมายที่ยังเหลืออยู่ อีกประมาณ 2,200 เมกะวัตต์ นั้น กระทรวงพลังงานจะใช้รูปแบบของการเปิดประมูลให้เอกชนเสนอแข่งขันราคาขายไฟฟ้า ทั้งหมด โดยกำหนดเป็นโซนนิ่ง  ซึ่งเอกชนรายใดเสนอราคาค่าไฟฟ้าต่ำที่สุดก็จะได้สิทธิ์ขายไฟฟ้าให้กับรัฐ

    ด้าน นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว Energy News Center  ถึงประเด็นการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม  โดยไม่ให้เงินอุดหนุนในรูปค่าไฟฟ้าแบบFiT ว่า หากภาครัฐกำหนดนโยบายดังกล่าวออกมาทางบริษัทฯ ก็พร้อมเข้าร่วมประมูล เนื่องจากบริษัทฯมีเป้าหมายจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ 20% ในปี 2566 จากปัจจุบันมีอยู่ 12.85% 

    อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีเอกชนรายอื่นๆ ให้ความสนใจจำนวนมาก เพราะปัจจุบันต้นทุนการผลิตลดลง ผู้ประกอบการย่อมประมูลในราคาที่ตัวเองสามารถดำเนินธุรกิจได้ แต่ทั้งนี้ต้องการให้ภาครัฐกำหนดพื้นที่(โซนนิ่ง)การรับซื้อไฟฟ้าให้ชัดเจน รวมทั้งขยายสายส่งไฟฟ้าให้สามารถรองรับโครงการดังกล่าว เพื่อให้เอกชนมั่นใจที่จะเข้าร่วมประมูลต่อไป  

    "รูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าโดยไม่ให้เงินอุดหนุนนั้น ขณะนี้ต่างประเทศเริ่มทำในลักษณะดังกล่าวมากขึ้น เพราะในอดีตต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มมีราคาสูง แต่ภาครัฐต้องการให้เอกชนมาผลิตจึงต้องให้เงินจูงใจการผลิต แต่เมื่อต้นทุนอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันเองได้แล้ว ทางภาครัฐก็จะลดการอุดหนุนลงจนไม่มีการอุดหนุนอีกต่อไป"นายรัมย์ กล่าว 

  • Date : 09 / 08 / 2016
    ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งโดดร่วมวงประมูลรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สีชมพู

    ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง แตกไลน์ธุรกิจใหม่ในอนาคต ทั้งร่วมประมูลสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สีชมพู ธุรกิจแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า และลงทุนด้านน้ำประปาในสปป.ลาว   ในขณะที่ธุรกิจไฟฟ้าตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตเป็น 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2566

    นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า  บริษัทฯ เตรียมลงทุนในธุรกิจใหม่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยโครงการแรกที่จะเริ่มดำเนินการคือการเข้าร่วมประมูลสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู ซึ่งเป็นการประมูลครบวงจรทั้งการก่อสร้าง การเดินรถ และการบำรุงรักษา ทั้งนี้จะต้องตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดูแล โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรที่ร่วมลงทุน และเตรียมเสนอราคาประมูล แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ 

    ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยื่นประมูลในวันที่ 7 พ.ย. 2559 และคาดว่าจะทราบผลประมูลต้นปี 2560 ส่วนเงินลงทุนนั้นตามปกติรถไฟฟ้าแต่ละสายจะใช้เงินลงทุนประมาณ 6 หมื่นล้านบาท สำหรับรถไฟฟ้าสายสีชมพู จะเริ่มจากบริเวณแคราย ไป มีนบุรี ส่วนสายสีเหลืองจะเริ่มจากจุดจอดแล้วจรที่แยกลาดพร้าว ผ่านบางกะปิ ไปถึงสำโรง 

