ข่าวทั้งหมด

Date : 23 / 10 / 2017

  • Date : 23 / 10 / 2017
    กฟผ.ยืนยันระบายน้ำตามมติคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ จ.ขอนแก่น
    กฟผ.ยืนยันการระบายน้ำเขื่อนอุบลรัตน์เพิ่มขึ้น จากเดิมวันละ 50 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 54 ล้าน ลบ.ม. จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ นั้นเป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ จ.ขอนแก่น และเป็นไปตามกฎความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน  โดยเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดศูนย์ฯ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง 
     
    นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานการประชุมสรุปสถานการณ์น้ำและการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรับทราบและสรุปสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ณ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ว่า ปัจจุบันเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 2,962 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 122 ของความจุเขื่อน คิดเป็นปริมาณน้ำมากกว่าความจุเขื่อนหรือปริมาณน้ำส่วนเกินแล้วถึง 531 ล้าน ลบ.ม. ระดับน้ำ 183.35 ม.รทก. ซึ่งสูงเกินระดับเก็บกักสูงสุดปกติ 1.35 เมตร (ข้อมูล ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2560) แม้ว่าปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนต่อวันมีแนวโน้มลดลงเหลือประมาณวันละไม่เกิน 80 ล้าน ลบ.ม. แต่ยังจำเป็นต้องระบายน้ำเพื่อสร้างความสมดุลของพื้นที่เหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน รวมถึงเป็นไปตามกฎความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน (Dam Safety) โดยจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้น จากเดิมวันละ 50 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 54 ล้าน ลบ.ม. จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่นให้ระบายได้ก่อนหน้านี้  ถือเป็นการระบายน้ำเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ขั้นบันได และเป็นปริมาณน้ำที่เป็นไปตามความคาดการณ์ ไม่ได้ระบายน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามข่าวลือที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ กฟผ. เขื่อนอุบลรัตน์ ได้เปิดศูนย์อำนวยการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง
     
    “การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน กฟผ. เป็นไปตามแผนการระบายน้ำของคณะอนุกรรมการฯ และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแต่ละจังหวัด ซึ่งคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งในการระบายน้ำจะมีหนังสือแจ้งให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดผู้นำท้องถิ่นทราบ เพื่อประกาศแจ้งเตือนประชาชนในแต่ละพื้นที่ให้ทราบล่วงหน้า เพื่อให้เตรียมพร้อมและป้องกันผลกระทบจากการระบายน้ำ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดและการปฏิบัติเรื่องการระบายน้ำ” นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง กล่าว
     
    ทั้งนี้ ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ  กฟผ.พร้อมพนักงาน ยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน อ.น้ำพอง, อ.หนองเรือ, อ.ภูเวียง อ.หนองนาคำ และ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น รวมทั้ง อ.ศรีบุญเรือง และ อ.โนนสัง  จ.หนองบัวลำภู โดยได้มอบถุงยังชีพ พร้อมข้าวสารอาหารแห้งและน้ำดื่มในเบื้องต้น จำนวน 678 ชุด ซึ่งจนถึงปัจจุบัน กฟผ. ได้มอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งสิ้น 3,000 ชุด
     
     
  • Date : 23 / 10 / 2017
    โซลาร์รูฟท็อปเสรี แต่งตัวรอ ต่อไป หลังสนพ.แจ้งเลื่อนประชุม กพช.ออกไปไม่มีกำหนด
    สนพ.แจ้งเลื่อน การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ออกไปไม่มีกำหนด  จากเดิมที่กำหนดวันประชุม 25ต.ค.2560  นี้ ทำให้โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเสรี  ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)นัดพิเศษเมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา และเตรียมจะเสนอเข้าสู่การพิจารณา ของ กพช. ต้องแต่งตัวรอต่อไป
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน( Energy News Center -ENC) รายงานว่า  ทางผู้แทนของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน  ได้แจ้งต่อสื่อมวลชนประจำกระทรวงพลังงาน ว่า การประชุม กพช.ที่มีการกำหนดไว้เดิมว่าจะประชุมในวันที่ 25ต.ค. 2560 นั้น ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยหากสนพ.ได้วันประชุมที่แน่นอน เมื่อไหร่ จะแจ้งให้สื่อมวลชน ทราบอีกครั้ง 
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมกพช.ในครั้งที่จะถึงนี้ อยู่ในความสนใจของคนที่เกี่ยวข้อง ในระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป  เป็นอย่างมาก เนื่องจากจะมีวาระการพิจารณาการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี เพื่อนำไปสู่การออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ในทางปฎิบัติต่อไป หลังจากที่เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2560 ทาง พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ได้เรียกประชุม กบง.นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาวาระการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ไปแล้ว  โดยมีหลักการสำคัญ คือจะให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ในช่วงแรกไม่เกิน 300เมกะวัตต์  และจะเน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองเสียก่อน  เมื่อมีไฟฟ้าที่เหลือส่วนเกิน รัฐจึงจะพิจารณารับซื้อในอัตราที่ไม่แพงไปกว่าราคาขายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า  ในฝั่งของภาคเอกชนนั้นก็มีความตื่นตัวต่อโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ของภาครัฐค่อนข้างมาก โดยในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 เวลา 13.00-16.30 น. โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต ทางองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมกับองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID)  ก็จะมีงานเปิดตัวคู่มือแนวทางการพัฒนาและลงทุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาครั้งแรกในประเทศไทย 
     
