บทความที่เกี่ยวข้อง

บทเรียนถ้ำหลวง กฟผ.บูรณาการหลากศาสตร์ความเชี่ยวชาญ สานภารกิจเพื่อสังคม

ยังคงเป็นเรื่องที่มีแง่มุมให้พูดถึงกันไปอีกนาน สำหรับภารกิจระดับโลกเพื่อช่วยเหลือทีมนักฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมีและโค้ช รวม 13 ชีวิต ที่เข้าไปติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ. แม่สาย จ. เชียงราย ให้ออกมาได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางเสียงชื่นชมยกย่องของคนทั้งโลก ถึงภารกิจที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่สำเร็จลงได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยความร่วมมือร่วมใจของผู้ร่วมภารกิจทั้งไทยและนานาชาติ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือในภารกิจครั้งประวัติศาสตร์นี้ และเมื่อเร็วๆ นี้ กฟผ. ได้จัดเวทีเสวนา “เจาะลึกภารกิจ กฟผ. กู้วิกฤตถ้ำหลวง” ขึ้นที่สำนักงานใหญ่ อ. บางกรวย         จ. นนทบุรี  โดยมีผู้บริหาร กฟผ. ที่รับผิดชอบการปฏิบัติงานในภารกิจถ้ำหลวงและทีมปฏิบัติการที่ในพื้นที่ มาร่วมเล่าประสบการณ์ให้ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ได้ฟัง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การปฏิบัติงานในภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าครั้งนี้ นอกจากจะเป็นวิกฤตที่ทำให้ กฟผ. สามารถดึงศักยภาพของบุคลากรในองค์กร ที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาวิชาออกมาช่วยเหลือสังคมแล้ว บทเรียนที่ได้จากการปฏิบัติการที่ถ้ำหลวง ยังทำให้ กฟผ. เกิดองค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อภารกิจขององค์กรและงานเพื่อสังคมในอนาคตอีกด้วย

บรรพต ธีระวาส ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ จ. ลำปาง ในฐานะผู้ดูแลรับผิดชอบในการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในการปฏิบัติงานในภารกิจถ้ำหลวง เล่าว่า กฟผ. ได้เข้าร่วมในภารกิจตั้งแต่วันแรกๆ และอยู่ช่วยงานจนถึงวันสุดท้าย ให้การสนับสนุนทั้งอุปกรณ์และทีมงาน โดยเป้าหมายของ กฟผ.คือ “ช่วยเหลือทั้ง 13 คน ให้กลับออกมาได้อย่างปลอดภัย โดยทีมงาน กฟผ. ทุกคนปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังและมีความปลอดภัยเช่นกัน"

 

   ผู้ร่วมเสวนา (จากซ้าย) บรรพต ธีระวาส นพพันธ์  วิริยะพันธ์ และ พ.อ.อ. สงกรานต์  ยอดพันคำ

เป็นที่ทราบกันดีว่าภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าอะเคาเดมีเป็นงานที่ยากลำบากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ ทั้งจากอุปสรรคที่ไม่สามารถควบคุมได้อย่างฝนที่ตกลงมาเกือบตลอดช่วงเวลาวิกฤต ซึ่งทำให้ระดับน้ำในถ้ำสูงขึ้น ทั้งสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาทำให้การเดินทางขนสิ่งของอุปกรณ์ต่างๆ ทำได้ไม่ง่าย รวมถึงการสูบน้ำในช่วงแรกที่ยังไม่ได้ผลดีนัก ก่อนที่จะสามารถจัดการระบบสูบน้ำและเบี่ยงทางน้ำจนสามารถลดระดับน้ำลงได้ พอดีกับที่ฝนหยุดตกในวันปฏิบัติการของทีมนักดำน้ำจากต่างประเทศกับหน่วยซีลของไทย ที่ทำให้สามารถช่วยเหลือนำ 13 ชีวิตออกมาได้

