บทความที่เกี่ยวข้อง

เปิดกลยุทธ์กลุ่มปตท.เล็งลงทุนในหลายธุรกิจใหม่ รองรับนวัตกรรมและทิศทางพลังงานโลก

  • Date : 2018-05-31 14:48:39

เปิดกลยุทธ์กลุ่มปตท.เล็งลงทุนในหลายธุรกิจใหม่ รองรับนวัตกรรมและทิศทางพลังงานโลก

ช่วงระหว่างวันที่ 22-28พ.ค. 2561 ที่ผ่านมาปตท.นำคณะสื่อมวลชนสายพลังงานจากประเทศไทย เดินทางไปดูงานการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พร้อมรับฟังการบรรยายถึงแนวโน้มสถานการณ์พลังงานและทิศทางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของปตท. จาก นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

                                                                                         5ปัจจัยกระทบธุรกิจพลังงาน

โดยนายเทวินทร์ ชี้ให้เห็นถึง 5ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจพลังงานของโลก ซึ่งรวมทั้ง กลุ่มปตท.ในอนาคตอันใกล้นี้ นั่นคือ 1.Disruptive technology ที่จะส่งผลกระทบกับทั้งด้านซัพพลายและดีมานด์  ทั้งเรื่องของ เทคโนโลยี 5G ที่ทำให้การส่งข้อมูลทางอินเตอร์เนต มีความเร็วสูงขึ้น  และมีการนำเรื่องของ Internet of Things (IoT) (การเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างสู่โลกอินเตอร์เน็ต ทำให้มนุษย์สามารถสั่งการควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต) มาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต มากขึ้น  รวมทั้งเรื่องของ  AI ( Artificial intelligence ) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (ความพยายามจะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถคิดหาเหตุผลได้ เรียนรู้ได้ ทำงานได้เหมือนสมองมนุษย์ ) ที่สามารถคิดคำนวณ วิเคราะห์ เหตุการณ์หรือสถิติต่างๆที่เกิดขึ้น ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

2. Prosumer คือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป  จากที่เคยเป็นผู้ซื้อไฟฟ้า กลายมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ซื้อไฟฟ้าในช่วงที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เอง โดยมีการ ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง  หรือหลังบ้านติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า แต่ช่วงที่ไม่มีแดดและลม ก็จะหันมาซื้อไฟฟ้าจากระบบใช้  ซึ่งแนวโน้มแบบนี้ จะมีเพิ่มขึ้นมากขึ้นเพราะปัจจุบันเทคโนโลยีมีราคาที่ถูกลงมาก  และกลายเป็นความท้าทายของธุรกิจไฟฟ้า

3.การตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเป็นความพยายามของประเทศต่างๆ ที่จะออกนโยบายมาเพื่อ ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมีเป้าหมายที่จะควบคุมอุณหภูมิโลก ไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า2องศาเซลเซียส  เช่นนโยบายเรื่อง Sustainable Development Goals ที่เป็นเป้าหมายขององค์กรธุรกิจ ซึ่งอียูให้ความสำคัญ และบริษัทใดที่ไม่เดินตามแนวทางนี้ ในอนาคตอจจะไม่มีใครที่จะคบค้าด้วย  ยกตัวอย่างเช่น จีน  ที่มุ่งเรื่องพลังงานทดแทน ที่ทำให้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ได้ถูกที่สุด และยังผลักดันเต็มที่ ให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้า มอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า  การยกเลิกแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน85โรง เป็นต้น เพื่อจะได้เป็นประเทศที่มีบทบาทนำตาม cop 21 แทนสหรัฐอเมริกา  

4. Energy Intensity  Improvement  ที่แนวโน้มในหลายประเทศต่างมีตัวเลขของการใช้พลังงานที่ลดลงในขณะที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(GDP)เติบโตในขณะที่การใช้พลังงานลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการใช้พลังงานที่มีมากขึ้น ในขณะที่ไทยตัวเลขการเติบโตของการใช้พลังงานยังคงใกล้เคียงกับการเติบโตของGDP