    โดยคู่มือดังกล่าว ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยอาศัยต้นแบบจากคู่มือพัฒนาพลังงานทดแทนของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN RE Guideline) และถูกจัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ USAID และ GIZ โดยมีรายละเอียดต่างๆ อาทิ ต้นแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชน ซึ่งช่วยให้กระบวนการการทำสัญญาระหว่างสองฝ่ายเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม และแบบจำลองวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Model) ซึ่งช่วยสนับสนุนในการประเมินและวิเคราะห์ผลตอบแทนของการดำเนินงาน  ช่วยพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพ และเปิดตลาดใหม่ของพลังงานแสงอาทิตย์ได้  โดยในงานจะมีการมอบคู่มือผู้แทนกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและสมาคมอุตสาหกรรมแสงอาทิตย์ไทย ด้วย 
     

Date : 20 / 10 / 2017

  • Date : 20 / 10 / 2017
    กบง.เคาะแล้วซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ระยะแรกไม่เกิน300 เมกะวัตต์
    คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) เคาะแล้ว ให้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ช่วงแรกไม่เกิน 300เมกะวัตต์ โดยเตรียมเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบ ในการประชุมวันที่25ต.ค.2560 ก่อนออกประกาศหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการต่อไป 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน( Energy News Center -ENC) รายงานว่า  ในวันที่ 20 ต.ค. 2560 ทาง พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ได้เรียกประชุม กบง.นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาวาระการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา แบบเสรี หรือ(โซลาร์รูฟท็อปเสรี) เป็นการเฉพาะ  โดยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ไม่ได้มีการเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชน เหมือนการประชุมที่ผ่านมา เนื่องจาก กระทรวงพลังงาน จะต้องนำเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี จากมติของ กบง.  เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบ วันที่25ต.ค.2560 นี้เสียก่อน  
     
     อย่างไรก็ตามในหลักการสำคัญที่ กบง.ได้ให้ความเห็นชอบ ในการประชุมครั้งนี้ แล้วนั้น คือจะให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ในช่วงแรกไม่เกิน 300เมกะวัตต์ โดยจะเน้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองเสียก่อน  จึงจะพิจารณารับซื้อไฟฟ้าที่เหลือส่วนเกิน ในอัตราที่ไม่แพงไปกว่าราคาขายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) 
     
    ก่อนหน้านี้ ในวาระการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี  เคยมีการนำเข้าสู่การพิจารณา ของ กบง.แล้ว  ตั้งแต่วันที่ 4ต.ค.2560ที่ผ่านมา แต่ที่ประชุมยังไม่อนุมัติ โดยให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ไปจัดทำในรายละเอียดปลีกย่อย ที่ยังเป็นประเด็นปัญหาให้เกิดความชัดเจนเสียก่อน เพื่อนำกลับมาพิจารณาในการประชุม กบง. นัดพิเศษ ในครั้งนี้ 
     
