บทความที่เกี่ยวข้อง

ถอดสูตรปั้น “Smart City” เพื่ออนาคตชุมชนเมืองเติบโตยั่งยืน

“ไทย” เป็นประเทศหนึ่งในโลก ที่ชุมชนเมืองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดเจนจากสัดส่วนของประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีข้อมูลระบุว่า ในปี 2558 ประชากรไทยประมาณ 50% อาศัยอยู่ในเขตเมือง และคาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 60% ในปี 2568

ชุมชนเมืองที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ได้นำความเจริญมาสู่ชีวิตของคนในพื้นที่ แต่หากปล่อยให้พัฒนาไปอย่างไร้ทิศทาง โดยปราศจากการวางแผนบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ การเติบโตของเมืองก็จะนำสารพัดปัญหาตามมาด้วย เช่น ปัญหาจราจร มลพิษ สิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำในสังคม ดังนั้นการวางแผนบริหารจัดการชุมชนเมืองจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องทำ เพื่อผลักดันให้เมืองเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกด้าน  และทิศทางที่หลายประเทศกำลังเดินหน้าไปให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คือการพัฒนาเมืองให้เป็น  “สมาร์ทซิตี้” (Smart City) หรือ เมืองอัจฉริยะ ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้และพัฒนาระบบต่างๆ ทั้งระบบคมนาคมขนส่ง พลังงาน สาธารณสุข การศึกษา รัฐบาลท้องถิ่น และความปลอดภัย  เข้ามาช่วยให้บริหารจัดการเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ

เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่มีนโยบายผลักดันให้เกิด “เมืองอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม จึงเกิดเป็นโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy) จากการสนับสนุนของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนในสังคมนำเสนอแนวคิดออกแบบแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยเน้นการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 4  ในด้านที่สำคัญต่อการบริหารจัดการเมืองยุคใหม่ให้มีประสิทธิภาพและเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่

1.  ด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน สนับสนุนให้พัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองภายในเมือง การทำระบบ Micro-grid สนับสนุนให้เอกชนซื้อขายแลกเปลี่ยนไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน การใช้พาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้เมืองอัจฉริยะผลิตและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและโครงสร้างด้านดิจิทัลได้เอง

2. ด้านผังเมืองและการขนส่ง ที่ช่วยลดข้อจำกัดการใช้พื้นที่พัฒนาเมืองอัจฉริยะ และช่วยให้คนเดินทางได้สะดวก แต่ใช้พลังงานน้อยลง หรือใช้พลังงานสะอาด เช่น เดิน ขี่จักรยาน หรือใช้บริการขนส่งสาธารณะ

3. ด้านชุมชนเมือง สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว ส่งเสริมการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย สุขภาพ การป้องกันภัยพิบัติ การดูแลผู้สูงอายุ ผู้ทุพลภาพ มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต  มีการพิจารณาที่จะให้สิทธิสวัสดิการพิเศษแก่ผู้อยู่อาศัย หรือคนทำงานในเมืองอัจฉริยะ

4.  ด้านการบริหารจัดการเมือง ผลักดันการจัดระบบเพื่อบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เน้นส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการ

โดยโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะนี้ ก็ได้รับความสนใจจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน และสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ที่ได้นำเสนอแนวคิดพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างมีทิศทางและน่าสนใจ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าจนสำเร็จเป็นรูปธรรม ก็จะส่งผลดีต่อตัวเมืองเอง และจะเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นนำไปต่อยอดในอนาคต เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอโครงการ  “มช.(เมือง) มหาวิทยาลัยอัจฉริยะพลังงานสะอาด” มุ่งเป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะพลังงานสะอาด  ส่วน ขอนแก่น Smart City ระยะที่ 1 ก็ชูแนวคิด “ขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเมือง” ตอบโจทย์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางด้านต่างๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นประตูเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยแผนระยะที่ 1 จะก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนระบบรางเบาสายเหนือ-ใต้  พร้อมพัฒนาเมือง และจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยผนึกภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย

“เมืองจุฬาฯ อัจฉริยะ” 