    สำหรับธุรกิจใหม่อื่นๆที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคือ การลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ ธุรกิจน้ำประปาใน สปป.ลาว และธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า(EV) เป็นต้น โดยบริษัทฯกำลังจัดทำโมเดลธุรกิจในอนาคตว่าห่วงโซ่ธุรกิจจะไปสู่ทิศทางไหนและเข้าไปอย่างไรจึงได้จะได้เปรียบ 

    "การปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจดังกล่าวด้วยการเพิ่มธุรกิจใหม่มากขึ้นนั้น เนื่องจากมองว่าในอนาคตธุรกิจไฟฟ้าจะเป็นอิสระมากขึ้น ไม่จำเพาะอยู่เพียงการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่เท่านั้น  แต่จะเกิดธุรกิจต่อเนื่องกับการผลิตไฟฟ้ามากขึ้นด้วย โดยมองว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลักอย่างก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจะน้อยลง  ซึ่งเทรนด์ของโลกหันไปสู่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้น ดังนั้นเพื่อกระจายความเสี่ยงธุรกิจ   บริษัทฯ จึงต้องปรับไปลงทุนธุรกิจใหม่ๆ ที่มีความถนัดและเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทำอยู่ด้วย   นอกเหนือจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่สร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าของไทย"นายรัมย์ กล่าว

    สำหรับธุรกิจผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทนั้น ยังกำหนดเป้าหมายที่จะขยายกำลังการผลิตเป็น 10,000 เมกะวัตต์ โดยบริษัทฯจะให้ความสนใจกับพลังงานทดแทนมากขึ้น  จากสัดส่วนการผลิตจจุบันอยู่ที่ 12.85% จะเพิ่มเป็น 20% ในปี 2566   อย่างไรก็ตามแผนธุรกิจระยะยาวนั้นตั้งเป้าให้มีสัดส่วนการลงทุนผลิตไฟฟ้าในประเทศไม่ต่ำกว่า 60% และที่เหลือเป็นการลงทุนในต่างประเทศ 40% 

    ส่วนผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2559 (ม.ค.-มิ.ย.) บริษัทฯมีกำไร 2,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 และมีรายได้ 27,399 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าราชบุรีและไตรเอนเนอจี้จำนวน 24,323 ล้านบาท ส่วนต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวมมีทั้งสิ้น 23,879 ล้านบาท ลดลง 12% ขณะที่ฐานะการเงินของบริษัทฯ  ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2559 มีสินทรัพย์รวม 95,352 ล้านบาท  หนี้สิน 34,280 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 61,072 ล้านบาท และกำไรสะสมจำนวน 46,615 ล้านบาท 

Date : 08 / 08 / 2016

  • Date : 08 / 08 / 2016
    กฟผ.เตรียมนำรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงให้นายกรัฐมนตรีทดลองขับ10ส.ค.นี้

    กฟผ. เตรียมนำรถยนต์เก่าที่ดัดแปลงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ให้พลเอกประยุทธ์ ขับโชว์ 10 ส.ค. 2559 นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมศึกษาระยะที่ 2 เพื่อให้ใช้ได้กับรถยนต์ทุกชนิด คาด 2-3 ปีสมบูรณ์ ก่อนเสนอผู้ประกอบการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ระบุต้นทุนดัดแปลง 2 แสนบาทต่อคัน

    นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.อยู่ระหว่างทดลองดัดแปลงรถยนต์รุ่นเก่าให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า(EV)ด้วยการยกเครื่องใหม่ ซึ่งได้ทดลองกับรถยนต์2 รุ่นคือ โตโยต้าวีออส และฮอนด้าแจ๊ส ซึ่งการทดลองระยะที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และสามารถนำมาขับได้จริง โดยกฟผ. จะนำรถดังกล่าวไปนำเสนอและให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทดลองขับที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 10 ส.ค. 2559นี้

