บทความที่เกี่ยวข้อง

“เอราวัณ” โรงเรียนสร้างคนพลังงานกลางอ่าวไทย

ก่อนหน้านี้ เราได้รู้จักศูนย์เศรษฐพัฒน์ โรงเรียนบนฝั่งที่ฝึกฝนเตรียมความพร้อมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้กับผู้ที่จะลงไปปฏิบัติงานกลางอ่าวไทย ของ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แต่สำหรับผู้สำเร็จการอบรมจากศูนย์เศรษฐพัฒน์ การเรียนรู้โลกการทำงานออฟชอร์พึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีความท้าทายและบททดสอบอีกมากมายรอพวกเขาอยู่ที่ ‘เอราวัณ’ โรงเรียนสอนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางอ่าวไทย

คุยกับชาวเอราวัณรุ่นบุกเบิก

การสำรวจและผลิตก๊าซฯ ในแหล่งเอราวัณในยุคแรกๆนั้น ไม่ง่ายเลย แต่คงจะไม่มีใครเข้าใจถึงความท้าทายนี้ได้ดีกว่าชาวเอราวัณรุ่นแรกอย่าง บุญล้อม เส็งสำราญ อดีตผู้จัดการแหล่งผลิตเอราวัณ ที่ได้ร่วมเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ มาตั้งแต่วันแรกของการผลิตก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์ที่แหล่งนี้เมื่อ 36 ปีที่แล้ว และได้รับการยอมรับจากคนในแวดวงให้เป็นโรลโมเดลของช่างเทคนิคปิโตรเลียมไทย แม้ในปัจจุบันบุญล้อมเกษียณจากการทำงานแล้ว แต่ยังจดจำเรื่องราวการทำงานที่เอราวัณได้อย่างชัดเจน

บุญล้อมถือเป็นชาวไทยชุดแรกหนึ่งใน 45 คน ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมด้านปิโตรเลียมและเทคโนโลยี ณ ศูนย์เศรษฐพัฒน์ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2523 โดยใช้ระยะเวลาการฝึกอบรม 1 ปี ก่อนที่จะลงไปปฏิบัติงาน ณ แหล่งเอราวัณ ในปี 2524 โดยรับหน้าที่ในส่วนของกระบวนการผลิต ครอบคลุมตั้งแต่หัวหลุม หลุมผลิตกระทั่งนำก๊าซเข้าสู่กระบวนการผลิต ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยทั้งทักษะ ความสามารถ ความละเอียดรอบคอบในการควบคุมระบบการผลิตทั้งหมด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และควบคุมให้ก๊าซที่นำส่งจะต้องมีปริมาณและมาตรฐานตรงตามเงื่อนไขในสัญญาที่ทำไว้กับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้รับซื้อก๊าซอีกด้วย

อย่างไรก็ดีการจะนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีอันตรายและความเสี่ยงไม่น้อย กระบวนการต่างๆ ต้องใช้คนปฏิบัติเป็นหลักเพราะเทคโนโลยีสมัยนั้นไม่พัฒนาเท่าตอนนี้

 

“สมัยก่อน หากจะดูกระบวนการผลิตทั้งหมด เช่น การไหลของก๊าซ แรงดัน อุณหภูมิ วาล์วปิด/เปิดที่แท่นหลุมผลิตที่อยู่ไกลออกไป ก็จะต้องให้เรือมารับคนให้เรือแล่นไปขึ้นแท่นหลุมผลิตนั้นๆ ใช้คนไปเปิดหรือปิดหลุม ใช้คนปรับโช้คการไหล (flow) ของก๊าซฯ ในพื้นที่จริง ต่างจากในปัจจุบัน ที่กระบวนการผลิตควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด สามารถควบคุมได้จากแท่นผลิตกลาง (Central Processing Platform) โดยไม่ต้องไปที่แท่นหลุมผลิต ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย ตลอดจนลดความเสี่ยงของคนทำงาน”

ที่เอราวัณ คนทำงานจะต้องอยู่ทำงานติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จึงจะได้ขึ้นฝั่งพัก 2-3 สัปดาห์ หมุนเวียนเป็นวงจร ในสมัยก่อน การติดต่อกับโลกภายนอกระหว่างปฏิบัติงานเป็นเรื่องยาก หากจะติดต่อส่งข่าวสารกัน ก็ต้องใช้ telex หรือ telegraph หรือวิทยุและโทรศัพท์บ้าง แต่ปัจจุบัน บุญล้อมเล่าอย่างอารมณ์ดีว่า “จากในอดีตที่หัวหน้ามีสิทธิ์ใช้โทรศัพท์ได้คนเดียว ก็ค่อยๆ พัฒนา จนปัจจุบันเอราวัณมีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ ตอนนี้พนักงานเล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊ก ในทะเลกันหมดแล้ว ติดต่อกับคนที่บ้านและติดตามข่าวสารจากโลกภายนอกกันได้ง่ายๆ”