ในขณะที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอแนวคิดพัฒนา “เมืองจุฬาฯ อัจฉริยะ” โครงการพัฒนาพื้นที่เขตพาณิชย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริเวณสวนหลวง-สามย่าน ซึ่งเป็นศูนย์กลางเมืองหลวง หากทำสำเร็จจะส่งผลบวกต่อคนจำนวนมาก โดยจะเน้นความเป็นอัจฉริยะทุกมิติ ทั้งการจัดการพลังงาน การเดินทาง ชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ อาคาร การบริหารจัดการเมือง และการสร้างนวัตกรรมเมือง ที่สำคัญยังเน้นการพัฒนา “สังคมอัจฉริยะ” ที่มีคนเป็นหัวใจสำคัญ มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกอย่างอัจฉริยะ เพื่อให้ถ่ายทอดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่สังคมภายนอกอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนานวัตกรรมหลากหลายรูปแบบ

ฝั่งของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่งโครงการ “ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต : ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ” ที่ต้องการสร้าง มธ.ศูนย์รังสิต ให้เป็น “สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน เพื่อรับใช้ประชาชน และผู้อยู่มีความสุข”

สำหรับภาคเอกชนนั้น นำเสนอโครงการออกแบบเมืองอัจฉริยะ “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” โครงการอสังหาริมทรัพย์แบบ Mix-Used ย่านสุขุมวิท ที่พรั่งพร้อมทั้งที่พักอาศัย อาคารเพื่อการพาณิชย์ และพื้นที่สวนสาธารณะ มีแนวคิดพัฒนาโครงการที่ส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนเมืองทั้งคนที่อยู่ในโครงการ และชุมชนรอบข้าง ชูจุดเด่นคือ อาคารประหยัดพลังงาน การมีพื้นที่สีเขียวมากถึง 30% ของที่ดินทั้งหมด และเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานทั้งประปา ไฟฟ้า คมนาคมขนส่ง บริการสาธารณะของเมืองทำให้แต่ละระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดผ่านระบบ IT 

“ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต : ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ” 

 

“วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” 

และล่าสุดรัฐบาล ก็ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนมาช่วยผลักดันอีกแรง โดยที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ได้ให้ความเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนกิจการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อหวังยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านคมนาคมขนส่ง (Smart Mobility) ด้านการศึกษาและความเท่าเทียมกันในสังคม (Smart People) ด้านความปลอดภัย (Smart Living) ด้านความสะดวกในการทางธุรกิจ(Smart Economy) ด้านบริการจากภาครัฐ (Smart Governance) และด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Smart Energy & Environment) โดยการส่งเสริมการลงทุนจะแบ่งเป็น 2 ส่วน  คือ

1. กิจการพัฒนาพื้นที่เมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะให้ส่งเสริมแก่ผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่เมืองอัจฉริยะซึ่งต้องลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่รองรับระบบอัจฉริยะด้านต่างๆ เช่น Fiber Optic, Public Wifi ด้านการบริหารจัดการข้อมูล (Open Data Platform) และต้องจัดให้มีบริการระบบอัจฉริยะพื้นฐานทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ Smart Mobility, Smart People, Smart Living, Smart Economy, Smart Governance และ Smart Energy และ

2. ให้ส่งเสริมแก่ผู้ที่จะมาพัฒนาติดตั้ง และให้บริการระบบเมืองอัจฉริยะที่เหมาะสมอย่างน้อย1ด้านจาก6ด้านข้างต้น ซึ่งทั้ง2กิจการ จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี (มูลค่ายกเวน้ ภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 100 ของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน)

แม้แนวคิดการพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” ข้างต้นอาจเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ เมื่อเทียบกับขนาดของประเทศไทย แต่หากทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย ร่วมกันผลักดันจนเป็นรูปธรรม ก็จะกลายเป็น โมเดลต้นแบบให้อีกหลายชุมชนเมือง ได้เรียนรู้และเดินตาม เพื่อบรรลุเป้าหมายที่สำคัญของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่ซ่อนอยู่ภายใน”เมืองอัจฉริยะ” เหล่านี้ คือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ ลงในที่สุด

กลับสู่บทความทั้งหมด