ข่าวทั้งหมด

Date : 17 / 03 / 2016

  • Date : 17 / 03 / 2016
    ไฟฟ้าพีคอีกเป็นครั้งที่สาม

    ไฟฟ้าพีคอีกเป็นครั้งที่3  ชี้ไม่เป็นผลดีต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า เร่งรณรงค์ประชาชนร่วมลดใช้ไฟฟ้าช่วงหน้าร้อน

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่17 มีค 59 เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(Peak)ในเวลา 14.54 น. ซึ่งถือเป็นครั้งที่3ของปี2559แล้ว และมีแนวโน้มที่จะเกิดพีคไฟฟ้าขึ้นอีกจึงขอความร่วมมือให้ประชาชน ร่วมมือลดพีคไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อน ที่คาดว่าจะเกิดความต้องการใช้สูงสุดด้วยการปฏิบัติตามแนวทาง ดังนี้  1. ปิด คือปิดไฟที่ไม่จำเป็น 2. ปรับ คือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาหรือปรับ Fan Mode 3. ปลด คือปลดปลั๊กอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้  และ4.เปลี่ยน คือเปลี่ยนอุปกรณ์มาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ประหยัดพลังงาน โดยกระทรวงพลังงานขอความร่วมมือประชาชนดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นเวลา 1 ชั่วโมงของทุกวัน ตั้งแต่เวลา 14.00 – 15.00 น. ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม –  30 พฤษภาคม 2559

    ทั้งนี้เมื่อวันที่11มี.ค.ที่ผ่านมาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้รับทราบเกี่ยวกับการการประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (peak) และแผนการรณรงค์การลดพีคไฟฟ้า โดยคาดว่าในปี 2559 การใช้ไฟฟ้าสูงสุด (peak) จะอยู่ที่ 29,018 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการประมาณการโดยค่า GDP ชุดใหม่ ร้อยละ 2.8 – 3.8 สูงกว่าปี 2558 ที่พีคอยู่ระดับ 27,346 เมกะวัตต์ โดยมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดการต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของระบบ กฟผ. จะอยู่ในช่วงปลายเดือนมีนาคม – กลางเดือนพฤษภาคม 2559

    สำหรับพีคครั้งแรกเกิดไปเมื่อวันที่8 มี.ค. 2559 ที่ 26,147 เมกะวัตต์ และครั้งที่2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2559 เมื่อเวลา 19.13 น. พีคอยู่ที่ 26,417.7 เมกะวัตต์

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การเกิดพีคไฟฟ้าจะไม่เป็นผลดีต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าในส่วนเอฟที เนื่องจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)จะต้องมีการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ ดังนั้นหากประชาชนให้ความร่วมมือช่วยกันลดพีคไฟฟ้าลงได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง ซึ่งจะช่วยให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้ 

Date : 16 / 03 / 2016

  • Date : 16 / 03 / 2016
    "โตโยต้า"โชว์รถยนต์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในงานSETA2016

    โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ส่งสุดยอดยนตรกรรมแห่งอนาคต “MIRAI” รถยนต์ใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell Vehicle) มาจัดแสดงในงานการประชุมและนิทรรศการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559 หรือ SETA 2016 ที่จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคมนี้

              ในงานนี้ ผู้เข้าร่วมงานชาวไทยและชาวต่างชาติ จะได้มีโอกาสสัมผัสรถยนต์พลังงานใช้เชื้อเพลิงทดแทน ที่โตโยต้าได้พัฒนามาตลอดระยะกว่า 20 ปี และประสบผลสำเร็จจนสามารถผลิตออกจำหน่าย
    เชิงพาณิชย์ในญี่ปุ่นแล้ว

              “MIRAI”ในภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “อนาคต” สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดรถยนต์สำหรับคนรุ่นต่อไปที่ต้องเป็นยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน โดย MIRAI ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีของไฮโดรเจน และที่สำคัญ MIRAI ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ปล่อยน้ำออกมาเท่านั้น

              พลังงานไฮโดรเจน คือแหล่งพลังงานทางเลือกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีอยู่อย่างมากมายในหลายรูปแบบ 
    แต่ที่พบมากคือ ในรูปของน้ำและเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์ ที่สำคัญ ถือเป็น “ตัวช่วย” สำหรับสังคมคาร์บอนต่ำ เพราะไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เหมือนเครื่องยนต์ระบบเผาไหม้ นอกจากนั้น ความหนาแน่นของพลังงานไฮโดรเจนจะสูงกว่าแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า และมีความสะดวกในการเก็บรักษาและการขนส่ง