อีกสิ่งหนึ่งที่บุญล้อมประทับใจคือเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของแหล่งเอราวัณ ที่เชฟรอนให้ความสำคัญสูงสุด มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และอบรมด้านความปลอดภัยแก่พนักงานอย่างสม่ำเสมอ

การทำงานในทะเล หากทุกคนหลับตานึกก็คงจะรู้สึกว่าอันตราย เวิ้งว้าง เสี่ยงกับลม ฝน พายุ แต่ถ้าคนที่ใจสู้ รู้จักและเข้าใจแนวทางการบริหารจัดการแหล่งเอราวัณอย่างถ่องแท้แล้ว ก็จะไม่กลัว” บุญล้อมยืนยันอย่างผู้ผ่านประสบการณ์มาก่อน

ความภูมิใจของชาวเอราวัณ

แหล่งเอราวัณ คือโรงเรียนที่ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย เป็นต้นแบบให้กับแหล่งอื่นๆ โดยเชฟรอนซึ่งเป็นผู้ดำเนินการของแหล่งนี้ได้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการทำงาน มาถ่ายทอดสู่บุคลากร สร้างคุณค่าให้คนไทยได้มีความรู้ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สามารถผลิตและส่งมอบก๊าซฯ มาเข้าสู่ระบบได้ตามสัญญา ทำให้ปัจจุบันคนทำงานบนแท่นในแหล่งเอราวัณ เป็นคนไทยทั้งหมด

จากจุดเริ่มต้นในตำแหน่งช่างเทคนิคปิโตรเลียม บุญล้อมสั่งสมความรู้และประสบการณ์ในการทำงานจัดหาพลังงานในอ่าวไทยกับเชฟรอนกว่า 30 ปี ในหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ รวมถึงตำแหน่ง ‘ผู้จัดการแหล่งผลิตเอราวัณ’ สิ่งที่ทำให้บุญล้อมสามารถทำงานในอ่าวไทยภายใต้ความเสี่ยงและความกดดันรอบตัวเช่นนี้ได้กว่า 3 ทศวรรษ หาใช่เพียงค่าตอบแทนในรูปของตัวเงินและสวัสดิการต่างๆ แต่คือความภาคภูมิใจในองค์กร ซึ่งบุญล้อม ชี้ให้เห็นว่าเชฟรอนมี 3 สิ่ง ที่ทำให้เขาภาคภูมิใจและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย นั่นคือ “คุณภาพ คุณค่า คุณธรรม” 

คุณภาพ คือการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีคุณภาพ มีความโปร่งใส มี Vision Mission และ Value ที่จะส่งต่อค่านิยมองค์กรสู่เป้าหมาย คุณค่า คือผลผลิตพลังงานที่จัดส่งให้ประเทศไทย ที่มีความสำคัญต่อชีวิต ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ เพราะแหล่งเอราวัณผลิตต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่เคยหยุดพัก และบริษัทยังนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี เข้ามาถ่ายทอดสู่บุคลากร สร้างคุณค่าให้คนไทยได้มีความรู้ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คุณธรรม คือบริษัทไม่เคยเอาเปรียบพนักงาน โดยใช้เงินลงทุนมหาศาลนำเข้าความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อสร้างระบบที่ปลอดภัยต่อการทำงานของพนักงาน ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงสร้างขวัญกำลังใจให้แก่พนักงาน แต่ยังคลายความกังวลห่วงใยให้แก่ครอบครัวที่อยู่บนฝั่งด้วย

อีกหนึ่งความภูมิใจของบุญล้อมคือ ได้รับความไว้วางใจจากบริษัท ต่ออายุการทำงานถึงสองครั้ง และครั้งสุดท้ายก่อนเกษียณได้รับหน้าที่ผู้จัดการศูนย์เศรษฐพัฒน์ เพื่อนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่มีค่า มาส่งต่อให้ช่างเทคนิคปิโตรเลียมรุ่นใหม่ เพื่อสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพให้แก่ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของไทยต่อๆ ไป อย่างไรก็ตาม หลังเป็นผู้จัดการศูนย์เศรษฐพัฒน์ได้ 2 ปี ถึงเวลาที่บุญล้อมต้องการพักผ่อน จึงได้เกษียณการทำงานไปเมื่อปี 2559 ในวัย 59 ปี

“ที่ผ่านมาเราได้รับผลตอบแทนที่ดีจากบริษัท และเก็บสะสมมาพอเพียงแล้ว จึงขอพักผ่อนหลังทำงานหนักมากว่า 36 ปี” 

 

 

...แม้วันนี้ บุญล้อมจะเกษียณการทำงานบนแท่นกลางทะเลและการเป็นครูต้นแบบให้กับช่างเทคนิคปิโตรเลียม แต่คนบนแท่นอีกจำนวนมาก ก็ยังคงทำหน้าที่ของพวกเขาต่อไป บุญล้อมเชื่อว่าด้วยวัฒนธรรมองค์กรและการมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จะทำให้พลังคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าของเชฟรอนจะยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณให้มีความต่อเนื่อง ไม่เกิดการสะดุดหรือหยุดผลิต จนเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป...

กลับสู่บทความทั้งหมด