บทความที่เกี่ยวข้อง

ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (7) : หลากชีวิตคนบนแท่น

ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ (7) : หลากชีวิตคนบนแท่น 

ตาม ENC ลงแท่นผลิตปิโตรเลียมเอราวัณดำเนินมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC)  จึงขอนำชีวิตของชาวแท่นที่ทำงานกลางทะเล ซึ่งดูจะเป็นเรื่องไกลเกินจินตนาการของคนจำนวนไม่น้อยมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบว่าพนักงานที่ทำงานประจำอยู่บนแท่นผลิตปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณกลางอ่าวไทย ที่มี บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้ดำเนินการนั้น มีชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างไร และการทำงานบนแท่นเพื่อค้นหาพลังงานมาใช้พัฒนาประเทศ มีเสน่ห์และความท้าทายมากน้อยแค่ไหน

เปิดใจพ่อบ้านเอราวัณ

บุญเลิศ รวิโสภิตยิ่ง ผู้จัดการฐานผลิตเอราวัณ เล่าให้ฟังว่า หน้าที่หลักของเขาคือควบคุมการผลิตเพื่อให้แน่ใจว่าส่งมอบก๊าซธรรมชาติให้ลูกค้าได้ตามสัญญา ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็อยู่ในฐานะ “พ่อบ้าน” ที่ต้องดูแล   สารทุกข์สุขดิบของพนักงานกว่า 300 คนบนแท่น ที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของพวกเขา เพราะต้องใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งที่นี่ โดยทำงาน 21 วันบนแท่น และจะได้พักขึ้นฝั่ง 21 วัน หมุนเวียนต่อเนื่องไป

บริษัทดูแลทุกคนตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน เริ่มตั้งแต่จัดอาหารเช้า ส่วนพนักงานที่ต้องไปทำงานยังแท่นหลุมผลิตที่อยู่ห่างออกไป บริษัทก็จะจัดเตรียมอาหารไว้ให้ ทำงานเสร็จก็กลับมากินอาหารเย็นที่แท่น มีคนทำความสะอาดที่พักและซักผ้าให้ เพื่อที่ในเวลาเลิกงานพนักงานจะมีเวลาพักผ่อนตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้อย่างเต็มที่ สามารถเตะฟุตบอล เข้ายิม ออกกำลังกาย มีห้องดูหนัง มีอินเทอร์เน็ตไว-ไฟ สามารถวิดีโอคอลหาครอบครัวและเพื่อนฝูงได้ เจ็บป่วยก็มีคลินิกให้การรักษา ทั้งหมดก็เพื่อให้พนักงานผ่อนคลายและมีความสุข แม้จะอยู่กลางทะเลก็ตาม

บุญเลิศเน้นว่าเรื่องความปลอดภัยถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของคนบนแท่น ซึ่งจะต้องให้แน่ใจว่า พนักงานทุกคนมาทำงานอย่างไร ก็ต้องกลับบ้านปลอดภัยเช่นนั้น

สุขภาพและความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญ

ยุวรินทร์ ทัดเทียม เจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัย ที่ผ่านการศึกษาระดับปริญญาโทในเรื่องความปลอดภัยเชิงกระบวนการ (Process Safety) สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานจากประเทศอังกฤษ และผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากศูนย์ฝึกอบรมเศรษฐพัฒน์ของเชฟรอน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยบนแท่นเอราวัณ บอกว่างานด้านความปลอดภัยมีความสำคัญ เพราะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุ การบาดเจ็บ หรือการสูญเสียเกิดขึ้น ซึ่งความปลอดภัยในที่นี้ นอกจากความปลอดภัยต่อตัวพนักงานแล้ว ยังรวมถึงความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยยึดมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของเชฟรอนที่ใช้เป็นแบบแผนเดียวกันทั่วโลก

เธอเผยต่อไปว่าความท้าทายของงานนี้คือการทำให้ทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยให้เป็นนิสัย เพราะคนส่วนใหญ่มุ่งทำให้งานเสร็จ แต่อาจลืมคิดว่าปลอดภัยหรือไม่ จึงต้องมีการพูดคุยให้เกิดความเข้าใจ และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาหากไม่คำนึงถึงความปลอดภัยอยู่เสมอ ซึ่งแนวทางหนึ่งที่ทำมาตลอดและได้ผลเป็นอย่างดี คือการส่งเสริมให้พนักงานทุกคนเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย คอยช่วยกันสังเกตและเตือนกันเมื่อเห็นการทำงานที่อาจไม่ปลอดภัย ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี เพราะที่แท่นเอราวัณนี้ ไม่มีอุบัติเหตุจนถึงขั้นหยุดงานมา 16 ปีแล้ว

