บทความที่เกี่ยวข้อง

วงการพลังงานตื่นตัว รับมือ Disruptive Technology

วงการพลังงานไทยทั้งภาครัฐและเอกชน เตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงจาก Disruptive Technology ทั้งในส่วนของการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ให้สอดคล้องกับการปรับตัวของ กฟผ. ปตท. และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแล โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน( กกพ.) เตรียมจัดเก็บค่าใช้บริการสายส่งในระบบจำหน่าย (Wheeling Charge ) และอัตราค่าใช้บริการไฟฟ้าสำรอง (Back Up Rate) กับผู้ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานเสวนาใหญ่ประจำปี “โฉมหน้าพลังงานไทย : ยุค Disruptive Technology” ที่จัดขึ้นโดยชมรมวิทยาการพลังงาน (ชวพน.) และชมรมวิทยาการพลังงานรุ่นใหม่ (ชวพม.) เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ จะเสร็จและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในเดือน ก.ย. 2561 นี้ ซึ่งจะรองรับกระแสเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน หรือ Disruptive Technology ที่จะมีเรื่องของระบบพลังงานอัจฉริยะเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงานให้ตอบโจทย์ความมั่นคง ยั่งยืน ในราคาที่ย่อมเยา

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์  รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า แนวโน้มจาก Disruptive Technology ที่จะทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นทั้งผู้ใช้ไฟฟ้า (Consumer) และผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Producer ) หรือที่เรียกรวมกันว่า Prosumer โดยที่การผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป ) กับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ( Energy Storage System - ESS) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ กฟผ. ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงของประประเทศ จะต้องปรับตัวให้ทั้งระบบผลิตไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้า และการควบคุม มีความยืดหยุ่นมากขึ้น (Plant & Grid Flexibility)

โดยในส่วนของโรงไฟฟ้าหลัก จะต้องปรับให้มีระดับการเดินเครื่องต่ำสุดลดลง แต่ตอบสนอง (Ramp Rate) เร็วขึ้น ในขณะที่การเริ่มเดินเครื่อง (Startup) เร็วขึ้น และการบริหารจัดการไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนมีความเสถียรในการจ่ายไฟฟ้ามากขึ้น ( RE Hybrid Firm ) ขณะเดียวกัน ก็มีการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Hydro Pumped Storage) ให้เป็นโรงไฟฟ้าที่จะเข้ามาช่วยบริหารพลังงานหมุนเวียนที่มีเกินความต้องการในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยทำหน้าที่เหมือนระบบกักเก็บพลังงานเอาไว้ใช้ในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไม่ได้ อีกทั้งเป็นโรงไฟฟ้าที่มีการตอบสนอง (Ramp Rate) ได้เร็ว และมีอายุการใช้งานยาวนาน  

ในส่วนของระบบส่งไฟฟ้า และการควบคุมที่จะต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้นนั้น จะต้องใช้ทั้ง ESS เข้ามาช่วยควบคุมความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน การรองรับการแก้ไขความแออัด (Congestion) ในสายส่ง การต้องประเมินศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนล่วงหน้า เพื่อบริหารจัดการระบบไฟฟ้าทั้งในส่วนของการผลิตและระบบส่ง การที่ต้องสั่งหยุดการผลิตพลังงานหมุนเวียนได้โดยมีการชดเชยรายได้ การใช้มาตรการ Demand Response  โดยมีค่าชดเชยเพื่อจูงใจให้ใช้ไฟฟ้าลดลงในช่วงเวลาที่ต้องการ รวมทั้งการนำเอาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid / Micro Grid) และการบริหารจัดการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data ) มาใช้ 

ด้าน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ในส่วนของการกำกับดูแล เพื่อรับมือกับเรื่องของ  Disruptive Technology  นั้น กกพ. เตรียมจัดทำระเบียบใหม่เพื่อรองรับการผลิตและการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ เช่น การผลิตและซื้อขายไฟฟ้าที่ผ่านระบบ Blockchain  และการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป เป็นต้น เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีระเบียบรองรับ  โดยเบื้องต้นจะต้องกำหนดระเบียบเกี่ยวกับมาตรฐานการเชื่อมต่อไฟฟ้า และการจัดเก็บอัตราค่าใช้บริการสายส่งในระบบจำหน่าย (Wheeling Charge ) รวมถึงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้านั้น จะต้องมีการจัดเก็บอัตราค่าใช้บริการไฟฟ้าสำรอง (Back Up Rate)

“ขณะนี้ กกพ. อยู่ระหว่างศึกษาปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายภาคให้สอดรับกับ PDP ฉบับใหม่ แต่อัตราค่าไฟฟ้ายังเป็นอัตราเดียวทั้งประเทศ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2562 จากนั้น คาดว่าจะสามารถประกาศอัตรา Wheeling Chargeและ Back Up Rate ที่ชัดเจนออกมาได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ” นายวีระพล กล่าว

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานที่ชัดเจน และการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในจังหวะที่เหมาะสมและเป็นธรรม จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยรับมือกับผลกระทบจากกระแสเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน (Disruptive Technology) เพราะหากภาครัฐเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเร็วเกินไป อาจมีผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เยอรมัน ที่ใช้พลังงานทดแทนสูง ทำให้ค่าไฟฟ้าอยู่ระดับ 12 บาทต่อหน่วย

ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ได้มีการปรับตัวรับมือกับเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านอยู่แล้ว เพื่อให้การดำเนินธุรกิจแข่งขันได้ในต้นทุนที่ต่ำ ส่วนการที่ภาครัฐเตรียมจัดเก็บอัตรา wheeling charge และ back up rate นั้น ภาคเอกชนไม่ขัดข้องและติดตามความชัดเจนของนโยบายอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้ส่งสัญญาณให้ลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ที่มีการซื้อไฟฟ้า ได้รับทราบถึงแนวนโยบายดังกล่าวแล้ว

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จะส่งผลกระทบต่อการใช้พลังงานฟอสซิลใน 3 เชื้อเพลิงหลัก คือ น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ โดยการใช้น้ำมันดีเซลสำหรับผลิตไฟฟ้า ขณะนี้มีการใช้ลดลงแล้ว ในระยะต่อไปจะเริ่มส่งผลต่อการใช้ถ่านหินและก๊าชธรรมชาติ โดยที่ผ่านมา ปตท.เริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยี โดยการแสวงหาธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการขยายการลงทุนในธุรกิจต่อเนื่อง และเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางพลังงานโลกมุ่งไปสู่พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Go Green) และพลังงานไฟฟ้า (Go Electricity) ซึ่งเป็นความท้าทายของการผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ ไทยมีการใช้ก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 60% แต่อนาคตสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ จะลดลง แต่ก็ยังมีความสำคัญ  ขณะที่ปริมาณสำรองก๊าซฯ ของไทยมีเพียงพอใช้ 5 ปี หากปริมาณการใช้ยังเท่ากับปัจจุบัน ไทยจะต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่นำเข้าอยู่แล้ว 5 ล้านตัน

 

กลับสู่บทความทั้งหมด