    สำหรับการยกเครื่องรถยนต์ EV ดังกล่าวใช้เงินลงทุนประมาณ 2 แสนบาทต่อคัน โดยราคาจะสูงกว่านี้หากใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าขนาดความจุสูงขึ้น อย่างไรก็ตามกฟผ.จะต้องทดลองระยะที่ 2 ต่อไป เพื่อให้สามารถใช้ได้กับรถยนต์ทุกยี่ห้อ ซึ่งคาดว่าในอีก 2-3 ปีจากนี้จะทดลองเสร็จสมบูรณ์ และหากสำเร็จจะนำไปเป็นรถยนต์ต้นแบบ ให้ผู้ประกอบการที่สนใจนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ต่อไป

    ในเบื้องต้น จากการทดสอบสมรรถนะของรถยนต์EV ดัดแปลง ของกฟผ.พบว่า สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุด130กม.ต่อชม. และหากวิ่งด้วยความเร็วคงที่70 กม.ต่อชม. จะวิ่งได้ระยะทาง140 กม. ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง  โดยการชาร์จแต่ละครั้งใช้ระยะเวลา8ชม.

    “ทิศทางรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโต และจะเข้ามาในไทยอีกไม่นานนี้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประเทศอย่างแน่นอน หากเกิดการใช้เป็นหมื่นเป็นแสนคัน ดังนั้น กฟผ.จึงต้องทำการทดลองดัดแปลงเครื่องยนต์รถเก่าให้เป็นรถ EV เพื่อดูว่าจะเกิดการใช้ไฟฟ้าต่อคันเท่าไหร่ และในอนาคตจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ลักษณะนี้อีกเท่าไหร่” นายกิจจา กล่าว

  • Date : 08 / 08 / 2016
    กฟผ.คาดเสนอแผนสร้างคลังLNGลอยน้ำ5ล้านตันเข้า กพช.เดือน ก.ย.2559 นี้

    กฟผ.เล็ง 2-3 พื้นที่ก่อสร้างคลัง LNG ลอยน้ำขนาด 5 ล้านตัน คาดที่ปรึกษาศึกษาแล้วเสร็จพร้อมเสนอ กพช. เดือนก.ย. 2559นี้ พร้อมเดินหน้าสร้างสายส่งไฟฟ้า 7,500 ล้านบาท รองรับโรงไฟฟ้าเครือกัลฟ์ ฯ5,000 เมกะวัตต์

    นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาโครงการคลังก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ลอยน้ำ หรือ FSRU ขนาด 5 ล้านตัน ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)มีมติสั่งให้ กฟผ.ดำเนินการภายใน 3 เดือน โดยคาดว่าจะศึกษาเสร็จต้นเดือน ก.ย. 2559 นี้ และนำเสนอกระทรวงพลังงานเพื่อพิจารณาต่อไป

    โดยในเบื้องต้นได้คัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อสร้างคลัง FSRU แล้ว 2-3 พื้นที่ และกำลังศึกษาเกี่ยวกับเงินลงทุน ขนาดของเรือ และข้อปรับปรุงที่เกี่ยวข้อง โดย กพช. กำหนดให้ กฟผ.ศึกษาและรายงานกลับไปในวันที่  15 ก.ย. 2559 นี้  สำหรับคลัง FSRU สำหรับเก็บ LNG ดังกล่าว กฟผ.จะนำมาใช้สำหรับเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าพระนครใต้ 3 ล้านตัน และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ 2 ล้านตัน

    นายกิจจา กล่าวด้วยว่า สำหรับการสร้างสายส่งไฟฟ้ารองรับการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ 5,000 เมกะวัตต์ ของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด นั้น กระทรวงพลังงานได้สรุปให้ กฟผ.ดำเนินการสร้างสายส่งไฟฟ้าตามแผนต่อไป แม้กระบวนการตรวจสอบความโปร่งใสในการประมูลโรงไฟฟ้าดังกล่าวจากกระทรวงพลังงานจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมหากโรงไฟฟ้าขนาด 5,000 เมกะวัตต์สามารถเข้าระบบได้ตามแผนปี 2564 โดย โครงการสายส่งไฟฟ้าดังกล่าว อยู่ระหว่างการขอพิจารณาอนุมัติ จากคณะกรรมการ(บอร์ด) กฟผ. และคาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ภายในปี 2560 โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนสร้างสายส่งดังกล่าว 7,500 ล้านบาท   

