บทความที่เกี่ยวข้อง

เปิด7ขั้นตอนประมูลเอราวัณ บงกช หวังรัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการปิโตรเลียมไทย

คอลัมน์ รอบรู้ปิโตรเลียม

By Mr. Fact

 

เปิด7ขั้นตอนประมูลเอราวัณ  บงกช หวังรัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการปิโตรเลียมไทย

 

 

7 ขั้นตอนสำคัญของการประมูลแหล่งปิโตรเลียม แปลงสำรวจ G1/61(เอราวัณ) และ G2/61(บงกช) ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กำหนดเป็นไทม์ไลน์เอาไว้ นั้นได้รับความสนใจจากนักลงทุนและคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นอย่างมาก โดยมีการติดตามข้อมูล ข่าวสารความเคลื่อนไหว ว่าในที่สุดแล้วภายใต้รัฐบาลที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นั้นจะสามารถเดินหน้าไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่จะมีการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิตกับผู้ชนะการประมูลในเดือน กุมภาพันธ์ 2562 ได้หรือไม่

ที่ต้องลุ้นกันอย่างนั้น เพราะในอีกด้านหนึ่ง ยังมีความพยายามที่จะล้มการประมูล จากแกนนำเครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย (คปพ.) กลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ (คปป. )และกลุ่มพรรคการเมืองตั้งใหม่ อย่างพรรคพลังธรรมใหม่ ที่มีข้อเสนอให้รัฐใช้ระบบจ้างผลิต แทนระบบแบ่งปันผลผลิต และให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ (NOC) ขึ้นมาบริหารจัดการประโยชน์จากปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณ บงกช แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม จุดยืนทั้งจากนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์  ยังคงหนักแน่นที่จะให้การประมูลเอราวัณ และบงกช เดินหน้าต่อไปจนจบ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

โดยไล่เรียงลำดับการประมูลตามขั้นตอนที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติวางเอาไว้ ก็เดินหน้ามาผ่านขั้นตอนที่ 3 เข้าสู่ขั้นตอนที่ 4 แล้ว จากขั้นตอนที่1 ที่ กพช.รับทราบหลักการสำคัญในแผนการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณ และบงกช และทีโออาร์การประมูล ไปเมื่อวันที่ 8มี.ค. 2561  สู่ขั้นตอนที่ 2 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามออกประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมประมูล ในวันที่ 24 เม.ย. และ ขั้นตอนที่ 3 ที่เปิดให้เอกชนยื่นแบบฟอร์มแสดงความจำนงในการเข้าร่วมพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (Pre-Qualification Evaluation : PQ)     เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา  ซึ่งนับว่าค่อนข้างคึกคักกว่าที่สื่อหลายสำนักประเมินไว้ เพราะมีผู้ประกอบการกว่า 6 รายสนใจที่แสดงความจำนงที่จะเป็นโอเปอเรเตอร์  ได้แก่

1. บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. 2.บริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด 3.บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม(ประเทศไทย) จำกัด 4.บริษัท โอเอ็มวี แอคเทียนวีเซลสคาฟท จากประเทศออสเตรีย 5.บริษัท โททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ จำกัด จากประเทศฝรั่งเศส และ6. กิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 ที่จับมือกับบริษัท Haicheng Petroleum Machinery Manufacture Group  และ AL Jaber group   ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างเชฟรอน  มูบาดาลา โททาล นั้น มีผู้บริหารระดับสูงเดินทางมายื่นเอกสารด้วยตัวเอง  สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อการประมูลครั้งนี้เป็นอย่างมาก

ปตท.สผ. นั้นถือเป็นบริษัทผู้รับสัมปทานในแหล่งบงกช อยู่แล้ว โดยที่มี โททาล ร่วมเป็นพาทเนอร์  ส่วนเชฟรอน นั้น ก็เป็นผู้รับสัมปทานแหล่งเอราวัณ  ในขณะที่ มูบาดาลาฯ ก็เป็นหนึ่งในผู้รับสัมปทานในอ่าวไทยเช่นกัน แต่อยู่ที่แหล่งจัสมิน แหล่งบานเย็น แหล่งมโนราห์ และแหล่งนงเยาว์  ในขณะที่บริษัท โอเอ็มวี ของออสเตรีย และกลุ่มกิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 ที่จับมือกับผู้ประกอบการจากจีนคือ บริษัท Haicheng Petroleum Machinery Manufacture Group และนักลงทุนจากประเทศ UAE คือบริษัท  AL Jaber group จำกัด  นั้น ถือเป็นหน้าใหม่ที่เข้ามาสร้างสีสันในการประมูล โดยผู้ที่ยื่นแสดงความจำนงเข้าร่วมพิจารณา PQ ทั้ง 6 รายนั้นจะต้องยื่นรายละเอียดคุณสมบัติ ต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในวันที่ 15-16 พ.ค. 2561

