บทความที่เกี่ยวข้อง

Demand Response หนึ่งในกลไกช่วยสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้

Demand Response หนึ่งในกลไกช่วยสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้

ประเด็นความกังวลเรื่องความมั่นคงระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ จากการที่โรงไฟฟ้าแห่งใหม่ เกิดขึ้นไม่ได้ตามแผน ในช่วงปี2562 ในขณะที่การขยายระบบสายส่งยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับกำลังการผลิตติดตั้ง น่าจะคลายความกังวลลงไปได้ เมื่อภาครัฐกำลังเตรียมมาตรการความร่วมมือลดการใช้ไฟฟ้า (Demand Response) เข้ามามีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนของปี 2563และ2564 ที่มีโอกาสจะเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand )

มาตรการ Demand Response หรือ DR ภาษาทางเทคนิคคือ การตอบสนองด้านโหลด ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟ เพื่อตอบสนองต่อราคาค่าไฟในช่วงเวลาต่างๆ และเพิ่มศักยภาพในการลด Peak แต่หากใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายๆ คือ มาตรการสมัครใจลดใช้พลังงาน

สำหรับประเทศไทยนั้น มาตรการ Demand Response อาจฟังไม่คุ้นหูสำหรับประชาชนโดยทั่วไปนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ สำหรับภาครัฐ เพราะกระทรวงพลังงาน ได้เริ่มนำมาตรการDR มาใช้แก้วิกฤตไฟฟ้า เพื่อลด Peak ตั้งแต่ช่วง 4-5 ปีก่อน โดยในปี2556-2557 ได้ใช้มาตรการDR มาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเป็นการขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน ช่วยกันแก้ไขวิกฤตแหล่งก๊าซยานาดาหยุดซ่อมบำรุง ที่เปิดรับสมัครผู้ร่วมโครงการช่วง 31 ธ.ค. 2556 – 20 ม.ค. 2557 มีเป้าหมายสมัครใจลด Peak ไฟฟ้าให้ได้200เมกะวัตต์ แต่ดำเนินการได้จริง 70 เมกะวัตต์

ครั้งที่สอง เปิดรับสมัครช่วง 13 มิ.ย. – 10 ก.ค. 2557 เป็นการขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน ร่วมแก้ไขวิกฤตแหล่งก๊าซ JDA หยุดซ่อมบำรุง พร้อมให้ค่าชดเชยการลดการใช้ไฟฟ้า (Rebate)เป็นแรงจูงใจ มีเป้าหมายที่จะลด Peak ไฟฟ้า247 เมกะวัตต์ แต่ดำเนินการได้จริง 48 เมกะวัตต์

จากนั้นในปี2558 ได้ใช้มาตรการ DR อีก 3 ครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตแหล่งก๊าซยานาดาและแหล่งก๊าซJDA หยุดซ่อมบำรุง ซึ่งจะเห็นว่าการดำเนินมาตรการที่ผ่านมายังทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายและต้องปรับปรุงมาตรการต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในทางคู่ขนาน ภาครัฐนั้นได้ทำการศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการDR เมื่อปี 2557 โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้สนับสนุนงบประมาณในการศึกษาวิจัย โครงการสาธิตระบบ Demand Response ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ของ สมาคมพันธมิตรไทยเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแบบกระจายศูนย์ ในวงเงิน 30ล้านบาท เพื่อออกแบบและติดตั้งระบบ Demand Response ในโรงงานอุตสาหกรรม 2แห่ง และออกแบบจำลองสถานการณ์เพื่อทดสอบใน 2 รูปแบบ คือรูปแบบการแจ้งให้ผู้ร่วมโครงการยินยอมลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงฉุกเฉิน และรูปแบบที่มีการกำหนดให้ค่าไฟฟ้าช่วงวิกฤตมีราคาสูงขึ้น โดยผลการศึกษาครั้งนั้น มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจให้กับภาครัฐว่า หากจะขยายผลมาตรการDR ในภาคอุตสาหกรรมให้ได้ผลหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น ควรจะเริ่มต้นจากโรงงานที่มีลักษณะดังนี้ คือ โรงงานที่มีการใช้ไฟฟ้าในระบบสาธารณูปโภคในปริมาณที่สูง เช่นโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ หรือห้องเย็น กับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานไม่ต่อเนื่องตลอดเวลา โรงงานเหล็กหรือโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติก และโรงงานที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นลักษณะเป็นระบบกักเก็บ หรือมีการใช้ระบบกักเก็บพลังงาน

ในอนาคตข้างหน้านี้สำหรับประเทศไทย มาตรการ Demand Response จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะภาครัฐเตรียมจัดทำเป็นมาตรการถาวร เพื่อลดPeakไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งจะต้องมีการกำหนดอัตราเงินสนับสนุนเพื่อจูงใจกลุ่มเป้าหมายให้เข้าร่วมโครงการ โดยเฉพาะพื้นที่เป้าหมายในภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงของระบบไฟฟ้า เพราะกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่นั้น มีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 4-5% จากธุรกิจการท่องเที่ยว

โดยขณะนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงการเพื่อนำมาประกาศใช้ ซึ่งต้องรอติดตามดูว่าจะมีหลักเกณฑ์อะไรที่แตกต่างไปจากมาตรการDRที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้บ้าง รวมทั้งจะได้ผลลัพธ์อย่างที่รัฐตั้งเป้าหมายเอาไว้หรือไม่ แต่อย่างน้อยสิ่งที่คนไทยควรได้รู้ก็คือ มาตรการ Demand Response นั้นคือกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับประเทศ ด้วยการลดPeak ไฟฟ้าลงตามเป้าหมายที่ต้องการ

กลับสู่บทความทั้งหมด