    ส่วนแผนการลงทุนสายส่งไฟฟ้าใน 5 ปีนี้(2559-2563) ของประเทศไทยนั้น กฟผ.จะใช้เงินลงทุน 6 แสนล้านบาท และอีก 10 ปีข้างหน้าจะใช้เงินลงทุนอีก 1.2 ล้านล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงไฟฟ้ากับอาเซียนและรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอีกจำนวนมาก

    สำหรับการลงทุนสายส่ง 6 แสนล้านบาทดังกล่าว กฟผ.จะกำลังพิจารณาทางเลือก 2 ทางคือ 1.การกู้ภายในประเทศ หรือ2. การจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยนำโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 2 มาระดมทุน  หลังจากที่ผ่านมาได้ระดมทุนจากโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 1 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     

Date : 05 / 08 / 2016

  • Date : 05 / 08 / 2016
    กกพ.เผย28โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล3จังหวัดชายแดนใต้ผ่านพิจารณาด้านเทคนิค
    กกพ.เผย 28 โครงการ ผ่านการพิจารณาเทคนิค การรับซื้อไฟฟ้าระบบ FiT Bidding ชีวมวล 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังผลิต 240.80 เมกะวัตต์ สูงกว่าเป้าหมาย 7 เท่า เตรียมพิจารณาแข่งขันด้านราคารู้ผล 25 ส.ค. 2559 
     
    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า  กกพ. เตรียมพิจารณาข้อเสนอด้านราคาของการรับไฟฟ้า "โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ Feed-in Tariff (FiT) ระยะที่ 1 ประเภทชีวมวล ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี)" และจะประกาศผลในวันที่ 25 ส.ค. 2559 
     
    โดยโครงการที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องดำเนินการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ภายในวันที่ 23 ธ.ค. 2559 และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD)ภายในเดือนธ.ค. 2561 สำหรับข้อมูลรายละเอียดและความคืบหน้าอื่นๆ เกี่ยวกับโครงการ กกพ. จะประกาศให้ทราบผ่านทาง www.erc.or.th
     
    ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ปิดรับการยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้า ในช่วงวันที่ 15 – 30 มิ.ย. 2559 ปรากฏว่า มีผู้มายื่นข้อเสนอรวมทั้งสิ้น 89 โครงการ คิดเป็นปริมาณกำลังการผลิตติดตั้งรวม 593.50 เมกะวัตต์ และปริมาณเสนอขายรวม 547.309 เมกะวัตต์ 
     
    ต่อมาคณะอนุกรรมการพิจารณาประเมินคุณสมบัติและข้อเสนอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค ได้พิจารณาคุณสมบัติและข้อเสนอด้านเทคนิค พบว่า มี 28 โครงการที่ผ่านการพิจารณา โดยมีปริมาณกำลังการผลิตติดตั้งรวม 240.80 เมกะวัตต์ และปริมาณเสนอขายรวม 224.955 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายการรับซื้อที่กำหนดไว้ที่ 36 เมกะวัตต์ เกือบ 7 เท่า 
     
    ในส่วนโครงการที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก ส่วนใหญ่เนื่องจากความไม่ถูกต้องและครบถ้วนของเอกสารข้อเสนอ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่ทาง กกพ. กำหนดไว้ (รายละเอียดสามารถดูได้ทาง www.erc.or.th)
  • Date : 05 / 08 / 2016
    อนันตพร แจงราคาน้ำมันไทยเทียบมาเลเซีย ต่างกันเพราะนโยบายภาษี

     รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแจงราคาน้ำมัน หน้าโรงกลั่นของไทยและมาเลเซียใกล้เคียงกัน แต่มาเลเซียขายได้ถูกกว่าเพราะเป็นประเทสผู้ส่งออกน้ำมัน จึงไม่มีนโยบายเก็บภาษี พร้อมคาดการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกช่วงครึ่งหลังของปี 59 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ 35 - 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทย

     พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เปิดเผยถึงกรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลเปรียบเทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทย และประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซียผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ว่า ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยสูงกว่าประเทศมาเลเซียมาก ซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค นั้น  ทางกระทรวงพลังงานขอชี้แจงว่าเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นจริง เพราะราคาตั้งต้น อันได้แก่ ราคา ณ โรงกลั่น จะสะท้อนต้นทุนราคาในตลาดโลกที่ใกล้เคียงกันทั้งของไทยและมาเลเซีย  แต่ที่ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยแตกต่างไปจากประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากมีโครงสร้างการจัดเก็บภาษีน้ำมันที่แตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศมาเลเซียมีนโยบายไม่เก็บภาษีน้ำมัน จึงทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมาเลเซียต่ำกว่าของประเทศไทย ถึงประมาณ 5-6 บาทต่อลิตร ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีการจัดเก็บภาษีน้ำมัน เช่น ประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม และสปป.ลาว  ก็มีราคาน้ำมันขายปลีกที่สูงกว่าไทย 

    พลเอกอนันตพร กล่าวด้วยว่า จากการติดตามสถานการณ์และทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลก พบว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกเริ่มมีแนวโน้มลดลงใกล้เคียงกับความต้องการใช้ ในระดับ 95 – 96 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ 35 – 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงต้นเดือนสิงหาคม อยู่ในระดับประมาณ 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากสต๊อกของประเทศผู้ใช้น้ำมันที่สำคัญ เช่น สหรัฐ และประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป(อียู)ลดลง แม้ว่าปริมาณการผลิตของแคนาดา ไนจีเรีย และลิเบียมีการผลิตเพิ่มขึ้น แต่ผลของ Brexit และเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวอย่างเชื่องช้า มีผลทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับทรงตัว

    ทั้งนี้ หากไม่มีกรณีฉุกเฉิน เช่น การเกิดสงครามในประเทศตะวันออกกลาง การลดลงของปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศโอเปคและนอกโอเปค คาดว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยทั้งในกลุ่มราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซลซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงหลักที่สำคัญในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม น่าจะทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันที่ 23 – 25 บาทต่อลิตร ไปจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2559  ซึ่งจะส่งผลดีต่อค่าไฟฟ้าที่ไม่ปรับเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มลดลง  ทั้งนี้โดยภาพรวมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

               

     

               

  • Date : 05 / 08 / 2016
    กกพ.ลดขั้นตอนและระยะเวลาออกใบอนุญาตผู้ผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน อุตสาหกรรม ต่ำกว่า10เมกะวัตต์ ให้ส่งเฉพาะรายงานCoP

    กกพ.ยืนยันผู้ผลิตไฟฟ้าขยะต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ ไม่ต้องทำ EIA แต่ต้องทำ CoP เท่านั้น  คาด ก.ย. 2559 คลอดหลักเกณฑ์ CoP ขยะชุมชนและอุตสาหกรรมได้ ระบุข้อดีทำง่ายกว่าและอนุมัติได้เร็วกว่า 

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวEnergy News Center ว่า กกพ.เตรียมเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรมในเร็วๆนี้ โดยผู้ผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ จะไม่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) แต่ให้จัดทำประมวลหลักการปฏิบัติงาน(Code of Practice) ในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับกิจการไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์  หรือCoP แทน 

    ทั้งนี้ กกพ. อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์ CoP สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรม คาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ในเดือน ก.ย. 2559 นี้ และใช้เป็นกฎหมายบังคับกับผู้ผลิตไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม และขยะชุมชน ที่มีกำลังผลิตต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์จะต้องปฏิบัติตาม 