              นอกจากจะมีรถ MIRAI ตัวจริงเสียงจริงมาอวดโฉมแล้ว ในงาน SETA 2016 นี้แล้ว นายโยชิคาซุ ทานากะ หัวหน้าวิศวกรในโครงการพัฒนายานยนต์เพื่ออนาคตของโตโยต้า จะมาบรรยายถึงยุทธศาสตร์การพัฒนายานยนต์ในรุ่นต่อไปของโตโยต้า และแน่นอนว่า ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับฟังความเป็นมาของแนวคิดการพัฒนารถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน MIRAI ด้วย

              “MIRAI ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด ผู้บุกเบิกไฮโดรเจนแห่งศตวรรษหน้า เพื่อให้เป็นยนตรกรรมผู้นำในสังคมพลังงานไฮโดรเจนในอีกร้อยปีข้างหน้า รถยนต์นี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างนิยามใหม่ให้คุณค่าแห่งยานพาหนะ” นายทานากะกล่าว

              สำหรับ MIRAI นอกจากจะมีเสถียรภาพแห่งการควบคุมขับขี่ปลอดภัยและสะดวกสบายแล้ว รถรุ่นนี้ยังสามารถขับได้ในระยะทางไกล และใช้เวลาในการเติมพลังงานเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเพียงประมาณสามนาทีเท่านั้น นอกจากนั้น ยังมีระบบการทำงานที่สามารถสำรองที่พลังงานภายนอก นอกเหนือจากการขับเคลื่อนโดยพลังงานที่ได้จากเซลล์เชื้อเพลิง และระบบที่สามารถเก็บสำรองพลังงานไว้ได้ยาวนานหลายเท่ากว่ายานยนต์ไฟฟ้าทั่ว ๆ ไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ

              “ความสำเร็จแห่งการพัฒนายานยนต์สายพันธ์ใหม่และการสร้างสรรค์สังคมพลังงานไฮโดรเจนนั้น เราต้องการให้มีบริษัทผู้ผลิตยานยนต์เข้าสู่ธุรกิจพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงให้มากขึ้น ดังนั้น โตโยต้าจึงออกมาตรการพิเศษ โดยประกาศให้สามารถใช้เทคโนโลยียานยนต์เซลล์เชื้อเพลิง 5680 ภายใต้สิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องของโตโยต้าได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และด้วยต้นทุนระบบเซลล์เชื้อเพลิงที่ลดลงและประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น การพัฒนาเพื่อสร้างยานยนต์พลังงานเซลล์เชื้อเพลิงที่ดีกว่าเดิมย่อมเกิดขึ้นได้” นายทานากะกล่าว

     

Date : 15 / 03 / 2016

  • Date : 15 / 03 / 2016
    "เพลินพลังงาน" เงินสะพัด รายได้พุ่งกว่า 12 ล้านบาท
    "เพลินพลังงาน" เงินสะพัด รายได้พุ่งกว่า 12 ล้านบาท มีประชาชนร่วมเที่ยวงานกว่า 2 หมื่นคน Power Buy เตรียมยกทัพเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ราคาถูกร่วมจำหน่าย 21-27 มี.ค.นี้
     
    พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี เยี่ยมชมร้านจำหน่ายสินค้าในงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นตั้งแต่  วันที่ 5-27 มี.ค. 2559 โดยมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมชมร้านค้าต่างๆ ภายในงาน  ณ ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล
     
     พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตลาดคลองผดุง      กรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” โดยกระทรวงพลังงานและสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติร่วมเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น และเปิดให้ประชาชนมาเที่ยวงานตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา ถือว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มีประชาชนสนใจมาเที่ยวงานตั้งแต่เปิดตลาด จนถึงขณะนี้จำนวน 28,164 คน ส่วนยอดรายได้รวมทั้งหมดอยู่ที่ 12,049,906 บาท 
     
    สำหรับสินค้าที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจเลือกซื้อมากที่สุด อาทิ ผลิตภัณฑ์จากร้านค้าพลังงานชุมชน  สินค้าประหยัดไฟเบอร์ 5 และสินค้าชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์จากร้านค้าชุมชนจากแหล่งผลิตปิโตรเลียม สินค้าจากกลุ่มพัฒนาพลังงานทดแทน ข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์    ข้าวตังหน้าต่างๆ ร้านบุญสมฟาร์ม (สาหร่ายแปรรูป) จังหวัดเชียงใหม่ ร้านรองเท้าศรีชัย (รองเท้าหนัง Hand Made) และกลุ่มทอผ้าบ้านอากาศ จังหวัดสกลนคร เป็นต้น
     
    นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่ 21-27 มี.ค.นี้ ทางศูนย์จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า Power Buy จะนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ มาร่วมจำหน่ายในราคาพิเศษอีกด้วย ทั้งนี้ ตลาดเพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้ จะเปิดให้ประชาชนมาเที่ยว ชม ชิม ช้อป ไปจนถึงวันที่ 27 มี.ค. 2559 นี้เท่านั้น
     
     สำหรับประชาชนที่สนใจมาเที่ยวงาน ทางกระทรวงพลังงานได้อำนวยความสะดวกโดยจัดรถมินิบัสไฟฟ้าบริการรับ-ส่ง ฟรีทุกวัน จำนวน 2 จุด จากสนามม้านางเลิ้ง - ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม และ จากสถานีรถไฟฟ้า MRT หัวลำโพง – ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม นอกจากนี้ ยังมีบริการรถเมล์ฟรี ในวันจันทร์-วันศุกร์ จากศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ (บริเวณหน้าโกลเด้นเพลส – ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ทำเนียบรัฐบาล)
     
              รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวด้วยว่า ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” เป็นการผสมผสานระหว่างกิจกรรมที่เป็นองค์ความรู้ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลังงาน เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ราคาถูกกว่าท้องตลาด สินค้าจากวิสาหกิจชุมชนที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานทั่วประเทศ นวัตกรรมด้านพลังงานที่พร้อมจำหน่ายจากมหาวิทยาลัยต่างๆ และกิจกรรมสันทนาการ โดยมีบูธกิจกรรมทั้งหมดกว่า 100 บูธ แบ่งเป็นกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
     
    พลังงานพาชม พบกับ การแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงาน พร้อมจำหน่ายจากฝีมือคนไทย อาทิ เครื่องกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องจักรอุปกรณ์แปรรูปเชื้อเพลิงชีวมวล ผลิตภัณฑ์จากพลังงานทดแทน อาทิ ปุ๋ยชีวภาพ และถ่านอัดแท่ง เป็นต้น
     
    พลังงานพาช้อป พบกับ การจำหน่ายสินค้าด้านพลังงานราคาประหยัด อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ราคาถูกกว่าท้องตลาด น้ำมันเครื่อง และอุปกรณ์พลาสติกจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ของดีจากชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อาทิ ผ้าบาติกจากจังหวัดกระบี่ และสินค้าขึ้นชื่อจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ
    พลังงานพาชิม  พบกับ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตจากเทคโนโลยีพลังงาน อาทิ อาหารและผลไม้อบแห้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ อาหารและเครื่องดื่มจากหน่วยงานของกระทรวงพลังงาน 
     
    พลังงานพาเพลิน  พบกับ กิจกรรมลุ้นโชครับของรางวัลมากมาย และสินค้านาทีทองในทุกวันของการจัดงาน 
     
     

     

  • Date : 15 / 03 / 2016
    เชลล์อัดแคมเปญประกันอุบัติเหตุรับสงกรานต์
    เชลล์อัดแคมเปญรับสงกรานต์มอบประกันอุบัติเหตุทุกการเติมน้ำมัน500บาทขึ้นไป ด้านสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุตั้งเป้าลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุลง50%กระตุ้นผู้นำชุมชนห้ามคนเมาขับรถ
     

    นายอัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า เชลล์ออกแคมเปญพิเศษต้อนรับการเดินทางในช่วงเดือนของเทศกาลสงกรานต์นี้ โดยการมอบประกันอุบัติเหตุระยะเวลา 10 วัน วงเงินเอาประกันสูงสุด 1 แสนบาท ให้กับลูกค้าที่เติมน้ำมันของเชลล์ในเดือน เม.ย. นี้ ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป โดยลูกค้าสามารถเลือกวันคุ้มครองได้เองตั้งแต่เดือนเม.ย.-พ.ค. 2559 

