บทความที่เกี่ยวข้อง

36 ปี เอราวัณ แหล่งพลังแห่งความภูมิใจของไทย

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้เปิดประมูลสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือแหล่งเอราวัณ และ แหล่งบงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ จึงนับว่าเป็นความท้าทายของทั้งรัฐบาลไทยและบริษัทผู้ประกอบกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่สนใจ เข้าร่วมประมูลในแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าว ที่จะต้องดำเนินการผลิตก๊าซธรรมชาติ ให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

จุดเริ่มต้นพลังงานไทย

“แหล่งเอราวัณ” เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งแรกในอ่าวไทย ที่ผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมากว่า 36 ปีแล้ว หากเป็นคนอย่างเราๆ ก็นับว่าแหล่งเอราวัณอยู่ในวัยผู้ใหญ่เต็มตัว ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตและการทำงานมาไม่น้อย และแกร่งกล้าพอที่จะเผชิญความท้าทายใหม่ๆ ที่รออยู่

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2505 ในยุคที่เรียกว่า “โชติช่วงชัชวาล” ของไทย ที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จากแต่เดิมที่สงวนไว้ให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น จึงเป็นดั่งประตูบานแรกที่เปิดให้บริษัท Union Oil Company of California ต่อมาคือ บริษัท ยูโนแคล และปัจจุบัน คือ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด (จากการควบรวมกิจการ) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบุกเบิกการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย และเป็นผู้ค้นพบก๊าซธรรมชาติในแหล่งเอราวัณแห่งนี้ เมื่อปี 2516 ซึ่งต่อมาก็ได้มีการสำรวจพบก๊าซฯในแหล่งอื่นๆ ด้วย

กล่าวได้ว่า การค้นพบ “แหล่งเอราวัณ” แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติแห่งแรกในอ่าวไทยนี้ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศไทยสู่ความโชติช่วงชัชวาล เพราะก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตสำคัญแห่งนี้ ได้ถูกนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  

จึงนับว่า แหล่งก๊าซฯเอราวัณ เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสู่ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย

ปัจจุบัน บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้ได้รับสัมปทานในการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณ โดยเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2524 หรือ 8 ปีหลังจากการสำรวจพบก๊าซฯ ซึ่งแหล่งเอราวัณแห่งนี้ นับว่าเป็นแหล่งพลังงานหลักที่สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน และยังเป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจอีกหลายแขนงที่ต่อยอดมาจากก๊าซธรรมชาติ ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับคนไทยและประเทศไทย มานานกว่า 36 ปี

นับจากปีที่เริ่มผลิตครั้งแรก เชฟรอนได้พัฒนาการปฏิบัติงานทุกขั้นตอนเพื่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันสามารถผลิตก๊าซจากอ่าวไทยเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ก๊าซในประเทศได้มากกว่า 1 ใน 3  ซึ่งก๊าซที่ผลิตได้นี้ ส่วนใหญ่นำไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนที่เหลือนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม เชื้อเพลิงยานพาหนะ ก๊าซหุงต้ม รวมทั้งวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้วัตถุดิบของปิโตรเคมี ไม่ว่าจะเป็นการผลิตถุง ถัง กะละมัง ผงซักฟอก น้ำยาต่างๆ เป็นต้น

โดยปัจจุบัน เชฟรอนฯ สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยรวม 1,809 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขับเคลื่อนด้วยพนักงานกว่า 1,500 คน ซึ่งเป็นคนไทยถึง 96% และพนักงานจากบริษัทผู้รับเหมาอีกประมาณ 1,100 คน สร้างรายได้ให้ประเทศไทยในรูปของค่าภาคหลวงรวมแล้วกว่า 455,785 ล้านบาท (ปี 2524 – 2560) ทั้งยังทำให้เกิดการจ้างงานในอีกหลากหลายอุตสาหกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มหาศาล  

ความท้าทายครั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในขณะนี้ คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า แหล่งเอราวัณมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่ลดน้อยลงไปตามการดำเนินงานกว่า 3 ทศวรรษ โดยเมื่อสัมปทานหมดอายุในปี 2565 กฎหมายปิโตรเลียมไทยฉบับแก้ไขล่าสุด กำหนดให้ต้องเปิดประมูลใหม่เพื่อหาผู้ดำเนินการที่มีความสามารถในการรักษาระดับการผลิตก๊าซฯได้ตามนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลได้นำระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC มาใช้ในการประมูลแหล่งปิโตรเลียมในครั้งนี้ แทนระบบสัมปทานแบบเดิม

เชฟรอนฯ ได้แสดงความจำนงที่แน่ชัดว่าจะเข้าร่วมประมูลเพื่อจัดหาพลังงานให้กับประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคตโดยล่าสุด ผู้บริหารเชฟรอนจากสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ นายเจย์ จอห์นสัน รองประธานบริหารธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัท เชฟรอน คอร์ปอเรชั่น ได้เดินทางเยี่ยมชมการดำเนินงานในแหล่งเอราวัณ และได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะยังคงเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย

“จนถึงปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณมีส่วนสำคัญในการช่วยลดการนำเข้าพลังงาน ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และแม้ว่าในขณะนี้การผลิตก๊าซจากแหล่งเอราวัณจะทวีความท้าทายมากขึ้นจากการดำเนินการมาอย่างยาวนานและสำรองปิโตรเลียมที่ลดน้อยลง แต่เชฟรอนก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถจัดการกับความท้าทายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราไม่เพียงสั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานในอ่าวไทยมาอย่างยาวนาน แต่ยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดจากการดำเนินงานทั่วโลกอีกด้วย”

จะเห็นได้ว่าแหล่งเอราวัณในวัย 36 ปี ยังคงท้าทายน่าค้นหา และยังดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนที่มีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสำรวจและนำเอาทรัพยากรก๊าซธรรมชาติที่มีค่าของไทย ขึ้นมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้อย่างคุ้มค่า

#36ปีเอราวัณ

 (โปรดติดตามตอนต่อไป)

กลับสู่บทความทั้งหมด

irpc