    อย่างไรก็ตามยืนยันว่า CoP มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับ EIA  แต่จะมีคู่มือข้อกำหนดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างชัดเจน และทำได้ง่ายกว่า EIA โดย กกพ.จะเป็นผู้ตรวจสอบว่าผู้ผลิตไฟฟ้าได้ปฏิบัติตามครบถ้วนหรือไม่  ซึ่งจะใช้เวลาไม่นานมากนัก  ในขณะที่ EIA ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี

    สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายใด ที่จัดทำ EIA ไว้แล้ว สามารถดัดแปลงให้เป็น CoP ได้ไม่ยาก โดยไม่สามารถเลือกใช้ระบบใดระบบหนึ่งได้เอง เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ต้องทำ CoP  ส่วนผู้ผลิตเกิน 10 เมกะวัตต์ ก็จะต้องทำเฉพาะ EIA เท่านั้น 

    นายวีระพล กล่าวว่า ที่ผ่านมา กกพ.ได้ทยอยประกาศ CoP ของพลังงานทดแทนไปแล้ว เช่น ชีวมวล และ แสงอาทิตย์  ส่วน CoP ที่ยังไม่ได้ประกาศ คือ การผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ขยะอุตสาหกรรม ลม และไบโอแก๊ส ทั้งนี้การจัดทำ CoP จะมีความละเอียดต่างกันตามชนิดของเชื้อเพลิงที่ผลิตไฟฟ้า โดยเชื้อเพลิงที่มีการเผาไหม้นั้น CoP จะต้องละเอียดกว่า เพื่อป้องการการทำลายสิ่งแวดล้อม  

    สำหรับหลักเกณฑ์ CoP จะครอบคลุมตั้งแต่ระยะก่อนก่อสร้าง ระยะก่อสร้าง และระยะดำเนินการ รวมไปถึงกรณีที่มีการเลิกการประกอบกิจการ โดยเน้นการจัดการสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ 

    ส่วนความคืบหน้าการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะนั้น ขณะนี้ กกพ. อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความเห็นร่างประกาศและหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน ผ่านทางเว็บไซต์ www.erc.or.th ระหว่างวันที่ 1-15 ส.ค. 2559 โดยจะเปิดรับซื้อ 100 เมกะวัตต์ ผู้ผลิตไฟฟ้าจะสามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อราย และจะเปิดให้ยื่นเสนอขายไฟฟ้าได้ประมาณ 17-21 ต.ค. 2559  จากนั้นจะประกาศผล 17 พ.ย. 2559 รวมทั้งให้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายใน 17 มี.ค.  2560 และกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบภายใน 31 ธ.ค. 2562 ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมคาดว่าจะเปิดรับฟังความเห็นหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้า ได้ประมาณเดือน ส.ค. 2559 นี้ 

Date : 04 / 08 / 2016

  • Date : 04 / 08 / 2016
    กฟผ.ย้ำการประมูลโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ยังไม่มีผลทางกฏหมาย

    กฟผ.ย้ำ การประกวดราคาหาผู้รับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ ยังไม่มีผลทางกฎหมาย โดยต้องได้รับความเห็นชอบรายงาน EHIA จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ ความเห็นของคณะกรรมการไตรภาคีตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลครบถ้วนแล้วเท่านั้น จึงจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ พร้อม แจงข้อมูลกรีนพีซถึงราคาค่าก่อสร้างที่กฟผ.ประมูลได้นั้นครอบคลุมระบบอุปกรณ์ควบคุมมลพิษตามมาตรฐานสากล

     นายรัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ดำเนินการประกวดราคาโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ขนาดกำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ คู่ขนานไปกับขั้นตอนการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เพื่อให้ระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2015) ตามที่กำหนดไว้ และมิได้ละเมิดข้อตกลงของคณะกรรมการไตรภาคี เนื่องจากขั้นตอนการอนุมัติโครงการ ยังต้องรอความเห็นจากคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ (ไตรภาคี) ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ซึ่งตามแผน PDP2015 โครงการจะแล้วเสร็จในปี 2562 ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี ซึ่งจากขั้นตอนของคณะกรรมการไตรภาคีดังกล่าว ณ เวลาปัจจุบัน ทำให้คาดว่า โครงการจะต้องเลื่อนออกไปอย่างน้อยอีก 1 ปี 