     
    "ในเดือนเม.ย.นี้ถ้าลูกค้ามาเติมน้ำมันในปั๊มเชลล์จะได้รับการคุ้มครองอุบัติเหตุ 10 วัน โดยลูกค้าเลือกวันที่จะคุ้มครองเองได้ เพียงเติมน้ำมันทุกๆ 500 บาทจะได้รับ 1 สิทธิ์ในการรับการคุ้มครองอุบัติเหตุ โดยทางปั๊มจะมอบรายละเอียดให้ลูกค้าโทรติดต่อประกันตามที่ระบุในเอกสารเพื่อรับการคุ้มครอง ทั้งนี้สิทธิ์ที่ได้สามารถเลือกให้ผู้ขับหรือบุคคลที่ร่วมเดินทางมาด้วยใช้สิทธิ์ก็ได้ แต่ต้องไม่เป็นการใช้สิทธิ์ในชื่อเดิมซ้ำกัน"
     
    นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงลูกค้าที่ซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เชลล์ เฮลิกส์ หรือ เชลล์ แอ๊ดว้านซ์ รุ่นที่ร่วมรายการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะได้รับสิทธิ์รับประกันอุบัติภัยฟรี 10 วันเช่นกัน วงเงินเอาประกัน 1 แสนบาท โดยสามารถเลือกวันคุ้มครองเองได้ ในช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค. 2559 
     
    ทั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่บริษัทน้ำมันมอบประกันอุบัติเหตุฟรีให้แก่ลูกค้าสำหรับการเดินทางตลอดของวันหยุดยาว 
     
    นายอัษฎา กล่าวว่า เชลล์เป็นหนึ่งในภาคีสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ ซึ่งต้องการช่วยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์นี้ จึงได้จับมือกับสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ(สคอ.) เปิดตัวแคมเปญ เดินทางปลอดภัย เชลล์ให้คุณอุ่นใจตลอดเส้นทาง ซึ่งเชลล์จะเปิดให้บริการตรวจเช็ครถยนต์ในจุดสำคัญฟรี 10 รายการ จากช่างมืออาชีพ ณ ศูนย์บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เชลล์ เฮลิกส์ ออยล์ เชนจ์ พลัส และ เชลล์  โปรเซิร์ฟ ภายในปั๊มเชลล์ทั่วประเทศ 
     
    รวมทั้งยังจัดจุดพักรถสำคัญกว่า 20 แห่ง บริการพิเศษสำหรับผู้ขับขี่ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้โดยเฉพาะ ได้แก่ การตรวจความพร้อมของรถยนต์ บริการการแฟ ผ้าเย็น ขนมขบเคี้ยว รวมถึงผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรของเชลล์ เช่น ไอศกรีมวอลล์ เครื่องดื่มโคคา-โคล่า กาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ และบ๊วยคืนชีพ เป็นต้น 
     
    "เชื่อว่าแคมเปญที่เชลล์จัดขึ้นรับเทศกาลสงกรานต์นี้ จะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้เตรียมพร้อมก่อนเดินทางทั้งด้านสุขภาพและเครื่องยนต์ ซึ่งการเตรียมความพร้อมเป็นการตระหนักถึงความปลอดภัยเบื้องต้นในการเดินทาง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนลงได้ส่วนหนึ่ง"นายอัษฎา กล่าว 
     
    นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ(สศอ.) กล่าวว่า จากข้อมูลของสถาบันวิจัยด้านการคมนาคม มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐฯ ร่วมกับองค์การอนามัยโลกระบุว่าในปี 2558 ไทยเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากลิเบีย แม้รัฐบาลจะใช้มาตรา 44 ยึดรถของผู้เมาแล้วขับก็ตามแต่ก็ยังไม่ได้ผล ยอดการตายในปี 2558 ในช่วงสงกรานต์ยังสูง 364 ราย หรือ ในวันปกติแต่ละวันก็มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนน 33 รายต่อวัน ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากราคาน้ำมันที่ถูกลงมาก ทำให้ประชาชนนำรถออมาขับมากขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับช่วงที่น้ำมันแพง 
     
    ดังนั้นเพื่อให้การสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลง นอกจากจะใช้เครื่องมือทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้ว ในปีนี้ภาครรัฐได้กระตุ้นให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล จัดหน่วยขึ้นมาดูแลลูกบ้านที่เมา โดยล็อคตัวไว้ไม่ให้ออกมาขับรถอย่างเด็ดขาดด้วย โดยปีนี้ตั้งเป้าจะลดอุบัติเหตุลงให้ได้ 50% จากปีที่แล้ว 

Date : 14 / 03 / 2016

  • Date : 14 / 03 / 2016
    สมมติเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มูซซ้อมแผนรับวิกฤติน้ำมัน

    พลังงานสมมติเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์ฆูซ นาน4เดือน เพื่อซ้อมแผนรับมือวิกฤติการจัดหาน้ำมันดิบ 

    เมื่อวันที่14 มี.ค. 2559  พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เป็นประธานในการเปิดซ้อมแผนรองรับสภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานของประเทศ ประจำปี 2559 โดยมี นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  ผู้บริหารของปตท.  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ) และ การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เข้าร่วมในการซ้อมแผนอย่างพร้อมเพรียง  ณ ศูนย์ประชุมกลาง ชั้น 15 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ (EnCo) อาคารบี

     พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง อาทิ การนำเข้าน้ำมันดิบและวัตถุดิบในการผลิต LPG จากแหล่งตะวันออกกลาง และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเมียนมา  เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีแหล่งพลังงานที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ แม้ว่าที่ผ่านมาได้พยายามทำการสำรวจและจัดหาแหล่งพลังงานใหม่อย่างต่อเนื่องแล้วก็ตาม   ซึ่งการเป็นประเทสผู้นำเข้าสุทิ อาจทำให้ประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ดังนั้น กระทรวงพลังงานได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับสภาวะวิกฤตด้านพลังงานที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จึงได้กำหนดจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการซ้อมแผนรองรับสภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานของประเทศขึ้นทุกปี 

    สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการสมมติขึ้นโดยที่ไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้าให้หน่วยงานรับทราบมาก่อน มี2สถานการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือการปิดช่องแคบฮอร์มูซ จากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นส่วนใหญ่  นานถึง4 เดือน และสถานการณ์การหยุดจ่ายก๊าซแหล่งยาดานาของเมียนมา นาน15 วัน ที่ทำให้ก๊าซที่ส่งป้อนโรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตก หายไป ประมาณ1,100 ล้านลูกบาศ์กฟุตต่อวัน  ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ในส่วนของไฟฟ้า สามารถที่จะบริหารจัดการรับมือได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ในส่วนของ การจัดหาน้ำมัน นั้นยังต้องมีการวางแผนเพื่อลดความเสี่ยงการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในอนาคต ต่อไป  โดยกลไกสำคัญหนึ่งที่จะช่วยลดผลกระทบหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานขึ้น  คือการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกคน  โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานและลดการใช้พลังงานลง

  • Date : 14 / 03 / 2016
    กฟน. ทุ่มลงทุน4.8หมื่นล้านนำสายไฟลงดินใน10ปี เริ่มนำร่อง3โครงการปีนี้
    กฟน.ประกาศพื้นที่นำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ในช่วง10 ปีจากนี้ ใช้เงินลงทุนกว่า 4.8 หมื่นล้านบาท นำร่อง 3 โครงการในปี 2559 ยืนยันไม่กระทบผู้ใช้ไฟฟ้ารายเดิม  
     

         นายนิพนธ์ จิรทวีวุฒิ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เปิดเผยว่า กฟน.เตรียมนำสายไฟฟ้าที่อยู่บนถนนสายหลักลงใต้ดิน ตาม "แผนงานเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินเพื่อรองรับการเป็นมหานครแห่งอาเซียน ระยะที่ 1" รวม  127.3  กิโลเมตร ระยะเวลาดำเนินการ  10 ปี(2559-2568)  โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น  48,717 ล้านบาท 

     
         โดยพื้นที่ที่จะนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินในช่วง10 ปีจากนี้ แบ่งเป็น  7 โครงการ ได้แก่ 
    1. โครงการติวานนท์-แจ้งวัฒนะ
    2. โครงการลาดพร้าว-รามคำแหง
    3. โครงการสามเสน-รอบพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 
    4. โครงการสาทร-เจริญราษฎร์ 
    5. โครงการวงเวียนใหญ่-อรุณอมรินทร์
    6. โครงการเทพารักษ์-สุขุมวิท
    7.โครงการเขตพื้นที่เมืองชั้นใน 
        
         อย่างไรก็ตามในปี  2559 นี้จะเริ่ม 3 โครงการก่อน  ได้แก่ 1. โครงการสามเสน-รอบพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน จะเริ่มดำเนินการในเดือนมี.ค. 2559 ดำเนินการก่อสร้างท่อร้อยสายไฟฟ้าร่วมกับงานโครงการของการประปานครหลวง(กปน.) บริเวณโดยรอบพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน คาดเสร็จสิ้นปี  2562 รวมระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี
     