 

อีกเรื่องที่ต้องดูแลควบคู่กันไป คือ เรื่องสุขภาพ ทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งปิยยศ มนูญญา พยาบาลประจำฐานผลิตเอราวัณ กล่าวว่า แม้เอราวัณจะอยู่ห่างจากชายฝั่ง 160 กม. แต่คลินิกของเอราวัณ ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โรงพยาบาลกลางอ่าวไทย” ที่ให้บริการดูแลสุขภาพของพนักงานครบทั้ง 4 มิติ คือ การป้องกัน ส่งเสริม ฟื้นฟู รักษา ซึ่งหากพนักงานเกิดเจ็บป่วยก็มีทีมแพทย์ดูแลเบื้องต้น แต่ถ้าอาการหนักเกินกว่าที่จะรักษาได้ก็จะมีการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลบนฝั่ง

อย่างไรก็ตาม บริษัทมุ่งเน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพที่ดี มากกว่าจะให้ไปถึงขั้นตอนฟื้นฟูและรักษา จึงมีโครงการส่งเสริมสุขภาพต่างๆ เช่น โครงการวิ่งเพื่อสุขภาพ ONE GOT, Run for Health ที่ส่งเสริมให้พนักงานที่ปฏิบัติการในแต่ละแท่นนอกชายฝั่ง ออกกำลังกายโดยการวิ่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งในยิมฯหรือบนลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ในระยะเวลา 31 วัน และบันทึกระยะทางที่ตนวิ่งได้ไว้ โดยมีแรงจูงใจคือการได้ช่วยเหลือสังคม เพราะบริษัทจะสมทบทุนให้กับการวิ่งของพนักงานกิโลเมตรละ 1 บาท เพื่อนำไปสนับสนุนโครงการเพื่อการกุศล เช่น ซื้อเครื่องฟอกไตให้โรงพยาบาล สนับสนุนโครงการโรคเอดส์ โรคมะเร็ง เป็นต้น โดยที่ผ่านมาโครงการนี้ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากพนักงานทั้งบนฝั่งและนอกชายฝั่ง เรียกว่าได้ทั้งสุขภาพและกุศลไปพร้อมกันในครั้งเดียว

ความภูมิใจของชาวเอราวัณ

สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงาน ณ เอราวัณ แหล่งก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศแห่งนี้ไม่เพียงเป็นบ้านหลังที่สอง แต่ยังนำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในภารกิจจัดหาพลังงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ บุญเลิศ พ่อบ้านเอราวัณ บอกว่า เมื่อเอ่ยถึงเอราวัณ ไม่มีใครในแวดวงไม่รู้จัก เพราะเป็นหนึ่งในหลักไมล์สำคัญของประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมปิโตรเลียมของไทย “เอราวัณเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย และเป็นโรงเรียนของนักบุกเบิก คนที่มีโอกาสได้มาทำงานที่นี่จึงภาคภูมิใจมาก เหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ นอกจากนั้น ผู้ที่ผ่านการทำงานที่เอราวัณแต่ละรุ่น ยังได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ทำงานในแหล่งอื่นๆ ทั่วอ่าวไทย หรือไปช่วยพัฒนางานในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้อุตสาหกรรมผลิตปิโตรเลียมของไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาจนถึงวันนี้”

 

สำหรับการทำงานที่นี่ ยุวรินทร์ ยอมรับและประทับใจในหลักการบริหารของเชฟรอน โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย ทั้งของผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อม ที่ผู้บริหารยึดหลักการทำงานตามวิถีทางของเชฟรอน หรือ Chevron Way คือการทำตามแนวทางที่ถูกต้อง แม้จะเป็นแนวทางที่ยากหรือมีอุปสรรคก็ตาม แต่ถ้าเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว ก็จะดำเนินการตามแนวทางนั้น ในขณะที่ ปิยยศ บอกว่า ในเรื่องของสุขภาพ มีความประทับใจที่ผู้บริหารให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะทำโครงการอะไรออกมา โดยสนับสนุนทั้งงบประมาณและการเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่น โครงการ ONE GOT, Run for Health ที่ผู้บริหารร่วมวิ่งด้วย และบริษัทร่วมบริจาคทุกๆ กิโลเมตรที่พนักงานวิ่งได้ เป็นต้น

...นี่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวเอราวัณ ที่อยู่เบื้องหลังความสว่างไสวจากไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงานของไทยมาตลอด 36 ปี...

กลับสู่บทความทั้งหมด