    ทั้งนี้ การเปิดซองราคาโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 กลุ่มกิจการค้าร่วม พาวเวอร์ คอนสตรัคชั่น คอร์เปอเรชั่น ออฟ ไชน่า และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เสนอราคาต่ำสุดที่ประมาณ 32,000 ล้านบาท โดยผู้เสนออีกรายคือ 34,900 ล้านบาท เสนอราคาสูงกว่าราว 2,600 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการพิจารณาการประกวดราคาของโรงไฟฟ้ากระบี่ยังไม่แล้วเสร็จ ยังมีขั้นตอนการเจรจา   ในรายละเอียดกับกลุ่มผู้เสนอราคาเปรียบเทียบต่ำสุด โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งการเปิดซองประกวดราคานี้ ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดย กฟผ. ได้ระบุในเงื่อนไขการออกเอกสารสนองรับราคา (Letter of Intent-LOI)ไว้อย่างชัดเจนว่า จะออกเอกสารสนองรับราคาเมื่อโครงการฯ ได้รับความเห็นชอบรายงาน EHIA จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนด รวมถึงได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการจากรัฐบาลครบถ้วนแล้วเท่านั้น หากรายงาน EHIA ไม่ผ่านการพิจารณาและคณะรัฐมนตรี  ไม่อนุมัติการดำเนินโครงการฯ กฟผ. จะยกเลิกการประกวดราคาในครั้งนี้

    สำหรับประเด็นที่กรีนพีซไทยแลนด์ระบุว่า ราคาประมูลต่ำสุด 3.2 หมื่นล้านนั้น สร้างความกังวลถึงประสิทธิภาพและการกำกับดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยอ้างอิงข้อมูลที่ระบุว่า การติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษที่เข้มงวดของโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 600 เมกะวัตต์ จะทำให้โครงการมีมูลค่าถึง 6.028 หมื่นล้านบาทนั้น รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. ชี้แจงว่า ราคาประมูลต่ำสุดจากการเปิดซองประกวดราคา มาจากการประกวดราคาในระดับนานาชาติ (International Bidding) โดยเป็นเทคโนโลยีสะอาดที่รวมอุปกรณ์ควบคุมมลภาวะตามมาตรฐานสากลแล้ว คือ ระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) ระบบควบคุมก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (SCR) อุปกรณ์ดักจับฝุ่น (ESP) และระบบกำจัดสารปรอท (ACI) ซึ่งเป็นราคาใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดทั้งของเอกชนในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน (ณ ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ประมาณ$46 ต่อบาร์เรล)

     ส่วนข้อมูลที่กรีนพีซอ้าง ระบุว่า องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA  ) ประมาณการณ์ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ประเภท Ultra-supercritical ที่ประมาณ 6 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เนื่องจาก IEA (มีนาคม 2013)  ประมาณการณ์ต้นทุนค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 600 เมกะวัตต์ ประเภท Ultra-supercritical อยู่ในช่วงระหว่างประมาณ 17,000 – 53,000 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 35 บาท ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นราคาที่รวมอุปกรณ์ควบคุมมลภาวะตามมาตรฐานสากลแล้ว (โดยขณะนั้นราคาน้ำมันดิบมีราคาประมาณ $80 ต่อบาร์เรล) แต่การคำนวณของกรีนพีซยังได้นำ6 หมื่นล้านบาท ที่ถูกอ้างถึง ได้มีการบวกรวมเพิ่มค่าอุปกรณ์ควบคุมมลสารต่างๆ ซ้ำอีกครั้ง โดยอ้างอิงราคาการติดตั้งเพิ่มเติมโรงไฟฟ้าเก่าของสหรัฐอเมริกาในปี  2008(NESCAUM 2011) ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้นับเป็นส่วนหนึ่งของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดใหม่ในปัจจุบันอยู่แล้ว 