“สถานการณ์ที่เราเห็น อยู่เหนือความคาดหมายของ กฟผ. ที่จะทำงาน แต่ไม่เกินความสามารถของคน กฟผ. ที่จะทำได้”   นพพันธ์  วิริยะพันธ์ ช่างระดับ 9 กฟผ. แม่เมาะ ผู้ทำหน้าที่ประสานงานพาทีม กฟผ. เข้าพื้นที่ตั้งแต่วันแรกๆ เล่าถึงความตั้งใจของทีม กฟผ. ต่อภารกิจที่ไม่มีวันลืม

ขั้นตอนการปฏิบัติงานของ กฟผ. เริ่มจากจัดส่งทีมงานเข้าไปลงทะเบียนกับศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย (ศอร.) และร่วมประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ก่อน จึงค่อยนำทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน รวมถึงเครื่องมือ วัสดุ และอุปกรณ์ที่สามารถจัดหาได้ ไปร่วมให้ความช่วยเหลือ

 

โดยในภารกิจครั้งนี้ กฟผ. จัดส่งทีมวิศวกรที่เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าและระบบสูบน้ำเข้าร่วมปฏิบัติงาน รวมถึงทีมวิศวกรด้านการเจาะระเบิด ในกรณีที่ต้องมีการเจาะโพรงถ้ำร่วมด้วยเพื่อนำตัวผู้ประสบภัยออกมา หรือส่งสิ่งของยังชีพเข้าไปในจุดที่ทั้ง 13 ชีวิตติดอยู่ นอกจากนั้น ยังได้สนับสนุนอุปกรณ์จำเป็นต่างๆ ที่ได้รับการร้องขอ ไม่ว่าจะเป็นสายไฟกันน้ำและสาย Power main กันน้ำ พร้อมอุปกรณ์ต่อสายไฟฟ้าครบชุด เพื่อไปใช้เป็นสายไฟหลักเสริมการจ่ายไฟที่จะใช้กับเครื่องสูบน้ำ หลอดไฟ Smart LED เกือบ 900 หลอดเพื่อให้แสงสว่างภายในถ้ำ และอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ เช่น เชือก เครื่องปั่นไฟ และเครื่องสกัดคอนกรีต

   สนับสนุนสาย power main พร้อมอุปกรณ์ และหลอด LED ให้แสงสว่างในถ้ำ

เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าของ กฟผ. ผลัดเปลี่ยนกันเข้าร่วมปฏิบัติงานตลอดภารกิจ รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ทั้งสำหรับให้แสงสว่างภายในถ้ำในระหว่างการปฏิบัติงานของทีมช่วยเหลือและการสูบน้ำเพื่อลดระดับน้ำภายในถ้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้ทีมนักดำน้ำที่เชี่ยวชาญจากต่างประเทศและหน่วยซีลสามารถลำเลียงพา 13 ชีวิตทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำได้อย่างปลอดภัยทุกคน

จากวิกฤติถ้ำหลวงนี้ ทำให้หลายคนได้รับรู้ในเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน ว่าหน่วยงานที่ทำหน้าหลักในการผลิตไฟฟ้าอย่าง กฟผ. นั้น มีบุคคลากรที่เชี่ยวชาญในงานอื่นๆ นอกเหนือจากงานระบบไฟฟ้า อย่างเช่น งานประดาน้ำและงานสำรวจพื้นที่ด้วยอุปกรณ์ทันสมัย ซึ่งได้ระดมมาใช้ประโยชน์ในภารกิจช่วยเหลือนำทีมหมูป่าออกจากถ้ำครั้งนี้ด้วย  

