บทความที่เกี่ยวข้อง

สนพ.นำชม “ขุนแปะ โมเดล “ ต้นแบบสมาร์ทไมโครกริดแห่งแรกของประเทศ

สนพ.นำชม “ขุนแปะ โมเดล “ ต้นแบบสมาร์ทไมโครกริดแห่งแรกของประเทศ

 ปัจจุบันปัญหาไฟฟ้าตกและไฟฟ้าดับ หรือความไม่เสถียรของการจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลสายส่งไฟฟ้าโดยเฉพาะในเขตจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และจ.ลำพูนนั้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของระบบไฟฟ้า ที่ตกๆดับๆอยู่บ่อยครั้ง กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการกระจายความเจริญและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)ซึ่งมีนโยบายสำคัญที่จะทำให้ทุกชุมชนของประเทศมีไฟฟ้าใช้  จึงพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า ระบบไมโครกริด(Micro Grids) ขึ้น โดยออกแบบให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ ให้กลายเป็นระบบสมาร์ทไมโครกริด(Smart Micro grid)เพื่อมาทดลองใช้ที่บ้านขุนแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้งบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา(R&D) วงเงิน 23.02 ล้านบาท โดยมีการเปิดใช้งานระบบอย่างเป็นทางการไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ..2560  ซึ่งช่วยตอบโจทย์มั่นคงด้านพลังงานให้กับชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 483 ครัวเรือน

 โดยเมื่อวันที่16 มิ..2561ที่ผ่านมา ทาง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่บ้านขุนแปะ เพื่อศึกษาดูงานโครงการวิจัยและพัฒนาระบบบริหารจัดการแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าแบบผสมผสานขนาดเล็กมากและสายจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล  ของ PEA  โดยเป็นระบบ Smart Micro grid รูปแบบที่ยังเชื่อมโยงกับระบบสายส่งของPEA

 กลไกสำคัญภายใต้ระบบ Smart Micro grid ประกอบด้วย  โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านขุนแปะ ที่มีการปรับปรุงให้กลับมาเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อีกครั้งในปี2559 พร้อมควบคุมการทำงานด้วยระบบคอม และระบบสั่งการทำงานระยะไกล หรือ SCADA จากศูนย์ที่ จังหวัดลำพูน เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำในการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้น้ำเพื่อการเกษตรของชุมชนในพื้นที่

 ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน  ขนาด 100 กิโลวัตต์ วงเงิน 4.8 ล้านบาท และระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage System)ขนาด 100 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วงเงิน 3.5 ล้านบาท มีศักยภาพจ่ายไฟฟ้าได้นาน 7-8 ชั่วโมงต่อครั้ง  รวมทั้งระบบสายส่งขนาดเล็กที่เชื่อมโยงไปถึงทุกครัวเรือนในชุมชนบ้านขุนแปะ  โดยถือเป็นต้นแบบระบบ Smart Micro grid  ที่มีประสิทธิภาพรองรับการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ได้รวม 260 กิโลวัตต์ ซึ่งสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(Peak Demand )ในพื้นที่ราว 150 กิโลวัตต์  ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบสายส่งจำหน่ายของ PEA ในขณะเดียวกัน ยังช่วยเสริมความมั่นคงให้กับระบบ ในยามที่สายส่งจำหน่ายมีปัญหาอีกด้วย

 นายชาญณรงค์ สอนดิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) กล่าวว่า ปัจจุบัน บ้านขุนแปะสมาร์ทไมโครกริด ยังมีต้นทุนผลิตไฟฟ้าประมาณ 4-5 บาทต่อหน่วย ซึ่งแพงกว่าค่าไฟฟ้าปกติราว 3.60 บาทต่อหน่วย เนื่องจากเป็นโครงการวิจัยฯ ซึ่งคาดการณ์ว่าใน 3-5 ปีข้างหน้าต้นทุนแบตเตอรี่จะมีราคาถูกลงและช่วยให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าลดลงได้

 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า บ้านขุนแปะสมาร์ทไมโครกริด เป็นต้นแบบการเพิ่มประสิทธิภาพไฟฟ้าให้กับพื้นที่ที่อยู่ปลายสายส่งไฟฟ้าที่มีปัญหาแรงดันไฟฟ้าต่ำกว่ามาตรฐาน โดยใช้ระบบ Smart Micro grid  เข้ามาช่วยผลิตไฟฟ้าเสริมระบบ คือ ผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ได้เท่าไหร่ ที่เหลือก็ดึงไฟฟ้าจากสายส่งหลักเข้ามาเติม ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงขึ้น

การพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ ดูโครงการต้นแบบ Smart Micro grid  ที่บ้านขุนแปะ ครั้งนี้ สนพ.ต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่า เรื่องของระบบ Smart Micro grid  ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย และสามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ ขึ้นกับวัตถุประสงค์และความต้องการของแต่ละพื้นที่ โดยถือเป็นงานสำคัญที่ภาครัฐจะต้องนำไปศึกษาวิเคราะห์และพัฒนา เพื่อให้การวางแผนขับเคลื่อนนโยบายพลังงานของประเทศ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป  ทำให้ทุกชุมชนในพื้นที่ห่างไกล สามารถมีไฟฟ้าใช้ อย่างเพียงพอและยั่งยืน

แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้า ส่วนหนึ่งของโครงการสมาร์ทไมโครกริด บ้านขุนแปะ

น้ำตกตามธรรมชาติ แหล่งพลังงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กบ้านขุนแปะ

กลับสู่บทความทั้งหมด