    ผู้สื่อข่าว รายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นที่ พพ. ได้กลับไปพิจารณารายละเอียด เพื่อให้เกิดความชัดเจน  อาทิ เกณฑ์การเข้าร่วมโครงการ  ,ระยะเวลาเปิด-ปิดโครงการ  และวิธีการรับสมัครเข้าร่วมโครงการที่ต้องเป็นธรรมและครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยจะมีการกำหนดปริมาณเปิดรับซื้อเป็นรายภาค ซึ่งจะพิจารณาตามสายส่งไฟฟ้าที่สามารถรองรับได้  เป็นต้น 
     
    ทั้งนี้ พพ. ได้มีการว่าจ้าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี และได้มีการสรุปผลการศึกษาส่งให้กับทาง พพ.แล้ว  โดยมีข้อเสนอไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่  1. เปิดรับซื้อปีละ 300เมกะวัตต์ จนครบเป้าหมายที่ 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP2015  ส่วนทางเลือกที่ 2.คือ เปิดรับซื้อปีละ 600 เมกะวัตต์ จนครบเป้าหมาย 12,000เมกะวัตต์ ในปี 2579 และทางเลือกที่ 3. เปิดรับซื้อปีละ 1,000 เมกะวัตต์ ภายใน 3 ปี หรือครบเป้าหมายที่ 3,000 เมกะวัตต์ในปี 2563 
  • Date : 20 / 10 / 2017
    กฟผ. เตรียมพร้อมระบบไฟฟ้าสนับสนุนช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

    กฟผ. ประสาน กฟภ. กฟน. เตรียมความพร้อมระบบไฟฟ้าทั่วประเทศในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อสนับสนุนให้การพระราชพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจและเตรียมความพร้อมในการดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าทั่วประเทศ รวมถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยในสถานที่ตั้งของโรงไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าแรงสูงต่าง ๆ  ในช่วงการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง  และสถานที่จัดงานของทุกจังหวัด ซึ่งได้มีการประสานความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงระหว่างวันที่ 23-29 ตุลาคม 2560

    สำหรับพื้นที่บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งจะเป็นสถานที่จัดการพระราชพิธี กฟผ. ได้เตรียมโรงไฟฟ้าหลัก 4 แห่ง ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพระนครใต้จ.สมุทรปราการ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จ.นนทบุรี โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมเตรียมระบบส่งและจุดจ่ายไฟฟ้าที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบางกอกน้อย สถานีไฟฟ้าแรงสูงธนบุรีใต้  สถานีไฟฟ้าแรงสูงพระนครเหนือ และสถานีไฟฟ้าแรงสูงลาดพร้าว เพื่อดูแลความความเรียบร้อยในการจ่ายไฟฟ้า โดยจัดเจ้าหน้าที่ตรวจบำรุงรักษาประจำการทุกจุดตลอด 24 ชั่วโมง  รวมถึง กฟน. ได้ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องยนต์ดีเซล จำนวน 32 ชุด กรณีฉุกเฉิน กระจายรอบบริเวณจัดการพระราชพิธี   ทั้งนี้คาดการณ์ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 25,600 เมกะวัตต์ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ใช้จัดการพระราชพิธีจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 9,000 เมกะวัตต์  ซึ่งได้วางแผนและเตรียมการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ ไว้พร้อมแล้ว

    “กฟผ. จะดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าอย่างเต็มที่ ตลอดช่วงการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ เพื่อสนับสนุนการจัดการพระราชพิธีและอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชน ตลอดจนผู้ร่วมถวายความอาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพร้อมกันทั่วประเทศ” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าว

Date : 19 / 10 / 2017

  • Date : 19 / 10 / 2017
    รู้จัก 4 รองอธิบดี ป้ายแดง กระทรวงพลังงาน
    รู้จักรองอธิบดี ป้ายแดงกระทรวงพลังงาน 4คน จาก 3 หน่วยงาน "สมบูรณ์" "ยงยุทธ์ " "วันชัย " และ"เพทาย"  โดยยังจะมีการตั้งเพิ่มอีก2ตำแหน่ง ในส่วนของรองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และรองผู้อำนวยการสนพ.(เทียบเท่ารองอธิบดี) เพื่อมาแทนตำแหน่งรองอธิบดีที่ได้ขยับขึ้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน( Energy News center-ENC ) รายงานว่า กระทรวงพลังงานได้ทยอยแต่งตั้ง  ตำแหน่ง รองอธิบดีที่ว่างอยู่ ทั้ง3 กรมจำนวน6  ตำแหน่ง  ประกอบด้วย กรมธุรกิจพลังงาน 2ตำแหน่ง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. 2ตำแหน่ง และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ.) จำนวน 2 ตำแหน่ง โดยในส่วนตำแหน่งรองอธิบดี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการ ได้มีการแต่งตั้งแล้ว ยังเหลือ การแต่งตั้ง ในส่วนของ รองอธิบดี ที่จะไปทดแทนตำแหน่งที่มีผู้ขยับขึ้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง  
    สมบูรณ์ หน่อแก้ว รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน คนใหม่ 
     