ทีมนักประดาน้ำ กฟผ. ร่วมกู้วิกฤตถ้ำหลวง

พ.อ.อ. สงกรานต์  ยอดพันคำ พยาบาลปริญญาระดับ 6 จากเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เล่าให้ฟังว่า คนทั่วๆ ไปจะไม่ค่อยมีใครรู้ว่า กฟผ. มีนักประดาน้ำหรือมนุษย์กบปฏิบัติงานอยู่ด้วย ซึ่งโดยปกติบุคลากรเหล่านี้จะทำงานด้านสนับสนุนอยู่ที่เขื่อนต่างๆ ที่อยู่ในความดูแลของ กฟผ. โดยมีหน้าที่บำรุงรักษาเครื่องกลต่างๆ การสำรวจใต้เขื่อน ดูการไหลของน้ำในเขื่อนว่ามีสิ่งกีดขวางใต้น้ำหรือไม่ และเปิดปิดประตูเขื่อนเพื่อการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าที่เขื่อน เป็นต้น รวมถึงช่วยเหลืองานเพื่อสังคมต่างๆ เช่นงานกู้ภัย ที่เคยช่วยเหลือเหตุการณ์เครื่องบินตกในเขื่อนที่ จ. ตาก โดยนักประดาน้ำส่วนใหญ่ของ กฟผ. ก็มาจากทหารเรือ อีกทั้ง กฟผ. ก็มีความร่วมมือในการฝึกงานประดาน้ำกับกองทัพเรือ ที่มีกฎเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้นักประดาน้ำ กฟผ. ได้ผ่านหลักสูตรการปฏิบัติการใต้น้ำ การทำงานใต้น้ำ การเชื่อมใต้น้ำ รวมไปถึงการกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือชีวิต

 

“แม้คนนอกจะไม่ค่อยทราบว่า กฟผ. มีนักประดาน้ำ แต่เมื่อทีม กฟผ. เข้าไปรายงานตัวกับ ผบ. หน่วยซีล ท่านพูดขึ้นทันทีว่า กฟผ. มีมนุษย์กบ และท่านมีงานให้ช่วยมากมายเลย” พ.อ.อ. สงกรานต์บอกเล่าแก่ผู้ร่วมเสวนา

ในช่วงแรกของภารกิจ กฟผ. ส่งทีมนักดำน้ำจากเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ รวม 6 คนเข้าร่วมภารกิจ แต่อย่างที่ทราบกันดีในระหว่างวิกฤติถ้ำหลวง ว่าการดำน้ำในถ้ำเพื่อหาทางช่วยเหลือทีมหมูป่าออกมานั้นมีความยากลำบากเกิดคาดคิด กฟผ. จึงได้ส่งทีมนักประดาน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณไปเพิ่มอีก 12 คน รวมเป็น 18 คน อีกทั้งยังสนับสนุนอุปกรณ์ในการดำน้ำ ทั้งถังอากาศ เรกกูเรเตอร์ และอุปกรณ์ควบคุมความดัน และเครื่องอัดอากาศ

โดยทีมนักดำน้ำ กฟผ. ได้รับการสั่งการให้ลำเลียงถังอากาศ หรือ ที่หน่วยซีลเรียกว่า “ขวดอากาศ” ไปยังโถง 3 ที่หน่วยซีลใช้เป็นกองบัญชาการภายในถ้ำ ซึ่งการลำเลียงเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ละรอบใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ทั้งจากน้ำหนักของขวดอากาศ ที่แต่ละคนต้องขนรวมๆแล้วกว่าคนละ 40 กิโลกรัม ทั้งต้องดำน้ำในถ้ำหลวงที่ถือว่ายากกว่าการดำน้ำในเขื่อน เพราะลักษณะของถ้ำเป็นอุโมงค์ปิด ทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อหายใจได้ เนื่องจากติดเพดานถ้ำและซอกแคบต่างๆ และบางช่วงต้องเดินบนพื้นที่มีลักษณะลาดชันเป็นหน้าผา การปฏิบัติภารกิจจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ซึ่งผลการปฏิบัติงานก็ประสบความสำเร็จอย่างที่ได้เห็นกัน