     

  • Date : 04 / 08 / 2016
    เผยผลศึกษาราคาE85ที่เหมาะสมควรอยู่ที่15.05บาทต่อลิตรดีเซล23.79บาทต่อลิตร

    สถาบันปิโตรเลียมฯ เผยผลการศึกษาราคาแก๊สโซฮอล์ที่เหมาะสมในปัจจุบัน ชี้ E85 ควรอยู่ที่ 15.05 บาทต่อลิตร และดีเซล ควรอยู่ที่ 23.79 บาทต่อลิตร ต่างกัน8.74 บาทต่อลิตร เร่ง เสนอ พพ. นำไปปรับใช้กับแผนยุทธศาสตร์เชื้อเพลิงชีวภาพของประเทศ 


    นายเรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล รองผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (PTIT) เปิดเผย ผู้สื่อข่าวเว็บไซต์Energy News Center ว่า สถาบันฯได้จัดทำและรับฟังความเห็นโครงการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่งเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างการนำเสนอกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเชื้อเพลิงชีวภาพของประเทศต่อไป 

     โดยผลสรุปโครงการดังกล่าวฯ ได้นำเสนอการคำนวณราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์และดีเซลที่เหมาะสมกับประเทศไทยตามค่าความร้อนของเชื้อเพลิง  โดยราคาE85 ที่เหมาะสมนั้น จะต้องนำสูตรตัวเลข 0.74 คูณกับราคาแก๊สโซฮอล์E20  ดังนั้นราคา E85 ที่เหมาะสมขณะนี้ควรอยู่ที่  15.05 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันจำหน่ายอยู่ 16.49 บาทต่อลิตร  ซึ่งสูงกว่าที่ควรจะเป็น

    ส่วนสูตรราคาดีเซลที่เหมาะสมนั้น จะต้องนำสูตรตัวเลข 1.17 คูณกับราคาแก๊สโซฮอล์ E 20 จะได้ราคาดีเซลที่เหมาะสม ดังนั้นราคาดีเซลที่เหมาะสมขณะนี้คือ 23.79 บาทต่อลิตร ใกล้เคียงกับปัจจุบันที่จำหน่ายอยู่ 23.09 บาทต่อลิตร  โดยราคาดีเซลและE85 ที่ควรจะเป็นจะต่างกันประมาณ8.74บาทต่อลิตร 
    "สูตรตัวเลขดังกล่าวเป็นทฤษฏีค่าความร้อนพลังงาน ที่สามารถนำมาใช้คำนวณราคาแก๊สโซฮอล์E85 และดีเซล ที่เหมาะสมโดยใช้ราคาแก๊สโซฮอล์ E 20 เป็นตัวตั้ง" 

    นายเรืองศักดิ์ กล่าวว่า ราคาที่เกิดจากการใช้สูตรดังกล่าวคำนวณ จะช่วยให้เกิดการจูงใจประชาชนให้ใช้แก๊สโซฮอล์E85 และ E20 มากขึ้น โดยภาครัฐไม่ต้องใช้เงินอุดหนุนราคาอีกต่อไป แต่หากต้องการใช้ราคาเป็นกลไกเพื่อจูงใจการใช้แก๊สโซฮอล์บางชนิดเป็นพิเศษก็สามารถใช้เงินอุดหนุนได้ 

    นอกจากนี้ได้นำเสนอแนวทางยกเลิกแก๊สโซฮอล์ E10 คือ แก๊สโซฮอล์91 และ 95 ในอนาคตนั้น จะต้องเน้นการประชาสัมพันธ์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้รถยนต์ให้เลือกให้น้ำมันตรงตามคุณสมบัติของรถตัวเอง เช่น รถที่ใช้น้ำมัน E20 ได้ก็ต้องสนับสนุนให้กลับมาใช้ E20 แต่ปัจจุบันพบว่า รถE20 ส่วนใหญ่จะไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และโซฮอล์ 95 เป็นส่วนใหญ่