        2. โครงการเทพารักษ์-สุขุมวิท ดำเนินการก่อสร้างท่อร้อยสายไฟฟ้าร่วมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (อ่อนนุช-แบริ่ง  และแบริ่ง-สมุทรปราการ) คาดเสร็จสิ้นปี  2564 รวมระยะเวลาดำเนินการ  6  ปี
     
        3. โครงการวงเวียนใหญ่-อรุณอมรินทร์ ดำเนินการก่อสร้างท่อร้อยสายไฟฟ้าร่วมกับโครงการของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณโดยรอบโรงพยาบาลศิริราช คาดเสร็จสิ้นปี 2565 รวมระยะเวลา 7  ปี 
     
        อย่างไรก็ตามการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินดังกล่าว จะไม่กระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าเดิม เว้นแต่ผู้ที่ขอใช้ไฟฟ้าใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ไฟฟ้าเป็นระดับแรงดันสูงตั้งแต่  12,000 โวลต์ ขึ้นไป รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีพื้นที่อยู่ในระยะ 50 เมตรจากขอบถนน โดยต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ กฟน. เพื่อรับทราบข้อกำหนดมาตรฐานในการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อรองรับกับระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน โดยจะมีการคิดค่าบริการขอใช้ไฟฟ้าระดับแรงดันสูงเพิ่มเติมจากเดิม นับตั้งแต่  10 พ.ค. 2559 เป็นต้นไป ประชาชนสามารถสอบถามได้ที่สายด่วน 1130 ตลอด24 ชั่วโมง หรือดูรายละเอียด www.mea.or.th
     
         นายนิพนธ์ กล่าวว่า กฟน.มีเป้าหมายนำสายส่งไฟฟ้าลงใต้ดิน 1,300  กิโลเมตร โดยทำเสร็จแล้ว  40.6  กิโลเมตร  ใช้เงินลงทุน 2,527  ล้านบาท  ได้แก่ สีลม  ปทุมวัน จิตรลดา พหลโยธิน พญาไท และสุขุมวิท  ส่วนโครงการที่กำลังดำเนินการ 175 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน 66,705 ล้านบาท  ได้แก่ ส่วนเพิ่มเติมในพื้นที่ จิตรลดา ปทุมวัน และพญาไท รวมทั้งนนทรี พระราม3 รัชดาภิเษก-พระราม9
     
         นอกจากนี้มีโครงการ"แผนงานเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินเพื่อรองรับการเป็นมหานครแห่งอาเซียน ระยะที่ 2" อีก  134.3  กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน  94,375  ล้านบาท  คาดว่าจะดำเนินการระหว่างปี 2565-2574 ซึ่งยังเหลือพื้นที่อีกกว่า900 กิโลเมตรที่ต้องดำเนินการต่อไปตามเป้าหมาย 
     
          สำหรับการปรับปรุงสายส่งไฟฟ้าลงใต้ดิน นอกจากจะสร้่งความสวยงามสบายตาแล้ว ยังช่วยเพิ่มปริมาณการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนได้มากขึ้น เพราะมีสายไฟฟ้าในท่อมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นที่2 ในอาเซียน ของการเป็นประเทศที่มีคุณภาพไฟฟ้าดีสุด ซึ่งตั้งเป้าหมายจะทำให้ได้ในปี  2564 จากปัจจุบันอยู่อันดับ 3  รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย
     
     
         
     
         
     
         

     

  • Date : 14 / 03 / 2016
    กฟผ. ร่วมงาน SETA 2016 เคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางพลังงานอาเซียน

    กฟผ. ร่วมงาน SETA 2016 ตั้งเป้าเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางพลังงานระดับอาเซียน

     

    กฟผ. เดินหน้าสร้างสมดุลพลังงาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หวังงาน SETA 2016 เป็นเวทีสร้างความมั่นใจในระดับนานาชาติ ถึงความพร้อมของชาวไทย สู่การเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานระดับภูมิภาคเอเชีย

     

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ. เตรียมนำเสนอแนวทางการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของไทยและการพัฒนาโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ในเวทีการจัดประชุมและนิทรรศการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559 (Sustainable Energy & Technology Asia 2016) หรือ SETA 2016 ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการฯ ไบเทค ระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคมนี้ โดยมี       ผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรที่เกี่ยวข้องด้านพลังงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายด้านพลังงานกว่า 300   คนจาก 15 ประเทศ เข้ามาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ด้านนโยบายพลังงาน เทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานและการคมนาคม  ขนส่ง โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน และ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย และ Dr. Maximus Johnity Ongkili รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน น้ำ และเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมของมาเลเซีย จะกล่าวปาฐกถาบนเวทีในงานนี้ด้วย