    สำหรับตำแหน่งรองอธิบดีใหม่ ที่มีการแต่งตั้งและเริ่มทำหน้าที่ ตั้งแต่วันที่1 ต.ค.2560 ที่ผ่านมา ได้แก่กรมธุรกิจพลังงาน แต่งตั้ง นายสมบูรณ์ หน่อแก้ว ผู้อำนวยการสำนักความปลอดภัยธุรกิจพลังงาน มาเป็นรองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แทนนายขจรชัย ผดุงศุภไลยวิศักดิ์​ รองอธิบดีคนเก่าที่เกษียณอายุราชการ โดย ยังเหลือการแต่งตั้ง รองอธิบดี อีกหนึ่งตำแหน่ง ที่จะมาแทนนาน วิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ที่ขยับขึ้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา  ทั้งนี้ นายสมบูรณ์  ถือเป็นข้าราชการประจำกรมธุรกิจพลังงานตั้งแต่กรมธุรกิจพลังงานก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2545 หรือ 15 ปีที่ผ่านมา 
     
     
    ยงยุทธ์ สวัสดิสวนีย์ รองอธีบดีพพ.คนใหม่
     
     
    วันชัย บรรลือสินธุ์ รองอธิบดีพพ.คนใหม่
     
    ส่วนกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. ได้แต่งตั้งตำแหน่งรองอธิบดีถึง 2 ตำแหน่ง ได้แก่  นายยงยุทธ์ สวัสดิสวนีย์ ผู้อำนวยการสำนักเชื้อเพลิงชีวภาพ​ ขึ้นเป็นรองอธิบดี พพ. แทนนายดนัย เอกกมล ที่เกษียณราชการ และตั้ง นายวันชัย บรรลือสินธุ์ ผู้อำนวยการกองแผนงาน ขึ้นเป็นรองอธิบดี พพ. แทนนายยศพงศ์​  คุปตะบุตร ที่เกษียณราชการ ทำให้ พพ. มีรองอธิบดีครบ 3 คนแล้ว โดยอีกคน ที่เป็นรองอธิบดี พพ.อยู่เดิม คือ นายหร่อหยา จันทรัตนา  
     
    ขณะที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้แต่งตั้ง นายเพทาย หมุดธรรม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  แทนนางเอมอร ชีพสุมล ที่เกษียณราชการ  โดยยังเหลือ การแต่งตั้งรองผู้อำนวยการ สนพ.อีก 1 ตำแหน่งที่จะมาแทน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ซึ่งขยับขึ้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน 
     
     
    เพทาย หมุดธรรม รองผอ.สนพ.คนใหม่

Date : 18 / 10 / 2017

  • Date : 18 / 10 / 2017
    ดึงพลังงานจังหวัดทุกจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมผลักดัน5แผนหลักพลังงาน

    "ธรรมยศ ศรีช่วย" ปลัดพลังงานคนใหม่ เรียกประชุมหารือผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง นัดแรก ย้ำ ภารกิจเร่งด่วนในปีงบประมาณ2561 ปรับ5แผนหลักด้านพลังงาน ให้พลังงานจังหวัดทุกจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งการผลักดันการบริหารแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ 2 แหล่ง ทั้งเอราวัณและบงกช  และขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงาน เพื่อช่วยให้GDPของประเทศขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ตามแนวทางของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้เรียกผู้บริหารระดับสูงของทุกกรมในกระทรวงพลังงานมาประชุมหารือและได้มอบนโยบายสำคัญเพื่อเร่งดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2561  โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการปรับ 5 แผนหลักด้านพลังงานให้เสร็จภายในปี 2560 นี้ ตามกรอบเวลาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้สั่งการไว้ ซึ่งได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน(EEP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(AEDP) แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ(GAS) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง(Oil) และให้พลังงานจังหวัดทุกจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุน 5 แผนหลักดังกล่าวให้เกิดผลในทางปฏิบัติด้วย