5.การใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น  ซึ่งในช่วง20 ปีหลายประเทศที่พัฒนาแล้วต่างมุ่งที่จะใช้ก๊าซและพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงถ่านหิน ที่จะมีสัดส่วนการใช้ที่ลดลงเรื่อยๆ ยกเว้นเอเชียแปซิฟิก ภูมิภาคเดียว ที่เชื้อเพลิงถ่านหินยังคงมีอัตราการเติบโตอยู่ ควบคู่ไปกับพลังงานหมุนเวียน

                                                                               

                                                            ทิศทางพลังงานโลกลดการใช้ถ่านหิน มุ่งสู่ธุรกิจก๊าซและพลังงานหมุนเวียน

โดยการคาดการณ์ทิศทางพลังงานในอนาคตของบริษัทเชลล์ (Shell Scenarios) มองว่าภายในปี2070 ระบบพลังงานไฟฟ้าจะเข้ามาทดแทนระบบพลังงาน Fossil- based   ซึ่งมีผลทำให้  บริษัทพลังงานชั้นนำระดับโลก อย่างเช่น เชลล์ เอ็กซอน บีพี  โททาล  สแตทออยล์  ซาอุดิอารามโก ต่างปรับกลยุทธ์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนไปในธุรกิจพลังงานใหม่ๆ นอกเหนือจากธุรกิจน้ำมัน  ที่เรียกว่าเป็น Big bet ซึ่งรวมถึง กลุ่มปตท.ด้วย

“ พลังงานไฟฟ้าจะเข้ามาทดแทน น้ำมัน ทดแทนการใช้ก๊าซในภาคครัวเรือน  จากเดิมที่เราใช้น้ำมันเติมรถ ก็จะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า  ในอนาคตอะไรที่เคยใช้น้ำมันจะเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าแทน  และไฟฟ้าก็จะผลิตมาจากพลังงานทดแทนเป็นส่วนมาก  ซึ่งหากแนวโน้มเป็นเช่นนี้ ก็จะกระทบกับธุรกิจของปตท  ตอนนี้เราเริ่มเห็นรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาเจาะตลาด แม้ช่วงอาจจะไม่หวือหวา แต่ถ้าแบตเตอรี่ทำต้นทุนได้ถูกลง สามารถเก็บไฟฟ้าได้นานขึ้น เราจะเห็นรถไฟฟ้าเจาะตลาดเข้ามาได้เร็วขึ้น  ดังนั้นในอนาคตที่เราจะมองไปอีก20ปี ถ้าปตท.ยังทำธุรกิจที่เกี่ยวกับเชื้อเพลิง เราก็ควรจะต้องมองไปที่เชื้อเพลิงที่มีการเติบโต เช่น ก๊าซและพลังงานหมุนเวียน  โดยเทคโนโลยีด้านนี้ ปตท.คงจะต้องมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น “  นายเทวินทร์ กล่าว

                                                           

                                                                  ตั้งบริษัทใหม่เพื่อศึกษาและแสวงหาโอกาสการลงทุนในอนาคต

สำหรับแนวทางในการปรับตัวเพื่อรองรับทิศทางพลังงานในอนาคตจากทั้ง 5ปัจจัยดังกล่าว นายเทวินทร์ กล่าวว่า กลุ่มปตท. ได้มีการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาหลายบริษัท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน โดยในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ที่จะมารองรับกรณีที่การผลิตก๊าซในอ่าวไทยที่จะลดน้อยลงในอนาคต ก็มีการจัดตั้งบริษัท PTT Global LNG ขึ้นมาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนตลอด Value Chain ของธุรกิจ ตั้งแต่การผลิต การแปรสภาพก๊าซเป็นLNG การขนส่ง และการค้า โดยได้เริ่มต้นจากการไปลงทุนในโรงงานผลิตLNG ร่วมกับปิโตรนาส และการรับซื้อLNG จากมาเลเซีย ซึ่งในอนาคตไทยควรจะต้องเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายLNG  ที่ปตท.สามารถที่จะไปจัดหาLNG ในปริมาณมากๆ แล้วมาจัดแบ่งย่อยขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีความต้องการใช้แต่ยังไม่มีความพร้อมเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐาน

ปตท.ยังมีการตั้งสถาบันนวัตกรรมปตท.( PTT Innovation Institute ) เพื่อนำงานวิจัยมาให้มีผลในเชิงพาณิชย์ต่อยอดกับธุรกิจของปตท.   การจัดตั้งEpresso ซึ่งเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ ที่จัดส่งคนไปเรียนในสถาบันอันดับต้นๆของโลก เพื่อเสาะแสวงหาโอกาสในการทำธุรกิจใหม่ๆ    การจัดตั้ง  PTT Corporate Venture Capital ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี หรือการเข้าไปลงทุนในstart up ใหญ่ๆ   มีสถาบันสิริวิทยเมธี(VISTEC)ที่จะช่วยเรื่องการวิจัย ให้สอดคล้องกับความต้องการที่เราอยากจะได้ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  ในส่วนที่ปตท.จะลงทุน ซึ่งตั้งอยู่ในวังจันทร์วัลเลย์  

ในส่วนของธุรกิจไฟฟ้า ตั้งแต่ การผลิต การบริหารจัดการระบบไฟฟ้า นั้นแนวโน้มในอนาคต เมื่อผู้ซื้อสามารถที่จะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วย หรือ Prosumer  ระบบโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าจึงจะต้องเปิดให้ทุกคนได้ใช้ เพื่อให้มีการส่งขายเข้ามาในระบบ หรือสามารถแลกเปลี่ยนกันได้   และต้องมีระบบการบริหารจัดการ ที่เป็นดิจิทัล ดังนั้น ในเรื่องของ Smart City หรือ  Smart grid   เรื่องของระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ที่ต้องทำควบคู่กับพลังงานทดแทน เพื่อให้ช่วงกลางวันผลิตไฟเก็บไว้ ในช่วงกลางคืน ก็เป็นสิ่งที่ปตท.มีความสนใจที่จะเข้าไปศึกษาดูว่าจะมีส่วนที่จะเข้าไปลงทุนในเรื่องใดได้บ้าง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า ที่ปตท.ก็มีความสนใจจะเข้าไปศึกษาดูความเป็นไปได้ทั้ง Value Chain ของธุรกิจ ตั้งแต่เรื่องของระบบแบตเตอรี่  สถานีอัดประจุ(EV Charger business ) และเครือข่ายของสถานีอัดประจุ (EV Charging network )  การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน จากเซลล์แสงอาทิตย์ หรือการเก็บข้อมูล พลังงานลมในทะเล  

รวมทั้งเรื่องของการต่อยอดไปที่ธุรกิจไบโอเคมิคอล  ที่เมื่อเร็วๆนี้ ปตท.ไปลงนามเอ็มโอยู กับองค์การเภสัชกรรม เพื่อช่วยผลิตยารักษามะเร็ง ที่หมดสิทธิบัตรไปแล้ว เพื่อให้คนส่วนใหญ่ ได้เข้าถึงยารักษามะเร็งที่มีคุณภาพและราคาถูก ในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น

นายเทวินทร์ กล่าวว่า งบลงทุนส่วนใหญ่ของปตท.ประมาณ 70-80% ของแผน จะใช้ในการลงทุนเพื่อรองรับทิศทางพลังงานและนวัตกรรมใหม่ๆที่ค่อนข้างจะมีความชัดเจนแล้ว เช่นเรื่องของ LNG Value Chain  หรือ  Electricity Value Chain การขยายตลาดกาแฟอเมซอนไปในตลาดอาเซียน  เป็นต้น

“ เราเป็นองค์กรใหญ่และเป็นองค์กรหลักของประเทศ ที่รัฐถือหุ้นใหญ่ ถ้าเราไม่ได้เตรียมความพร้อมธุรกิจสำหรับอนาคต เท่ากับเรา ไม่ได้ทำหน้าที่ของเราที่ดีนัก  อย่างไรก็ตามต้องดูความพร้อมของนโยบายด้วยว่า สิ่งที่ปตท.คิดว่าควรจะทำ นั้นรัฐบาลอยากจะให้เราทำหรือไม่ เพราะหลายเรื่องก็อยู่นอกธุรกิจหลักของปตท. “  นายเทวินทร์ กล่าวในตอนท้ายของการบรรยาย

กลับสู่บทความทั้งหมด