จากความสำเร็จของภารกิจที่ถ้ำหลวง พ.อ.อ. สงกรานต์ มีมุมมองที่น่าสนใจว่า ศักยภาพของทีมประดาน้ำ กฟผ. สามารถจะพัฒนางานใต้น้ำจากงานสนับสนุนในปัจจุบัน ไปสู่โอกาสในเชิงพาณิชย์ได้ เช่น งาน floating solar cell หรือ โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ที่ต้องมีการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ บนผิวน้ำและในน้ำ

ประยุกต์ใช้เครื่องมือสำรวจเพื่องานกู้ภัย

นอกจากงานประดาน้ำแล้ว กฟผ. ยังได้สนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือและทีมงานเพื่อสำรวจหาปล่องโพรงต่างๆ บนภูเขาที่อาจจะเชื่อมต่อไปถึงบริเวณที่ทีมหมูป่าติดอยู่ได้ โดยได้นำเครื่องมือที่ กฟผ. ใช้อยู่ในงานต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในภารกิจถ้ำหลวง ได้แก่ กล้องสำรวจพื้นที่แคบ Borescope หรือที่เรียกกันว่า snake camera ซึ่งปกติใช้ในงานสำรวจพื้นที่แคบอย่างท่อหรือหม้อไอน้ำ (boiler) ในโรงไฟฟ้า โดยใช้สายพานเป็นตัวนำส่งกล้อง แต่การนำมาใช้ที่ถ้ำหลวงต้องโรยตัวลงไปเพื่อหย่อนกล้องสำรวจนี้ บางจุดมีความลึกถึงขนาดตึก 5 ชั้นเลยทีเดียว ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่ของผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก โดยผู้บริหารให้แนวทางการทำงานกับผู้ปฏิบัติงานว่าอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ ต้องใส่ให้ครบถ้วน และ “เครื่องมือพังไม่ว่า แต่ขอให้คนปลอดภัยไว้ก่อน”

นอกจากงานสำรวจปล่องโพรงแล้ว กฟผ ยังสนับสนุนทีมงานและเครื่องมือตรวจวัดขนาดและศูนย์กลางแผ่นดินไหว (Seismograph) ที่อยู่ในส่วนงานเจาะถ้ำเพื่อส่งน้ำและอาหาร หรือเข้าไปหาผู้ประสบภัยที่ติดอยู่โดยไม่ต้องดำน้ำ โดยเครื่องมือดังกล่าวนี้ ถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อหาพิกัดที่แน่นอนของเด็กๆทีมหมูป่าในถ้ำ เพราะการเจาะแบบไม่รู้ทิศทางที่แน่ชัด จะเป็นอันตรายได้ โดยการทำงานของเครื่อง ใช้วิธีวางเครื่อง (9 ตัว เป็นของ กฟผ. 5 ตัว และของกรมอุตุนิยมวิทยา 4 ตัว) รอบๆ พื้นที่ที่คาดว่าเด็กๆ อยู่ โดยนักดำน้ำหน่วยซีลเป็นผู้นำเข้าไป เมื่อเกิดคลื่นก็จะนำมาคำนวณหาพิกัด อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดไม่ได้ใช้วิธีการเจาะผนังหรือเพดานถ้ำเพื่อนำทั้ง 13 ชีวิตออกมาอย่างที่ทราบกัน แต่ก็ได้ประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดังกล่าวเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งในการช่วยเหลือ

 

จากภารกิจถ้ำหลวง แสดงให้เห็นว่า กฟผ. ได้ใช้ประสบการณ์ ความคิด เครื่องมือต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เป็นการดึงศักยภาพที่แฝงอยู่ของ กฟผ. ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นองค์ความรู้ที่จะเป็นภูมิคุ้มกันขององค์กร และเป็นประโยชน์ต่อภารกิจดูแลช่วยเหลือสังคมของ กฟผ. ต่อไป

 

กลับสู่บทความทั้งหมด

irpc