    ในขณะที่อีกเรื่องเร่งด่วนที่สำคัญ คือ การบริหารแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ 2 แหล่ง (แหล่งเอราวัณ หมดอายุในปี 2565 และแหล่งบงกช หมดอายุปี 2566) ก็ต้องเร่งดำเนินการทั้งด้านกฎหมายให้ลุล่วงเพื่อให้สามารถออกประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมประมูลแหล่งสัมปทานทั้ง 2 แหล่งให้ได้ภายในปี 2560 นี้ 

    นอกจากนี้ยังได้มอบให้แต่ละกรม ร่วมผลักดันให้งานนโยบายด้านพลังงานเข้าไปมีส่วนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)ขยายตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในปี 2561 นี้ จะมีการผลักดันนโยบายEnergy 4.0 (การเพิ่มมูลค่าพลังงานด้วยนวัตกรรม)อย่างเข้มข้นมากขึ้น นอกเหนือจากการผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า(EV) ,สถานีชาร์จรถยนต์ EV, สายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Grid) และระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage) ที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)ไปดำเนินการหาแนวทางใหม่ๆ เพิ่มเติม อาทิ โครงการเมืองอัจฉริยะ(Smart City)และโครงข่ายไฟฟ้าระดับชุมชน( Local Grid)  เป็นต้น  

    "นโยบายที่ผมมอบให้ผู้บริหารกระทรวงพลังงานในครั้งนี้ ก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมรับมาถ่ายทอดให้อธิบดีทุกกรมรับทราบและนำไปปฏิบัติ ซึ่งคาดหวังว่าในปี 2561 แต่ละเรื่องจะมีการผลักดันให้เกิดผลสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องการเปิดประกาศเชิญชวนประมูลสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งที่จะหมดอายุ ก็อยากให้เปิดประมูลได้ในปีนี้ เพราะที่ผ่านมาเสียเวลามานาน" นายธรรมยศ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงานว่า การเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน ดังกล่าว นับเป็นการมอบนโยบายครั้งแรกภายหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ โดยมีรักษาราชการรองปลัดกระทรวง(ซึ่งอยู่ระหว่างการรอโปรดเกล้าฯเป็นรองปลัดกระทรวง) ทั้งนายยงยุทธ จันทรโรทัย นางสาว  นันธิกา ทังสุพานิช  และอธิบดีทุกกรม ทั้ง นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) และนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์​ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน  เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยหลังจากนี้ นายธรรมยศ จะมีการประชุมผู้บริหารกระทรวงพลังงานเป็นประจำทุกเดือน เพื่อติดตามความคืบหน้างานตามนโยบายพลังงานที่ได้มอบหมายไว้ต่อไป 

  • Date : 18 / 10 / 2017
    ปั๊มน้ำมันปตท.แจกน้ำดื่มให้ผู้เดินทางถวายความอาลัย ทั่วประเทศ 26ต.ค.นี้
    สถานีบริการน้ำมัน ปตท. พร้อมมอบน้ำดื่มแก่ผู้เดินทางถวายความอาลัย ทั่วประเทศ ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้
     
    นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. พร้อมให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางให้กับพี่น้องประชาชนด้วยการบริการน้ำดื่ม ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ ช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ ทั้งนี้ พนักงานจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ถวายความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ในสถานที่ที่รัฐบาลได้จัดไว้ในแต่ละพื้นที่
     
    สำหรับร้านคาเฟ่อเมซอน ร้านค้าสะดวกซื้อจิฟฟี่ ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ร้านเท็กซัส ชิคเก้น และร้านฮั่ว เซ่ง ฮง ติ่มซำ รวมถึงศูนย์บริการยานยนต์ฟิตออโต้ ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทุกสาขาทั่วประเทศ จะหยุดบริการชั่วคราว ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 14.30 น. ยกเว้นร้านค้าที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า กำหนดเวลาให้บริการจะเป็นไปตามเวลาเปิด-ปิดของห้างฯ ส่วนร้านค้าที่อยู่ในท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานีจะเปิดให้บริการตามปกติ
     
    อนึ่งร้านค้าที่หยุดบริการ จะกลับมาให้บริการตามปกติในวันที่ 27 ตุลาคม เป็นต้นไป หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ PTT Contact Center โทร. 1365 ได้ตลอด 24 ชม.