บทความที่เกี่ยวข้อง

รู้จักซาอุดิอาระเบียให้มากขึ้น ว่าคิดอย่างไรกับเรื่องน้ำมันดิบและเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า

ในการรับรู้ของคนไทยโดยทั่วไป เราอาจจะยังรู้จักซาอุดิอาระเบียว่าเป็นประเทศที่อยู่ในตะวันออกกลาง เป็นเศรษฐีน้ำมัน รวมทั้งเป็นประเทศยอดนิยมในอดีตที่คนไทยเลือกจะไปแสวงโชคขายแรงงาน ไม่นับรวมคดีเพชรซาอุอันโด่งดัง ที่ทำให้ซาอุฯปรับลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย

ในข้อเท็จจริง ซาอุดิอาระเบียมีความสำคัญในเชิงข้อมูลและรายละเอียด ที่คนไทยน่าจะได้รู้จักมากกว่านั้น โดยเฉพาะคนที่สนใจในเรื่องราวของพลังงาน

ต้องบอกว่า ปัจจุบัน ซาอุดิอาระเบีย นั้น ปรับระดับความสัมพันธ์กับประเทศไทยดีขึ้นมาโดยลำดับ และล่าสุด เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ก็ได้รับเชิญจากทางซาอุฯ เข้าร่วมประชุม The Eight IEA -IEF -OPEC  Symposium on Energy Outlooks  ที่กรุง Riyadh

ข้อมูลสำคัญด้านพลังงานที่คนไทยน่าจะได้รู้เพิ่มเติมมากขึ้นเกี่ยวกับซาอุดิอาระเบีย ที่ สนพ.นำมาเปิดเผยให้ทราบ ด้วยคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจ ก็คือ ซาอุฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบอันดับต้นของโลก โดยหลังการปรับลดกำลังการผลิตตามข้อตกลงลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC แล้ว ปัจจุบันซาอุฯ ผลิตน้ำมันประมาณ 10.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 13% ของการผลิตน้ำมันดิบของทั้งโลก และมากกว่าการผลิตของไทยถึง 73 เท่า

น้ำมันดิบที่ซาอุฯ ผลิตได้ มีการส่งออก ประมาณ 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ซึ่งในจำนวนของน้ำมันดิบที่ส่งออกนั้น มากกว่าครึ่ง คือ ประมาณเกือบ 70% ส่งมายังเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย โดยซาอุฯ เป็นประเทศที่ไทย นำเข้าน้ำมันดิบมากเป็นอันดับ 2 หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของการนำเข้าทั้งหมด

ข้อมูลสำคัญที่คนไทยน่าจะได้รู้อีกประการ คือ ซาอุฯ มีบริษัทน้ำมันแห่งชาติขนาดใหญ่มากชื่อว่า ซาอุดิ อารามโก ที่มีมูลค่าธุรกิจสูงกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 64 ล้านล้านบาท

ซาอุดิ อารามโก นั้น เป็นเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 9 แห่ง ในประเทศ โดยเป็นเจ้าของทั้งหมด 4 แห่ง และถือหุ้นรวมกับต่างชาติอีก 5 แห่ง มีกำลังการกลั่นรวม 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 2 เท่าของกำลังการกลั่นของไทย โดยโรงกลั่นน้ำมันที่มีกำลังการกลั่นมากที่สุดและเก่าแก่ที่สุด คือ Ras Tanura Complex Refinery ที่ซาอุดิ อารามโก ถือหุ้นทั้งหมด 100% มีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบอยู่ที่ 550,000 บาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติเหลว (NGL) 305,000 บาร์เรลต่อวัน

คณะของสนพ. ซึ่งนำโดย ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร มีโอกาสดีที่ได้เข้าไปเยี่ยมชมกิจการของ ซาอุดิ อารามโก ทั้งในส่วนของสำนักงานใหญ่ ที่ตั้งอยู่ที่เมือง Dhahran  และ ในส่วนของโรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Ras Tanura ทางภาคตะวันออกของซาอุดิอาระเบีย โดยมีการแชร์มุมมองกับผู้บริหารระดับสูงของซาอุดิ อารามโก ที่มองตลาดน้ำมันดิบของโลก และเรื่อง Disruptive Technology ที่แตกต่างไปจาก IEA หรือประเทศในฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา

โดยผู้บริหารระดับสูงของซาอุดิ อารามโก แสดงความเชื่อมั่นกับคณะผู้บริหารของ สนพ. ว่า  น้ำมันดิบจะยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักของโลก ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง  Disruptive Technology นั้น ซาอุดิ อารามโก ไม่เชื่อว่าเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของทั้งโลก จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนทำให้ยอดการใช้น้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย EV นั้นจะเติบโตได้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา คนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึง EV เพราะยังมีราคาแพง ทำให้น้ำมันจะยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักของคนกลุ่มนี้ 

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของพลังงานหมุนเวียน นั้น ทางซาอุดิ อารามโก มีแผนการลงทุนผลิต Solar Power ประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573  เพื่อเป็นการศึกษาแนวโน้มของตลาด ควบคู่ไปกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน

นอกจากนี้ผู้บริหารของ ซาอุดิ อารามโก ยังไม่มีความกังวลเรื่องของการผลิต Shale Oil ของสหรัฐอเมริกา โดยมองว่าปริมาณสำรอง Shale Oil มีอยู่จำกัด เมื่อสหรัฐเพิ่มการผลิตจน Shale Oil หมด  โลกจะต้องหันกลับมาพึ่งพาการผลิตน้ำมันดิบเช่นเดิม

มาถึงบรรทัดนี้ จะเห็นว่ามุมมองของซาอุดิ อารามโก นั้น ค่อนข้างจะแตกต่างจากนักวิเคราะห์ฝั่งตะวันตก ที่มองว่า แนวโน้มพลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้าจะมาแรง เป็นที่นิยมแพร่หลาย เพราะการพัฒนาระบบแบตเตอรี่ และต้นทุนที่ต่ำลงเรื่อยๆ จนสามารถมาทดแทนการใช้น้ำมันดิบในที่สุด    ซึ่งต้องติดตามดูกันต่อไปว่า ฝั่งตะวันออกกลาง หรือ ฝั่งตะวันตก ใครจะพยากรณ์เทรนด์พลังงานของโลก ได้แม่นยำกว่ากัน 

แต่ที่น่าจะเป็นผลดี ก็คือ การที่คณะผู้บริหารของ สนพ. ที่เป็นฝ่ายวางแผนนโยบายพลังงานของประเทศ ได้มีโอกาสรู้มุมมองของทั้งฝั่งผู้ใช้และผู้ผลิตน้ำมัน จะทำให้นโยบายพลังงานของประเทศไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง เพราะการวางนโยบายและแผนด้านพลังงานให้มีความสมดุล นั้น จะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ อย่างประเทศไทย

กลับสู่บทความทั้งหมด