เข้าสู่ขั้นตอนที่ 4 ซึ่งนับว่าเป็นด่านที่สำคัญ คือการประกาศผลผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ ตามที่รัฐกำหนดในวันที่ 28 พ.ค. 2561 เช่น ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนในบริษัทรอบ 2 ปีย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการเข้าร่วมประมูลแหล่งเอราวัณ และ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการร่วมประมูลแหล่งบงกช และต้องมีคุณสมบัติด้านประสบการณ์การผลิตปิโตรเลียมทางทะเลไม่ต่ำกว่า 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันด้วย เป็นต้น  โดยผู้ที่ผ่านการพิจารณาจึงจะมีสิทธิเข้าถึง Data Room ที่มีข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับแปลงสำรวจที่จะประมูล โดยจะมีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมระหว่างวันที่ 7 มิ.ย.-21 ก.ย. 2561 หรือภายใน 4 เดือน

ในขั้นตอนที่ 5 จะเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญ คือการยื่นข้อเสนอการประมูลในวันที่ 25 ก.ย. 2561 ที่จะทราบว่า ผู้ประกอบการรายใด จะจับคู่เป็นพันธมิตรกับใคร และยื่นประมูลในแหล่งใดบ้าง ซึ่งข้อกำหนดการเสนอประมูลเบื้องต้น ที่ทาง กพช. รับทราบเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา กำหนดไว้ว่าผู้รับสัญญาในแปลง G1/61 (เอราวัณ) จะต้องสามารถผลิตก๊าซฯ ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่วนแปลง G2/61 (บงกช) ต้องผลิตไม่ต่ำกว่า 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มผลิตต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี นอกจากนี้ ยังต้องเสนอราคาก๊าซฯที่ไม่สูงกว่าราคาก๊าซฯเฉลี่ยในปัจจุบัน ตามสูตรราคาที่รัฐกำหนด ต้องเสนอส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐไม่ต่ำกว่า 50% และต้องเสนอผลประโยชน์ต่างๆ เช่น โบนัสการลงนาม โบนัสการผลิต และผลประโยชน์พิเศษอื่นๆ  และต้องเสนอสัดส่วนการจ้างงานคนไทยไม่ต่ำกว่า 80% ในปีแรกของการผลิต และเพิ่มเป็น 90% ภายในปีที่ 5 ของการผลิต 

มาถึงขั้นตอนที่ 6 จะเป็นการประกาศผลผู้ชนะในเดือน ธ.ค. 2561 และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ขั้นตอนที่ 7 คือการลงนามในสัญญากับผู้ชนะประมูลในเดือนก.พ. 2562

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีการประเมินในเบื้องต้นว่า การประมูลเอราวัณ และบงกช ครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน 1.2 ล้านล้านบาท และทำให้เกิดรายได้จากการขายปิโตรเลียมประมาณ  2.1 ล้านล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วคิดเป็นกำไร จะอยู่ที่ประมาณ 9 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นกำไรในส่วนของภาครัฐกว่า 7 แสนล้านบาท นับจากปี 2565 ไปอีก 10 ปีข้างหน้า ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในทีโออาร์

ที่สำคัญ การประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชในครั้งนี้ ต้องถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากเป็นการประมูลครั้งแรกหลังจากที่แหล่งปิโตรเลียมหมดอายุสัมปทาน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน  โดยแหล่งเอราวัณ เป็นแหล่งปิโตรเลียมแหล่งแรกที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565  ส่วนแหล่งบงกช นั้นจะหมดอายุในปี 2566   นอกจากนี้ ยังเป็นการเปลี่ยนระบบบริหารจัดการ จากระบบสัมปทาน มาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตด้วย จึงเป็นความท้าทายทั้งในส่วนของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์  ภาครัฐคือกระทรวงพลังงาน โดยการนำของ ดร.ศิริ  และภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ร่วมการประมูล ที่จะช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการปิโตรเลียมไทย  และแน่นอนที่สุดประโยชน์ที่คนไทยทุกคนจะได้รับคือความมั่นคงทางพลังงาน ที่จะเกิดจากความต่อเนื่องของการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทย ในราคาก๊าซที่ไม่แพงไปกว่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 

จึงต้องเอาใจช่วยให้รัฐเดินหน้าเปิดการประมูลเอราวัณ และบงกช ให้สำเร็จลุล่วง ทั้ง 7 ขั้นตอน

กลับสู่บทความทั้งหมด

irpc