     

    กฟผ.  คาดหวังว่า งาน SETA 2016 นี้ จะเป็นเวทีที่ช่วยสร้างความเข้าใจให้กับนักลงทุนต่างชาติถึงแนวทางการพัฒนาไฟฟ้าของไทยที่มุ่งสร้างความสมดุลของเชื้อเพลิงทั้งในส่วนของก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน การอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต รวมถึงการผลักดัน ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านพลังงานและเทคโนโลยีในระดับภูมิภาคเอเชียนายสหรัฐ กล่าว

     

    สำหรับแนวทางการวางแผนเพื่อสร้างความยั่งยืนทางพลังงาน ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2558-2579 หรือ PDP 2015 มุ่งเน้นการสร้างสมดุลพลังงาน โดยพยายามกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า จากปัจจุบันที่ใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลักถึงเกือบร้อยละ 70 ให้ลดลงเหลือร้อยละ 30 - 40 และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 20 - 25 ส่วนพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 15 - 20 ซึ่งถือเป็นแนวทางการพัฒนาพลังงานในทิศทางเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ การสร้างสมดุลพลังงานด้วยการลดความเสี่ยงการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งชนิดใดมากเกินไป โดยดูแลต้นทุนและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

     

    นายสหรัฐ กล่าวต่อไปว่า หากประเทศไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงเช่นในปัจจุบัน จะทำให้เกิดความเสี่ยงทั้งด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าและราคาค่าไฟฟ้า เนื่องจากปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะค่อยๆ ลดลงและหมดไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพงกว่าเข้ามาทดแทน และจะมีส่วนทำให้ค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถจัดการผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และประเทศที่พัฒนาแล้วให้การยอมรับ เข้ามาทดแทนมากขึ้น และในขณะเดียวกัน กฟผ. ก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปด้วย อาทิ การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานขนาดเล็ก ของกรมชลประทาน  โดย กฟผ. ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว 7 โครงการ มีกำลังผลิตรวมประมาณ 70 – 80 เมกะวัตต์ รวมถึงพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์

     

    ทั้งนี้ ตามแผน PDP 2015 ไทยวางเป้าหมายที่จะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนและพลังงานหมุนเวียน ในอัตราส่วนร้อยละ 20 ภายในปี 2579 ซึ่ง กฟผ. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว โดยเฉพาะโครงการต้นแบบด้านวิจัยและพัฒนาเพื่อผลักดันเทคโนโลยีพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง อาทิ พลังงานจากชีวมวล ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลและธรรมชาติ  พลังงานแสงอาทิตย์  ที่ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงกลางวัน  พลังงานลม ผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงเช้ามืด/ช่วงมรสุม ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้สามารถกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมไว้ใช้ได้แล้ว แต่มีต้นทุนสูง ยังไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น ในช่วงเวลาที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจ่ายไฟฟ้าไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักรองรับความต่อเนื่องในการจ่ายไฟฟ้าควบคู่กันไป เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน ความเป็นอยู่ที่ดีของคนในประเทศ และสามารถแข่งขันได้กับประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน

     

    ทั้งนี้ ในงาน SETA 2016 นี้ กฟผ. ได้เตรียมส่งพนักงานที่มีความรู้ความสามารถ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กับหน่วยงานอื่นๆ ทั่วเอเชีย อาทิ ASEAN Center for Energy (ACE), Economic Research Institute for ASEAN and East  Asia  (ERIA) และ Institute of Energy Economics, Japan (IEEJ) เป็นต้น และร่วมจัดนิทรรศการแสดงศักยภาพการดำเนินงานของ กฟผ. เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมงานด้วย นอกจากนั้น กฟผ. ยังร่วมจัดเสวนาในหัวข้อต่างๆ อาทิ การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ซึ่ง กฟผ. มีความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศกลุ่มอาเซียนภายใต้โครงการเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้า “อาเซียน พาวเวอร์ กริด” (ASEAN POWER GRID: APG) รวมถึงเรื่องการบริหารจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า และเทคโนโลยี LED เป็นต้น